บลูเพิ่งได้ฟังหมอตังในดคีที่พูดถึง Korea Human Grill A horrific Korean crime – burning humans to cleanse their souls หลังฟังจบไม่มีอารมณ์อื่นเลยนอกจากคำว่าหงุดหงิดพ่อแม่ของเหยื่อ ที่ลูกสาวโดนย่างทั้งเป็น แต่เสือกไม่เอาความคนร้าย
จริง ๆ เรื่องแบบนี้ไม่ใช่แค่ในเกาหลีหรือไทยที่มีให้เห็น แต่มันเป็น pattern ที่เกิดขึ้นแทบทุกสังคม เพราะมนุษย์เป็นสัตว์ที่ทนกับความไม่แน่นอนได้ยากมาก เวลาเกิดเหตุการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ เช่น โรคภัย ความตาย ความรักพัง โชคร้าย คนจำนวนมากจะพยายามหาความหมายหรือคำอธิบายให้มันให้ได้ แม้คำอธิบายนั้นจะไม่จริงก็ตาม เพราะความหมายปลอมยังทนได้ง่ายกว่าความว่างเปล่า ตรงนี้เลยเป็นพื้นที่ที่หมอดู ลัทธิ หรือความเชื่อเหนือธรรมชาติเติบโตได้ดีมาก
ถ้าเราลองดู เราจะเห็นว่ามันมีหลายกลไกทางจิตที่ทำงานพร้อมกัน เช่น
อย่างแรกเลยคือ confirmation bias ข้อนี้เห็นได้ชัดจากในคอมเมนท์ที่ว่า ถ้าหมอดูพูด 10 อย่าง ถูก 3 อย่าง คนจะจำ 3 อย่างนั้น แต่ลืม 7 อย่างที่ผิดไปเลย เพราะสมองเราคัดเลือกข้อมูลที่ยืนยันสิ่งที่เราอยากเชื่ออยู่แล้ว มันไม่มีใครอยากถูกมองว่าตัวเองเป็นไอ้ซื่อบื้อหัวอ่อนที่เพิ่งโดนคนแปลกหน้าต้มตุ๋นมาไง
อย่างที่สองคือ cold reading หมอดูจำนวนมากใช้เทคนิคพูดกว้าง ๆ เช่น ช่วงนี้คุณมีความเครียดเรื่องคนใกล้ตัว จะมีคนรอบข้างมึงจะตายนะ การเงินของคุณช่วงนี้สะดุดนะ บลาๆ ประโยคแบบนี้คนส่วนใหญ่ relate ได้หมด จับเด็ก 3 ขวบ กับลุง 70 ทั้งคู่ก็ relate ได้ ซึ่งพอเราตอบสนอง เขาก็จะอ่านภาษากายแล้วต่อบทไปเรื่อย ๆ หรือที่บ้านเราเรียกว่าแถนั้นแหละ
อย่างที่สามคือ illusion of control เวลาชีวิตควบคุมอะไรไม่ได้เลย การไปทำพิธี การดูดวง หรือการแก้คุณไส มันทำให้คนรู้สึกว่าอย่างน้อยฉันกำลังทำอะไรบางอย่างอยู่ แม้มันจะไม่ช่วยจริงก็ตาม
กรณีที่มีคอมเมนท์เล่าเรื่องป้าโดนตุ๊กแกกัดแล้วไปหาหมอคุณไส แทนที่จะไปโรงพยาบาล อันนี้นักสังคมวิทยามักเรียกว่า medical pluralism คือในหลายสังคม คนไม่ได้ใช้ระบบการแพทย์แบบเดียว แต่ใช้ทั้งแพทย์สมัยใหม่ หมอพื้นบ้าน หมอผี หมอดู สลับกันไป ซึ่งมันไม่ได้ผิด แต่ปัญหาคือมันเริ่มอันตรายเมื่อความเชื่อมาแทนที่การรักษาที่จำเป็นจริง ๆ อย่างกรณีแผลติดเชื้อ
ส่วนคดีเกาหลีที่บลูพูดถึง (ลัทธิประหลาดที่ทำร้ายลูกตัวเอง) มันเป็นตัวอย่างของอีกระดับหนึ่ง คือ cult psychology เวลาคนเข้าไปอยู่ในกลุ่มปิดที่มีผู้นำลัทธิจะ
มีการตัดขาดจากโลกภายนอก
มี narrative ว่าพวกเราเท่านั้นที่รู้ความจริง
ใช้ความกลัวหรือความศักดิ์สิทธิ์ควบคุม
คนปกติจำนวนมากก็สามารถถูกดึงเข้าไปได้ ไม่ว่าจะในอดีตหรือปัจจุบัน ยุคสมัยไหน รูปแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำเสมอ เพราะมันเล่นกับสามอย่างหลัก ๆ ของมนุษย์ คือ ความกลัว + ความหวัง + ความต้องการความหมาย
สิ่งที่น่าสนใจมากคือ ต่อให้สังคมพัฒนาแค่ไหน จะยุคหินหรือยุค AI ความเชื่อแบบนี้ก็ไม่เคยหายไปจริง ๆ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อเมริกา หรือยุโรป ก็ยังมีลัทธิแปลก ๆ เกิดขึ้นเรื่อย ๆ มันทำให้เห็นแล้วว่ามนุษย์ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเหตุผลล้วน ๆ อย่างที่ยุค Enlightenment เคยคิด
จริง ๆ แล้วถ้ามองให้ลึกอีกชั้น เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวแค่ไอ้หน้าโง่โดนหลอกอย่างเดียว แต่มันเกี่ยวกับโครงสร้างจิตของมนุษย์เลย
คำถามที่น่าสนใจมากกว่าคือ ทำไมมนุษย์ถึงต้องการเรื่องเล่า หรือพลังลึกลับมาค้ำจุนชีวิตอยู่เสมอ แม้ในโลกที่มีวิทยาศาสตร์แล้ว?
บลูน่าจะพูดเรื่องนี้รอบที่ 100 แล้ว แต่คำตอบคือเพราะถ้าตัดทุกอย่างออกไปหมด ไม่มีโชคชะตา ไม่มีพลังลึกลับ ไม่มีความหมายที่จักรวาลมอบให้ มนุษย์จะต้องเผชิญกับบางอย่างที่หนักมาก คือความจริงที่ว่าโลกไม่ได้มีความหมายอะไรเลย แล้วตรงนั้นแหละที่หลายคนทนไม่ได้จะเป็นจะตายเอา อ้าว ฉันมันก็แค่ไอ้ขยะที่บังเอิญมาเกิดบนดาวเคราะห์ดวงนี้หรอ…มนุษย์ที่ตั้งยศตัวเองเป็นสัตว์ประเสริฐรับคำตอบนี้ไม่ได้ค่ะ ความเชื่อจึงไม่ใช่แค่เรื่องงมงาย
แต่มันเป็นเหมือนยาแก้ existential anxiety ของมนุษย์ทั้งสายพันธุ์
แต่แน่นอน ปัญหาคือยาบางชนิดก็กลายเป็นพิษได้ เหมือนกรณีที่บลูเล่ามานั่นแหละ
แต่รู้อะไรไหม จริงๆแล้วมนุษย์ที่เชื่อเรื่องพลังลึกลับ กับมนุษย์ที่เชื่อในเหตุผลแบบสุดโต่ง
อาจไม่ได้ต่างกันเท่าที่เราคิดก็ได้ โครงสร้างทางจิตของสองแบบนี้คล้ายกันอย่างกับก้อปปี้วางเลย เดี๋ยวค่อยมาต่อนะคะ ขอดองไว้ก่อน เพราะตอนนี้อยากระบายของในหัวเรื่องอีป้าเกาหลีมหาภัยนี้ก่อน
คดีนี้ทำบลูอยากเตะอะไรสักอย่าง หรือซัดหน้าใครสักคน มันไม่ใช่แค่เรื่องคนเชื่ออะไรแปลก ๆ แต่มันถึงขั้นทำลายชีวิตคนจริง ๆ ได้ พอยิ่งเป็นเคสที่ถึงกับมีคนตายหรือครอบครัวพัง พอเห็นแล้วมันจะเกิดคำถามว่า
ทำไมอาชีพแบบหมอดู แก้กรรม แก้คุณไสยด้วยพุทธคุณบลาๆ ยังมีอยู่ได้?
อย่างแรก ต้องยอมรับว่าหมอดูจำนวนมากไม่ได้เริ่มจากความตั้งใจจะทำร้ายใคร บางคนเชื่อในสิ่งที่ตัวเองทำจริง ๆ ด้วยซ้ำ เขาโตมาในวัฒนธรรมที่เชื่อเรื่องดวง เรื่องกรรม เรื่องพลังบางอย่าง ก็พ่อแม่ฉันทำอาชีพนี้อะ ฉันถูกปลูกฝังมาแบบนี้อะ พอทำนายอะไรถูกบ้างก็ยิ่ง reinforce ว่าสิ่งนี้จริง แต่ปัญหาคือความเชื่อส่วนตัว กับความจริงของโลก มันคนละเรื่องกัน คนที่เชื่อว่าตัวเองช่วยคนได้ อาจกำลังให้คำแนะนำที่อันตรายมากโดยไม่รู้ตัว
ชั้นที่สองคือเรื่องโครงสร้างของธุรกิจนี้ หมอดูไม่จำเป็นต้องแม่นมากเพื่ออยู่รอดเลย แค่แม่นบ้างเป็นช่วง ๆ ก็พอแล้ว เพราะสมองมนุษย์มีอคติหลายแบบ เช่น คนจะจำคำทำนายที่ตรงได้ชัดมาก คำที่ไม่ตรงจะถูกลืม หรือถูกตีความใหม่ให้ดูเหมือนตรงทีหลัง ถ้าเหตุการณ์เกิดขึ้นภายหลัง คนจะย้อนกลับไปเชื่อมว่า นี่ไง หมอดูเคยบอกไว้ ทั้งหมดนี่ทำให้หมอดูบางคนดูเหมือนแม่น ทั้งที่จริง ๆ มันเป็นกลไกความจำของมนุษย์
ชั้นที่สาม ซึ่งเป็นชั้นที่อันตรายที่สุด คือช่วงที่คนกำลังเปราะบาง เวลาคนไปหาหมอดู ส่วนใหญ่ไม่ได้ไปตอนชีวิตปกติ เขาไปตอนความรักพัง มีใครตาย โดนนอกใจ โดนโกง กลัวตาย มีโรคร้าย กลัวอนาคต หรือรู้สึกควบคุมชีวิตไม่ได้ ในสภาพแบบนี้สมองมนุษย์จะหาทางออกอะไรก็ได้ที่ทำให้รู้สึกว่าไอ้ปัญหาที่ฉันเพิ่งพล่ามไปเนี่ย มันมีคำตอบนะหมอดูจึงกลายเป็นเหมือนคนที่ให้เรื่องเล่าเกี่ยวกับอนาคต บางครั้งมันก็ harmless แต่บางครั้งมันเลยเส้น เช่น บอกให้เลิกกับคนรัก บอกว่าลูกเป็นตัวซวย บอกให้ทำพิธีแพง ๆ หรือทำให้คนกลัวจนตัดสินใจบางอย่างพลาด ตรงนี้แหละที่มันกลายเป็นปัญหาจริง ๆ ซึ่งเกิดในทุกลัทธิ ลัทธิวิทยาศาสตร์ (Scientism) จ๋าก็เกิด
อีกเรื่องหนึ่งที่อาจช่วยให้เราเข้าใจ (แม้มันจะยังน่าหงุดหงิดอยู่) คือโลกนี้มีสามประเภทของหมอดู
คนที่เชื่อจริงว่าฉันคือหมอดู
คนที่รู้ว่าไม่ได้เป็นหมอดูจริง ดูยูทูป 2-3 คลิป แล้วสถาปณาเป็นอาชีพ
คนที่ตั้งใจหลอกลวง (แบ่งมาทำไมไม่รู้ เอาจริงเจตนาก็เหมือนประเภทก่อนหน้า 5555 แต่แค่ประเภทที่ 2 อาจจะทำเพราะขัดสนเรื่องเงิน ทำขำๆ จอยๆ แต่อันนี้คือกูตั้งใจมาหลอกมึงๆๆ นั่นแหละ)
ซึ่งสามแบบนี้ปะปนกันหมด คนภายนอกเลยแยกยาก แต่ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ที่หมอดูมีอยู่ มันอยู่ที่มนุษย์จำนวนมากต้องการคำตอบแบบง่ายเกี่ยวกับชีวิต
ต่อให้หมอดูหายไปหมด แบบทานอสดีดนิ้วเอาเฉพาะให้หมอดูสูญพันธุ์ สิ่งที่มาแทนอาจเป็นอย่างอื่น เช่น guru / influencer ที่ขายความเชื่อ / ideology บางแบบ
มนุษย์มีแนวโน้มจะหาคนที่บอกอนาคตให้เราอยู่ดี เพราะการยอมรับว่าไม่มีใครรู้อนาคตเลย และเราต้องรับผิดชอบการตัดสินใจเองทั้งหมดมันหนักมากสำหรับหลายคน
สิ่งที่สำคัญจริง ๆ เลยไม่ใช่แค่การห้ามหมอดู ห้ามไม่ให้มีใครมาจูงจมูกเรา แต่คือการสอนให้คนคิดเชิงวิพากษ์ (critical thinking) ให้คนถามคำถามแบบนี้กับทุกคำทำนาย
ถ้าคำแนะนำนี้ผิด ใครรับผิดชอบ ถ้าฉันทำตามที่เขาบอกจะเกิดอะไร ถ้าฉันไม่ทำตามที่เขาบอกจะเกิดอะไร คำแนะนำนี้ทำให้ฉันสูญเสียอะไรไหม หมอดูได้ผลประโยชน์อะไรจากคำพูดนี้ ซึ่งคำถามพื้นฐานชุดแรกนี้สำคัญมาก เพราะมันดึงเรากลับมาที่โลกจริงแทนที่จะอยู่ในเรื่องเล่าของหมอดู
ถ้าฉันเล่าให้เพื่อนคนอื่น 100 คนฟัง เขาจะรู้สึกว่ามันตรงกับตัวเองเหมือนกันไหม ถ้าให้ทำนายแบบที่ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับฉันเลย เขายังเล่าอะไรได้ไหม ข้อนี้เป็นคำถามที่ใช้แยกความรู้จริงออกจากเทคนิคอ่านคน
คำทำนายทำให้ฉันพึ่งเขามากขึ้นหรือเปล่า ถ้าคำตอบคือยิ่งเชื่อ ยิ่งต้องกลับมาหาหมอดูอีก แปลว่ามันเริ่มมีโครงสร้างของ dependency แล้ว
ฉันอยากให้คำทำนายนี้เป็นจริงหรือเปล่า ถ้าไม่มีหมอดู ฉันจะตัดสินใจเรื่องนี้ยังไง คำถามชุดสุดท้ายนี้สำคัญ เพราะหลายครั้งสิ่งที่ทำให้คำทำนายดูจริงไม่ใช่หมอดู แต่คือความต้องการส่วนตัวของเราเอง
คำถามพวกนี้จะทำให้คำทำนายจำนวนมากพังทันที ทันทีที่ใครพูดว่า..ฉันรู้อนาคตของเธอนะ…นั่นควรเป็นสัญญาณให้เริ่มตั้งคำถามทันที ไม่ใช่เริ่มเชื่อเลย เพราะในความเป็นจริง ไม่มีใครรู้อนาคตได้ และคนที่พูดเหมือนรู้ มักกำลังขายอะไรบางอย่างอยู่เสมอ


