บลูเพิ่งเขียนเรื่องตำนานทำไมผู้หญิงถึงโดนสาปฉ่ำๆ ไป จนสงสัยว่าผู้หญิงโง่ขนาดนั้นเลยเหรอ ทำไมถึงถูกควบคุมง่ายจัง? คำตอบสั้นๆ คือ ไม่ใช่เพราะผู้หญิงโง่ค่ะ แต่เพราะต้นทุนของการขัดขืนระบบมันคือชีวิต
เพื่อให้ครอบคลุมขอย้อนไปถึงยุคก่อนจะมีระบบปิตาด้วย ไม่งั้นจะมีคำถามตลอดเส้นทางว่า หรือผู้หญิงโง่ตั้งแต่ก่อนมีระบบการยึดครองสมบูรณ์แบบ (Totalitarian Control) แล้วรึเปล่า
โอเค ยุคก่อนที่บลูหมายถึง คือยุคที่มี
กลุ่มสังคมเกษตรที่ตั้งถิ่นฐาน (มีการบูชาเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์ เช่น พระแม่ โลก มดลูก การกำเนิด พืชผล)
กลุ่มที่สังคมเลี้ยงสัตว์เร่ร่อนบนทุ่งหญ้า (โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้ม้าและรถศึก มีโครงสร้างแบบนักรบ ชายเป็นใหญ่ และบูชาเทพเจ้าบนท้องฟ้า ฟ้าร้อง สายฟ้า สงคราม)
ซึ่งเมื่อกลุ่มหลังขยายอำนาจเข้ามา ก็เกิดการผสมปนเปหรือแทนที่ศาสนาเดิม จนทำให้เทพเจ้าชายกลายเป็นผู้ปกครองจักรวาล ขณะที่เทพีหลายองค์ถูกลดบทบาท หรือถูกทำให้เป็นภรรยาของเทพชาย
ตรงนี้แหละค่ะ ที่บลูหมายถึง จุดเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจุดหนึ่ง เราอาจจะมีความรู้สึกที่ว่า เอ้าตอนนั้นทำไมไม่สู้? ทำไมยอมง่ายจัง? ไม่มีผู้ชายในชนเผ่าเดิมเหรอ? หรือโดนต้มจนตามเกมไม่ทันจริงๆ? งั้นกลุ่มสังคมเกษตรที่ตั้งถิ่นฐานที่บูชาพระแม่ต่างๆ นั่นก็ซื่อบื้อนะสิ?
…เป็นคำถามที่สมเหตุสมผลมากถ้าเรามองจากมาตรฐานโลกยุคปัจจุบัน
แต่ถ้าเราย้อนกลับไปดูกลศาสตร์ทางประวัติศาสตร์และชีววิทยาในยุคสำริด เราจะพบว่ามันไม่ใช่เรื่องของความโง่หรือฉลาด แต่เป็นเรื่องของความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยีสงครามและการล่มสลายทางกายภาพ
ประเด็นที่ว่าทำไมกลุ่มเกษตรกรรมเดิมถึงต้านไม่อยู่ ทำไมภาษา/อุดมการณ์ถึงยึดครองได้ทั่วโลก มันเกิดจาก
1. ความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยีสงคราม
ที่บลูพูดถึงกลุ่มเร่ร่อนบนทุ่งหญ้า (Nomadic Pastoralists) พวกเขามีชื่อเรียกในทางโบราณคดีว่าชาวอินโดยูโรเปียน (Indo Europeans หรือ ชนเผ่ายัมนาเลีย / Yamnaya Culture) ในขณะที่หมู่บ้านเกษตรกรรมเดิม (Old Europe / matriarchal agricultural societies) พวกเขามีผู้ชายค่ะ ไม่ใช่บูชาพระแม่แล้วจะเท่ากับในหมู่บ้านนี้ไม่มีผู้ชายเลย แต่ผู้ชายในสังคมเกษตรกรรม แบบชายเกษตรกรที่ถือคราดจับจอบ สังคมของเขาสร้างบ้านแบบไม่มีกำแพงเมือง เพราะเขาอยู่กันอย่างสงบอยู่แล้ว บูชาแม่พระธรณีและผลผลิต เน้นความเคารพธรรมชาติ การแบ่งปัน และการผลิตอาหาร ไม่ได้ออกแบบสังคมมาเพื่อการทำสงครามล้างเผ่าพันธุ์ ไม่ได้มีกองทัพประจำการ
ตัดภาพมาที่ชนเผ่าทุ่งหญ้าเร่ร่อนที่มีโครงสร้างแบบนักรบ ชายเป็นใหญ่ และบูชาเทพเจ้าบนท้องฟ้า ฟ้าร้อง สายฟ้า สงคราม) พวกเขามีม้า, รถศึก, และอาวุธโลหะสำริด/เหล็ก วิถีชีวิต ชายในชนเผ่านี้ไม่ได้ทำแปลงเกษตร แต่ล่าสัตว์ ล่าดินแดน และอยู่บนหลังม้าตลอดชีวิต พวกเขาคือเครื่องจักรสังหารอาชีพ ที่โตมาในโครงสร้างสังคมที่ฝึกมาเพื่อฆ่าโดยเฉพาะ
เมื่อชายเกษตรกรเจอคนที่ฝึกการรบยุทธวิธีทหาร และการสังหารมาทั้งชีวิตพุ่งเข้าใส่ ต่อให้ในหมู่บ้านจะมีผู้ชายกี่คนๆ มันก็เหมือนเอาชาวบ้านถือมีดทำครัวไปยืนสู้กับกองทัพที่มีรถถัง ต่อให้สู้จนตัวตาย ก็ถูกบดขยี้ในเวลาอันรวดเร็วค่ะ ไม่ใช่เพราะโง่หรือไม่สู้ แต่เพราะศักยภาพทางอาวุธมันต่างกันคนละชั้นตั้งแต่แรก
2.รูปแบบการตั้งถิ่นฐานที่เป็นเป้านิ่ง
หมู่บ้านเกษตรกรรมคือเป้านิ่ง ชุมชนที่บูชาพระแม่ธรณีผูกติดอยู่กับที่ดิน พืชผล และบ้านเรือน พวกเขาหนีไม่ได้ เพราะถ้าหนีก็คืออดตาย หนีก็คือเริ่มต้นใหม่ ไปปลูกผักส้รางบ้านใหม่ ดังนั้นการปกป้องที่ดินจึงทำได้ยากมากเมื่อถูกโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัว ส่วนกลุ่มเร่ร่อนคล่องตัวสูง คือกลุ่มนักรบที่ใช้ชีวิตเพื่อเข้าตี ฆ่า ฟัน แทง ปล้น เผา และถอยได้อย่างรวดเร็ว หากสู้ไม่ได้ก็ย้ายที่ตั้งแค่นั้น ไปหาเหยื่อใหม่ ซึ่งการรบแบบนี้ทำให้ฝ่ายตั้งรับอย่างหมู่บ้านเกษตรกรรมช้ำจนระบบสังคมพังจากภายในได้ง่ายๆ เลย
3. การล้างเผ่าพันธุ์ผู้ชายเดิม และการลักพาตัวสตรี
ทำไมโครงสร้างเดิมถึงต่อต้านไม่ได้ในระยะยาว? หลักฐานทางพันธุศาสตร์ (Archaeogenetics) ในยุคปัจจุบันพบความจริงอย่างนึงที่ชวนอ้วกมากค่ะ เพราะเมื่อชนเผ่าเร่ร่อนชายเป็นใหญ่บุกยึดหมู่บ้านเกษตรกรรม สิ่งที่พวกเขาทำคือการสังหารผู้ชายท้องถิ่นเดิมเกือบทั้งหมด (อาจจะเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้ชายที่ควบคุมความรุนแรงได้ ผู้ชายที่ไม่ฆ่าข่มขืนถึงหายวับไปส่วนนึง เอ้ะหรือหายหมด) ผลการตรวจ DNA ของประชากรยุโรปและเอเชียยุคสำริดพบว่า โครโมโซม Y (ซึ่งถ่ายทอดจากพ่อสู่ลูกชายเท่านั้น) ของชนเผ่าเดิม หายไปจากสายพันธุ์เกือบหมดสิ้น (นี่คือสัญญาณที่ชัดเจนว่าเป็นกลุ่มชายผู้อพยพที่ขยายเผ่าพันธุ์และเข้ามามีบทบาทแทนที่ประชากรชายท้องถิ่นเดิม) ในขณะที่ DNA ฝั่งแม่ (Mitochondrial DNA) จากกลุ่มเกษตรกรรมเดิมยังคงอยู่ นั่นหมายความว่าชายผู้ปกครองกลุ่มใหม่ฆ่าผู้ชายเดิมทิ้ง แล้วยึดสตรีในหมู่บ้านมาเป็นภรรยา/ทาส เมื่อผู้ชายเดิมถูกฆ่าตายหมดสิ้น ชนเผ่าท้องถิ่นก็ไม่มีกองกำลังเหลือสู้ ผู้หญิงและเด็กที่รอดชีวิตจึงตกอยู่ในภาวะจำยอมและถูกกลืนชาติพันธุ์ไปโดยปริมาณและกำลังบังคับ
ไปหาข้อมูลเพิ่มมา เอาจริงเรื่องนี้นักวิชาการเองก็มีการตั้งข้อสังเกตว่าเหตุการณ์ในยุคแรกเริ่มของประวัติศาสตร์นี้มีลักษณะที่เข้าข่ายเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (genocidal moments) เนื่องจากกลุ่มประชากรท้องถิ่นสูญเสียความสามารถในการสืบทอดทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และชีววิทยา มีการเสนอว่าพื้นที่ที่เกิดการกลืนชาติพันธุ์อาจกว้างกว่าที่เคยคิด และการตีความข้อมูลทางพันธุกรรมเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่ครอบคลุมภาพรวมทั้งหมด แต่โดยรวมแล้วฉันทามติทางวิชาการยังสอดคล้องกับบทสรุปที่บลูได้นำเสนอไปข้างต้นค่ะ
4. ภาษา สัญลักษณ์ และศาสนา ไม่ได้ควบคุมด้วยการหลอก แต่เข้าควบคุมหลังแพ้สงคราม
ทำไมภาษาที่กลุ่มเร่ร่อนใช้มันถึงชควบคุมได้? กลุ่มสังคมเกษตรโง่จนตามไม่ทันเลยเหรอ?
ต้องบอกว่าภาษาและตำนานไม่ได้ถูกนำมาใช้หลอกให้คนยอมจำนนตั้งแต่แรกค่ะ แต่มันถูกใช้ สถาปนาระเบียบใหม่หลังจากชนะสงครามแล้ว คือรบจบถึงเพิ่งมาใช้
ขั้นตอนมาคืองี้
หลังกลุ่มเร่ร่อนเข้าโจมตีเสร็จสับ ผู้ชายและนักรบของหมู่บ้านเดิมถูกสังหาร กลุ่มผู้ชนะเข้ายึดครอง ต่อให้ยังมีชายฉกรรจ์และผู้นำของฝ่ายแพ้ไม่ได้ตายจากการรบ พวกเขาก็มักถูกสังหารทั้งหมดภายหลัง ผู้ที่เหลือรอดคือผู้หญิงและเด็กเท่านั้น
ฆ่าเขาเสร็จแล้วไงต่อ ตามสเตปค่ะ ก็บังคับแต่งงานและการผสมกลืน (Assimilate) กับหญิงท้องถิ่น เผลอๆ มันคือการข่มขืนด้วยซ้ำ
หลังผู้ชนะยึดครองที่ดินและเอาสตรีของฝ่ายแพ้มาเป็นภรรยา/ทาส เมื่อเวลาผ่านไป เด็กยุคถัดมาจึงเติบโตขึ้นมาโดยมีพ่อเป็นนักรบผู้นำ และมีแม่ที่ต้องยอมสยบเพื่อความอยู่รอดของลูก (ตรงนี้แหละความชิบหายครั้งที่ 2)
กวีและนักเล่าเรื่องของฝ่ายชนะจึงเริ่มเล่าตำนานใหม่ เช่น เทพซุส (เทพแห่งท้องฟ้า) มาแต่งงานกับเทพีองค์เดิมของท้องถิ่น หรือมหาเทพสังหารปิศาจ/มังกร (ซึ่งเดิมคือเทพีแห่งธรรมชาติ) เพื่อให้เด็กมารุ่นหลังเชื่อว่า ผู้ปกครองคนใหม่ (กลุ่มเร่ร่อน) คือความถูกต้องตามธรรมชาติตั้งแต่แรก
มันเลยไม่ใช่การตามเกมไม่ทัน คนท้องถิ่นโง่ แต่มันคือกระบวนการกลืนชาติ กลืนภาษา และกลืนความเชื่อ (Cultural Assimilation) ผ่านความรุนแรงและการสืบพันธุ์หลายชั่วอายุคน จนความทรงจำเดิมถูกลบหายไป
ทีนี้ลองนึกภาพเด็กที่เกิดมาในรุ่นถัดไปค่ะ
พ่อ คือนักรบผู้ถืออาวุธ ถือสิทธิ์ขาดในชีวิตและความตาย
แม่ คือคนที่ถูกยึดมา ไร้อำนาจ และต้องสยบยอมเพื่อรักษาชีวิตลูกไว้
ภาษาและศาสนา ที่ถูกสอนในชุมชนใหม่ คือการบอกว่าเทพเจ้าสายฟ้า (Zeus/Thor/Indra) เป็นผู้สยบปิศาจ/เทพีองค์เดิม
เด็กที่โตขึ้นมาในโครงสร้างแบบนี้จะรับเอาความเชื่อใหม่ไปโดยสมบูรณ์ ภาษาของผู้ชนะจะกลายเป็นภาษาทางการ ใครไม่ใช้ภาษานี้จะไม่มีสิทธิ์มีเสียงในสังคม เมื่อเวลาผ่านไป 2-3 เจเนอเรชัน ประวัติศาสตร์เดิมก็ถูกลืมเลือน และความคิดแบบชายเป็นใหญ่ก็กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปโดยปริมาณ
5. ทำไมมันถึงเกิดขึ้นเหมือนกันทั่วโลก?
เหมือนการนัดหมายเลยเนอะ แต่ไม่ใช่ สาเหตุที่แบบแผนนี้เกิดขึ้นคล้ายกันในหลายอารยธรรม (ยุโรป เมโสโปเตเมีย อินเดีย ฯลฯ) ไม่ใช่เพราะมนุษย์ทั่วโลกโง่เหมือนกัน แต่เพราะตรรกะแห่งอำนาจทางกายภาพมันเหมือนกันทั่วโลก + มันคือกฎการคัดเลือกทางธรรมชาติของสังคม (Social Darwinism)
เมื่อมนุษย์เริ่มเปลี่ยนผ่านจากการล่าสัตว์หาของป่า มาเป็นการสะสมส่วนเกิน (Surplus) จากการเกษตรและการเลี้ยงสัตว์ สิ่งใดที่มีการสะสม สิ่งนั้นจะกลายเป็นเป้าหมายของการแย่งชิง เมื่อเกิดการแย่งชิง กลุ่มคนที่พัฒนาองค์ความรู้ด้านความรุนแรงและอาวุธย่อมเป็นฝ่ายชนะกลุ่มคนที่พัฒนาองค์ความรู้ด้านการเพาะปลูก เมื่อฝ่ายชนะครอบครองทรัพยากร พวกเขาก็สร้างกฎหมาย ภาษา และศาสนาเพื่อแช่แข็งอำนาจนั้นไว้ให้ลูกหลานตัวเองปกครองต่อได้อย่างยาวนาน
ทีนี้เราจะเห็นแล้วว่าสังคมเกษตรกรรมเดิมที่เน้นความร่วมมือ บทบาทเพศหญิงสูง และบูชาธรรมชาติ แม้จะสงบสุขและงดงาม แต่มีจุดอ่อนวิกฤต (Systemic Vulnerability) คือไม่มีระบบทหารและความเด็ดขาดในการทำสงคราม
เมื่อโลกเข้าสู่ยุคที่ทรัพยากรเริ่มขาดแคลน สังคมที่ก้าวร้าว มุ่งเน้นการขยายดินแดน มีลำดับขั้นอำนาจชัดเจน และฝึกคนเป็นนักรบ (ซึ่งก็คือสังคมปิตาธิปไตยเร่ร่อน) จะเป็นฝ่ายชนะและรอดชีวิตในสงครามเสมอ สังคมไหนไม่ปรับตัวเป็นปิตาธิปไตย สังคมนั้นจะถูกกลืนและลบหายไปจากแผนที่โลก เหลือไว้เพียงสังคมผู้ชนะที่ใช้โครงสร้างชายเป็นใหญ่เหมือนๆ กันทั่วโลกนั่นเองค่ะ
ดังนั้นแล้วคนโบราณสังคมเกษตรกรรมเดิมเขาไม่ได้โง่หรือเขาตามเกมไม่ทัน แต่เขาถูกขยี้ด้วยกำลังทหาร ถูกฆ่าตัดตอนทางสายพันธุ์ (ยีน Y) และถูกบังคับให้กลืนกลายทางวัฒนธรรม เรื่องเล่าที่เปลี่ยนให้เทพีกลายเป็นแค่ภรรยาของเทพชาย ไม่ได้เกิดจากการโต้เถียงชนะในสภา แต่มันคือวรรณกรรมของผู้ชนะที่ถูกเขียนขึ้นหลังจากล้างเผ่าพันธุ์และยึดครองดินแดนสำเร็จแล้วต่างหาก
กลไกที่ปิตาธิปไตยใช้ควบคุมผู้หญิงตลอดหลายพันปี
กลไกนี้มันถูกวางไว้แน่นหนาถึง 4 ชั้นด้วยกัน (อาจจะมีมากกว่านี้ แต่เอาเป็นว่าคร่าวๆ ละกัน) ที่ต่อให้ฉลาดแค่ไหนก็หาทางออกได้ยากมาก
1. ผู้หญิงถูกตัดขาดจากทรัพยากรและการศึกษา
การที่ใครจะกล้าตั้งคำถามหรือลุกขึ้นสู้ คนเราจำเป็นต้องมีความรู้และทรัพยากร ถ้าไม่มีวัตถุดิบเหล่านี้แกจะเอาอะไรไปฟาด ซึ่งระบบตัดสิ่งเหล่านี้ออกไปตั้งแต่ต้น
ผู้หญิงห้ามเรียนหนังสือ หรืออ่านออกเขียนได้ เมื่อผู้หญิงอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ผู้หญิงก็ไม่มีทางเข้าถึงบันทึก ประวัติศาสตร์ กฎหมาย หรือความคิดเชิงวิพากษ์ ได้แต่รับฟังสิ่งที่ผู้ชายเล่าให้ฟังเท่านั้น (แบบเดียวกับที่บางกลุ่มศาสนาหรือระเบียบสังคมสุดโต่งทำอยู่แม้กระทั่งในปัจจุบัน) ไม่ใช่เพราะเขามองว่าผู้หญิงไร้ความสามารถ แต่เพราะหวาดกลัวสติปัญญาของผู้หญิง ถ้าผู้หญิไม่เคยรู้ว่านอกกำแพงบ้านมีโลกแบบไหน ไม่เคยอ่านหนังสือเพื่อรู้ว่ากฎหมายมันถูกเขียนขึ้นมายังไง ผู้หญิจะไม่มีวัตถุดิบทางความคิดมาตั้งคำถามกับสิ่งที่เจอ เมื่อผู้หญิถูกทำให้ไม่รู้ ก็เป็นเรื่องง่ายมากที่จะถูกชี้นำ
ผู้หญิงไม่มีสิทธิ์มีที่ดิน ไม่มีสิทธิ์เปิดบัญชี หรือมีเงินเป็นของตัวเอง หากคิดจะหนีหรือขัดขืน คำถามแรกคือคืนนี้จะนอนที่ไหน และจะเอาอะไรกิน? ความอดอยากคือเครื่องมือสยบชั้นดี (ตอนนี้ก็ยังมีการใช้ เช่น ให้ผู้หญิงลาออกจากงานมาอยู่บ้านเลี้ยงลูก ไม่มีเงินเดือน ออกปากมีเสียงได้ แต่ถ้าคนหาเงินไม่พอใจเมื่อไรก็เตะออกจากบ้านได้สบายๆ วันนี้เป็นครอบครัว พรุ่งนี้เป็น single mom) เมื่อไร้ซึ่งเครื่องมือในการหาเลี้ยงชีพ การตั้งคำถาม หรือการแข็งข้อ จึงจะจบที่ความอดอยากและการตาย
2. ตัวต่อตัว... ปัจจัยทางกายภาพและความรุนแรง
ในยุคที่ยังไม่มีกฎหมายความเท่าเทียม อำนาจตัดสินกันด้วยกำลังกายภาพ ชายครองอำนาจผ่านอาวุธ กองกำลัง และความรุนแรง หากผู้หญิงคนไหนลุกขึ้นมาปฏิเสธ การลงโทษไม่ใช่แค่การโต้เถียง แต่คือการถูกทำร้ายร่างกาย ถูกข่มขืน ถูกเผา ถูกฝังทั้งเป็น หรือถูกฆ่า โดยที่ไม่มีตำรวจหรือกฎหมายที่ไหนมาปกป้อง
3. การตัวจับเป็นตัวประกันด้วยลูกและเรือนร่าง
ตอนนั้นมันไม่มีการคุมกำเนิด ผู้หญิงต้องเผชิญกับการตั้งครรภ์และการคลอดลูกซ้ำๆ ตั้งแต่วัยเยาว์ การตั้งครรภ์และเลี้ยงลูกทำให้ร่างกายของผู้หญิงตกอยู่ในภาวะเปราะบาง และต้องพึ่งพาการคุ้มครอง และอาหารจากผู้อื่น ไม่นับรวมคนที่ป่วยตายหลังคลอด ตายขณะคลอดอีก และด้วยสัญชาตญาณความเป็นแม่ ระบบรู้ดีว่าผู้หญิงยอมตายได้เพื่อลูก รักลูกมาก รักเหนือสิ่งอื่นใด หากผู้หญิงขัดขืน โครงสร้างอำนาจไม่ได้ลงโทษแค่ตัวเธอ แต่พรากลูกไปจากเธอ หรือกักกันให้ลูกของเธออดตายด้วย นี่คือการจับจุดอ่อนทางอารมณ์ที่ทรงพลังที่สุด ถ้าผู้หญิงออกมามีปากมีเสียง แข็งข้อ ตั้งคำถาม เขาไม่ต้องจัดการเจ้าตัว แต่จะจัดการลูกๆ เพื่อให้ผู้หญิงคนนั้นหุบปาก
4. การตัดขาดพันธมิตร
โครงสร้างอำนาจเดิมนั้นเชี่ยวชาญมากในการทำให้ผู้หญิงอยู่กันอย่างกระจัดกระจาย คือมันได้จับผู้หญิงไปอยู่ในบ้านของผู้ชาย (patriarchal exogamy) หลังแต่งงาน ตัดขาดจากตระกูลเดิมและเพื่อนฝูง (ซึ่งตอนนี้ก็ยังมี ผ่านมาพันปีไม่เรียนรู้อะไรเลย) ใช้ค่านิยมผู้หญิงต้องแข่งกันเองเพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้ชาย (เช่น เรื่องเมียหลวง เมียน้อย) ทำให้ผู้หญิงมองกันเองเป็นศัตรู แทนที่จะรวมตัวกันตั้งคำถามต่อปีศาจหมูที่กำลังยื้อแย่งกันอยู่
5. ชั้นที่ร้ายกาจที่สุด การล้างสมองและสร้างตราบาปฝังหัว
สิ่งที่ทำให้การควบคุมนี้อยู่ได้เป็นพันปี ไม่ใช่แค่การใช้อาวุธขู่ แต่คือการทำให้ผู้หญิงเห็นดีเห็นงามและช่วยคุมขังตัวเอง
ตั้งแต่เกิด ผู้หญิงจะถูกกรอกหูด้วยศาสนา ตำนาน นิทาน เรื่องเล่า อย่างแพนโดร่า อีฟ หรือเรื่องเล่าแบบวันทองถูกสั่งสอนซ้ำๆ ว่า ความอยากรู้อยากเห็นของเธอจะนำหายนะมาสู่คนที่เธอรัก เมื่อความอยากเรียนรู้ของผู้หญิงถูกตีกรอบว่าเป็นบาป/ความซวย ผู้หญิงจึงถูกฝึกให้สั่งตัวเองให้เงียบลงด้วยตัวเอง เพราะไม่อยากกลายเป็นตัวร้ายในสายตาครอบครัวและสังคม
ด้วยวัฒนธรรมตั้งแต่เกิดที่สอนว่าการเป็นผู้หญิงที่ดีคือการเป็นผู้หญิงที่สยบยอมว่านอนสอนง่ายเหมือนหมา การอยากรู้อยากเห็นคือบาป และถ้าโลกนี้พัง มันก็เป็นเพราะความดื้อรั้นของผู้หญิงเองนั่นแหละ เมื่อถูกปลูกฝังซ้ำๆ ทุกวัน ผู้หญิงยุคก่อนจึงไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองถูกกดขี่ แต่มองว่านี่คือธรรมชาติ หรือเจตจำนงของเทพเจ้า ใครก็ตามที่คิดต่างจะถูกเพื่อนผู้หญิงด้วยกันเองมองว่าเป็นกาลกิณีและช่วยกันกีดกันออกไป
ถ้าเอาเรื่องเพศออกไป มนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะฉลาดแค่ไหน เมื่อถูกบีบให้เลือกระหว่างยอมสยบเพื่อมีชีวิตรอด กับการตั้งคำถามแล้วต้องอดตายหรือถูกลอยแพ สมองและ Instinct ของเราจะเลือกการมีชีวิตรอดก่อนเสมอ
ผู้หญิงไม่ได้ถูกควบคุมง่ายเพราะโง่แต่เพราะพวกเธอถูกระบบตัดขาสองข้าง (ไม่มีเงิน/ไม่มีความรู้) ผูกมือไว้ข้างหลัง (มีลูกต้องดูแล) แล้วเอาปืนจ่อหัว (ความรุนแรงและศาสนา) ต่างหาก มันคือการเอาชีวิตรอดในสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยประดิษฐ์ขึ้นมาเลย ผู้หญิงถูกขังอยู่ในระบบกรงขังไร้ทางออกที่ถูกออกแบบโดยกษัตริย์ นักบุญ นักกฎหมาย และนักเล่าเรื่องที่ผู้ชายเป็นคนเขียนมานานนับพันปี
หลักฐานที่ยืนยันว่าผู้หญิงไม่ได้โง่ คือความพยายามอย่างล้นเหลือของผู้มีอำนาจทุกยุคสมัยที่ต้องออกกฎหมาย พิธีกรรม และคำสาปมากมายมาคอยกดไว้... เพราะถ้าผู้หญิงโง่และควบคุมง่ายจริงๆ สังคมปิตาธิปไตยคงไม่ต้องลงทุนสร้างตำนานข่มขู่และกฎเหล็กมาคุมขังพวกเธอไว้มากมายขนาดนี้หรอกค่ะ


