ความต่างของไพ่ 2 ระบบ Tarot Archetype - Angel/Demon Archetype
ระบบแรก คือ Tarot Archetype
เปรียบเสมือนประโยคที่มีเรื่องราวเกือบสมบูรณ์ในตัวเอง แต่ละใบคือเรื่องเล่าที่เกือบสมบูรณ์ในตัวเองอยู่แล้ว เช่น The Emperor = โครงสร้าง, การควบคุม, ความมั่นคง, พลังของผู้วางระบบ The Empress = พลังของการโอบรับและการสร้างสรรค์ มันไม่ได้มีคู่ตรงข้ามในตัวเองชัดเจน เพราะระบบ Tarot ทำงานในโครงสร้างวงกลมของการเดินทางของจิต (Hero’s Journey) แต่ละใบจึงเป็นสถานีของการเติบโต เช่น จาก Fool สู่ World แต่ละใบจึงเป็นพลังงานหรือบทบาทที่ครบถ้วนสมบูรณ์ในตัวเอง ณ จังหวะนั้น ๆ (Self-contained role/stage)
แม้ว่าไพ่บางใบจะเป็น ขั้วตรงข้ามทางความหมาย เช่น The Empress (การโอบอุ้ม, ธรรมชาติ) กับ The Hierophant (กฎระเบียบ, สังคม) แต่ระบบหลักของ Major Arcana คือลำดับการก้าวหน้า (Linear/Cyclical progression), ไม่ใช่ระบบที่สร้างขึ้นเพื่อสะท้อนขั้วคู่ตรงข้ามแบบ Angel/Demon โดยตรง Tarot จึงเป็นวัฏจักรการเติบโต A cyclical story of psychological movement ไม่ได้สร้างขึ้นบนหลักของ polarity แต่สร้างบนหลักของจังหวะการเคลื่อนของจิตมนุษย์
เวลาเราผสมไพ่ Tarot เข้าด้วยกัน มันเหมือนการนำหลายประโยคมาร้อยเป็นเรื่องเดียว เช่น ถ้า The Emperor อยู่เพียงลำพัง มันอาจแข็งเกินไปจนขาดชีวิตชีวา แต่เมื่อ The Empress เข้ามาผสม พลังทั้งสองจะหาจุดสมดุลกัน กลายเป็นการสร้างที่ทั้งมั่นคงและมีหัวใจ มีระบบ The Emperor แต่ก็ยังเปิดรับแรงบันดาลใจ The Emperor
ถ้าเปรียบเป็นของกิน Tarot Archetype มันจะเหมือนเครื่องปรุงที่มีสูตรเกือบจะตายตัวอยู่แล้วในตัว เช่น
นมข้นหวาน ขนมปัง สังขยา แต่ละอย่างมีรสชาติและบุคลิกที่ค่อนข้างชัดอยู่แล้ว พอเรานำมาผสมกัน ก็จะได้เมนูที่มีโครงสร้างชัด เช่น นมข้นหวาน + ขนมปัง = ขนมปังนมข้นหวาน หรือ นมข้นหวาน + สังขยา + ขนมปัง = ขนมปังสังขยา หรือ ไส้กรอก + มายองเยส + ซอสมะเขือเทศ + ขนมปัง = ขนมปังไส้กรอก
ดังนั้นในระบบ Tarot การผสมไพ่จึงเหมือนการแลกเปลี่ยนคุณสมบัติของแต่ละพลัง เพื่อปิดจุดอ่อน เสริมจุดแข็ง และสร้างเรื่องราวที่กลมกล่อมมากขึ้น
ในขณะที่ระบบที่ 2 คือ Angel/Demon Archetype
พลังแบบสองขั้วของจักรวาลที่สะท้อนกัน (polarity field) แต่ละตนไม่ใช่ ประโยคที่มีเรื่องราวชัดเจน แต่เป็นเหมือนคำศัพท์ที่สั่นในความถี่เฉพาะตัว
ระบบนี้กำเนิดจากโครงสร้างของ Duality (ทวิภาวะ/ขั้วคู่) การแยกแสงกับเงา, การตกจากสวรรค์, การหมุนกลับของพลังบริสุทธิ์, ระเบียบ/ความโกลาหล (Order/Chaos) มันไม่ใช่เรื่องของเหตุการณ์ชีวิต แต่คือ แรงดึงระหว่างสองขั้วของจักรวาล
Angel = แรงถ่วงที่ยกขึ้นสู่โครงสร้างแห่งระเบียบ การยกระดับ ความเมตตา การกลั่นพลัง
Demon = แรงผลักที่ผลักเรากลับไปหาตัวตนแท้ดิบ ความจริงที่ถูกกดทับ การทำลายเพื่อสร้างใหม่
ถ้าเปรียบเป็นของกิน Angel/Demon Archetype จะไม่ใช่เครื่องปรุงที่มีสูตรสำเร็จ แต่เป็นวัตถุดิบต้นทาง เหมือนเกลือทะเล นม ไข่ไก่ มะเขือเทศ แต่ละอย่างมีความถี่เฉพาะตัวที่ยืดหยุ่นสูงกว่ามาก เวลาเรานำมาผสมกัน พลังจะไม่ถูกจำกัดว่าต้องออกมาเป็นเมนูแบบไหน หน้าตาเป็นยังไง เกลือสามารถอยู่ในของคาวได้ อยู่ในขนมของหวานก็ได้ เครื่องดื่มก็ได้ ใช้หมักเนื้อก็ได้ ทำความสะอาดเครื่องครัวก็ได้ คือขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการให้มันทำงานยังไง
Angel/Demon เป็นแบบนั้นเลยค่ะ คือพวกเขามีพลังงานเฉพาะตัวอยู่แล้ว แค่พลังของแต่ละตนไม่ได้มีเรื่องราวเก่ามากำหนดว่าควรทำงานแบบไหน กับใคร (จะมีแค่ระบบที่ถูกจัดขึ้นภายหลัง เช่น การจับคู่ 72 Angels/72 Demons มาจากการจัดระบบของนักเวทมนตร์ในช่วงยุคกลางและยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา (เช่น ในตำรา Lesser Key of Solomon และการศึกษาคาบาล่า)) ดังนั้นบลูจึงสามารถเรียบเรียงสนามพลังได้อย่างอิสระ เพื่อให้สอดคล้องกับโจทย์ของลูกค้าที่ซับซ้อนหรือมีความขัดแย้งภายในตัว เหมือนเรากำลังเขียนประโยคใหม่จากคำศัพท์ที่มีอยู่ ไม่มีข้อจำกัดว่าจะต้องต่อกันแบบไหน หรือเล่าเรื่องยังไง จึงมีความยืดหยุ่นและเฉพาะตัวมากกว่าในเชิงพลังงาน
โดยสรุปคือ Tarot ผสมกันเพื่อให้เรื่องราวสมบูรณ์ขึ้น เหมือนการนำวัตถุดิบที่ถูกปรุงมาระดับหนึ่งแล้วร้อยรวมกันเป็นเมนูใหม่ที่กลมกล่อมลงตัว ส่วน Angel/Demon ผสมกันเพื่อให้สนามพลังละเอียดขึ้น เหมือนใช้วัตถุดิบต้นทางที่สามารถสังเคราะห์เป็นสูตรใหม่ได้ไม่จำกัด
และตรงนี้แหละ ที่ทำให้ทั้งสองระบบมีเสน่ห์ต่างกันชัดเจน และเป็นเหตุผลที่เวลาลูกค้ามีโจทย์ละเอียด ซับซ้อน หรือพลังในตัวเองมีความขัดแย้งหลายชั้น บลูจะเลือกใช้ระบบ Angel/Demon Archetype เพราะมันยืดหยุ่นกว่า เหมือนเรากำลังปรุงเมนูเฉพาะตัวที่ไม่มีในตำราอาหารที่ไหนมาก่อนค่ะ
ดังนั้นนะคะ การจัดไพ่ (Choosing Archetypes) = จัดชุดสัญลักษณ์ => สร้างคำสั่งหรือเจตจำนง => ส่งผลต่อการจัดเรียงเหตุการณ์ในโลกภายนอก


