ที่บลูใช้คำว่าผู้หญิงโดนสาปซ้ำซากอันนี้สำคัญมาก ไม่ได้เขียนเรียกแขกนะ คือบลูไม่เชื่อว่านี่คือเรื่องบังเอิญ ทำไมตำนานทั่วทวีป เรื่องเล่านู้นนี่นั่นต้องเป็นผู้หญิงรับจบ ถูกสาป ถูกคิล ถูกลงโทษ ถูกเผาทั้งเป็น ถูกทำให้อับอาย ถูกกล่าวหา วนไปไม่จบไม่สิ้นเลย
ไม่ว่าจะจากเรื่อง Pandora / Medusa / Callisto / Jocasta / อิซานามิ / Da Ji / Bao Si / Ahalya /Tiamat / Gullveig / Hatshepsut / แม่มดซาเลม หรือแม้แต่วันทองบ้านเรา และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งถ้าเรานับรวมตำนานพื้นบ้าน, นิทานกริมม์, นิทานชาวบ้านท้องถิ่น, วรรณคดี, และประวัติศาสตร์การล่าแม่มดทั่วโลกคือมันมีเป็นแสนเรื่องเลยพี่ อ่านหมดนี่รับประกันอาการจิตตก เป็นบ้า และหัวร้อนได้เลย
บลูยกตัวอย่างสั้นๆ บางอันนะ
นางไอ่คำ (ไทย/อีสาน) ชีสวยจนกระรอกเผือก(พญานาค)หลงรัก สวยจนเกิดสงคราม สุดท้ายเมืองจมน้ำจมดิน สุดท้ายกลายเป็นความผิดของนางไอ่ นางไอ่คำถูกมองว่าเป็นเสนียดต้นเหตุแห่งอาเพศ (อห ที่ไม่ได้แปลว่าโอ้โห) คล้ายกับต๋าจี่ / หยางกุ้ยเฟย / ซีซือ (จีน) วาทกรรมหงส์ล้มเมือง / เฮเลนแห่งทรอย เป็นต้น
ลิลิธ เมียคนแรกของอดัม ไม่ใช่เอวา (Eve) ลิลิธนางไม่ยอมนอนใต้ร่างอดัม นางต้องการความเท่าเทียม เมื่ออดัมงอแง Lilith เลยเปล่งนามแท้จริงของพระเจ้า (ซึ่งถือเป็นการใช้อาคมขั้นสูงสุดที่ไม่มีใครกล้าทำ) เพื่อส่งตัวเองโบยบินออกจากสวนเอเดน ละทิ้งชีวิตสุขสบายไปสู่ดินแดนรกร้าง ซึ่งวรรณกรรมและเทววิทยาเลือกสร้างภาพจำสตรี 2 คนนี้ 2 แบบเพื่อควบคุมสังคม 1.Lilith มีความขบถ มีอาคม อิสระ กลายเป็นปีศาจ, เสนียด, ตัวนำพาความซวย, สัญลักษณ์ของภัยพิบัติที่ต้องหลีกเลี่ยง 2. Eve ยอมจำนน เกิดจากซี่โครงของชาย แม้ต่อมา Eve จะถูกโทษเรื่องผลไม้ แต่ Eve ก็ยังถูกวางไว้ในฐานะแม่ของมนุษยชาติที่ยอมอยู่ใต้ปกครองของผู้ชายอยู่ดี
Ahalya จากมหากาพย์รามายณะ นางถูกเทพอินทราหลอกลวงและข่มขืน แต่กลับถูกสามีสาปให้กลายเป็นก้อนหิน (ในบางฉบับสาปให้เป็นร่างไร้ตัวตน ลอยอยู่ในอากาศกินแต่ลม) ต้องอดทนทนทุกข์ทรมานอยู่ในป่าเป็นเวลาหลายพันปี จนกว่าพระราม (อวตารของพระวิษณุ) จะเดินทางผ่านมาเหยียบหรือสัมผัส หินนั้นจึงจะคืนร่างและล้างมลทินได้
Tiamat พระแม่ผู้สร้างสรรพสิ่ง ถูกเทพชายนำโดยมาร์ดุกฆ่า และฉีกร่างนางออกเป็นสองท่อน ท่อนหนึ่งนำไปสร้างเป็นท้องฟ้า อีกท่อนหนึ่งนำไปสร้างเป็นแผ่นดิน น้ำตาของนางกลายเป็นแม่น้ำไทกริสและยูเฟรติส
Hatshepsut จากอียิปต์โบราณ ฮัตเชปซุตเป็นฟาโรห์หญิงที่บริหารบ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง แต่หลังตายกลับถูกลบชื่อ ตราหน้าว่าเป็นสิ่งผิดธรรมชาติ เป็นมลทินที่ทำให้ระเบียบ Ma'at เสื่อมถอย มีการทุบรูปสลักนางทิ้งเพื่อรักษาระเบียบกษัตริย์ชาย ชื่อของนางถูกขูดออก เพราะในคติอียิปต์ การลบชื่อคือการทำลายดวงวิญญาณ (Ren) และล้างอาคม/พลังไม่ให้คงตัวตนอยู่ในภพนี้และภพหน้า ทำเหมือนกับว่าผู้หญิงคนนี้ไม่เคยมีตัวตนอยู่
Iara จากตำนานพื้นบ้านบราซิล นักรบหญิงที่ป้องกันตัวจากการถูกพี่ชายฆ่า แต่เธอได้รับโทษโดยการถูกโยนลงน้ำจนกลายเป็นนางเงือกล่อลวงผู้ชาย
Capacocha Rituals (อันนี้โคตรเหี้ย) เด็กชายและเด็กสาวจะถูกพาเดินเท้าเป็นระยะทางหลายร้อยกิโลเมตรจากเมืองหลวง Cusco ขึ้นสู่ยอดเขาสูงที่มีหิมะปกคลุม (เพื่อจะให้ใกล้ชิดกับพระเจ้ามากที่สุด) ตลอดทางและก่อนสิ้นใจ เด็กจะถูกให้ดื่มเหล้า Chicha เคี้ยวใบโคคา เสพยามากๆ ก่อนเพื่อให้อยู่ในสภาวะมึนงง ทนต่อความหนาวเย็นได้ เมื่อถึงยอดเขา พวกเขาจะถูกตีที่หัว รัดคอ หรือถูกปล่อยให้แช่แข็ง และฝังทั้งเป็นท่ามกลางเครื่องเซ่นสังเวยทองคำและทองแดง พวกนี้มีหลักฐานทางโบราณคดีที่พิสูจน์ว่าในโลกจริง ไม่ใช่แค่นิทาน มนุษย์เคยใช้คติความเชื่อนี้ในการนำเด็กไปสังเวยชีวิตจริง เพื่อให้พวกเขาเป็นแพะรับบาปและภาระแห่งความพินาศจากพลังของธรรมชาติ หนำซ้ำตัวพ่อแม่เด็กเองก็มีความเชื่อว่าเด็กที่ได้รับการบูชายัญ เมื่อตายจะได้ไปอยู่กับพระเจ้าอีก...
รวมพิธีกรรมบูชายันอื่นๆ ตำนานแม่มดทั่วทุกมุม ผี อสุรกาย ที่เกิดจากผู้หญิงถูกทำร้าย ถูกข่มขืน ถูกฆ่าอย่างอยุติธรรม (เช่น แม่นาคของไทย, ปอนตีอานักของมาเลเซีย, ผีสาวโสดเกาหลี) จะเห็นว่าภาพจำมันมักไม่ค่อยถูกจดจำในฐานะเหยื่อที่น่าสงสาร แต่ถูกทำให้กลายเป็นผีเฮี้ยนที่คนต้องกลัวและต้องหาพระ/หมอผีผู้ชายมาปราบซะมากกว่า
ก็ว่า ทำไมพูดถึงผีต้องผมยาว สีดำ ชุดขาว ตลอดเลย ไม่ค่อยนึกถึงผีผมสั้น หัวโล้น มีหนวด มีลูกกระเดือกไรงี้ เพราะภาพจำผีผมยาวชุดขาวนั้นมันสะท้อนสภาพของศพหญิงสาวสมัยนั้นที่ถูกทำร้าย ถูกข่มขืน ถูกฆ่าหมกป่า ถูกโยนลงน้ำตายในชุดนอน/ผ้าแถบดิบสีขาว ผมยาวยุ่งรุ่ยร่ายเพราะมันไม่ได้ถูกแต่งศพตามพิธีกรรม มันคือยูนิฟอร์มของผู้ถูกกระทำนั่นแหละค่ะ + จำไม่ได้แล้วว่าฟังจากช่องไหน แต่ถามผู้คุมเรือนจำตัวเป็นๆ เลยนี่แหละ เกี่ยวกับจำนวนคดีฆ่าข่มขืน เขาบอกว่าจริงๆ แล้วในปัจจุบันอะ สถิติเรื่องนี้มันมีน้อยกว่าอดีตนะ
…ตอนนั้นฟังคือเหม่อเลย เพราะข่าวผู้หญิงโดนข่มขืนมันมีทุกวันเลยนะคุณพี่ นี่น้อยลงแล้วใช่ไหมคะ แล้วสมัยก่อนนี่ผู้หญิงเขาใช้ชีวิตกันยังไงนะ เดินเรียงแถวมาหน้ากระดาน 10 คน เคยโดนข่มขืนไปแล้ว 9 คนงี้หรอ อห อย่างงี้ถึงสถิติจะพยายามบอกว่าโลกปลอดภัยขึ้น แต่ความระแวงในการเดินกลับบ้านตอนกลางคืนของผู้หญิงในยุคนี้เทียบเมื่อหลายร้อยปีก่อนก็อาจจะไม่ได้ต่างกันมากเลยนะสิ
การที่สังคมโบราณสั่งให้ผู้หญิงกักตัวอยู่แต่ในบ้าน (เช่น วัฒนธรรมปักผ้าอยู่เรือน) ไม่ให้ออกไปไหนมาไหนคนเดียว ส่วนหนึ่งอ้างว่าเพื่อความปลอดภัย แต่จริงๆ มันคือการยอมรับกลายๆ ไปแล้วไหมล่ะว่าพื้นที่สาธารณะมันอันตรายสำหรับผู้หญิง และสังคมทั้งตอนนั้น (และตอนนี้) ไม่มีปัญญาควบคุมพฤติกรรมสันดานและความรุนแรงของผู้ชายได้ จึงใช้วิธีขังผู้หญิงไว้แทน ผู้หญิงจะอยู่ได้ต้องมีผู้ชายคอยคุ้มกะลาหัว ผู้หญิงในอดีตเดี่ยวๆ หญิงหม้าย หญิงตัวคนเดียวที่มีทรัพย์สิน หญิงที่ไม่ยอมแต่งงานอยู่ยากมาก การแต่งงานหรือการมีพ่อ พี่ชาย สามีคอยคุ้มครอง คือการมีชีวิตรอดเพื่อไม่ให้ชายอื่นมองว่าเป็นของไร้เจ้าของที่จะย่ำยี กดขี่ ล่วงละเมิด หรือถูกแย่งชิงที่ดินได้ นี่ไม่นับรวมเรื่องการถูกตราหน้าอีก
ระหว่างอ่านข้อมูลแล้วมีความรู้สึกอยากจะอ้วก แต่บลูเชื่อว่ามันคือรูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำๆ เพื่อจุดประสงค์บางอย่างค่ะ ทีนี้เราจะไปดูว่าไอ้เจ้าจุดประสงค์นี้มันคืออะไร
ตำนานคือสถานที่เกิดเหตุ ไม่ใช่สวนสวรรค์ที่เทพหญิงชายนั่งจิบวายกัน
ก่อนจะไปดูเนื้อเรื่องในตำนานว่าเกิดอะไรขึ้นกับผู้หญิงบ้าง เราต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ อย่าคิดว่าตำนานคือเรื่องเล่าในอุดมคติหรือนิทานสอนใจ แต่มองว่ามันคือที่เกิดเหตุ(อาชญากรรมเละแหละ)ที่ผ่านการปั้นเสริมเติมแต่งมาแล้ว เหมือนตอนเราเดินเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ที่เก็บซากโบราณนั่นแหละค่ะ เราจะไม่ได้ไปดูแค่ความสวยงามของหิน โอ้ว ชิ้นนี้เริ่ดมาก อยากได้ไปประดับหัวเตียงจัง แต่เราจะมาถามกันต่อว่า ไอ้ของชิ้นนี้เนี่ยใครเป็นคนสร้าง? แล้วใครเป็นคนทุบ? มันบิ่นได้ยังไง? มันสมบูรณ์มาถึงตอนนี้ได้ยังไง? แล้วคนที่เหลือรอดมาเขียนประวัติศาสตร์ของของชิ้นนี้เขาเล่าต่อว่ายังไง?
มาเริ่มกันเลยค่ะ
ในยุคแรกเริ่มของมนุษยชาติ มนุษย์เราไม่ได้นับถือพระเจ้าผู้ชายแบบที่กลุ่มลุงๆ หนวดยาว เสื้อคลุมขาว นั่งบนสวรรค์หยิบกล้องส่องทางไกลมาเฝ้าดูมนุษย์กำลังปลูกแครอทนะคะ แต่มนุษย์ตอนนั้นกลับนับถือพระแม่หรือพลังของผู้หญิงที่เป็นตัวแทนของธรรมชาติ แม่พระองค์นี้ไม่ได้เป็นแค่คนดีที่คอยให้กำเนิด แต่เธอมีทั้งพลังสร้างชีวิตและพลังทำลายชีวิต (ความตาย) รวมอยู่ในองค์เดียวกัน
ซึ่งเจ้าสัญลักษณ์ของพลังชีวิตและความตายที่รวมเป็นหนึ่งเดียวนี่แหละค่ะคือหัวใจสำคัญ เพราะในความคิดแบบคติพ่อเป็นใหญ่ (Patriarchy) เราจะแยกความดีกับความชั่วออกจากกันอย่างชัดเจน พระเจ้าเป็นความดี มารเป็นความชั่ว แต่ในความคิดเก่าแก่ของพระแม่ไม่มีการแยกแบบนั้น เธอเป็นทั้งความโหดร้ายและอ่อนโยน (ซึ่งนั่นมันอันตรายเกินไปสำหรับระบบที่จะควบคุมในภายหลัง ให้นึกถึงธรรมชาติที่ทั้งทำให้พืชพันธุ์ของเรางอกงามมีกินได้ แต่ก็ส่งพายุคลื่นสึนามิมาทำลายบ้านเราได้นั่นแหละค่ะ นี่คือแนวคิดแบบเดิมที่ผู้หญิงถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางของจักรวาลที่น่าเกรงขาม)
แล้วต่อมาเช้าวันนึง จู่ๆ ก็มีกลุ่มพวกนักรบ (หรือสังคมที่ให้ความสำคัญกับความเป็นชาย) บุกรุกรานเข้ามา กลุ่มนี้ไม่ได้เข้ามาใช้แค่ดาบหอกฆ่าฟันทุบตีนะ แต่ใช้การเล่าเรื่องและการตั้งชื่อเพื่อเปลี่ยนภาพของพระแม่จากผู้ให้กำเนิดให้กลายเป็นแม่มดตัวปัญหาแทน (บลูจำไม่ได้แล้วว่าอ่านเจอจากเล่มไหน แต่มันเป็นหนึ่งในข้อถกเถียงคลาสสิกของโบราณคดีและมานุษยวิทยานี่แหละ ที่ว่าแต่สมัยก่อนรูปแบบการดำเนินชีวิตมันจะมี 1.กลุ่มสังคมเกษตรที่ตั้งถิ่นฐาน (มีการบูชาเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์ เช่น พระแม่ โลก มดลูก การกำเนิด พืชผล) กับ 2. กลุ่มที่สังคมเลี้ยงสัตว์เร่ร่อนบนทุ่งหญ้า (โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้ม้าและรถศึก มีโครงสร้างแบบนักรบ ชายเป็นใหญ่ และบูชาเทพเจ้าบนท้องฟ้า ฟ้าร้อง สายฟ้า สงคราม) ซึ่งเมื่อกลุ่มหลังขยายอำนาจเข้ามาตามที่เกริ่นไป ก็เกิดการผสมปนเปหรือแทนที่ศาสนาเดิม จนทำให้เทพเจ้าชายกลายเป็นผู้ปกครองจักรวาล ขณะที่เทพีหลายองค์ถูกลดบทบาท หรือถูกทำให้เป็นภรรยาของเทพชาย)
ความชิบหายเริ่มจากตรงนี้แหละ
การเมืองตอนนั้นเลยไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในรัฐสภา แต่มันเกิดขึ้นในภาษาด้วย เวลาที่เราพูดคำว่าคำสาปหรือบาป มันเป็นการติดป้ายให้พลังของผู้หญิงเป็นสิ่งที่ต้องกำจัด เช่น
Medusa เดิมในบางการตีความอาจเกี่ยวข้องกับเทพีและอำนาจในการปกป้อง แต่ในเรื่องเล่าที่แพร่หลายกลับกลายเป็นปีศาจที่ต้องถูกสังหาร
Pandora ถูกทำให้เป็นต้นเหตุของความทุกข์ทั้งปวง คล้ายกับการวางกรอบว่าผู้หญิงคือผู้เปิดประตูแห่งหายนะ
ส่วน แม่มดในยุโรปยุคหลัง ความรู้เรื่องสมุนไพร การทำคลอด หรือพิธีกรรมพื้นบ้าน ถูกตีความใหม่ว่าเป็นเวทมนตร์ของปีศาจ
เห็นไหมคะ ว่าภาษาเหล่านี้ถูกใช้เพื่อทำให้พลังบางประเภทของผู้หญิง เช่น อำนาจทางเพศ ความสามารถในการให้กำเนิด ความรู้ด้านการรักษา หรือความเป็นอิสระ กลายเป็นสิ่งที่น่ากลัวและต้องควบคุม
ดังนั้น ทุกครั้งที่เราอ่านหรือฟังเรื่องราวในตำนานที่เกี่ยวกับผู้หญิงโดนสาป (อีกแล้ว) ให้รู้ไว้ว่านั่นคือร่องรอยของการฆาตกรรมทางสัญลักษณ์ หลักฐานที่ผู้ชนะจงใจไม่ลบออก แต่เลือกทิ้งไว้เพื่อยืนยันชัยชนะของตัวเอง เหมือนเป็นการประกาศศักดาให้ทุกคนเห็นว่า นี่แหละผลของคนที่ขัดขืนเรา ค่ะ
อ่านถึงตรงนี้ อาจมีคนแย้งว่า …เออ ในอดีตมันก็โหดร้ายกันทุกฝ่ายแหละ ไม่ใช่แค่ผู้หญิงโดน ผู้ชายก็โดนสาปเหมือนกันนะ ในหลายศาสนา ผู้ชายก็เป็นผู้ถูกเรียกว่าเป็นคนบาปนะ
ใช่ค่ะ แต่ประเด็นของบลูไม่ใช่การนับจำนวนผู้ถูกสาป แต่มันคือฟังก์ชันของคำสาปนั้น ในเมื่อผู้ชายที่ถูกสาปมักเป็นคำสาปเพื่อชูฮีโร่ (Hero's Journey) แบบที่ได้ชัยชนะในตอนจบ เช่น การท้าทายเทพเจ้า การดื้อ หรือทำภารกิจที่ยิ่งใหญ่ โลกจำในฐานะผู้แข็งแกร่ง ผู้กล้าที่เผชิญหน้ากับโชคชะตา ที่เน้นย้ำศักดิ์ศรีและความยิ่งใหญ่ของเพศชายว่าแม้แต่เทพเจ้าก็ยังต้องลงมาสยบ …ขณะที่ของผู้หญิงเกิดจากการมีเจตจำนงเสรี อยากรู้ อยากเห็น ปฏิเสธชาย หรือกระทั่งเป็นเหยื่อของการถูกล่วงละเมิด ปลายทางของผู้หญิงกลับถูกสาป, ถูกทำลาย, กลายเป็นอสุรกาย, หรือตายเพื่อสั่งสอนให้ผู้หญิงรุ่นหลังจงสยบยอมและอยู่นอกพื้นที่อำนาจ ใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการกดขี่ระบบโครงสร้างทั้งหมด ยิ่งสร้างความชอบธรรมให้ระบบกดทับว่าผู้หญิงปกครองตัวเองไม่ได้ และนำมาซึ่งหายนะ มันจึงต่างกันค่ะ
..และบางคนที่อ่านมาเยอะจะรู้สึกว่า เอ จริงๆ ตำนานของชาวกรีกมันมีหลายเวอร์ชั่นนะ บางเวอร์ชั่นก็ไม่ได้กดขี่ผู้หญิงขนาดนั้นหนิ?
ใช่ค่ะ และนั่นยิ่งตอกย้ำประเด็นของบลูเลย เพราะการมีหลายเวอร์ชั่นก็คือการต่อสู้ทางการเมืองนั่นแหละว่าใครจะได้เป็นผู้เล่าเรื่องหลัก แต่ก็นะ กลับมาปัจจุบัน เราคิดว่าเวอร์ชั่นที่เราจำได้จนถึงทุกวันนี้มันเป็นเวอร์ชั่นไหนล่ะ? ไม่ใช่เวอร์ชั่นที่หลายคนตั้งคำถามกันหรอกหรอว่าทำไมเทพเจ้าบางองค์ทำตัวอัปปรีย์จัง :)
แพนโดร่า ของขวัญที่ถูกแปลให้เป็นคำสาป
ก่อนที่เราจะตัดสินแพนโดร่าว่าซนหรือโง่ เราต้องเข้าใจก่อนว่าเรื่องนี้ถูกแต่งขึ้นมาเพื่อ ทดสอบเซลสมองของผู้ฟังค่ะ 55555 มันคือการสร้างสถานการณ์จำลองว่า ถ้าเกิดผู้หญิงมีอำนาจในการเลือกจะเกิดอะไรขึ้น? แล้วคำตอบที่เฮสิโอด (กวีนักเล่าเรื่องชายในยุคนั้น) อยากได้ดันคือ….เกิดหายนะ
เราทุกคนรู้จักเรื่องนี้ดีใช่ไหมคะ? แพนโดร่า ผู้หญิงคนแรกที่ถูกสร้างขึ้นมา เธอได้รับกล่องวิเศษ (หรือไห) พร้อมคำสั่งห้ามเปิด แต่เพราะความอยากรู้ เธอจึงเปิดออกมา แล้วความชั่วร้ายทั้งหลายก็หนีออกมาหมด เหลือไว้แค่ความหวังก้นกล่อง
บลูคิดว่านี่คือการสร้างแพะรับบาปที่แยบยลแนบเนียนที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ มันคือการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว โดยเฉพาะกับสังคมที่ต้องการรักษาระเบียบ (แบบผู้ชายเป็นใหญ่) เรื่องนี้ทำให้การที่ผู้หญิงคนนึงที่ต้องการเรียนรู้ อยากเปิด อยากเห็น หรือมีเจตจำนงเสรี (Free Will) ของตัวเอง ถูกตีตราทันทีว่าเป็นความโง่หรือความดื้อรั้นที่นำไปสู่หายนะ เพื่อสอนให้ผู้หญิงในยุคนั้นเชื่อฟัง และอยู่ภายใต้การควบคุม
และเรื่องนี้ยังสามารถนำมาใช้อธิบายได้ในตอนนั้นด้วยว่าทำไมโลกมันเลวร้ายจัง เต็มไปด้วยโรคระบาด มีแต่ความทุกข์ ความอดอยาก สงคราม และความตาย (ซึ่งจริงๆ เป็นผลมาจากธรรมชาติและการบริหารอำนาจที่ห่วยแตกของชนชั้นนำ) และคนไม่ว่าจะยุคสมัยไหนจำเป็นต้องมีตัวร้ายไว้โทษ หรือเพื่อฟอกขาวให้ผู้มีอำนาจ ไม่ให้โครงสร้างอำนาจต้องรับผิดชอบ เขาเลยกลับชี้หน้าไปที่เจตจำนงเสรีของผู้หญิงแล้วบอกว่า เพราะมึงนั่นแหละ!
ต้องบอกว่าสิ่งที่ปิตาธิปไตยหวาดกลัวที่สุด คือกลัวผู้หญิงที่มีเจตจำนงเสรี และมีความอยากรู้อยากเห็น (เพราะความอยากรู้คือจุดเริ่มต้นของการตั้งคำถามต่อระเบียบเดิม) การตีกรอบให้ความอยากเรียนรู้เท่ากับจุดเริ่มต้นของหายนะ จึงเป็นการสร้างตราบาปเพื่อฝึกให้ผู้หญิงสั่งให้ตัวเองเงียบเสียงต่อความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองลง (เพื่อทำลายภัยคุกคามทางปัญญา) …เราเห็นไหมคะว่าบางศาสนาห้ามผู้หญิงอ่านออกเขียนได้ ไม่ให้ผู้หญิงเรียนหนังสือด้วยซ้ำ ไม่ใช่เพราะเขามองว่าผู้หญิงไร้ความสามารถ แต่เพราะกลัวสติปัญญาของผู้หญิง ต่างหาก
ขอเม้าคั่นหน่อย ในวัฒนธรรมกรีกโบราณ ไห Pithos ไม่ได้ใช้แค่เก็บเมล็ดพันธุ์นะ แต่ยังใช้เป็นโถใส่อัฐิสุสาน และใช้เป็นมดลูกจำลองด้วยค่ะ ในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ การที่กวีชายนั่นยัดความชั่วร้ายเลวทรามของโลกลงไปในไหที่เป็นภาพแทนของผู้หญิง จึงเป็นการบิดเบือนสัญลักษณ์ของมดลูก (การให้ชีวิตและปัญญา) ให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความพินาศและความตายอย่างสมบูรณ์แบบ
พฤติกรรมยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวแบบนี้ที่จริงมันไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับแพนโดร่า แต่เราจะเห็นเมดูซ่าที่ถูกข่มขืนในวิหารแล้วกลับถูกลงโทษให้กลายเป็นอสุรกาย หรือคัสแซนดรา (Cassandra) ที่ปฏิเสธเทพเจ้าแล้วถูกสาปให้พูดความจริงแต่ไม่มีใครเชื่อ ทุกตัวละครหญิงที่มีอำนาจ มีความคิด หรือมีความตั้งใจของตัวเอง จะต้องถูกเขียนบทให้กลายเป็นอสุรกาย เป็นคนบ้า หรือเป็นต้นเหตุของความทุกข์เสมอค่ะ
ถ้าตัดภาพมาปัจจุบัน ลองสมมติว่าเราเป็นผู้จัดการบริษัท แล้วบริษัทเจ๊ง เราต้องหาใครสักคนมารับผิดชอบต่อหน้าพนักงานใช่ไหมคะ? ถ้าเราโทษระบบเศรษฐกิจมันดูซับซ้อนเกินไป ดูเราเป็นคนอ้างนู่นอ้างนี่ แต่ถ้าเราบอกว่าน้องฝึกงานใหม่นั่นแหละที่พึ่งเข้าทำงานเขาเป็นคนที่ลบไฟล์สำคัญทิ้ง คนทั้งบริษัทจะจำเรื่องนี้ไปตลอดกาลเพราะจับต้องได้ และเห็นเป็นชิ้นเป็นอันอยู่ทนโท่ และจดจ่ออยู่ที่ความผิดของน้องใหม่ แถมจะไม่ถามด้วยว่าเพราะระบบเซฟเวอร์ของบริษัทมันห่วยแตกมาตั้งแต่แรกแล้วหรือเปล่า 5555
…แพนโดร่าก็คือน้องใหม่ที่ถูกกล่าวหาว่าทำโลกพังนั่นแหละค่ะ เพื่อให้ทุกคนลืมถามว่าแล้ว อ้าว แล้วอีตัวไหนมันเป็นคนสร้างกล่องบัดซบนี้ขึ้นมาแต่แรก?
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ชื่อ แพน-โด-ร่า (Pan-Dora) ในภาษากรีกโบราณมันไม่ได้แปลว่าคนขี้สงสัย แต่แปลว่าผู้ให้ทั้งหมด หรือผู้ที่มีทุกสิ่ง (Pan = ทั้งหมด, Dora = ของขวัญ) ซึ่งแต่เดิมมันคือชื่อเล่นของพระแม่ธรณีที่คอยประทานพืชผลแก่ชีวิตมนุษย์ แต่เฮสิโอดกวีชายนั่นแหละกลับดัดแปลงรากศัพท์คำว่า Dora ในบริบทใหม่ โดยตีความว่าเธอคือคนที่ได้รับของขวัญ (พิษร้าย) มาจากเหล่าเทพเจ้าทุกคนเพื่อนำมามอบเป็นกับดักให้แก่มนุษย์ การสร้างแพนโดร่าให้ภายนอกดูงดงาม ตกแต่งด้วยอาภรณ์และเครื่องประดับตระการตา แต่ภายในกลับบรรจุจิตวิญญาณแห่งการหลอกลวง (ตามคำสั่งของซุสที่ให้เฮอร์เมสใส่เข้าไป) คือการสร้างวาทกรรมตีกรอบว่าความงามและสติปัญญาของเพศหญิงคือสิ่งที่ไว้ใจไม่ได้และนำไปสู่ความพินาศ นี่คือร่องรอยประวัติศาสตร์ของการเปลี่ยนผ่านจากสังคมที่เคารพพลังแห่งธรรมชาติ/เพศหญิง (Matriarchal elements) ไปสู่ปิตาธิปไตยแบบเข้มข้น (Patriarchy) ในยุคกรีกโบราณ การจะกลืนความเชื่อเดิมได้แนบเนียนที่สุดค่ะ
เราเห็นอะไรซ่อนอยู่ไหม
ใช่ค่ะ มันคือการแย่งชิงตำแหน่ง เหมือนมีอาจารย์ใหญ่คนเดิม (พระแม่ธรณี) ที่นักเรียนรัก แต่พออาจารย์ใหญ่คนใหม่ (ผู้ชาย) มา เขาไม่สามารถไล่อาจารย์ใหญ่คนเก่าออกได้ตรงๆ เพราะนักเรียนจะต่อต้าน เขาจึงต้องเปลี่ยนชื่ออาจารย์ใหญ่คนเก่าให้กลายเป็นอาจารย์ xxx ใส่สีตีไข่ไปเลย เพื่อให้เด็กๆ (มนุษย์) รู้สึกขยาด ไม่อยากไปเรียนด้วย แล้วหันไปศรัทธาอาจารย์ใหญ่คนใหม่แทน
ซึ่งการบิดเบือนสัญลักษณ์นี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในยุคกรีกโบราณ แต่มันถูกรีเมกและอัปเกรดต่อในยุคเรอเนสซองส์เพื่อรองรับโครงสร้างอำนาจของคริสตจักรด้วย
สิ่งนี้เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 16 แต่เมื่อ Erasmus แปลตำนานนี้เป็นภาษาละติน เขาใช้คำว่า Pyxis (กล่อง/หีบ) แทนคำว่า ไห (Pithos) เพื่อให้สอดคล้องกับเรื่องอีฟในคัมภีร์ไบเบิล ซึ่งนอกจากจะเป็นการแปลผิดเพราะความคล้ายของคำแล้ว มันยังบรรลุวัตถุประสงค์ทางอุดมการณ์อย่างแนบเนียน เพราะเจ้าไหเมื่อกลายเป็นกล่องแล้ว มันได้ตัดขาดความเชื่อมโยงกับมดลูก ธรรมชาติ และความอุดมสมบูรณ์ไปโดยสิ้นเชิง แล้วไปสร้างความสอดคล้องกับเรื่องผลไม้ข้อห้ามของอีฟ (หรือเอวาหรือ Eve ตามแต่จะเรียก) แทน
กล่อง Pyxis ทำให้วัตถุนั้นกลายเป็นของขวัญ/สิ่งของพกพาที่เปิดง่าย จับต้องง่าย เหมือนการยื่นผลไม้ให้กัน ทำให้แพนโดร่ากลายเป็นภาพสะท้อนของ Eve ที่หยิบผลไม้แห่งความรู้ในสวนเอเดนอย่างสมบูรณ์แบบ การเปิดกล่องจึงเน้นย้ำเรื่องกิเลสและความอยากรู้อยากเห็นส่วนบุคคลของผู้หญิงให้กลายเป็นตราบาปเดี่ยวๆ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้นค่ะ
การสมคิดร่วมกันข้ามศตวรรษ
จะเห็นว่าเฮสิโอดเป็นคนเริ่มด้วยการยัดความชั่วลงไปในไห Pithos ของพระแม่ธรณี ส่วน Erasmus ในอีกสองพันปีต่อมา คือคนที่ช่วยสลักชื่อของขวัญมรณะลงบนกล่อง Pyxis เพื่อให้เข้ากับวาทกรรมคริสตศาสนายุคกลาง
มันคือการทำงานร่วมกันของ กวีชาย + นักแปลชาย + โครงสร้างอำนาจชายเป็นใหญ่ ที่ค่อยๆ กลืนและทำลายสัญลักษณ์เดิมของเพศหญิง จนจากผู้ให้ชีวิตกลายเป็นยัยตัวร้าย ยัยแม่มด ยัยโง่ ยัยคนที่โดนสาป ยัยคนที่โดนคิล ยัยคนที่โดนขับไล่ อย่างที่เราเคยได้ยิน เคยได้อ่าน หรือเคยได้ดูผ่านหนังกันค่ะ
การเชื่อมโยงความกระหายใคร่รู้ของผู้หญิงเข้ากับบาปกำเนิดนี้ เราจะเห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นตำนานกรีกโบราณผ่านแพนโดร่า หรือคัมภีร์ศาสนาผ่านอีฟ Objective เดียวกันที่ถูกออกแบบมาอย่างประณีตคือการผลิตซ้ำความกลัวเพื่อให้ผู้หญิงสยบยอมต่อระเบียบสังคม + จำกัดบทบาทผู้หญิงให้อยู่แต่ในบ้าน คนที่ได้ประโยชน์เต็มๆ ในตอนนั้นคือสถาบันศาสนาและนักปรัชญาชายที่ได้ผูกขาดสิทธิ์ในการเรียนรู้และตีความความจริง โดยเขาได้อ้างว่าหากปล่อยให้ผู้หญิงแสวงหาความรู้ โลกจะพินาศอีกครั้ง (เห็นได้ในหลายศาสนา วัฒนธรรมทั่วทวีป) ส่วนในระบบระเบียบครัวเรือน เขาก็ได้ตีกรอบให้ผู้หญิงอยู่ในพื้นที่ส่วนตัว ตัดขาดจากพื้นที่สาธารณะ และการเมือง โดยอ้างว่าเป็นการปกป้องโลกจากความขี้สงสัย ผู้หญิงได้ถูกขังในนามของความรักและความปลอดภัยให้อยู่แต่ในบ้าน มักถูกห่อหุ้มด้วยวาทกรรมเรื่องการปกป้อง เพราะผู้หญิงนั้นอ่อนแอ และผู้หญิงอ่อนแอย่อมล่อแหลมต่อการถูกปิศาจ/ความชั่วร้ายล่อลวง (เช่นเดียวกับที่แพนโดร่าและเอวาหรืออีฟโดน) เป็นต้น
เมดูซ่า ความงามปะทะกับความอำมหิตของอำนาจ
ภาพของเมดูซ่าที่เราเห็นกันทุกวันนี้ (เป็นสัตว์ประหลาดผมงู + มีพลังจากสายตาที่ทำให้คนกลายเป็นหินเพียงแค่สบ) ทำไมต้องเป็นแบบนั้น เฉลย มันคือภาพฉายของความกลัวของผู้ชายค่ะ มันเป็นสัญลักษณ์แห่งความอันตรายที่ผู้ชายในยุคนั้นปั้นขึ้น และในเวลาเดียวกันมันได้สะท้อนว่านี่แหละหน้าตาของผู้หญิงที่มีพลัง
ลองนึกถึงเวลาเราดูหนัง/โดนคนอื่นเล่าให้ฟังจนจำได้ว่าเมดูซ่าเป็นปีศาจร้ายสิคะ จริงๆ แล้วถ้าอ่านเวอร์ชั่นของกวีชื่อโอวิด (ซึ่งเป็นนักเล่าเรื่องที่ค่อนข้างจะเข้าข้างเหยื่อ) จะรู้ว่าเรื่องมันเริ่มต้นจากเมดูซ่าเป็นสาวสวยมากคนหนึ่ง แล้วเจ้าเทพทะเลโพไซดอนก็มาข่มขืนเธอในวิหารของเทพีอาธีน่า หลายคนที่รู้จักตำนานนี้จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าพระเอกของเรื่องนี้คือโพไซดอน เราจำแต่ฉากเมดูซ่ากับอาธีน่า แต่ไม่เคยถามว่าแล้วไอ้โพไซดอนน่ะมันหายหัวไปไหนของมันวะ? ทำไมมันไม่โดนสาป? นี่คือการหันเหความสนใจอย่างมีชั้นเชิง เพราะสังคมไม่ชอบจับผิดคนมีอำนาจ แต่ชอบจับผิดคนที่อ่อนแอกว่า
คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าเมดูซ่าถูกสาปเพราะความหยิ่งหรือการท้าทายเทพเจ้า (คิดว่าเพราะเธออวดสวย) แต่นั่นคือการบิดเบือน ความผิดของเมดูซ่าคือการถูกกระทำชำเราในสถานที่ต้องห้าม แล้วกลับกลายเป็นว่าเธอต้องรับผิดชอบ เพราะสถานที่นั้นมันศักดิ์สิทธิ์มากกว่าตัวเธอ
ซึ่งแทนที่อาธีน่าที่เป็นถึงเทพีผู้หญิง พอเกิดเรื่องนี้ขึ้น เธอกลับไม่ลงโทษโพไซดอน เจ้าผู้ชายที่ข่มขืนเมดูซ่าในวิหารของตัวเอง เธอกลับสาปเมดูซ่า นั่นเพราะโพไซดอนมีอำนาจเหนือกว่าเธอในเชิงโครงสร้างเทพเจ้า
บลูมองว่าอาธีน่าในจุดนี้คือตัวแทนของ Internalized Misogyny (การเกลียดผู้หญิงที่ถูกฝังหัว) เธอเลือกปกป้องระบบชายเป็นใหญ่โดยการทำลายผู้หญิงด้วยกัน ซึ่งการเมืองเรื่องเพศมันเลยไม่ได้อยู่แค่ระหว่างชายกับหญิง แต่มันอยู่ในตัวผู้หญิงด้วย ถ้าผู้หญิงที่อยู่ในระบบอำนาจต้องเลือกระหว่างปกป้องผู้หญิงด้วยกันกับปกป้องโครงสร้างที่ให้อำนาจตัวเอง ผู้หญิงที่อยู่ในตำแหน่งมักเลือกอย่างหลัง เพราะการปกป้องผู้หญิงด้วยกันอาจทำให้เธอเสียตำแหน่งไป
ตือบลูไม่ได้จะด่าอาธีน่าว่าอีนรกแตกนี่ แต่อยากให้เราเห็นว่าอำนาจมันเลวร้ายขนาดไหน แม้แต่ในวิหารของเทพีผู้รอบรู้ (อาธีน่าคือเทพีแห่งปัญญา) ความอยุติธรรมก็ยังเกิดขึ้นได้ เพราะปัญญาในระบบชายเป็นใหญ่มันก็จะถูกใช้เพื่อปกป้องระบบนั้นเองค่ะ
อ่านถึงตรงนี้ บางคนอาจโต้แย้งว่า จริงๆ คำสาปของเมดูซ่ามันก็ดูดีนะ มันคือพลังในการป้องกันตัวเพื่อไม่ให้ชายใดกล้าเข้ามาทำร้ายเธอได้อีกไง
ขอหายใจเข้าลึกๆ …คือบลูคิดว่าตรรกะนี้เป็นการมองที่โง่บัดซบเกินไป เพราะสุดท้ายเธอก็ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว (เพราะทุกคนที่เจอเธอต้องตาย) มันคือการขับไล่เธอออกจากสังคม ซึ่งมันเป็นการลงโทษที่โหดร้ายยิ่งกว่าความตายด้วยซ้ำ (เพราะมนุษย์เราเป็นสัตว์สังคม) หนำซ้ำยังถูกเพอร์ซีอุสตัดหัวเพื่อติดบนโล่อีก
จุดจบของเมดูซ่าก็คือการถูกทำให้กลายเป็นสิ่งของ หัวของเธอไม่ใช่ศพที่ควรได้รับการเคารพ แต่มันถูกเอาไปใช้ประโยชน์เป็นอาวุธให้กับเพอร์ซีอุส มันเหมือนการเอาหนังสิงโตที่เราฆ่ามาเป็นพรมปูพื้น เพื่อแสดงว่าเราเก่งกว่าเจ้าสิงโตตัวนี้ ถ้าสิงโตมันเก่งจริงหนังของมันไม่มาแผ่บนพื้นบ้านกูหรอก นั่นหมายความว่าเมดูซ่าถูกย้ำอีกครั้งว่าเธอมีค่าแค่ตอนที่ตายแล้วและถูกใช้เป็นเครื่องมือของผู้ชาย
ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้จะเห็นว่าเมดูซ่าถูกข่มขืน ถูกสาป ถูกไล่ให้ไปอยู่เกาะร้าง ถูกตามล่า ถูกตัดหัว แล้วก็ถูกเอาไปประดับโล่ของคนอื่น เธอไม่มีวันได้พักเลยแม้แต่ตอนตาย ครั้งหน้าเวลาเราเห็นรูปเมดูซ่าตามงานศิลปะ ลองมองในสายตาที่ว่านี่คือหลุมศพของหญิงสาวคนหนึ่งที่ไม่มีใครบอกชื่อเธอได้เลย และถ้าเราเป็นใครสักคนที่เคยโดนทำร้ายแล้วถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นตัวปัญหาให้เราจำไว้ว่า... เราอาจไม่ได้เป็นเมดูซ่าไปซะทีเดียว เราแค่ถูกบังคับให้ใส่หน้ากากของเธอ โดยคนที่อยากเอาเราไปติดบนโล่เท่านั้นเอง
เฮร่า ข้อสอบของคนเป็นเมีย
มาถึงคุณนายเฮร่า (Hera) เทพีแห่งการสมรสแล้ว ผู้ซึ่งถูกสังคมจารึกไว้ในฐานะเมียขี้หึงตัวแม่ที่จองล้างจองผลาญเมียน้อยของซุสแห่งเขาโอลิมปัส ซึ่งแต่เดิมทีเธอคือมหาเทพีที่ยิ่งใหญ่เลยนะ ก่อนจะถูกลดระดับลงมาเป็นเพียงแค่เมีย
และก่อนที่เราจะไปตัดสินเฮร่าในฐานะเมียขี้หึงที่คอยไล่ฆ่าลูกเมียน้อยของผัว แถมยังแค้นผู้หญิงคนนั้นคนนู้นเรื่อยไป เราต้องเข้าใจก่อนว่าโอลิมปัสคือคฤหาสที่ไม่มีประตูหนีไฟค่ะ
ลองนึกถึงคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ผู้หญิงคนหนึ่งถูกบังคับให้เป็นคุณนาย แต่ผัว…โอเค …แต่สามีของเธอคือผู้มีอำนาจสูงสุดที่สามารถทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ โดยที่ไม่มีกฎข้อไหนห้าม และที่สำคัญเธอไม่สามารถหย่าได้ เพราะสถานะของเธอถูกมอบมงให้เป็นสัญลักษณ์แห่งการแต่งงานไปเรียบร้อยแล้ว
เฮร่าถูกวางตัวให้เป็นตัวแทนของสถาบัน ไม่ใช่ตัวแทนของความเป็นมนุษย์ ถ้าสถาบันพัง (การแต่งงานสิ้นสุด) เธอก็จะไม่มีตัวตนอีกต่อไป นี่คือการกักขังที่ละเอียดอ่อนมาก ยิ่งพอเราอ่านลึกๆ กลับพบว่าเฮร่าแต่เดิมไม่ใช่ภรรยาตามที่บลูเกริ่นไปตอนนั้น แต่เป็นเทพีสูงสุดองค์หนึ่งที่มีอำนาจและความยิ่งใหญ่ในตัวเอง (เดิมเฮร่าคือเจ้าของอำนาจแห่งการให้กำเนิดและความอุดมสมบูรณ์คล้ายพระแม่ธรณี) ก่อนที่ระบบชายเป็นใหญ่จะเข้ามาปลดเธอลงมาให้เหลือแค่สถานะคู่สมรสหรือเมีย
ให้นึกถึงนักกีฬาหญิงที่เก่งที่สุดในโลกคนหนึ่ง พอเธอแต่งงานกับนักกีฬาชายหรืออาชีพใดก็ตามที่ดังกว่า สื่อก็จะเริ่มเรียกเธอว่าภรรยาของนักกีฬาคนนั้น เศรษฐีคนนี้ และนำเสนอเรื่องราวของเธอผ่านสามีเท่านั้น ความสำเร็จที่เธอทำไว้ก่อนหน้านี้ก็จะถูกลืมสิ้น เช่นเดียวกับเฮร่า ความยิ่งใหญ่ของเธอในฐานะเทพีถูกลบออกไป เหลือไว้แค่ผู้หญิงที่ต้องทนอยู่กับสามีเจ้าชู้
จุดนึงที่คนเข้าใจผิดคือ คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าเฮร่าเป็นหึงเพราะรักซุสมาก หรือเป็นผู้หญิงมีปม แต่นั่นคือการทำให้เรื่องใหญ่กลายเป็นเรื่องส่วนตัวค่ะ บลูอยากให้เราเห็นว่าเฮร่าไม่ได้หึงเพราะรัก แต่เธอโกรธ เพราะการกระทำของซุสเป็นการทำลายสถานะของเธอต่อหน้าสาธารณชน การนอกใจของซุสไม่ได้เป็นแค่เรื่องบนเตียง แต่มันคือการดูหมิ่นสถาบันที่เฮร่าเป็นผู้ดูแล
ความบ้าคลั่งและการจองเวรของเฮร่าถูกทำให้เป็น Pathologize (การทำให้เป็นโรค เช่น เมื่อผู้หญิงถูกกดขี่และตอบสนองด้วยความเดือดดาล สังคมจะไม่ถามว่าเธอเจออะไรมา แต่จะถามว่ามึงป่วยหรอ) ของการถูกกดขี่ค่ะ เมื่ออำนาจของเธอถูกริบและตัวตนถูกผูกติดอยู่กับการแต่งงานที่ไร้ความซื่อสัตย์ พลังงานของเธอจึงปะทุออกมาในรูปของความรุนแรง เหมือนหนูทดลองที่ถูกขังในกรงแล้วถูกปิ๊บไฟตลอดเวลา มันจะเริ่มกัดกรงและทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า
และการที่เฮร่าลงโทษเมียน้อยแทนที่จะลงโทษซุส มันไม่ใช่ความผิดพลาดทางตรรกะ แต่เป็นผลลัพธ์ของระบบ เพราะในระบบที่สามีมีอำนาจสูงสุด การต่อต้านสามีโดยตรงหมายถึงการทำลายทั้งระบบและตัวเธอเอง ดังนั้นวิธีเดียวที่จะระบายความแค้นได้คือการจัดการกับหลักฐาน (เมียน้อยและลูกนอกสมรส) ที่คอยย้ำว่าเธอไร้อำนาจ
คล้ายกับเคสผู้หญิงในสังคมสมัยก่อนที่สามีมีเมียน้อย เธอจะไม่สามารถฟ้องหย่าได้ (เพราะสังคมจะตราหน้าว่าเธอไร้ค่า ไปทำอะไรมาสามีไม่เอา เพราะ 1234 มั้งสามีเลยมีเมียน้อย บลาๆ) แต่เธอสามารถทำร้ายเมียน้อยคนนั้นได้ด้วยการนินทาหรือทำร้ายร่างกาย เพราะการลงโทษเมียน้อยไม่ใช่การท้าทายอำนาจของสามีโดยตรง แต่มันคือการระบายอารมณ์ในช่องทางที่สังคมยอมรับได้ …เฮร่าก็เหมือนผู้หญิงเหล่านั้น เธอไม่ได้บ้า เธอแค่เลือกทางรอดเพียงทางเดียวในคฤหาสที่ไม่มีประตูหนีไฟ
อ่านมาถึงตรงนี้สงสัยไหมว่าแล้วใครได้ประโยชน์จากการที่เฮร่าถูกพรรณนาว่าเป็นเมียบ้าๆ บอๆ?
ก็พวกที่อยากให้ผู้หญิงทุกคนเงียบไงคะ เพราะพอเราเห็นภาพเฮร่า เราจะรู้สึกว่าถ้าผู้หญิงเรียกร้องอะไรก็จะกลายเป็นเฮร่า แล้วเราจะได้ไม่กล้าเรียกร้อง นี่คือกลยุทธ์ที่เรียกว่าทำลายชื่อเสียงของผู้แจ้งเบาะแสค่ะ เหมือนเวลาในองค์กรมีผู้หญิงคนหนึ่งลุกขึ้นมาพูดเรื่องความไม่เท่าเทียม แล้วคนในองค์กรจะเริ่มนินทาว่าเธอกุเรื่องเรียกร้องความสนใจ เธอเป็นแค่คนอารมณ์ขึ้นๆลงๆ เธอมีปมเรื่องสามีไม่ทำการบ้าน บลาๆ โดยไม่สนใจเนื้อหาที่เธอพูดเลย
เฮร่าไม่ได้เป็นศัตรูของผู้หญิง เธอเป็นเหยื่อไม่ต่างจากหลายๆ เคสข้างบนที่บลูเล่ามา เฮร่าเป็นเหยื่อที่ถูกทำให้กลายเป็นปีศาจผีบ้า เพื่อข่มขู่ผู้หญิงคนอื่นๆ ในอนาคต ถ้าเฮร่าเงียบ เธอก็คือผู้หญิงที่ไร้อำนาจ ถ้าเฮร่าโวยวาย เธอก็คือเมียขี้หึงที่บ้า เฮร่าจะถูกวิจารณ์ไม่ว่าเธอจะทำอะไร เพราะระบบต้องการให้เฮร่าเป็นแพะอยู่แล้ว
ถ้าตัดกลับมาปัจจุบัน เราได้อะไรจากเรื่องนี้ บลูอยากให้มองงี้ คือเวลาเราเห็นใครถูกเรียกว่าเมียขี้หึง หรือนี่มันเมีย/แม่ที่คุมสามีเกินไป อย่าเพิ่งตัดสินเขาคนนั้นว่าประสาทแดก แต่ให้มองไปที่ระบบของความสัมพันธ์นั้นก่อนว่า มันมีช่องทางให้ผู้หญิงได้ต่อรองหรือได้มีทางเลือกอื่นไหม? และถ้าเราเป็นคนนึงที่กำลังเจอสถานการณ์แบบเฮร่า บลูขอบอกเลยค่ะว่า... เราไม่จำเป็นต้องเป็นคุณนายของบ้านนั้น ถ้ามันหมายถึงการถูกกักขัง เรามีสิทธิ์ที่จะเลือกออกมาสร้างบ้านของเราเองโดยมีตัวเองเป็นเจ้าของค่ะ
ตำนานคือห้องผ่าตัดที่มีแต่มีด แต่ดันไม่มีวิสัญญี
สังเกตไหมคะว่าในตำนานโอลิมปัสแทบไม่มีเรื่องราวของความสัมพันธ์ที่เท่าเทียมระหว่างเทพชายหญิงเลย เหมือนเรากำลังยืนมองสนามรบที่จบลงแล้ว ตอนนี้เราเดินเข้าไปในพื้นที่นั้น พื้นที่เก่าแก่ที่เคยเปื้อนเรื่องอุบาทๆ มากมาย แต่ตอนนี้ทุกอย่างถูกทำความสะอาดและตกแต่งให้สวยงาม แล้วมีไกด์นำเที่ยวบอกเราว่านี่คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์นะ
ถ้าเราอ่านมาถึงตรงนี้ก็คงรู้ดีว่านี่มันพื้นที่นี้มันถูกออกแบบมาเพื่อสับผู้หญิงทุกคนออกเป็นชิ้นๆ ทางสัญลักษณ์ เพื่อไม่ให้มีผู้หญิงคนไหนที่เป็นมนุษย์เต็มคน (Whole Person) ได้เลย ในตำนานกรีก เราไม่เห็นเทพผู้หญิงองค์ไหนที่มีอำนาจครบเครื่องแบบเทพผู้ชาย (ซุสมีทั้งอำนาจการเมือง การทหาร เรื่องเพศ และการลงโทษ) แต่เทพผู้หญิงจะถูกแบ่งเป็นชิ้นส่วน อาธีน่าได้แค่สมอง (ปัญญา) แต่ไม่มีเรื่องเซ็กส์ (เธอเป็นพรหมจารี) / อะโฟรไดตได้เรื่องเซ็กส์กับความสวยงาม แต่ไม่มีอำนาจทางการเมือง / เฮร่าได้แค่สถานะภรรยา แต่ไม่มีอำนาจในตัวเอง
บลูมองว่านี่คือการ Dismemberment (การแยกส่วนแบบตัดแขนตัดขา) ของผู้หญิง ไม่ให้ผู้หญิงคนไหนมีอำนาจที่สมบูรณ์ในตัวเองได้ ถูกห้ามไม่ให้ครบเครื่อง เพื่อที่ซุส (ผู้ชาย) จะได้เป็นคนเดียวที่มองเห็นภาพรวมและมีอำนาจเด็ดขาด
คนทั่วไปมักเข้าใจว่าอาธีน่าเป็นสตรีนิยม เพราะเธอเก่งและไม่ยุ่งเรื่องเพศ แต่นั่นคือการเข้าใจผิด อาธีน่าคือผู้หญิงที่ถูกตัดตอนทางเพศทั้งทางกายและสัญลักษณ์ เพื่อให้เธอเป็นผู้หญิงที่ปลอดภัยสำหรับระบบชายเป็นใหญ่ เธอเกิดจากหัวของซุส (ไม่มีมดลูก ไม่มีแม่) เธอเป็นผู้หญิงที่ถูกตัดขาดจากความเป็นผู้หญิงเดิม เธอสนับสนุนการตัดสินโทษออเรสเตส (คดีที่แม่ฆ่าพ่อ) โดยให้เหตุผลว่าพ่อสำคัญกว่าแม่ = เธอกลายเป็นปากเสียงของระบบไปแล้ว
ในมุมมองของบลู คำสาปที่ผู้หญิงโดนในตำนาน หลายครั้งคือบทลงโทษของการมีตัวตน (Subjectivity หรือการเป็นประธานของชีวิตตัวเอง แปลหยาบก็คือ กูแค่เป็นตัวของตัวเอง) ค่ะ ใครก็ตามที่พยายามจะมีอิสระทางความคิด (อารัคเน่), มีอำนาจเหนือความตาย (เมเดีย), หรือแม้แต่มีความสวยงามเกินหน้าเกินตา (ไซคี) จะต้องถูกจัดการให้กลายเป็นสัตว์ประหลาด เป็นสัตว์ หรือเป็นวัตถุ
บลูไม่ได้เขียนเรื่องพวกนี้เพื่อให้เราเศร้าหรือเกลียดผู้ชาย แต่บลูต้องการให้เราเห็นในระดับที่เชื่อมโยงหลายศาสตร์ว่าภาษาที่เราใช้พูดถึงผู้หญิงในทุกวันนี้ (แม้แต่ภาษาไทย) มันยังมีพิษของตำนานเหล่านี้อยู่
มองในมุมภาษาศาสตร์ คำว่า อีตัว แม่มด กาหรี่ ล้วนมีรากศัพท์ที่เชื่อมโยงกับผู้หญิงที่กล้าแสดงออก
มุมประวัติศาสตร์ การเผาหมดแพในยุคกลางคือการสืบทอดตรรกะเดียวกับการสาปเมดูซ่า
มุมจิตวิทยาสังคม เรายังคงมีคำว่าเมียขี้หึงใช้เรียกผู้หญิงที่เรียกร้องความซื่อสัตย์ โดยไม่เคยมีคำว่าสามีขี้หึงในเชิงดูถูกเท่ากัน
มุมมองทางกฎหมายและตุลาการ ในคดีข่มขืนเหยื่อมักถูกถามว่า เธอใส่ชุดอะไร? ทำไมเธอไปไหนมาไหนคนเดียว? เธอมีประวัติคบใครมาบ้าง? ทำไมเธอไม่ต่อสู้? ทำไมไม่กรี๊ด?
มุมมองทางสื่อและโซเชียลมีเดีย ผู้หญิงที่ถูกแคนเซิล ถูกแบนมักจะโดนหนักกว่าและนานกว่าผู้ชายในความผิดเดียวกัน
ยกตัวอย่างให้เห็นร่องรอยในภาษาไทย
เราเคยสังเกตไหมคะว่าเวลาเราพูดถึงผู้หญิงที่เก่งและกล้าแสดงออก เรามักจะมีคำว่า ผู้หญิงเก่งได้แต่อย่าเก่งเกินหน้าผู้ชาย (????????) นี่คือร่องรอยของอาธีน่าที่ถูกตัดตอนทางเพศ และอะโฟรไดที่ถูกจำกัดแค่เรื่องเซ็กส์ ยังคงอยู่ในลมหายใจของเราทุกวัน
ผู้หญิงที่เก่งงานแต่ไม่แต่งงาน ถูกมองว่าไม่มีความสุข
ผู้หญิงที่น่ารักแต่ไม่เก่ง ถูกมองว่าสวยใสไร้สมอง
ผู้หญิงที่เก่งและสวย ถูกมองว่าน่ากลัวมารยาเยอะ
จะเห็นว่าไม่มีผู้หญิงคนไหนชนะในเกมนี้ได้ เพราะเกมมันถูกออกแบบมาให้ชนะไม่ได้ตั้งแต่ต้น ดังนั้นเราอย่าไปเชื่อคำว่าผู้หญิงต้องเลือกทางใดทางหนึ่งนะคะ คือเป็นส้นตีนอะไรจะเลือกทุกทางไม่ได้ถ้าฉันเก่งล่ะ จริงไหม
บลูขอให้เพื่อนๆ ตั้งคำถามกับทุกครั้งที่มีคนพยายามจัดหมวดหมู่เรา (ว่าเราเป็นแบบไหน) เพราะการจัดหมวดหมู่นั่นแหละคือสิ่งที่กำลังจะแยกเราออกจากความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เราคือคนเดียวที่จะบอกได้ว่าเราควรมีอะไรบ้างในชีวิตนี้ ไม่ใช่ซุส ไม่ใช่เฮสิโอด และไม่ใช่ใครอื่นค่ะ

