ทำไมถึงอยากมีลูกเอามาก? เนรคุณมีไว้ทำไม?
ทำไมถึงอยากมีลูกเอามาก? เนรคุณมีไว้ทำไม?
เรามีลูกเพราะความเสียสละหรือความรักที่บริสุทธิ์ 100% ..จริงหรอ?
โดยพื้นฐานแล้วมนุษย์เราทำทุกอย่างเพราะ
มีสัญชาตญาณดิบที่ผลักดันให้ทำ (Drives)
เพราะในใจเรามีรูโหว่หรือความรู้สึกขาดแคลนบางอย่าง (Lacks) เราเลยต้องหาอะไรมาเติมเต็ม
เหมือนเวลาเราซื้อของแบรนด์เนม เราไม่ได้ซื้อเพราะรักกระเป๋า รักดีไซน์ รักแบรนด์ด้วยใจบริสุทธิ์ แต่เราซื้อเพราะเราขาดความมั่นใจหรือต้องการการยอมรับ
การมีลูกก็เช่นกัน บางคนอยากมีลูกเพราะรู้สึกชีวิตตัวเองยังไม่สมบูรณ์จึงเอาลูกมาอุดรูโหว่นั้นในใจ
หากเราตัดเหตุผลเรื่องสัญชาตญาณสัตว์ในการสืบพันธุ์ทิ้งไป ความงุ่นง่านหรือความ เสี้ยนที่จะมีลูกให้ได้ของมนุษย์บางคน คือเสียงกรีดร้องของความว่างเปล่าทางภววิทยา
**ภววิทยา (Ontological void) คืออะไร…มันคือเรื่องของการมีชีวิตอยู่/การดำรงอยู่… อาการที่คนบางคนดิ้นรนต้องมีลูกให้ได้ มันคืออาการของคนที่ลึกๆ แล้วรู้สึกว่าชีวิตตัวเองช่างว่างเปล่าและไร้ความหมาย **
การดิ้นรนอยากมีลูกก็เลยเป็นเหมือนเสียงตะโกนร้องขอให้มีสิ่งมีชีวิตอีกคนเกิดมาเพื่อทำให้ชีวิตของตัวเองมีความหมายเกิดขึ้น
ถ้านึกไม่ออกลองนึกถึง คู่รักบางคู่ใช้ชีวิตจนหมดแพสชัน หน้าที่การงานก็ถึงจุดอิ่มตัว บ้านก็มี รถก็มี ….พวกเขาเริ่มตั้งคำถามว่า
…ฉันอยู่ไปทำไม?
แทนที่จะไปหาคำตอบให้ตัวเอง พวกเขากลับเลือกที่จะสร้างเด็กขึ้นมาหนึ่งคน เพื่อให้เด็กคนนั้นกลายเป็นเป้าหมายใหม่ในการตื่นนอนทุกเช้าของพวกเขา (เอาลูกมาแก้เบื่อ/แก้ความว่างเปล่าของตัวเอง)
ความจริง/กระจกเงาที่ต้องหยิบมาส่องตัวเอง เพื่อตอบคำถามว่า…ฉันกำลังจะเอาลูกมาเป็นเครื่องมือ หรือมองเขาเป็นมนุษย์?
ความหลงตัวเอง (Narcissism) รักลูกเพราะลูกคือตัวแทนของเรา ลูกฉันต้องเรียนเก่ง หน้าตาดี เหมือนฉัน
โหยหาอำนาจ (Absolute Power) อยากมีสิ่งมีชีวิตที่ต้องเชื่อฟังเราทุกอย่าง เป็นที่ที่เราทำตัวเป็นพระเจ้าได้
เป็นอวัยวะเทียมทางจิตวิญญาณ (Spiritual Prosthesis) Prosthesis = ขาเทียม/แขนเทียม คือการเอาลูกมาเป็นตัวแทนเดินตามความฝันที่ตัวเองทำไม่ได้ แม่ที่อยากเป็นหมอแต่สอบไม่ติด เลยบังคับให้ลูกเรียนหมอ ลูกไม่ได้มีชีวิตของตัวเอง แต่เป็นแค่ขาเทียมที่แม่ใส่เพื่อเดินไปให้ถึงฝันของแม่เอง
มันไม่ได้มีแค่ 3 ข้อหรอกค่ะ เราอาจจะพบความจริงของปมด้อยที่ถูกเคลือบด้วยคำว่าความรักในข้อที่ 4, 5 หรือ 6 เพราะความซับซ้อนในจิตใจมนุษย์ที่ไม่ได้มีแค่ขาวกับดำ หรือ 1–3
Layer 1 ลูกในฐานะอวัยวะเทียมเพื่อเติมเต็มความหลงตัวเอง
เวลาคนอยากมีลูกจนตัวสั่น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เขารักเด็กหรอก แต่ต้นตอมันมาจาก ความรู้สึกแหว่งวิ่น หรือปมในใจของตัวคนเป็นผู้ใหญ่เองต่างหาก
มนุษย์เราลึกๆ จะรู้สึกว่าชีวิตตัวเองยังไม่พอ หรือขาดอะไรไปสักอย่างเสมอ เราเลยวิ่งตามหาสิ่งต่างๆ มาเติมเต็ม (เช่น เงินทองที่มากขึ้น ชื่อเสียงที่มากขึ้น)
ลากองเรียกไอ้สิ่งที่เราวิ่งตามหานี้ว่า Objet petit a ซึ่งมันคือภาพลวงตา ต่อให้ได้มา เราก็ยังรู้สึกขาดอยู่ดี
สำหรับหลายคน ลูกคือสุดยอดไอเทมที่เขาเชื่อว่าจะมาเติมเต็มชีวิตได้ พ่อแม่ไม่ได้อยากให้ลูกเกิดมามีชีวิตมีความคิดเป็นของตัวเอง แต่อยากได้ลูกมาเป็นอะไหล่เพื่อซ่อมปมด้อยของตัวเอง
เราลองนึกภาพตามถึงกลุ่มพ่อแม่ที่บ้าอัปภาพ อัปวิดิโอลูกลงเฟซบุ๊ก/TikTok รัวๆ หรือเปิดเพจให้ลูกตั้งแต่ยังพูดไม่ได้ พวกเขาไม่ได้ทำเพื่อเก็บความทรงจำ แต่ทำเพื่อล่าแสงเรียกร้องความสนใจ เอาเด็กมาเป็นเครื่องมือหาเงิน/หายอดไลก์เพื่ออุดปมด้อยที่ตัวเองไม่เคยมีใครคนสนใจ เด็กในตอนนี้ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นคน (Subject) แต่ถูกมองว่าเป็นแค่ของเล่นทำคอนเทนต์เท่านั้นค่ะ
กลุ่มพ่อแม่ที่ตอนเด็กๆ บ้านจน ขาดความอบอุ่นเอามากๆ พวกเขาเลยพยายามมีลูกเพื่อจะได้ประเคนของเล่นให้ลูก ทำตัวเป็นพ่อแม่แสนดี เพื่อชดเชยสิ่งที่ตัวเองไม่เคยได้ (ใช้ลูกซ่อมปมบาดแผลวัยเด็กของตัวเอง) เพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองมีน้ำยา อย่างน้อยฉันก็สร้างชีวิตคนได้ ฉันมีค่า ฉันมีความหมายกับเด็กคนนี้
ในโลกแห่งการทำงานหรือทุนนิยม พ่อแม่ถูกเจ้านายกดขี่ เป็นแค่พนักงานตัวเล็กๆ ที่ไม่มีอำนาจอะไรเลย รู้สึกไร้ค่าเหลือจะทน… พวกเขาจึงกลับบ้านมาลงที่ครอบครัว (ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม) แต่เพราะนี่คือที่เดียวในโลกที่พ่อแม่สามารถสวมบทเป็นพระเจ้าที่สั่งลูกคนไหนให้ใครซ้ายหันขวาหันก็ได้ เพราะการโดนคนตำแหน่งสูงกว่าด่าทุกวัน เถียงไม่ได้ (ไร้อำนาจ) …สิ่งนี้มันกดดัน มันเป็นแผล…พอตกเย็นกลับบ้านมา เขาหรือเธอได้กลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ สั่งให้ลูกไปล้างจาน ห้ามลูก ด่าลูกได้โดยที่ลูกห้ามเถียง ครอบครัวนี้ได้กลายเป็นเครื่องผลิตความรู้สึกมีอำนาจของผู้ใหญ่ที่พ่ายแพ้จากโลกภายนอก
ลูกถูกลดทอนสถานะลงเป็นโปรเจกต์ต่ออายุอัตตา (Immortality Project) …โปรเจกต์ต่ออายุอัตตาคืออะไร…ลองนึกถึงศิลปินวาดภาพเพื่อให้คนจำชื่อตัวเอง กษัตริย์สร้างพีระมิดให้คนจำความยิ่งใหญ่ดูค่ะ แต่สำหรับคนธรรมดาทั่วไปวิธีเดียวที่จะสู้กับความตาย (แล้วอาจจะไม่มีใครจดจำ เพราะเรารับไม่ได้ที่จะสูญสลายหายไปเฉยๆ) …การมีลูกจึงกลายมาเป็นโปรเจกต์ต่ออายุให้ตัวเอง ในแบบที่พ่อแม่คนไหนก็ทำได้ (ถ้าไม่ได้เป็นหมัน)
การดิ้นรนจะมีลูก ในอีกแง่ก็คือการสร้างรูปปั้นอนุสาวรีย์ให้ตัวเองนั่นแหละค่ะ เพียงแต่มันเป็นอนุสาวรีย์ที่ทำมาจากเนื้อหนังมังสา มีสายเลือดและนามสกุลของเราแปะอยู่ เพื่อหลอกตัวเองว่า…ถึงฉันตายไป ฉันก็ยังแฝงอยู่ในตัวลูกนะ (นามสกุล/แบรนด์) ฉันเป็นอมตะ …คนจีนสมัยก่อน (หรือแม้แต่คนสมัยนี้) ต้องมีลูกชายเพื่อสืบทอดนามสกุล นั่นแหละคือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการสร้างอนุสาวรีย์เนื้อสด เพื่อไม่ให้ชื่อของตัวเองตายไปแบบบริบูรณ์
การที่พ่อแม่บอกว่ารักลูกที่สุด ยอมตายแทนได้ ที่จริงแล้วอาจไม่ใช่การเสียสละ แต่คือการรักตัวเองในร่างลูก ลูกคือกระจกเงาที่สะท้อนอีโก้ของพ่อแม่ …ลองจินตนาการถึงพ่อแม่ที่เอาเกรด 4 ของลูก หรือใบปริญญาของลูกไปอวดเพื่อนบ้าน หรือโพสต์ลงเฟซบุ๊กดูสิคะ พวกเขาไม่ได้กำลังยินดีกับลูกแบบเพียวๆ 100 เปอร์เซ็น แต่พวกเขากำลังฟินกับความสำเร็จของตัวเองที่สร้างผลผลิต (ลูก) ออกมาได้ดีขนาดนี้ต่างหาก (รักลูก = รักผลงานของตัวเอง)
Layer 2 สุนทรียศาสตร์แห่งการครอบงำเบ็ดเสร็จ
ทีนี้พักเรื่องปมในใจไว้ก่อน บลูชวนทุกคนมาส่องพฤติกรรมพ่อแม่ผ่านมุมมองของนักปรัชญา 2 คน คือ Michel Foucault ฟูโกต์ (คนที่เชี่ยวชาญเรื่องการใช้อำนาจกดขี่) และ Marquis de Sade (ต้นตำรับความซาดิสม์ หรือความสุขจากการได้ทรมาน/ควบคุมคนอื่น)
ลองจินตนาการถึงเผด็จการผู้บ้าอำนาจ ที่ถูกจับมารวมร่างกับคนซาดิสม์ที่ชอบเห็นคนอื่นจำยอม …แล้วมาดูว่าพ่อแม่ทั่วไปมีมุมมืดแบบนี้ซ่อนอยู่ไหม?
ในสังคมสมัยใหม่ เธอไม่สามารถซื้อทาสได้อีกต่อไป เธอไม่สามารถมีสิทธิขาดเหนือชีวิตใครได้อย่างถูกกฎหมาย… ยกเว้นลูกของเธอเอง
ถ้าเราบังคับผู้ใหญ่คนนึงให้กินผัก จับเขาไปขังในห้องถ้าเขาเถียง หรือบังคับให้เขาตัดผมสั้น เราจะโดนตำรวจจับข้อหาทำร้ายร่างกายและกักขังหน่วงเหนี่ยว แต่ถ้าเราทำสิ่งเหล่านี้กับลูกสังคมจะเรียกมันว่า….อ๋ออ ….การอบรมสั่งสอน 55555
และการอยากมีลูกนักหนา สำหรับจิตไร้สำนึกของบางคน คือความหิวกระหายอยากเป็นเจ้าชีวิต หรือได้มีอำนาจอธิปไตยเบ็ดเสร็จเหนือร่างกายผู้อื่น (Sovereign Power over the Other)
มันคือความรู้สึกฟินของพ่อแม่เวลาที่ได้จับลูกแต่งตัวตามใจชอบ บังคับให้ลูกเรียนพิเศษ หรือสั่งให้ลูกไปซ้ายไปขวาได้ดั่งใจ มันคือความเมามันของการได้ใช้อำนาจควบคุมสิ่งมีชีวิตอื่นแบบเบ็ดเสร็จ
ทารกคือผ้าขาวที่ไร้ทางสู้ ไร้ปากเสียง เป็นเวทีให้ผู้ใหญ่ได้สวมบทบาทผู้สร้าง ผู้ทำลาย ผู้กำหนดกฎเกณฑ์ และผู้ลงทัณฑ์ …อาการอยากมีลูกจนตัวสั่น จึงอาจเป็นรูปแบบหนึ่งของความปรารถนาเชิงซาดิสม์ที่ได้รับการยอมรับอย่างถูกศีลธรรมทางสังคม (Socially sanctioned sadism)
การใช้ไม้เรียวฟาดลูกจนลายพาดหลัง ถ้าเป็นคนอื่นทำคืออาชญากรรม แต่พอพ่อแม่ทำ สังคมกลับบอกว่า…รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี… นี่แหละคือการอนุญาตให้พ่อแม่ใช้ความรุนแรงและซาดิสม์ได้อย่างถูกศีลธรรม
คำว่าเนรคุณมีไว้ทำไม?
…เพราะมันคือเครื่องมือในการทวงหนี้
ลองคิดดูดีๆ เด็กไม่ได้เขียนใบสมัครขอมาเกิด แต่ผู้ใหญ่ต่างหากที่ดึงพวกเขามาเกิดเอง เพื่อยัดเยียดบทลูกหนี้ชั่วชีวิตให้เด็กต้องคอยชดใช้ไปจนตาย
ประโยคคลาสสิกอย่าง
…ไอ้เด็กเวร ฉันเบ่งแกออกมานะ เลี้ยงดูมาหมดข้าวไปกี่กระสอบ! ทำไมแกบลาๆๆ
นี่คือการทวงหนี้ที่เอาเปรียบที่สุด เพราะเจ้าหนี้ (พ่อแม่) เป็นคนยัดเยียดเงินกู้ (ชีวิต) ให้ลูกหนี้ (ลูก) โดยที่ลูกหนี้ไม่ได้เซ็นสัญญายินยอมด้วยซ้ำ
สรุปแล้ว การเป็นพ่อแม่คือการอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบแบบสุดกู่ จะบงการชีวิตลูกยังไงก็ได้ โดยมีเกราะป้องกันที่สวยหรูและเถียงยากที่สุดในโลกคำว่า
…ที่ทำไปก็เพราะรักและหวังดีนะ
ลองนึกถึง Tiger Parents (พ่อแม่จอมบงการ/พ่อแม่รังแกฉัน) …พ่อแม่สายโหดที่ตีกรอบชีวิตลูก บังคับให้เรียนหมอ เรียนวิศวะ หรือต้องรวยเท่านั้น แท้จริงแล้วพวกเขาแค่เอาลูกมาล้างแค้นให้ความพ่ายแพ้ของตัวเองในอดีต (ตัวเองสอบไม่ติด ตัวเองไม่รวย เลยบังคับให้ลูกทำแทน) ลูกจึงไม่ใช่ลูก แต่เป็นแค่เครื่องมือแก้บนของพ่อแม่
พอลูกร้องไห้เสียใจ พ่อแม่ก็แค่หงายการ์ด
…แม่ทำไปเพราะรักลูกนะ พ่ออยากให้ลูกมีอนาคตที่ดี
คำว่ารักจึงกลายเป็นอาวุธปืนกะโหลกไขว้ที่ใช้ฆ่าอิสรภาพของลูกได้อย่างชอบธรรมค่ะ
Layer 3 ชีวการเมืองและผีทุนนิยม
ทำไมคนยุคนี้ถึงยังดิ้นรนอยากมีลูก ทั้งๆ ที่โลกมันเฮงซวย?
โลกทุกวันนี้มันมาถึงทางตันแล้ว (Slow Cancellation of the Future) เงินเฟ้อ ซื้อบ้านไม่ไหว โลกร้อน หนี้บานตะไท คนรุ่นใหม่มองไม่เห็นเลยว่า
…พรุ่งนี้จะดีกว่าวันนี้ได้ยังไง…อนาคตมันมืดมนจนเราจินตนาการถึงความสุขไม่ออกอีกแล้ว
พอชีวิตมันเคว้งคว้างไม่มีอนาคต ลูกจึงกลายมาเป็นสมอเรือที่ถูกโยนลงน้ำเพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจไม่ให้เราเป็นบ้าตายไปซะก่อน การมีลูกคือการบังคับตัวเองให้ต้องมีเป้าหมาย บังคับให้ต้องตื่นไปทำงานที่เกลียดทุกวัน เพื่อเอาเงินมาจ่ายค่าเทอมและค่าแพมเพิส
ซึ่งที่จริงเราอาจเป็นคนที่หมดไฟในชีวิต กะจะลาออกไปนอนโง่ๆ แต่พอรู้ว่าเมียท้อง หรือผัวกำลังเลี้ยงลูกอยู่บ้าน.. ความคิดที่จะยอมแพ้ก็หายไป เราต้องก้มหน้าก้มตาทนโดนลูกค้าด่าต่อไป ลูกจึงเป็นสิ่งที่บังคับให้เรามีชีวิตอยู่ต่อในระบบเฮงซวยนี่
เพราะแบบนี้ระบบทุนนิยม (บริษัท/นายทุน) เกลียดคนโสดไม่มีลูกมากที่สุด
เพราะคนพวกนี้ไม่มีภาระ ถ้าบริษัทกดขี่ พวกเขาพร้อมจะสวดเจ้านายกลับ ลาออก หรือประท้วงได้ทันที
แต่สมมติว่าพอเธอมีลูกปุ๊บ… เธอจะกลายเป็นหมาเชื่องๆ ยอมก้มหน้าทำต่อให้โดนสั่งโอฟรี หรือโดนลดเงินเดือน เธอกลัวตกงานจนไม่กล้าหือกับบริษัท เพราะบริษัทมีปากท้องของลูกเธอเป็นตัวประกันเรียบร้อยแล้ว
การอยากมีลูก ไม่ใช่ความคิดของเราเอง 100% หรอก
แต่รัฐบาลและกลุ่มนายทุนฝังชิป/ล้างสมองเรามาตั้งแต่เกิด ผ่านละคร โฆษณาประกันชีวิต หรือโฆษณานมผง ที่ฉายภาพครอบครัวอบอุ่นพ่อแม่ลูก เพื่อหลอกให้เราผลิตเด็กออกมาเป็นพนักงานออฟฟิศ (แรงงาน) และคนซื้อของ (ผู้บริโภค) รุ่นต่อไปให้พวกเขาตักตวงผลประโยชน์
ถ้าได้ยินว่ารัฐบาลรณรงค์ให้คนมีลูก อ้างว่าเพื่อชาติ อย่าลืมความจริงข้อนี้ที่ว่า… ถ้ายุคหน้าไม่มีคนเกิดใหม่ รัฐก็จะไม่มีคนให้เก็บภาษี และนายทุนก็จะไม่มีลูกค้ามาซื้อของ หรือไม่มีพนักงานราคาถูกมาทำงานให้ การมีลูกจึงเป็นการผลิตอะไหล่ป้อนเข้าโรงงานทุนนิยมนั่นเอง
ทนายจำเลยปกป้องคนเป็นพ่อแม่
มาค่ะ หลังจากสวดอย่างเมามัน เราจะวิพากษ์ด้านเดียวไม่ได้ 55555 ไม่งั้นเราจะกลายเป็นไอ้ขี้แพ้ที่เกลียดทุกอย่างบนโลก ดังนั้น…เราจะมาลองสวมบททนายฝั่งพ่อแม่ โดยเอาทฤษฎีจากศาสตร์อื่นๆ มาช็อกและงัดกับความมืดหม่นที่เราเพิ่งพูดไปเมื่อกี้ดูหน่อย
จริยศาสตร์แบบ Levinas (Emmanuel Levinas)
เลวีนาสอาจถือไม้เรียวพร้อมบวกและเถียงว่า
… การมีลูกไม่ใช่การขยายอัตตา แต่คือการทุบทำลายอัตตา (Ego obliteration) ต่างหากล่ะโว้ยยย
ยังไง
ก่อนหน้านี้เราด่าว่าคนมีลูกเพราะหลงตัวเอง (อีโก้สูง) ใช่ไหม? แต่นักปรัชญาคนนี้จะเถียงคอเป็นเอ็นว่า
…ไม่จริง ไม่จริง ไม่จริง! การมีลูกคือการทำลายความเห็นแก่ตัว (อีโก้) ทิ้งต่างหาก เพราะทันทีที่ลูกเธอเกิดมา เธอต้องรับมือกับมนุษย์อีกคนที่คุณควบคุมไม่ได้ 100% ชีวิตเธอจะไม่ใช่ของเธอคนเดียวอีกต่อไป
เธอที่เคยใช้ชีวิตเสเพล รักอิสระ เงินทุกบาทซื้อของให้ตัวเอง (อีโก้สูง) แต่พอมีลูกปุ๊บ เธอจะยอมทิ้งชีวิตเหล่านั้น ยอมทิ้งตัวตนเดิมของตัวเอง เพื่อมอบทุกอย่างให้เด็กคนนี้ นี่คือการถูกทุบอีโก้จนแหลกละเอียดต่างหาก …เห็นไหมล่ะ!
และในโลกทุนนิยม ที่ทุกคนทำทุกอย่างเพื่อผลกำไร แต่การเลี้ยงเด็กทารกที่ร้องไห้กวนโอ๊ยค้างคืน ทำให้เธอหน้าโทรม แฟนเธอขอบตาดำ มันไม่ได้กำไรอะไรเลยนะ การยอมเหนื่อยสายตัวแทบขาดโดยไม่หวังผลตอบแทนทางวัตถุ นี่แหละคือความรับผิดชอบขั้นสุดยอดที่พิสูจน์ว่า มนุษย์สามารถก้าวข้ามความเห็นแก่ตัวได้จริงๆ …ดังนั้นแกๆๆๆ และแก จะมาด่าว่าพ่อแม่เห็นแก่ตัวไม่ได้นะ!
2.ปรัชญาของ Camus ชูนิ้วกลางใส่จักรวาลที่โหดร้าย (The Absurd Rebellion)
นักปรัชญาชื่อกามูส์ มองว่าโลกนี้มันไร้สาระ ไม่มีหรอกความหมายของชีวิต เกิดมาแล้วก็ตายไป (โลกบัดซบตามที่บอกใน Layer 3)
แต่การที่คนๆ นึงกล้าที่จะมีลูก และตั้งใจเลี้ยงดูเด็กคนนี้ให้ดีที่สุด มันไม่ใช่คนโง่ที่หลอกตัวเอง แต่มันคือนักปฏิวัติที่กำลังลุกขึ้นสู้กับจักรวาลที่โหดร้ายต่างหาก
โลกมีแต่ภาวะโลกร้อน เศรษฐกิจพัง ภัยสงคราม (จักรวาลที่ไร้ความหมาย) แทนที่เราจะนอนรอวันตายไปวันๆ การที่เราเลือกที่จะกอดลูก อ่านนิทานให้ลูกฟัง มันคือการที่เราตะโกนใส่หน้าจักรวาลว่า
…แกจะโหดร้ายแค่ไหนก็ช่าง แต่กูจะสร้างพื้นที่เล็กๆ ที่มีความรักอยู่ตรงนี้เว้ย!
3.ธรรมชาติวิทยา / เคมีประสาท (ความรักของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม)
ท้ายที่สุดแล้ว เลิกคุยเรื่องปรัชญายากๆ แล้วกลับมามองร่างกายมนุษย์กันบ้าง อย่าลืมว่าเวลาแม่กอดลูก สมองจะหลั่งสารออกซิโตซิน (ฮอร์โมนแห่งความรักความผูกพัน) ออกมาจริงๆ
การมัวแต่ไปด่าว่าการมีลูกคือการใช้อำนาจกดขี่ข่มเหง มันคือการลืมไปว่าพื้นฐานที่สุดของเราคือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่สัญชาตญาณบอกให้เรารักและปกป้องลูกตาดำๆ ซึ่งกลไกธรรมชาตินี้มันก็เป็นความงดงามที่ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ
ตอนที่แม่น้ำตาไหลเมื่อได้ยินเสียงลูกร้องครั้งแรกในห้องคลอด ตอนนั้นแม่ไม่ได้คิดถึงระบบทุนนิยม หรือจิตวิเคราะห์อะไรทั้งนั้น ร่างกายมันตอบสนองด้วยความรักแบบบริสุทธิ์ 100% ตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต ซึ่งมันทรงพลังกว่าทฤษฎีปรัชญาใดๆ ในโลก
หันกระบอกปืนวิพากษ์กลับมาจ่อหัวตัวเอง
ที่ผ่านมาเราด่าค่านิยมคนเป็นพ่อแม่ซะเละเทะเลย ถึงทนายจำเลยจะมาแก้ต่างแล้วก็ตาม 5555 ตอนนี้เราลองมาจับผิดสิ่งที่เราเพิ่งใช้ด่าพวกเขาไปเมื่อกี้ดูบ้างว่ามันมีช่องโหว่อะไรซ่อนอยู่ไหม?
ข้อ 1 สุนทรียศาสตร์ของการเหยียดหยาม
เวลาเราไปอ่านงาน Anti-natalist อย่าง David Benatar หรือของนักปรัชญาที่บอกว่าการเกิดมาคือความทุกข์ เราต้องระวังใจตัวเองให้ดี เพราะภาษาที่ดาร์กๆ ขวางโลกแบบนี้มันเท่และดึงดูดใจมาก มันทำให้นักปรัชญาดูเหมือนศาสดาผู้ปวดร้าวที่เห็นสัจธรรม และมันยั่วยวนหลอกให้เราหลงคิดไปเองว่า
…5555 ฉันตาสว่างแล้ว ฉันฉลาดกว่าพวกพ่อแม่โง่ๆ ที่กำลังเห่อลูกพวกนั้น…
มันเหมือนเราชอบใส่เสื้อสีดำ ฟังเพลงเศร้าๆ แล้วมองเพื่อนที่กำลังหัวเราะสนุกสนานใส่เสื้อผ้าสีไม่ซ้ำกันในทุกวันว่า…เป็นไอ้พวกใช้ชีวิตไปวันๆ ไม่ลึกซึ้งเลย… แท้จริงแล้วเราไม่ได้ฉลาดกว่าพวกเขาหรอก เราแค่เสพติดความเท่ของการเป็นคนดาร์กๆ เท่านั้นเอง
ข้อ 2 ด่าคนอื่นเพื่ออวยอีโก้ตัวเอง
เวลาที่เราชี้หน้าด่าพ่อแม่ว่าเป็นพวกบ้าอำนาจหรือซาดิสม์ ถามจริงว่าใครได้ประโยชน์? คำตอบคืออีโก้ของเราเองที่พองโตขึ้นค่ะ
ทฤษฎีพวกนี้เอาความมองโลกในแง่ร้าย มาเคลือบน้ำตาลให้ดูเป็นความฉลาดล้ำลึกเพื่อให้เรากดคนอื่นให้ต่ำลง เพราะเรากำลังเอาแว่นตาของจิตแพทย์ไปส่องดูคนธรรมดา แล้วยัดเยียดข้อหาว่า
การอยากมีลูก = เป็นโรคจิตชนิดหนึ่ง
ซึ่งมันตื้นเขินมากกก หนังสือไลฟ์โค้ชชอบบอกว่าคิดบวกแล้วจะดี (มองข้ามปัญหา) ส่วนเราก็กำลังทำมุมกลับคือทุกอย่างบนโลกคือความเลวร้าย (มองข้ามความดีงาม) ซึ่งมันบิดเบือนความเป็นมนุษย์ทั้งคู่
แม่คนนึงหอมแก้มลูก ถักเปียลูกด้วยความรัก แต่เราไปยืนชี้หน้าด่าว่า
…คิดว่าลูกเธอน่ารักหรอ เธอกำลังแสดงความหลงตัวเองผ่านลูกชัดๆ
นี่คือการเอาทฤษฎียากๆ มาจับผิดเรื่องธรรมดา จนทำให้เรากลายเป็นคนป่วยซะเอง
ข้อ 3 ทฤษฎีมืดมนขโมยความหวังของเราไป
…ทฤษฎีจิตวิเคราะห์และสายวิพากษ์มักเงียบในเรื่องของ Grace (พระคุณ/ความงามที่ไม่ได้คำนวณล่วงหน้า) พวกเขาโฟกัสแต่พยาธิสภาพ (Pathology) จนทำให้ความเป็นไปได้ของการเชื่อมโยงที่บริสุทธิ์ (Genuine Connection) หายไป
แปลไทยเป็นไทยคือ ทฤษฎีพวกนี้ไม่เคยพูดถึงความรักที่บริสุทธิ์ใจจริงๆ เลย พวกเขามองหาแต่ปมด้อย/ข้อเสีย จนลืมไปว่าบนโลกนี้มันมีการให้โดยไม่หวังผลตอบแทนอยู่จริงๆ นะ พอเราเชื่อทฤษฎีพวกนี้มากไป เราเลยมองไม่เห็นความรักแท้อีกเลย
…มันกำลังใช้อำนาจทางภาษา (Linguistic Power) เพื่อตีกรอบให้ผู้อ่านไม่กล้ามีความหวัง เพราะความหวังถูกตีตราว่าเป็นความโง่เขลา (Naivety)
แปลไทยเป็นไทยคือ นักปรัชญาสายนี้มักใช้คำศัพท์ยากๆ หรูๆ มาข่มขู่เรา ทำให้เราไม่กล้ามีความหวัง เพราะถ้าเราแสดงความหวังหรือมองโลกในแง่ดีเมื่อไหร่ เราจะโดนด่าว่าโลกสวย หรือไอ้โง่ทันที
ถ้ามีคนบอกว่า
…ฉันเชื่อว่าครอบครัวฉันจะอบอุ่น …ฉันสร้างมันได้
นักปรัชญาสายนี้จะรีบวิ่ง 100 เมตร และแทงสวนทันทีว่า
..แกมันโดนทุนนิยมล้างสมอง!
ทำให้คนธรรมดาไม่กล้ามีความสุข เพราะกลัวดูไม่ฉลาด
ข้อ 4 วัคซีนป้องกันโรคเบียวความเศร้า
หากเราอินกับแนวคิดสายมืดของ Schopenhauer หรือ Lacan… ขั้วตรงข้ามที่เราต้องบังคับตัวเองไปอ่านคือ Erich Fromm (The Art of Loving) น้ำอาจจะเยอะหน่อยสำหรับสายจิตวิเคราะห์ หรือ Donald Winnicott (เรื่อง Good Enough Mother) เพื่อเบิกตาให้สว่าง อ่านฝั่งที่สอนให้รักเป็น เพื่อถ่วงดุลสมองด้วย ไม่งั้นเราจะกลายเป็นคนเกลียดโลกไปจริงๆ
นักเขียนฝั่งสว่างไม่ได้โลกสวย เขารู้ว่ามนุษย์มีปมด้อย มีความเห็นแก่ตัว แต่เขาสอนวิธีก้าวข้ามปมด้อยนั้น เพื่อไปรักคนอื่นให้เป็น เราต้องเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ไว้ เพื่อไม่ให้ตัวเราตกลงไปในหลุมดำของการเป็นคนสิ้นหวังแบบเก๋ๆ (Chic Nihilism) หรือคนที่คิดว่าการด่าโลกใบนี้คือแฟชั่นความเท่อย่างหนึ่ง
แทนที่จะเชื่อ Lacan ว่าแม่ทุกคนเลี้ยงลูกเพื่อบำบัดปมตัวเอง ลองไปอ่าน Winnicott ที่บอกว่า
…แม่ไม่ต้องเพอร์เฟกต์หรอก เป็นแค่แม่ที่ดีพอประมาณ (Good Enough Mother) ก็ทำให้เด็กเติบโตอย่างมีความสุขได้แล้ว
นี่คือการมองโลกตามความจริงแบบที่ไม่ต้องทำลายความหวังของใคร
…สุดท้ายแล้ว ที่บลูเขียนมาทั้งหมด บลูไม่ได้บังคับหรือโน้มน้าวให้เราเกลียดการมีลูก แต่โยนคำถามว่า
วันที่เราตัดสินใจจับมือใครสักคนเพื่อสร้างชีวิตใหม่… เราทำไปเพราะปม หรือทำไปเพราะความกล้าหาญที่จะสร้างความหมายในโลกที่บัดซบใบนี้?
การอ่านเพื่อรื้อสร้างความจริงเป็นเรื่องสนุกค่ะ
แต่วันหนึ่งเราต้องตั้งคำถามกับค้อนในมือเราด้วยว่า
ค้อนของสายวิพากษ์มันกำลังทุบเพื่อหาความจริง หรือทุบเพียงเพราะเราเสพติดเสียงกระจกที่แตกกระจาย

