บางทีที่ต้องคุยกับคนที่ประสาทมากๆ นี่เป็นสิ่งที่บางทีบลูก็เผลอใช้แบบไม่รู้ตัว 5555 (ซึ่งเชื่อว่าครั้งนึง หรือหลายครั้ง ทุกคนก็เคยใช้เหมือนกัน)
ถ้าให้นิยามกว้างๆ สิ่งเหล่านี้คือการถอดถอนความเป็นมนุษย์ (Dehumanization) ผ่านการติดฉลาก หรือถ้ามองเป็นรูปแบบกลไก เราอาจเรียกมันได้ว่ากลไกการแช่แข็งความเป็นอื่น (The Freezing of Alterity) ((แต่ต้องระวังอย่างนะคะ คือคำนี้มันไม่ใช่คำมาตรฐานในทฤษฎีสังคมที่ใช้กันทั่วไป มันเป็นแค่คำที่ดูเหมือนการสังเคราะห์เชิงแนวคิดมากกว่า)) ค่ะ
เพราะเมื่อใครสักคนถูกเปลี่ยนจากนาย A ที่มีชีวิต มีความคิด มีอุดมการณ์ มีความฝัน มีการงาน มีแม่ที่ต้องดูแล ให้กลายเป็นแค่ประเภทของอาการป่วย หรือประเภทของอาชญากร ความซับซ้อนในตัวเขาจะหายไปทันที และนั่นคือการเปิดทางให้ระบบจัดการเขาได้โดยที่ไม่ต้องรู้สึกผิด
นี่ไม่ได้จะมาสอนภาษาอังกฤษนะคะ แต่ก่อนอื่นลองมาแกะคำว่า The Freezing of Alterity นี้กันก่อน เพื่อให้เราเข้าใจตรงกัน
Alterity หมายถึงความเป็นอื่นหรือสิ่งที่แตกต่างจากตัวเรา จากระบบ หรือจากความปกติ
ส่วนคำว่า Freezing หมายถึงการทำให้สิ่งนั้นหยุดนิ่ง ถูกตรึง ถูกล็อก
ดังนั้น Freezing of Alterity ถ้าแปลเชิงแนวคิดจะประมาณว่า กระบวนการที่สังคมหรืออำนาจทำให้ความแตกต่างของมนุษย์ถูกตรึงไว้ในหมวดหมู่ตายตัว
เช่น
นิติสงคราม > ตรึงคนเป็นผู้กระทำผิดกฎหมาย
จิตเวชการเมือง > ตรึงคนเป็นผู้ป่วย
ศีลธรรมสงคราม > ตรึงคนเป็นคนชั่ว
สงครามข้อมูล > ตรึงคนเป็นคนไม่น่าเชื่อถือ
จะเห็นว่าทันทีที่ label ถูกตรึง ความซับซ้อนของตัวตนคนนั้นจะถูกแช่แข็งไว้ คนๆ นั้นจะไม่ใช่คนที่คิดต่างอีกต่อไป แต่กลายเป็นหมวดหมู่มนุษย์ทันทีที่เราแปะป้ายเขาเสร็จ
ถ้ายกตัวอย่างง่ายๆ ลองดูความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับ อิหร่าน เราจะเห็นการใช้ป้ายกำกับพวกนี้สู้กันอย่างเอาเป็นเอาตายกันค่ะ ยกตัวอย่างเช่น
การตรึงด้วยสงครามข้อมูล ให้อีกฝ่ายเป็นคนโกหก ไม่น่าเชื่อถือ (Information Warfare / Misinformation Agent)
ช่วงที่ผ่านมา มีรายงานว่ามีภาพดาวเทียมที่อ้างว่าอิหร่านทำลายฐานทัพสหรัฐในกาตาร์ แต่ตอนหลังพบว่าภาพนั้นถูกสร้าง+ดัดแปลงด้วย AI และถูกแชร์โดยสื่อที่เกี่ยวข้องกับรัฐอิหร่าน สิ่งที่เกิดขึ้นทันทีคือ
ฝั่งหนึ่ง: ดูสิเธอ อิหร่านชนะแหละ
อีกฝั่ง: ก็บ้าแล้วไหมมึง นี่คือ propaganda ของอิหร่านต่างหากล่ะ
ผลคืออะไร? ผลคือการใช้ AI สร้างภาพในครั้งนี้กลายเป็นอาวุธย้อนกลับ (Backfire) ที่รุนแรงกว่าความเสียหายทางทหารซะอีก ในมุมหนึ่ง มันคือการทำนิติสงครามหรือสงครามข้อมูลเพื่อสร้างความหวาดกลัว แต่ในอีกมุม มันคือการก้าวเข้าไปในกล่อง ที่ฝั่งตรงข้ามเตรียมไว้ให้พอดี การทำแบบนี้ทำให้ป้ายที่แปะอยู่บนหน้าผากอิหร่านว่า ไม่น่าเชื่อ ถือถูกตอกตะปูย้ำลงไปอีก
ซึ่งต่อให้ในวันหน้า สัปดาห์หน้า เดือนหน้า อิหร่านจะมีหลักฐานความจริงเรื่องอื่นที่สำคัญมากมาโชว์ โลกก็จะไม่มองภาพนั้นอีกต่อไป เพราะสายตาถูกบังด้วยเลนส์ที่ชื่อว่าอคติจากการสรุปแบบเหมาเข่งไปเรียบร้อย ว่าอิหร่าน = ไม่น่าเชื่อ เป็นแค่รัฐที่เผยแพร่แต่ข้อมูลเท็จ และทันทีที่ label นี้เกิดขึ้น ข่าวหรือคำแถลงจากอิหร่านในอนาคตก็จะถูกอ่านผ่านเลนส์นี้ทันที คนก็จะไม่ได้ประเมินข่าวเป็นชิ้น ๆ แบบแต่ก่อน แต่ประเมินจากหมวดหมู่ของผู้พูด เช่น
ก่อนติดป้าย ตามปกติเราอาจจะถามว่า ภาพนี้จริงไหม? แหล่งที่มาคือ? ตรวจสอบได้จาก?
แต่หลังอิหร่านถูกแปะป้ายว่า เป็นแหล่งข่าวปลอม (Propaganda Machine) สมองเราจะข้ามขั้นตอนการพิสูจน์ไปที่ข้อสรุปทันทีว่า …มาจากอิหร่านเหรอ? งั้นก็ปลอมไง
ถ้ามองเป็นมวย 2 ฝั่ง เหตุการณ์แปะป้ายนี้คือการต่อสู้กันของ 2 Archetypes
The Trickster (อิหร่านในสายตาตะวันตก) ผู้ใช้ภาพลวงตาเพื่อปั่นหัว
The Judge (สังคมโลก/สหรัฐฯ) ผู้ที่ถือค้อนรอเคาะตัดสินและแปะป้าย
แต่ความน่ากลัวที่สุดของกรณีนี้คืออะไรรู้ไหม มันคือการทำให้ความจริงบางความจริงหายไป เพราะในประเทศอิหร่านเอง ก็อาจจะมีนักวิชาการ นักสิทธิมนุษยชน หรือประชาชนที่กำลังพูดความจริงเรื่องอื่นอยู่
แต่เมื่อรัฐถูกตรึงป้ายรัฐโกหก …เสียงของปัจเจกเหล่านั้นจะถูกเหมาเข่งรวมเข้าไปในกล่องเดียวกันทันที นี่คือการแช่แข็งความเป็นมนุษย์ของคนทั้งประเทศผ่านการกระทำเชิงสัญลักษณ์เพียงไม่กี่ครั้ง
เราจะเห็นว่าความจริงมันไม่ใช่ประเด็นหลักซะทีเดียว แต่มันคือเรื่องของการที่ใครมีอำนาจในการนิยามว่าสิ่งไหนคือความจริง เราจะเห็นว่าคนอิหร่านหรือทหารสหรัฐฯ ในฐานะปัจเจกถูกทำให้หายไป เพราะเราแทบไม่ได้พูดถึงคนตัวเล็กตัวน้อยในนั้น หรือเสียงที่อาจไม่ดังมากในนั้นเลย เรามองเห็นแต่แต่เบี้ยในหมวดหมู่ที่ฝ่ายตรงข้ามออกแบบไว้ให้
หัวใจสำคัญของเรื่องนี้คือเมื่อตัวตนของปัจเจกถูกแช่แข็ง ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) ก็จะทำงานไม่ได้ เพราะเราไม่ได้กำลังคุยกับมนุษย์ แต่เรากำลังคุยกับป้ายกำกับ…ซึ่งนี่ยังไม่พูดถึงการตรึงด้วยป้ายผู้ก่อการร้าย (The Terrorist Label) / การตรึงด้วยความคลั่งทางศาสนาด้วยจิตเวชหรือจิตวิทยาการเมือง (The Religious Zealot) / การตรึงโดยใช้ศีลธรรมสงคราม (The Axis of Evil) และอื่นๆ อีกมากมาย
ซึ่งถ้าลองยกตัวอย่างใกล้ตัวกว่า คือในชีวิตประจำวัน (Micro politics) กลไกเดียวกันนี้เกิดในระดับเล็ก ๆ ทุกวัน เช่น
ในที่ทำงาน เมื่อพนักงานตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใส หรือชี้ให้เห็นช่องโหว่ของโปรเจกต์ แทนที่หัวหน้าทีมจะดีเบตด้วยเหตุผลทางธุรกิจ เขาจะเลือกใช้จิตวิทยาการเมืองแปะป้ายว่าคนนี้เป็น Negative Person ทำให้เสียงพนักงานคนนั้นไม่มีน้ำหนัก
ในวงการวิชาการ คนที่กล้าวิจารณ์งานวิจัยกระแสหลักมักถูกประหารชีวิตทางวิชาการไปดื้อๆ แม้วิทยาศาสตร์โดยเนื้อแท้คือการตั้งคำถามและพิสูจน์ซ้ำ แต่เมื่อมันกลายเป็นสถาบันที่มีอำนาจ ใครที่วิจารณ์ระเบียบวิธีวิจัยกระแสหลักจะถูกผลักให้ไปอยู่ในกล่องเดียวกับพวกเชื่อโลกแบน หรือ Anti-Science ทำให้นักวิจัยรุ่นใหม่จะไม่กล้าคิดนอกกรอบเพราะกลัวถูกจับยัดใส่กล่องที่ทำให้เสียเครดิตตลอดชีวิต
ในโซเชียล คนไม่เห็นด้วยกับ narrative หลัก คนรักชาติ ต้อง …. 5555 แทนที่เราจะเสียเวลาพิมพ์แย้งยาวๆ เราเลือกใช้กลวิธี Dehumanization โดยการบอกว่านี่มัน Bot นี่มันสลิ่ม นี่มันส้มเน่า หรือ นี่มันไอ้พวก IO เมื่อเรามองว่าอีกฝ่ายคือ Propaganda Account เราจะรู้สึกว่าเราไม่จำเป็นต้องมีมารยาทหรือมีมนุษยธรรมต่อเขา เพราะเขาไม่ใช่คน แต่เป็นแค่เครื่องมือ
ในพื้นที่การเรียนรู้ สังคมมักเชื่อในเรื่องความเชี่ยวชาญเฉพาะทางจนงมงาย ใครที่ข้ามเส้นจะถูกมองว่าเป็นผู้รุกล้ำ อย่างเมื่อเราถูกแปะป้ายว่าเป็น Artist หรือ Architect มาก่อน แล้ววันหนึ่งเราอยากพูดเรื่องเศรษฐศาสตร์หรือการเมือง คนจะมองว่า..คุณรู้เรื่องเหรอ? หรือกลับไปวาดรูปเถอะ มันคือการแช่แข็งให้เราเป็นได้แค่เครื่องผลิตความสวยงาม แต่ห้ามเป็นเครื่องผลิตความคิด
ในวงการสุขภาพและร่างกาย คนที่มีรูปร่างท้วมมักถูกแปะป้ายว่าเป็นคนขี้เกียจ หรือ ไม่มีระเบียบวินัย นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนมาก ของการเปลี่ยนชีววิทยาให้กลายเป็นจริยธรรม รูปร่างท้วมถูกทำให้เป็นสัญลักษณ์ของความล้มเหลวในการควบคุมตัวเอง ทันทีที่เราถูกแปะป้ายว่าขี้เกียจ/ไม่มีวินัย ความจริงด้านอื่นของเราจะถูกลบหายไป เช่น เราอาจจะเป็นคนที่ทำงานหนักมาก มีความรับผิดชอบสูง หรือมีเงื่อนไขทางสุขภาพที่ซับซ้อน ป้ายนี้ทำให้สังคมรู้สึกว่าชอบธรรมที่จะสั่งสอนหรือวิจารณ์ร่างกายเรา เพราะเขารู้สึกว่าเขากำลังสอนศีลธรรม ไม่ได้กำลังบูลลี่
ในความสัมพันธ์ เมื่อคู่ของเราทำพฤติกรรมที่เราไม่พอใจ หรือคู่ของเราอาจมีปัญหาสุขภาพจิตที่ซับซ้อน แทนที่เราจะเผชิญหน้ากับความซับซ้อนของปัญหา หรือความบกพร่องของทั้งสองฝ่าย เราเลือกหยิบคำว่า Toxic หรือ Narcissist มาแปะป้ายฝ่ายตรงข้ามแทน และเมื่อเขาหรือเธอคนนั้นถูกเรียกว่า Narcissist ทุกคำอธิบายหรือความเสียใจของเขาจะถูกตีความเป็นการปั่นประสาท (Gaslighting) ทันที เขาจะไม่มีโอกาสแก้ตัวเพราะป้ายนั้นปิดปากเขาไว้แล้ว หรือทันทีที่เราแปะป้ายเขาว่า Toxic เราจะกลายเป็นเหยื่อที่บริสุทธิ์ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้นความรับผิดชอบในส่วนของเราจะหายไปหลังเราป้ายนั้น
คนเราใช้เครื่องมือนี้เพราะมันประหยัดพลังงานสมองค่ะ การพยายามทำความเข้าใจความซับซ้อนของมนุษย์คนหนึ่งมันเหนื่อย (Cognitive Load สูง) แต่การยัดใครสักคนใส่กล่องแล้วแปะป้ายว่าคนคิดลบ / พวกต้านวิทยาศาสตร์ / ติ่ง / พวกคลั่งศาสนา / สลิ่ม / สามกีบ มันช่วยให้เราตัดสินใจได้ทันทีว่าจะจัดการกับเขายังไงโดยไม่ต้องฟังจริงๆ
จะเห็นว่ากลไกทั้งหมดไม่ได้ทำลายคนทันที แต่มันแช่แข็งตัวตนของเขาหรือฝ่ายตรงข้ามไว้ในหมวดหมู่หนึ่ง และเมื่อป้ายกำกับทำงาน ความเป็นมนุษย์ก็ตายลง
ถ้ามองลึก ๆ สิ่งนี้เชื่อมกับแนวคิดหลายสายมาก เช่น
ในงานของ Michel Foucault จะพูดถึงกระบวนการ classification + normalization ที่สถาบันต่างๆ (โรงเรียน โรงพยาบาล ศาล) มีอำนาจในการกำหนดว่าอะไรคือปกติ และอะไรคือเบี่ยงเบน แล้วพยายามทำให้ทุกคนอยู่ในกรอบปกตินั้น เช่น ในโรงเรียน นักเรียนที่อยู่ไม่สุข อาจถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมาธิสั้น (การติดป้าย) และต้องกินยาเพื่อให้ปกติ (การทำให้เหมือนคนอื่น) หรือในสังคม การที่เราเชื่อว่าผู้ชายต้องเข้มแข็ง ไม่ร้องไห้ ก็เป็นผลจากการขัดเกลาทางสังคมให้อยู่ในกรอบปกติ
แนวคิดเรื่อง Otherness (ความเป็นอื่น) ก็พูดถึงการสร้างคนอื่น เพื่อกำหนดว่าเราคือใคร เช่น ในกลุ่มเพื่อน อาจมีการนินทาคนที่ไม่เข้าพวก เพื่อสร้างความรู้สึกเราเป็นพวกเดียวกัน ในระดับประเทศ การสร้างภาพประเทศเพื่อนบ้านว่าเป็นคู่แข่งหรืออันตราย ก็ทำให้ประชาชนในชาติเกิดความสามัคคีและรักชาติมากขึ้น
Miranda Fricker: Epistemic Injustice (อยุติธรรมทางพุทธิปัญญา) ความอยุติธรรมที่เกิดจากการที่เรามองว่าคนบางกลุ่มไม่น่าเชื่อถือ หรือไม่มีความรู้เพียงเพราะอคติที่มีต่อตัวตนของพวกเขา เช่น ชาวบ้านในชุมชนบนดอยถูกดูถูกเวลาพูดถึงผลกระทบของโรงงาน คนชาวเมืองจะบอกว่า เป็นแค่ชาวบ้านจะไปรู้อะไร ขณะที่นายทุน นักการเมืองกลับได้รับความเชื่อถือมากกว่า
Gilles Deleuze พูดถึงการเปลี่ยนจากสังคมแห่งวินัย (แบบ Foucault) ไปสู่สังคมแห่งการควบคุม (Societies of Control) แนวคิดนี้ก้าวข้ามจาก Foucault ที่อำนาจขังคนไว้ในที่เฉพาะ (คุก โรงงาน โรงเรียน) มาสู่ยุคที่อำนาจแพร่กระจายและควบคุมเราตลอดเวลา ผ่านข้อมูลและเทคโนโลยี การที่อัลกอริทึมฟีดข่าวใน Facebook หรือ TikTok บอกเราว่าควรดูอะไร ควรซื้ออะไร ควรเชื่ออะไร มันไม่ได้ขังเราไว้ในห้องค่ะ แต่ควบคุมความสนใจและความคิดของเราตลอด 24 ชั่วโมงผ่านหน้าจอ
Bourdieu: Symbolic Violence (ความรุนแรงทางสัญลักษณ์) การที่กลุ่มผู้มีอำนาจ (เช่น มหาอำนาจตะวันตก) มีอำนาจในการกำหนดว่า อะไรคือมาตรฐาน อะไรคือรสนิยมดี หรืออะไรคือความจริง เช่น ครั้งนึงมาตรฐานความงามแบบตะวันตก (เราจะเห็นนางแบบผิวขาว จมูกโด่ง ตัวสูง ตาโต ขนตายาว ผมหนาเป็นลอน) ที่ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อ จนคนเอเชียรู้สึกว่าตัวเองไม่สวยพอและต้องศัลยกรรมให้เหมือน
Edward Said กับ Orientalism (บูรพคดีศึกษา) การแช่แข็งภาพลักษณ์ทางวัฒนธรรม (ทำให้ดูเป็นตัวอันตรายโดยสันดาน) วิธีที่โลกตะวันตกสร้างภาพของโลกตะวันออก (เอเชีย ตะวันออกกลาง) ขึ้นมาเอง ว่าเป็นดินแดนที่ลึกลับ โหดร้าย ล้าหลัง เพื่อทำให้เห็นว่าตะวันตกนั้นมีเหตุผล และเหนือกว่า เช่น ภาพในหนังฮอลลีวูดที่มักจะแสดงให้เห็นชาวอาหรับ ศาสนาอิสลามเป็นผู้ก่อการร้าย หรือชาวเอเชียเป็นพวกเนิร์ด ขี้แพ้ หมอผี นี่คือการแช่แข็งภาพลักษณ์ ทำให้คนดูนึกถึงแต่ภาพจำเดิมๆ โดยไม่เห็นความหลากหลายเลย
Erving Goffman: Stigma (มลทิน) และ Spoiled Identity การที่สังคมประทับตรา (Stigma) ลงบนบุคคล (เช่น ป้ายแหล่งข้อมูลเท็จ รัฐผู้ก่อการร้าย คลั่งชาติ) มลทินนั้นจะกลายเป็น Master Status คือสถานะหลักที่กลบสถานะอื่น ๆ ทั้งหมดในชีวิตเขา เช่น คนที่เคยติดคุก เมื่อออกมาทำงานดีแค่ไหนก็ยังถูกมองเป็นนักโทษตลอดเวลา หรือในโลกโซเชียล เมื่อใครถูกป้ายว่าต้นตอข่าวปลอม (แม้จะแค่ครั้งเดียว) ความคิดเห็นอื่นๆ ของเขาก็จะถูกมองข้ามหรือถูกตั้งข้อสงสัยไปหมด
Jean Baudrillard: Hyperreality (ความจริงยิ่งกว่าจริง) และ Simulacra ในโลกยุคใหม่ภาพตัวแทน (Simulation) สำคัญกว่าความจริง (Reality) เมื่อภาพ AI ถูกผลิตออกมา มันไม่ได้สู้กันที่ว่าฐานทัพพังจริงไหม แต่มันสู้กันที่ Narrative (เรื่องเล่า) เช่น สงครามในยูเครนหรืออิสราเอล ปาเลสไตน์ที่เราดูผ่านหน้าจอภาพถ่ายดาวเทียม และคลิปใน TikTok มันกลายเป็นสงครามของ Narrative การต่อสู้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในสนามรบ แต่อยู่ที่ว่าฝ่ายไหนจะเล่าเรื่องได้น่าเชื่อถือกว่ากัน ความจริงในสนามรบอาจสำคัญน้อยกว่าภาพที่ถูกสร้างขึ้น
Giorgio Agamben: State of Exception และ Homo Sacer พูดถึงบุคคลที่ถูกยกเว้นจากกฎหมาย เมื่อใครสักคนถูกแปะป้ายว่าเป็นภัยคุกคามร้ายแรง เช่น ผู้ก่อการร้าย รัฐจะประกาศ สภาวะยกเว้น เพื่อจัดการคนนั้นโดยไม่ใช้วิธีปกติ และคนที่ถูกจัดการจะกลายเป็น Homo Sacer บุคคลพิเศษที่ฆ่าทิ้งได้เลย เพราะคนๆ นี้ถูกตัดขาดจากสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น การกักขังผู้ต้องสงสัยก่อการร้ายไว้ที่อ่าวกวนตานาโมโดยไม่มีการตั้งข้อหาหรือพิจารณาคดีตามปกติ เพราะพวกเขาถูกมองว่าอันตรายเกินไปที่จะได้รับสิทธิเช่นเดียวกับผู้ต้องหาทั่วไป
Herbert Marcuse: One Dimensional Man การที่ระบบทำให้มนุษย์เหลือเพียงมิติเดียว สังคมอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี (รวมถึงอัลกอริทึมปัจจุบัน) บีบให้ความเห็นที่แตกต่างถูกทำให้กลายเป็นเรื่องไร้สาระ หรือขัดต่อประสิทธิภาพของระบบ เช่น เมื่อมีคนตั้งคำถามว่าเราควรบริโภคน้อยลงเพื่อรักษ์โลกไหม คำตอบที่ได้อาจเป็น ก็คุณยังใช้โทรศัพท์มือถืออยู่เลย คุณยังใช้พลาสติกอยุ่เลย คุณยังซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆ ใส่อยู่เลย หรือถ้าไม่พัฒนาเศรษฐกิจ จับจ่ายใช้สอยบริโภคน้อยลง แล้วคนอื่น เช่นแม่ค้าพ่อค้าเขาจะเอาข้าวที่ไหนกิน …การตั้งคำถามต่อระบบถูกทำให้กลายเป็นเรื่องไร้สาระ เพราะทุกคนถูกทำให้คิดว่าการบริโภคและการเติบโตทางเศรษฐกิจคือหนทางเดียวที่จะอยู่รอด
การที่ตัวตนถูกแช่แข็งแบบนี้ ในทางจิตวิเคราะห์อาจมองได้ว่ามันคือการที่ The Symbolic Order (ระเบียบแห่งสัญลักษณ์) เข้ามาบดขยี้ The Real (ความจริงที่ไม่อาจนิยามได้) จนมิด แต่สิ่งที่น่าสนใจจริงๆ คือถ้าบลูมองมันเป็นแพตเทิร์นจะเห็นว่าเครื่องมือเหล่านี้แทบทั้งหมดทำงานผ่าน 5 ขั้นตอนซ้ำ ๆ
แพตเทิร์นที่เหมือนกัน
1. การสร้างนิยาม (Naming) ทุกอย่างเริ่มจากการให้ชื่อ (Labeling) ใครมีอำนาจในการนิยามคนอื่น เช่น นิยามว่าบ้า, กบฏ, ชังชาติ คนนั้นคือผู้ชนะในยกแรก
2. การทำให้เป็นวัตถุ (Objectification) เราเปลี่ยนมนุษย์ที่มีความซับซ้อน ให้กลายเป็น Case หรือประเภทของปัญหา เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการและลดทอนความเห็นอกเห็นใจจากผู้อื่น
3. การอ้างความชอบธรรมผ่านความเชี่ยวชาญ มักไม่อ้างอำนาจดิบๆ แต่จะอ้างความเป็นกลาง เช่น กฎหมาย, วิทยาศาสตร์การแพทย์, หรือศีลธรรมอันดี เพื่อให้ดูเหมือนว่าการกำจัดนั้นเป็นเรื่องจำเป็นและถูกต้องโดยชอบธรรม
4. การควบคุมพื้นที่ (Spatial Control) ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ทางกายภาพ คุก/โรงพยาบาล, พื้นที่ทางสังคม (การแบน), หรือพื้นที่ทางความคิด การปิดกั้นสื่อ เป้าหมายคือการจำกัดรัศมีการแผ่อิทธิพลของบุคคลนั้น
5. การทำให้เชื่อง (Normalization) เป้าหมายสูงสุดไม่ใช่การทำลายร่างกายเสมอไป แต่คือการทำให้บุคคลนั้นยอมรับในนิยามที่ยัดเยียดให้ หรือทำให้คนอื่นในสังคมกลัวจนต้องปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐานที่วางไว้
แพตเทิร์นทั้งหมดนี้คือการเปลี่ยนความขัดแย้งในบางเรื่อง สมมติเป็นความขัดแย้งทางการเมืองที่ควรจะถกกันด้วยเหตุผลและอุดมการณ์ ให้กลายเป็นปัญหาทางเทคนิค หรือความผิดปกติส่วนบุคคล มันคือการบอกว่า…เธอไม่ได้มีความเห็นที่ต่างหรือมีอุดมการ์อะไรนั่นหรอก แต่เธอทำผิดกฎหมาย เธอไม่รักชาติ หรือไม่เธอก็แค่ป่วย… ซึ่งเป็นการปิดประตูการสนทนาอย่างถาวรค่ะ
นี่คือวงจรที่ทำให้อำนาจดูเหมือนเป็นระเบียบธรรมชาติของสังคมมากกว่าจะดูเหมือนการกดขี่ตรง ๆ ซึ่งบลูมักยกตัวอย่างเรื่องการเอาคนไปยัดในกล่องจิตเวช เวลาเราไม่พอใจใคร ก็จะจับเขายัดใส่กล่องรูปแบบกลไกการป้องกันทางจิต เอาจริง ๆ แล้วในประวัติศาสตร์มันก็เป็นเครื่องมือของอำนาจที่ถูกใช้จริง ๆ นะ หลายยุคหลายประเทศด้วย มันเป็นปรากฏการณ์แบบเดียวกับนิติสงคราม เพียงแต่เปลี่ยนสถาบันที่ใช้เป็นอาวุธ
…นี่บลูออกทะเลถึงไหนแล้ว …
โอเค 55555
จริงๆ อยากมาพูดในแง่ถ้ามองในเชิงโครงสร้างมากกว่า เพราะอำนาจสมัยใหม่ไม่ได้ใช้แค่กำลัง แต่จะใช้สถาบันที่ดูเหมือนเป็นกลางมาเป็นเครื่องมือจัดการศัตรู เช่น การใช้กฎหมาย วิทยาศาสตร์ ความจริงทางการแพทย์ ศีลธรรม หรือสื่อ
ทั้งหมดอยู่ภายใต้ความรุนแรงเชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Violence) คำนี้ศัพท์วิชาการหน่อย แต่แปลง่ายๆ คือ ความรุนแรงที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการทุบตี แต่เกิดขึ้นจากการทำให้คนยอมรับว่าสิ่งที่ทำกับเขามันถูกต้อง และสมควรแล้ว เช่น ถ้าเราถูกตัดสินว่าบ้าจิตวิปริตโดยแพทย์ เราก็ควรถูกกักบริเวณ ถ้าเราถูกนักการเมืองบอกว่าเราผิดศีลธรรมอันดีของสังคมไทย เราก็ควรถูกสังคมรังเกียจ
1. จิตเวชเป็นอาวุธ (Psychiatric abuse / Political psychiatry)
ในบางประเทศรัฐเคยใช้การวินิจฉัยทางจิตเวชเพื่อทำให้ฝ่ายตรงข้ามหมดความชอบธรรม เพราะถ้าศัตรูถูกประกาศว่าเป็นคนบ้า เสียงของเขาจะถูกลดคุณค่าทันที
ลองนึกภาพว่าถ้าเราเห็นคนๆ หนึ่งกำลังปราศรัยบนเวที แล้วเรารู้ว่าเขาคือคนบ้า เราจะยังตั้งใจฟังสิ่งที่เขาพูดไหม? เราจะรู้สึกว่าไอเดียของเขามีน้ำหนักไหม? แทบจะไม่เลย เราจะมองเขาเป็นเคส เป็นคนป่วยที่ต้องได้รับการดูแล ไม่ใช่คู่สนทนาที่เราจะถกเถียงด้วย สิ่งที่บลูชี้คือความชอบธรรม (Legitimacy) หรือความน่าเชื่อถือ มันหายไปทันทีเมื่อถูกตีตราด้วยคำว่า…ไม่ปกติ
ตัวอย่างที่ถูกพูดถึงบ่อยคือในสหภาพโซเวียต ผู้เห็นต่างทางการเมืองบางคนถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคจิตเภทชนิดเชื่องช้า (Sluggish Schizophrenia) ซึ่งมันเป็นโรคที่นิยามขึ้นมาเพื่อเอาไว้จับคนที่คิดต่าง โดยมีอาการคือการต่อต้านสังคมโดยไม่แสดงออกซึ่งความก้าวร้าว หรือการหมกมุ่นกับการปฏิรูปสังคม พูดง่ายๆ คือ เธอไม่พอใจรัฐบาล นั่นคืออาการป่วยของเธอ แล้วถูกส่งเข้าโรงพยาบาลจิตเวชแทนการติดคุก
วิธีนี้ทรงพลังมาก เพราะมันไม่ได้บอกว่าเขาทำผิดกฎหมาย แต่มันบอกว่าเขาไม่ปกติ ผลคือเขาไม่ได้ถูกมองเป็นคู่ถกเถียงอีกต่อไป
ซึ่งนี่คือหัวใจของประเด็นนี้เลยค่ะ ความแตกต่างระหว่างอาชญากรที่ทำผิดกฎหมาย กับคนบ้า
อาชญากร = สังคมมองว่าเขาทำผิด เขาสมควรถูกลงโทษ แต่ความคิดหรืออุดมการณ์ของเขาอาจยังถูกนำมาถกเถียงได้ในสังคมว่าผิดหรือถูก เช่น เราถกเถียงกันได้ว่ากฎหมายนั้น unfair หรือเปล่า
คนบ้า = สังคมมองว่าเขาป่วย ความคิดของเขาคืออาการที่มันผิดปกติ …ซึ่งไม่มีใครเอาอาการมาถกเถียงเป็นเหตุเป็นผลหรอกค่ะ เราไม่ต้องสนใจแก่นของสิ่งที่เขาพูดด้วยซ้ำ แค่จับไปรักษาให้หายป่วยก็พอ
สิ่งที่บลูเล่าเป็นตัวอย่างภาพใหญ่ แต่เราอาจเห็นภาพแบบจางๆ ในสังคมเราก็ได้นะคะ เช่น เวลามีคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์แรงๆ เราอาจได้ยินคนรอบข้างพูดว่าคนนี้บ้าเปล่า หรือสติไม่ดีไหม ซึ่งมันคือกลไกเดียวกันแต่ในระดับจุลภาค คือการลดทอนคุณค่าความคิดของคนๆ นั้นโดยไม่ต้องโต้แย้งเนื้อหา
แน่นอนว่าจะมีคนแย้งว่า จิตเวชศาสตร์เป็นศาสตร์ที่จำเป็นจริงๆ ซึ่งบลูไม่เคยพูดว่ามันไม่จำเป็น มันช่วยคนป่วยจำนวนมากได้ การจะบอกว่ามันเป็นเครื่องมือของรัฐตลอดเวลาก็เกินไปหน่อย ดังนั้นจุดที่ต้องระวังจริงๆ คือเมื่อการเมืองเข้ามาแทรกแซงนิยามทางการแพทย์ เช่น บางประเทศเคยถือว่าการรักเพศเดียวกัน เป็นโรคทางจิต นั่นคือตอนที่การเมืองและศีลธรรมยุคก่อนนิยามให้มันเป็นโรค พอวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าและสังคมเปลี่ยน เราก็เลิกมองว่ามันเป็นโรค ตรงนี้แหละคือรอยต่อที่เราต้องมองมันค่ะ
2. ศีลธรรมสงคราม (Moral warfare / Moral framing)
อันนี้เราน่าจะคุ้นเคยกันดีในชีวิตประจำวันค่ะ บลูมองว่าเวลาอยากทำให้ใครสักคนพังโดยไม่ต้องใช้กฎหมายจับ ก็แค่ทำให้เขาดูเป็นคนเลวในสายตาสังคมโดยใช้กรอบศีลธรรมแปะป้ายอีกฝ่าย จบ เช่น บอกว่าอีกฝ่ายไร้ศีลธรรม / เป็นภัยต่อเด็ก / ทำลายค่านิยมของชาติ
เมื่อการต่อสู้ถูกย้ายไปอยู่ในสนามศีลธรรม (ซึ่งเป็นนามธรรมจับต้องยาก) คนจะเลิกถกกันด้วยเหตุผล แล้วเริ่มมองอีกฝ่ายเป็นสิ่งชั่วร้าย เช่น เคสการหาเสียงของนักการเมือง แทนที่จะเถียงว่านโยบายการศึกษาของเราดีกว่า และของเขาแย่กว่ายังไง ก็หันไปบอกว่าคนในพรรคนั้นทำตัวเสเพล ไม่รักชาติ จ้องทำลายสถาบัน
ถ้าคิดว่านั้นดูสกปรกแล้ว ลองมาดูคำว่า เป็นภัยต่อเด็ก, การทำลายค่านิยมของชาติ …นี่คือคำต้องห้าม คำที่คนบางกลุ่มได้ยินแล้วดิ้นเอาเป็นเอาตาย หรือคำที่สังคมบางสังคมให้คุณค่าสูงสุด เพราะการปกป้องเด็ก, การรักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เมื่อมีใครถูกกล่าวหาด้วยกรอบนี้ เขาจะยืนได้ยาก เพราะถ้าเขาแก้ต่าง ยังไงคนบางกลุ่มก็มองเขาเป็นคนไม่รักเด็กหรือไม่รักชาติไปด้วยอยู่ดี ยกตัวอย่างเช่น วลีทหารมีไว้ทำไม จนถึงปัจจุบัน 2026 แล้ว ยังมีคนตีความของประโยคนี้แบบตรงไปตรงมาอยู่เลย และถูกเอาคำนี้ไปโยงทุกนโยบายเสมอ …ซึ่งเหลือจะเชื่อว่านี่คือสิ่งมีชีวิตที่มีน้ำหนักสมองประมาณ 3 ปอนด์ 5555
โอเค กลับมาเรื่องของเรา
และเมื่ออีกฝ่ายกลายเป็นตัวชั่วร้ายแล้ว เราจะไม่คุยกับเขาด้วยเหตุผลอีก เพราะเราเชื่อว่าเหตุผลมีไว้สำหรับคนที่เป็นเพื่อนมนุษย์ที่มีความคิดเหมือนเราเท่านั้น ถ้าเขาคนนั้นคือสิ่งชั่วร้าย หน้าที่คนดีอย่างเราคือกำจัดมันให้สิ้นซาก ไม่ใช่ไปนั่งฟังว่าเขาคิดอะไร
สังเกตไหมคะว่าเวลาเราทะเลาะกับใครสักคน ถ้าเรายังพูดกันด้วยเหตุผลอยู่ แสดงว่าเรายังให้เกียรติเขาอยู่ในฐานะคู่สนทนา แต่พอเราหมดเหตุผล แล้วเริ่มพูดว่าเธอมันเห็นแก่ตัว เธอมันชาติชั่ว …นั่นคือเรากำลังปิดประตูการสนทนา และเริ่มใช้ศีลธรรมเป็นอาวุธแล้วค่ะ
3. สงครามข้อมูล (Information warfare)
บลูมองว่าสงครามรูปแบบนี้มันยิงกันด้วยชุดความคิดค่ะ เป้าหมายคือการรับรู้ของเรา เพราะถ้าสงความรูปแบบนี้ควบคุมการรับรู้ของเราได้ ก็เหมือนควบคุมการตัดสินใจและพฤติกรรมของเราได้ด้วย
สมมติว่ามีโรงงานที่หนึ่งปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำ ชาวบ้านได้รับผลกระทบ จึงบอกโรงงาน แทนที่โรงงานจะยอมรับผิดและแก้ไข โรงงานอาจจ้างทีมงานมาทำสงครามข้อมูลโดย
ปล่อยข่าวว่าน้ำเสียที่ว่านี้ที่จริงแล้วมาจากชุมชนเองมีส่วนร่วม หรือขุดข่าวก่อนหน้าว่าชาวบ้านนี่แหละคนทำให้แม่น้ำนี้เสียมาก่อนแล้ว
พร้อมกันนั้น ก็สร้างข่าวว่าชาวบ้านบางส่วนได้รับการจ้างงานจากโรงงาน เลยให้ชาวบ้านคนนั้นออกมาให้สัมภาษณ์ว่าโรงงานนี้จริงๆ ก็ดีในเรื่องสวัสดิการ ความยุติธรรมเรื่องค่าจ้าง บลาๆๆ ….นะ
จากนั้นก็ทำให้เสียงของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบตัวจริง กลายเป็นเสียงส่วนน้อย และดูไร้เหตุผลถ้าชาวบ้านออกมาประท้วงหรือโวยวายโรงงานภายหลัง
เห็นไหมคะ ว่าตรงนี้ไม่ต้องใช้กฎหมายเลย ใช้แค่การควบคุม narrative เท่านั้น ซึ่งสงครามข้อมูลไม่จำเป็นต้องใช้ข่าวปลอมเสมอไปนะคะ แต่ใช้การปิดบังบางมุม หรือการเลือกเสนอแค่บางมุมซ้ำๆ จนคนเชื่อว่ามุมนั้นคือทั้งหมดก็เป็นวิธีที่ใช้บ่อยค่ะ
แต่แน่นอนว่าทุกฝ่ายมีวาระซ่อนเร้น (agenda) อยู่แล้วเสมอ อย่างการหาเสียง ที่นักการเมืองพรรคหนึ่งก็อยากให้เรามองพรรคตรงข้ามในแง่ลบ นี่คือเกมการเมืองปกติ …แต่บลูกำลังชี้ให้เห็นว่าเมื่อไหร่ที่มันเข้มข้นและเป็นระบบถึงขั้นครอบงำการรับรู้ของสังคมส่วนใหญ่ได้ เมื่อนั้นมันจะกลายเป็นสงครามทันทีค่ะ
4. สงครามทางเศรษฐกิจ (Economic warfare)
ในตลาดการค้าและระบบการเงินก็ใช้เป็นสนามรบได้เหมือนกัน การทำให้อีกฝ่ายขาดรายได้ ขาดแหล่งทุน ขายของไม่ได้ ก็คือการทำให้อีกฝ่ายอ่อนแอ อยู่ไม่ได้ เดือดร้อน หรือหมดแรงลงนั่นเอง
เช่น การที่ สหรัฐฯ คว่ำบาตรอิหร่าน ไม่ให้ขายน้ำมัน ไม่ให้ทำธุรกรรมเงินผ่านระบบธนาคารทั่วโลก ส่งผลให้เศรษฐกิจอิหร่านเสียหายอย่างหนัก ถ้าระดับองค์กร ก็เช่นการที่บริษัทใหญ่ไล่ฟ้องสิทธิบัตรบริษัทเล็กทีละคดี 2 คดี 10 คดี จนบริษัทเล็กต้องเสียเวลาและเงินทองไปกับการต่อสู้คดี จนหมดตัว ไม่มีเงินไปพัฒนาสินค้า หรือแม้แต่จ่ายเงินเดือนพนักงาน และก็เจ๊งในที่สุด
หลายครั้งสงครามแบบนี้ถูกทำให้ดูชอบด้วยกฎหมาย เช่น การฟ้องร้อง เราบอกว่าก็มันเป็นสิทธิ์ทางกฎหมาย การที่เราใช้มาตรการทางเศรษฐกิจและอ้างว่าเป็นมาตรการบังคับใช้กฎหมาย หรือการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ไม่ใช่สงครามสักหน่อย.. แต่นะคะ…เมื่อมันถูกใช้เป็นอาวุธมากเกินกว่าจะหาความยุติธรรมนั่นแหละค่ะ มันก็คือสงครามรูปแบบหนึ่งอยู่ดี
5. สงครามเชิงความชอบธรรม (Legitimacy warfare)
คือการทำลายความน่าเชื่อถือของอีกฝ่าย ทำให้สิ่งที่เขาพูดไม่มีความหมาย แม้เขาจะพูดความจริงแค่ไหนก็ตาม เพราะบางเหตุการณ์ บางการดีเบต บางสงคราม บางความขัดแย้ง มันไม่พอที่จะเอาชนะอีกฝ่ายด้วยข้อมูลหรือด้วยเงิน เราจึงต้องทำให้ตัวตนของฝ่ายตรงข้ามหมดความหมายในสังคม ทำให้สังคมปฏิเสธเขาก่อนที่เขาจะได้พูดอะไรด้วยซ้ำ เราถึงจะชนะ
เช่น มีอาจารย์มหาวิทยาลัยคนหนึ่ง ออกมาวิจารณ์นโยบายรัฐบาล แทนที่รัฐบาลจะตอบโต้ด้วยข้อมูล รัฐบาลอาจปล่อยข่าวลือว่า อาจารย์คนนี้ได้รับทุนจากต่างประเทศ หรือมีญาติพี่น้องเป็นนักเคลื่อนไหวการเมือง ทำให้สังคมเริ่มตั้งคำถามว่า…อาจารย์พูดเพราะหวังผลทางการเมืองหรือเปล่า… หรืออาจารย์ถูกใครใช้หรือเปล่า…จนในที่สุด แม้อาจารย์จะพูดอะไรที่เป็นประโยชน์ คนก็จะมองว่ามันมีพิรุธไปซะหมด
สงครามนี้มักใช้ข้อเท็จจริงบางส่วนมาบิดเบือนค่ะ เช่น การที่อาจารย์ได้รับทุนจากต่างประเทศเพื่อทำวิจัย มันก็เป็นเรื่องปกติของวงการวิชาการ แต่พอถูกโยงเข้ากับการเมือง มันจะกลายเป็นจุดอ่อนของอาจารย์คนนี้ทันที
ซึ่งคนที่กล่าวหาอาจจะบอกว่า …ไม่นะ เราแค่ตั้งคำถาม เราแค่แสดงความเห็น …แต่บลูว่าถ้าคำถามนั้นถูกยิงซ้ำๆ จนอีกคนกลายเป็นตราบาป มันไม่ใช่การตั้งคำถามแล้วค่ะ แต่มันคือการทำลายล้างอีกฝ่ายด้วยคำพูด
6.สงครามภาษาและนิยาม (Semantic Warfare)
ภาษาไม่ใช่แค่เครื่องมือสื่อสาร แต่คือโครงสร้างความคิด ถ้าเราเปลี่ยนชื่อหรือนิยามของสิ่งหนึ่ง เราก็เปลี่ยนวิธีที่คนมองสิ่งนั้นไปด้วย
วิธีนี้บลูอินมากที่สุด มันคือเกมส์การยึดครองพื้นที่ความหมายของคำ เป็นวิธีที่เกิดมาขึ้นเพื่อควบคุมวิธีที่เราคิดและพูดถึงสิ่งต่างๆ เพราะเมื่อเราถูกบังคับให้ใช้ภาษาของเขา (คนที่ออกแบบคำ) เราก็จะคิดตามกรอบของเขาโดยไม่รู้ตัว
ซึ่งในทางนิรุกติศาสตร์และรัฐศาสตร์ มีประโยคที่ว่า..ใครที่ครองภาษาได้ คือคนที่ครองความจริง… กลไกจึงนี้ไม่ได้ทำงานด้วยการห้ามพูด แต่ทำงานด้วยการเปลี่ยนคำศัพท์ (Reframing) เพื่อล้างสมองเราผ่านความรู้สึกที่พ่วงมากับคำนั้นๆ
กลไกของมัน คือตั้งชื่อให้การกระทำของคนพูดดูดีเสมอ และตั้งชื่อให้การกระทำของฝ่ายตรงข้ามดูเป็นยังไงก็ชั่งหัวมัน แต่ไม่ดีกว่าฉันแน่นอน เช่น
การใช้ภาษาเพื่อลดทอนความโหดร้าย
คำเดิมหรือเหตุการณจริงที่เกิด = การสังหารพลเรือนที่ผิดพลาด (Killing civilians) จากการทิ้งระเบิดของฝ่ายเรา
คำใหม่ที่ใช้เพื่อควบคุมความคิด (Semantic Warfare) = Collateral Damage (ความเสียหายข้างเคียง)
เมื่อเราใช้คำว่าความเสียหายข้างเคียง…ความตายของมนุษย์จะถูกทำให้กลายเป็นแค่ตัวเลขในหน้ากระดาษรายงาน หรือผลกระทบเชิงเทคนิคที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ทันทีค่ะ ซึ่งจะทำให้คนฟังหรือประชาชนไม่รู้สึกสลดใจเท่ากับคำว่าเราได้สังหารพลเรือนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่จากการทิ้งระเบิดของเรา
หรือตัวอย่างอื่นๆ ที่เราเห็นได้บ่อยคือ
การประท้วงของประชาชน ถ้าเราเรียกมันว่าการเรียกร้องประชาธิปไตยคนจะมองว่าเป็นเรื่องดี แต่ถ้าเราเรียกมันว่าการก่อความวุ่นวาย หรือการจลาจลคนจะมองว่าเป็นเรื่องไม่สมควร
การจำกัดสิทธิ ถ้าเราเรียกมันว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชน คนจะมองว่าแย่ แต่ถ้าเราเรียกมันว่ามาตรการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมคนจะมองว่าก็โอเคนิ
กลุ่มติดอาวุธ ถ้าเราเห็นอกเห็นใจเขา เราจะเรียกเขาว่านักรบเพื่ออิสรภาพ แต่ถ้าเราไม่เห็นด้วย เราจะเรียกเขาว่า นี่มันพวกผู้ก่อการร้าย
นี่คือสงครามที่เนียนที่สุดค่ะ เพราะมันทำให้เราคิดไปเองว่าสิ่งนั้นไม่ดี สิ่งนี้ดี โดยที่เราไม่รู้เลยว่าความคิดนั้นถูกวางไว้ให้เราตั้งแต่แรกแล้วผ่านคำศัพท์ที่เขาเลือกใช้
เครื่องมือเพิ่มเติมที่น่าสนใจ
Social Isolation คือการทำให้คนๆ หนึ่งรู้สึกเหงาที่สุด รู้สึกถูกทอดทิ้ง ด้วยการใช้สายตาทางสังคม เช่น การมองด้วยความรังเกียจ มองด้วยความสงสัย มองแบบตัดสิน และการถูกมองแบบนี้ซ้ำๆ จากเพื่อนร่วมงาน เพื่อนบ้าน หรือแม้แต่คนในครอบครัวนี้เอง มันจะกัดกินความมั่นคงภายในของเราทีละน้อย จนเรารู้สึกว่าไม่มีใครเข้าใจเรา ไม่มีใครอยู่ข้างเราเลย เพื่อให้เรารู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนโดนดีดออกจากกลุ่ม จนต้องยอมจำนนไปเอง
Aesthetic Condemnation (การตีตราผ่านรสนิยม) คือการทำให้ความคิดหรือตัวตนของฝ่ายตรงข้ามดูเชย สกปรก หรือน่ารังเกียจในเชิงสุนทรียภาพ เพื่อให้คนทั่วไปไม่อยากเอาตัวไปเกลือกกลั้วด้วย ถึงแม้ความคิดนั้นอาจจะถูกต้องก็ตาม
Gaslighting on a Mass Scale (การบิดเบือนข้อมูลระดับมวลชน) คือการบิดเบือนข้อมูลซ้ำๆ จนเหยื่อ (หรือสังคม) เริ่มสงสัยในความจริงของตัวเอง จนสุดท้ายต้องหันไปพึ่งพานิยามความจริงจากผู้มีอำนาจแทน ซึ่ง Gaslighting ปกติภาพจำของเราคือมันเกิดกับคนคนเดียวใช่ไหมคะ แต่ในยุคนี้มันเกิดกับสังคมได้ทั้งสังคมค่ะ ด้วยการปั่นข้อมูลซ้ำๆ ทำให้คนเริ่มสับสน เช่น เมื่อวานเราเห็นเหตุการณ์นี้ชัดๆ แต่ข่าวบอกว่าไม่ใช่ พอเกิดซ้ำๆ เราจะเริ่มสงสัยว่าตัวเองจำผิดหรือเปล่า และสุดท้ายเราก็จะยอมรับเวอร์ชันทางการที่ถูกยัดเยียดให้ เพราะมันเป็นทางออกเดียวที่จะทำให้เราไม่สับสนอีกต่อไป


