18 เรื่องไร้สาระในวงการมู ที่ต้องรู้ก่อนเสียค่าโง่ไปมากกว่านี้
1. รีวิวคนอื่นใช้ภาพนี้แล้วเวิร์ก เราก็ต้องเวิร์ก = ไร้สาระ
> จิตเรามีรหัสเฉพาะ (Archetype) และเส้นทางที่ต้องเรียนรู้ต่างกัน เหมือนเพลงเดียวกัน คนหนึ่งซึ้ง อีกคนรำคาญ ภาพก็เช่นกัน ถ้ามันไม่สั่นพ้องกับโครงสร้างจิตเรา ต่อให้คนทั้งโลกป้ายยาว่าดี สำหรับเรามันก็แค่ขยะหน้าจอ ดังนั้นเลิกตามกระแสแล้วกลับมาดูตัวเอง ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับภาพคือเรื่อง 1:1 ปัจจัยจากคนนอก...ไม่เคยพูดแทนได้ ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเรากับภาพนั้นจะเป็นแบบไหน
2.ห้ามตั้งเทพหลายวัฒนธรรม เดี๋ยวพลังตีกัน= ไร้สาระ
พระแม่กาลีไม่ไปตบเจ้าแม่กวนอิม เทพคือสัญลักษณ์สากล ไม่ใช่มาเฟียที่จะมาแย่งถิ่นกัน ถ้าเราเชื่อมโยงได้หมด พลังงานจะสอดประสานกันเองเหมือนวงออเคสตรา มันมีแต่อีโก้ของคนที่แยกพลังงานไม่ออก หรือถาม ai มา แล้วเอาความสับสน ความกลัว ความอยากมีแสงของตัวเองไปห้ามคนอื่น
3.ต้องแชร์ / ไลค์/ให้ค่าครู ถึงจะเห็นผล = ไร้สาระ
พลังงานไม่รับรู้ยอด Engagement ไม่ได้ทำงานผ่านอัลกอริทึม มันไม่ต้องการค่าโฆษณาเพื่อทำงานกับจิตเรา มีแต่คน (อยาก) ขายเท่านั้นที่สนใจ
4.เลือกเองไม่ได้ ต้องให้คนสร้างภาพ/ คนรู้เรื่องฟันธงให้ ถึงจะได้สิ่งที่ถูกต้อง = ไร้สาระ
ภาพไม่ได้ทำงานกับคนที่รู้มากกว่า มันทำงานกับคนที่เชื่อมต่อได้จริง ซึ่งความคิดนี้คือการปฏิเสธอำนาจในตัวเองอย่างรุนแรง พลังงานของภาพทำงานแบบ 1:1 ระหว่างเรากับสิ่งนั้น การที่เราไม่กล้าเลือกภาพที่ Resonate กับใจตัวเอง แต่กลับรอให้คนอื่นมาชี้ชะตา คือสัญญาณว่าเรายังสื่อสารกับจิตไร้สำนึกตัวเองไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ และต่อให้เราได้ภาพที่ถูกต้องที่สุดในเชิงทฤษฎี แต่ถ้าใจเรายังตั้งต้นด้วยการขออนุญาตจากคนอื่น พลังงานนั้นก็ไม่มีวันทำงาน เพราะเรากำลังทำตัวเป็นทาสที่รอคำสั่ง ไม่ใช่นายที่กุมโชคชะตาของตัวเอง
5.วอลเปเปอร์ที่ดี ต้องเห็นผลทันที = ไร้สาระ
โลกจัดวางฉากทัศน์ตามวุฒิภาวะ ไม่ใช่ตามเสียงเรียกร้อง ไม่สนว่าเราอยากได้แค่ไหน บางอย่างได้มาตอนนี้เราอาจรักษาไม่ได้ เช่น ถ้าเราถูกหวยวันนี้ตอนเพิ่งจบใหม่ๆ หมาดๆ เราอาจใช้เงินปรนเปรอหมดภายใน 2 เดือน หรือลงทุนอะไรซักอย่างจนเจ๊ง แล้วจบด้วยคำว่าประสบการณ์ชีวิต กลับกันถ้าเราถูกหวยอีกช่วงเวลานึง ด้วยวุฒิภาวะหรือสภาพแวดล้อมอะไรก็แล้วแต่ มันทำให้เงินก้อนนั้นของเราถูกใช้แบบเงินต่อเงิน ต่อยอดได้ได้เรื่อยๆ … ไม่ใช่เพราะเงินเปลี่ยน แต่เพราะ คนที่ถือมันเปลี่ยน ภาพก็เหมือนกัน บางภาพไม่ได้จงใจทำงานช้า มันแค่ไม่ยอมทำงานกับอีโก้
คำถามคือ เรายอมรอไหม เพื่อที่จะให้มันทำงานแบบถูกที่ถูกเวลาจริงๆ… ของที่เห็นผลทันที มักตอบสนองความหิวระยะสั้น ไม่ได้เปลี่ยนอะไรลึก ๆ บางภาพไม่มาเพื่อให้เราดีใจข้ามคืน เหมือนถูกหลอกให้ตายใจแล้วทิ้ง มันมาเพื่อรื้อวงจรเดิม มันเลยดูเหมือนยังไม่เกิดอะไร ทั้งที่จริง ๆ มันกำลังเกิดในระดับที่อีโก้มองไม่เห็น
6.ต้องสวดมนต์/ทำพิธีกรรมก่อนถึงจะขลัง = ไร้สาระ
จิตไม่ได้สนเสียงในฐานะพิธี มันสนสิ่งที่เสียงพาเราเข้าไปถึง สิ่งที่จิตไร้สำนึกตอบสนองจริง ๆ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เสียงหรือภาพ แต่คือ รูปแบบของความหมายที่มันรับรู้ได้… ภาพ เสียง กลิ่น จังหวะ พื้นที่ แสง ทั้งหมดเป็นตัวพา ไม่ใช่ตัวการ พิธีจึงไม่ได้ทำให้ภาพแรงขึ้น ไม่ได้เร่งผลลัพธ์ให้มาไวขึ้น มันทำหน้าที่แค่ทำให้เจตนาของเราชัดขึ้น และขยายสิ่งที่มีอยู่แล้วข้างใน ถ้าข้างในเชื่อมโยงอยู่แล้ว ไม่ต้องสวดอะไรเลย แต่ถ้าข้างในกลวง ต่อให้สวดจนคอแห้งมันก็กลวงอยู่ดี เพราะสิ่งที่ทำงานไม่ใช่จำนวนบท แต่คือระดับการเชื่อมโยง ดังนั้นการไม่สวด ไม่ใช่ความผิด และไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ภาพไม่ทำงาน
7.วอลเปเปอร์ที่ดีต้องตรงวันเกิด/ราศีเราเท่านั้น = ไร้สาระ
อย่าเอาสถิติทางโหราศาสตร์มาเป็นกรงขังศักยภาพตัวเอง จิตไร้สำนึกมันกว้างใหญ่กว่าเวลาที่ระบุในใบสูติบัตร หรือจำนวนดาวที่อยู่นอกโลก (ซึ่งที่จริงเรายังค้นพบมันไม่หมดด้วยซ้ำ) พลังงานภาพทำงานกับ Archetype ของมนุษย์ ซึ่งเป็นภาษาสากลที่ไม่ต้องอาศัยการคำนวณวันเกิด ถ้าใจเราสั่นพ้องกับสิ่งไหน นั่นแหละคือสิ่งที่ ใช่สำหรับเราในปัจจุบัน ..ซึ่งไม่ได้ห้ามนะ โหราศาสตร์ดี มันคือทางเข้าที่ต่ำที่สุดของการทำงานกับจิต เหมือนชุดคำถามนึงที่ชวนให้เราหยุดมองดูสิ่งที่กำลังทำงานอยู่ภายใน แต่มันไม่ใช่ป้ายแขวนคอไง ดังนั้นต่อไปถ้ามีใครบอกเราว่าต้องใช้แบบนี้ ต้องทำสิ่งนั้น เพราะเราเกิดวันเดือนปีนี้ ลองทำตรงกันข้ามดูค่ะ ไม่ใช่เพื่อท้าทาย แต่เพื่อทดสอบว่าใครกันแน่ที่กำลังใช้ชีวิตของเราอยู่
8.ต้องเปลี่ยนภาพบ่อย ๆ พลังไหลแรงกว่า = ไร้สาระ
ธรรมชาติจิตไม่ได้ชอบความวุ่นวาย มันชอบการยึดโยง มันต้องการเวลา ความคงที่ สัญญาณซ้ำ ๆ ที่สอดคล้องกัน ...ซึึ่งที่เขียนนี่ บลูไม่ได้สั่งห้ามเปลี่ยนภาพ จริงๆจะเปลี่ยนวันละกี่ภาพก็ไม่ผิด แค่ชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนบ่อยสำหรับบางคนคือการไม่ให้จิตจับจุดอะไรได้เลย เหมือนคนที่เข้าใจแค่ภาษาไทยแต่เปิดเพลง 10 ภาษาใส่หัวพร้อมกัน แล้วหวังจะเข้าใจทั้งหมดนั้น ส่วนบางคนก็ชอบวิ่งไล่จับของใหม่ กลัวพลังงานตัน พลังงานหมด กลัวว่าภาพนี้ยังไม่ใช่ที่สุด กลัวว่าถ้ารอจะไม่ได้อะไร ความกลัวนี้แหละที่ทำให้เปลี่ยนภาพบ่อย สลับไปมา เผื่อเลือก กันพลาด ผลลัพท์ที่ได้เลยกลายเป็นว่าสิ่งที่เปลี่ยนบ่อยไม่ใช่พลัง แต่คืออีโก้ที่ยังไม่ยอมอยู่กับการเลือกใดการเลือกหนึ่ง
ลองนึกภาพคน 2 คน คน A พูดภาษาไทยได้ แต่ภาษาอังกฤษเงอะงะ ส่วนคน B พูดได้ 10 ภาษาคล่องปรื๋อ ...เทียบกับการใช้ภาพ คนกลุ่ม B ที่เปลี่ยนภาพบ่อยๆ ก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะเขาเข้าใจภาษาทั้ง 10 ได้โดยไม่ต้องแปลในหัว จิตรับได้จริง จับจุดได้หมด การใช้ภาพก็เหมือนกัน การเปลี่ยนภาพบ่อย ไม่ใช่ปัญหาในตัวมันเอง ปัญหามันอยู่ที่ว่าใครเป็นคนเปลี่ยน และเปลี่ยนจากพื้นที่ไหนของจิต สิ่งสำคัญคือให้เช็คว่าเรากำลังเปลี่ยนเพราะเส้นทางนั้นจบแล้ว หรือเปลี่ยนเพราะคน (อยาก) ขายสั่งให้เปลี่ยน
9.ตั้งแล้วห้ามเปลี่ยนบ่อย เดี๋ยวพลังสับสน = ไร้สาระ
สอดคล้องกับข้อก่อนหน้า พลังไม่สับสน มีแต่อีโก้เราเท่านั้นที่กลัวเลือกผิด ชีวิตมันไม่ใช่เส้นตรง ภาพสามารถเปลี่ยนได้ตามจังหวะชีวิต เหมือนเมื่อเป้าหมายเปลี่ยน Google Maps ก็ต้องปักหมุดใหม่ เช่น ถ้าข้ามจุด A มาได้แล้ว จะเปลี่ยนไปใช้ภาพสำหรับจุด B ก็แค่ทำเลย... ผ่าน B แล้ว อยากไป C หรอ? ก็ไปเลย.. วันนึงอยากกลับมาจุด A หรอ? ก็ทำได้
กฎเหล็กที่ห้ามเปลี่ยนภาพคือพันธนาการที่คน (อยาก) ขายสร้างขึ้นเพื่อควบคุมคนอื่น (รักภาพฉันสิ ใช้แค่ภาพฉันสิ) เท่านั้น ความจริงคือภาพไม่ใช่พันธะสัญญาตลอดชีวิต มันหมือนแผนที่ ไม่ใช่โซ่ล่ามคอ
10.ราคาสูงคือทำงานแรงที่สุด = ไร้สาระ
ราคาไม่ใช่หน่วยวัดการสั่นพ้อง มันแค่สะท้อนต้นทุน เวลา ความซับซ้อน ความเหนื่อยของผู้สร้าง ไม่ใช่มาตรวัดความขลัง ความแรงเกิดจากระดับความสั่นพ้องระหว่างเรากับภาพ ต่อให้เป็นภาพนั้นราคา 0 บาทที่เราไปแคปมาจากไหนไม่รู้ แต่ถ้ามันสะท้อนจิตเราได้ชัดเจน มันก็ทำงานได้รุนแรงกว่าภาพราคาหลักแสนที่เราไม่ได้รู้สึกเชื่อมโยง
11.จำนวน Archetypes เยอะ คือเจ๋งกว่า = ไร้สาระ
จิตไม่ได้แข่งสะสมไพ่ และสำหรับบางคนยาที่แรงเกินไปจิตก็รับไม่ไหวได้เหมือนกัน (คล้ายกับที่เขียนไว้ในข้อที่ 8) และยาหลายตัวที่ผสมกันมั่วซั่วก็อาจกลายเป็นพิษ สิ่งสำคัญคือความแม่น ไม่ใช่ความเยอะ บางครั้งภาพที่มีสัญลักษณ์เดียวแต่คม กลับผ่าปัญหาเราได้ขาดกว่าภาพที่มีเทพ มีไพ่ มีสัญลักษณ์เต็มหน้าจอแต่ไม่ตรงจุดสักอันเดียว
12.ภาพใหม่กว่า ต้องทำงานดีกว่า = ไร้สาระ
ความใหม่และการพัฒนาเทคนิคคือเรื่องของตาเห็น สมองประมวล แต่งานพลังงานไม่มีคำว่าตกรุ่น ความต้องการของจิตภายในอาจจะต้องการความเรียบง่ายที่อยู่ในภาพ ณปัจจุบันมากกว่า ...ให้ฟังเสียงของตัวเองค่ะ อย่าฟังเสียงคนขายที่อยากระบายของใหม่
13.ต้องเข้าใจทุกอย่างในภาพ ถึงจะทำงานได้เต็มที่ = ไร้สาระ
ภาพไม่ได้ทำงานกับคนที่รู้มากกว่า จิตไร้สำนึกฉลาดพอที่จะเลือกหยิบสิ่งที่ต้องใช้เองโดยไม่ต้องรอให้สมองซีกซ้ายตีความเป็นตัวอักษร เหมือนที่เราหายใจได้โดยไม่ต้องเข้าใจวิชากายวิภาคศาสตร์ พลังงานมันสื่อสารกันแบบนั้น ไม่ใช่ความจำ จิตไร้สำนึกไม่ต้องการคำอธิบาย ทฤษฎี เหตุผลล้านแปดพันเก้าค่ะ จิตไร้สำนึกเราจะเลือกสิ่งที่ต้องใช้เอง และมันต้องการแค่การสั่นพ้อง
(ซึ่งจะมีเคสโหลดภาพยันต์ที่ตัวเองไม่เข้าใจ แล้วเจอภายหลังว่าเป็นยันต์สาปแช่ง ตรงนี้เดี๋ยวบลูจะมาอธิบายแยกโพสต์ว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น)
14.ต้องรู้สึกทุกครั้งที่ใช้ แสดงว่ามันทำงาน = ไร้สาระ
รู้สึกได้นะ แต่ไม่จำเป็นต้องทุกครั้ง ความรู้สึกต่างๆ คือปฏิกิริยาของร่างกายต่อสิ่งเร้า แต่การทำงานของจิตลึก ๆ มักเงียบเหมือนการเติบโตของเซลล์ การวิ่งหาอาการตื่นเต้น ว้าว โอ้วขนลุกเลยค่ะ ตลอดเวลาคือการติดยาเสพติดทางอารมณ์ ไม่ใช่การสัมผัสพลังงาน
15.ต้องเลือกภาพที่ตรงกับสิ่งที่อยากได้เป๊ะ ๆ ถึงจะเห็นผล = ไร้สาระ
สิ่งที่เราอยากได้มักมาจากกิเลส แต่สิ่งที่จิตเราต้องการมักมาจากสิ่งที่ขาดหายหรือเงาในจิตไร้สำนึก เช่น เราอยากรวย อยากได้ภาพเรียกเงิน ขอทองไหลเต็มหน้าจอ แต่จิตใร้สำนึกอาจพาเราไปเจอ (สั่นพ้อง) กับภาพที่อุดรอยรั่วกระเป๋าเงินก่อน เพราะมันรู้ว่าเราต้องใช้สิ่งนี้ มันรู้ว่านั่นคือต้นตอที่แท้จริงของความยากจนของเรา
จิตไร้สำนึกมันไม่โกหก ไม่หลอก ไม่มีเจตนาทำร้ายเรา (เหมือนที่จิตสำนึกหรืออีโก้ จิตใต้สำนึกมักทำ เช่น เห็นรีวิวปลอมซ้ำ ๆ จนเชื่อ) มันแค่ไม่อธิบาย มันพูดในภาษาที่เราไม่เคยยอมเรียน ปัญหาไม่เคยอยู่ที่มัน แต่อยู่ที่เราฟังมันไม่เป็น ถ้าเราเริ่มฟังจิตไร้สำนึกเมื่อไร ตอนนั้นเราจะหยุดโกหกตัวเองเร็วขึ้นค่ะ
16.ภาพที่รายละเอียดเยอะๆ สัญลักษณ์อะไรไม่รู้แน่นๆ จะทำงานได้ลึกกว่า = ไร้สาระ
การสาดสัญลักษณ์อะไรไม่รู้ลงไปให้มันดูขลัง ดูแน่น ไม่ได้ช่วยให้งานพลังงานมีประสิทธิภาพขึ้นเลย ถ้ามันไม่สั่นพ้องกับ Archetype ในใจเรา สัญลักษณ์ที่ยัดเยียดมาพวกนั้นจะเป็นแค่ขยะสายตาสร้างความรำคาญให้จิตไร้สำนึกเปล่า ๆ พลังงานวัดกันที่ความตรง ไม่ใช่ความหนาแน่นของลวดลายค่ะ
17.ต้องมองภาพตลอดเวลา พลังถึงจะเข้า = ไร้สาระ
จิตไร้สำนึกไม่มีดวงตา แต่มันรับรู้แรงสั่นสะเทือนตลอดเวลา ถึงเราจะหลับตาลง (เหมือนตอนเราฝัน เราไม่ได้ลืมตาเพื่อที่จะเห็นภาพ) การมองภาพบ่อย ๆ คือการตอกย้ำเจตนา ตอกย้ำความเชื่อมั่นของสมองส่วนเหตุผล แต่ในระดับพลังงานมันสื่อสารถึงกันไปตั้งแต่เสี้ยววินาทีแรกที่เราเห็นแล้ว ถ้าพลังต้องการสายตาเรา 24 ชม. นั่นไม่ใช่พลัง นั่นคือการเรียกร้องความสนใจ
18.ภาพต้องตรงศาสนาเราเท่านั้น = ไร้สาระ
Archetype เป็นภาษาสากลก่อนที่มนุษย์จะรู้จักศาสนา พลังงานของความเมตตา ความรัก ความอุดมสมบูรณ์ มีอยู่จริงในทุกวัฒนธรรม พลังงานไม่มีสังกัด จิตไม่ถือบัตรสมาชิกศาสนา
ถ้าเราอ่านทั้ง 18 ข้อนี้จนจบ (ไม่ได้ปิดหนีไปก่อน)
ยินดีด้วยค่ะ นั่นไม่ใช่เพราะบลูเขียนเก่ง
แต่เพราะจิตไร้สำนึกของเรากำลังหาช่องทางสื่อสารกับอีโก้ของตัวเอง เพื่อหยุดวงจรเดิมที่มันรู้แล้วว่าจะไม่พาเราไปไหน
จุดประสงค์บลูมาเขียน คือเพื่อขยายมุมมอง ป้องกันเราจากผลประโยชน์ทางการตลาด ไม่ได้เขียนขึ้นมาเพื่อดุผู้บริโภค
เพราะจริง ๆ หลายข้อ บลูเองก็เคยเข้าใจผิดเหมือนกันในช่วงเริ่มต้น จนได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงว่าพลังงานทำงานตามความสัมพันธ์ระหว่างจิตไร้สำนึกของเรากับสัญลักษณ์ในภาพ 1 ต่อ 1 สัญลักษณ์ไม่ได้ทำงานเพราะคนอื่นบอกว่ามันดี แต่มันทำงานเพราะมันคลิกกับประสบการณ์ส่วนตัวหรือต้นแบบ (Archetypes) ในจิตไร้สำนึกของเรา และถ้าสัญลักษณ์นั้นเชื่อมโยงกับเราจริงๆแล้ว มันจะเกิดแรงขับเคลื่อนมหาศาล โดยไม่ต้องอาศัยการโน้มน้าว เสียงนกไก่กาจากภายนอกเลย
ส่วนอื่นๆที่เสริมเติมแต่งเข้ามามันจากแก่นนี้ = ความไร้สาระของโฆษณาชวนเชื่อ เหมือนขี้ห่อทับด้วยกระดาษของขวัญ ต่อให้กระดาษนั้นลายสวยแค่ไหน แพงเท่าไร คนอื่นบอกว่าวัสดุกระดาษดียังไง ...เปิดมาก็คือขี้
ไม่ต้องรีบเชื่อ ไม่ต้องรีบปฏิเสธ
…แค่อ่านแล้วค่อย ๆ สังเกตใจตัวเองก็พอว่าตรงไหนเรายังยึดติดอยู่เพราะกลัว ตรงไหนที่เรารู้สึกเบาแล้วเพราะเริ่มเข้าใจ
ถ้าอ่านแล้วหยุดคิดทบทวน นั่นอาจหมายถึงเงาบางอย่างเพิ่งถูกมองเห็น
ถ้าอ่านแล้วโกรธ อาจหมายถึงสิ่งนี้ขยี้ลงไปที่แผลสดของอีโก้จนเกราะเดิมเริ่มปริแตก
ถ้าอ่านแล้วบอกว่า “อย่าพูดแบบนี้ เดี๋ยวคนหมดศรัทธา”แปลว่าเคยมีศรัทธาแบบไม่บริสุทธิ์ ไม่ใช่ความจริง
ความเชื่อที่ห้ามตั้งคำถาม ไม่ใช่ความศักดิ์สิทธิ์ แต่มันคือระบบป้องกันการถูกจับได้
ข้อความทั้งหมดนี้จึงไม่ได้เขียนมาเพื่อขาย
แต่มันจะทำให้ใครบางคนขายไม่ได้อีกต่อไป :)


