เกริ่นก่อนว่า จริงๆ บลูมีความเชื่อเรื่องสิ่งที่ควบคุมไม่ได้/จังหวะชีวิตมาก บลูเชื่อว่าเราทุกคนไม่สามารถควบคุมอะไรให้สำเร็จดั่งใจนึกในชีวิตได้ด้วยตัวเอง 100% (เหมือนโมเดลนักโต้คลื่นที่บลูพูดถึงบ่อยๆ )
ใครที่เบียวว่าฉันสำเร็จมาขนาดนี้ได้เป็นเพราะน้ำพักน้ำแรงของฉันคนเดียว ฉันเก่งและขยันกว่าคนอื่นไงฉันถึงได้มี 1234 หรือ Self Made Man ที่คลั่งไคล้ระบบ Meritocracy (ระบบพรสวรรค์/ความสามารถนิยม) ฉันคู่ควรกับมันเพราะฉันเหนื่อยมาคนเดียว คนอื่นไม่มีสิ่งนั้นนี้เพราะคนอื่นกากพยายามไม่มากพอ คนอื่นจนเพราะคนอื่นขี้เกียจ ไม่รู้จักทำมาหากิน คนอื่นมันโง่ บลาๆ
…บลูแนะนำปิดหน้านี้ และสำเร็จความใคร่นั้นของตัวเองต่อไป หรือจะลองหาหนังสือ 3 เล่มนี้มาอ่าน/ต้มกินก็ได้ มันจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการลดอีโก้ และเป็นประโยชน์ต่อสังคมเพื่อนมนุษย์โดยรวมมากเลยค่ะ
1.Outliers (Malcolm Gladwell) เล่มนี้ดังอยู่ ไม่น่าจะต้องพูดเยอะ คนรีวิวเพียบ เสน่ห์ของ Outliers มันจะชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างที่มองไม่เห็นมันสร้างผู้ชนะขึ้นมายังไง แกลดเวลล์ลงลึกไปถึงปัจจัยซ่อนแอบต่างๆ ไม่ว่าจะความสำเร็จจากปีเกิด เดือนเกิด (ดอกจันตัวโตๆ ว่าไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องโชคชะตา เวทมนตร์ หรือโหราศาสตร์เลยสักนิด), โอกาสทางประวัติศาสตร์, ยุคสมัยที่เกิด หรือวัฒนธรรมที่หล่อหลอม ตัวอย่างดังคือ เคสของนักฮอกกี้เยาวชนทีมชาติแคนาดา เด็กที่เกิดเดือนมกราคมจะมีเวลาเติบโตทางร่างกายมากกว่าเด็กที่เกิดเดือนธันวาคมในรุ่นเดียวกันเกือบ 1 ปี เมื่อร่างกายโตกว่า เด็กกลุ่มนี้เลยเล่นกีฬาได้ดีกว่าตอนเด็กๆ โค้ชจึงมองว่า เอ้อ มันมีพรสวรรค์แล้วดึงไปเข้าทีมตัวเต็ง เด็กกลุ่มนี้เลยได้รับการฝึกที่ดีกว่า ได้เวลาลงเล่นมากกว่า พอผ่านไปหลายปี ความได้เปรียบทางโอกาสขนาดเล็กในวันนั้น มันเลยสะสมจนกลายเป็น Outlier (คนที่สำเร็จโดดเด่น) ในตอนโต นั่นเพราะความได้เปรียบทางกายภาพจากกฎระเบียบของระบบ คือระบบมันได้เปิดโอกาสให้เด็กที่เกิดเดือนมกราคมได้สะสมชั่วโมงและทรัพยากรมากกว่าคนอื่นตั้งแต่วันแรก ไม่ใช่เพราะเขาเกิดมาพร้อมพรสวรรค์ขั้นเทพตั้งแต่แรกแต่อย่างใดค่ะ
2.Success and Luck (Robert H. Frank) เล่มนี้บอกบลูว่าคนที่ประสบความสำเร็จมักจะมีอคติที่เรียกว่า Hindsight Bias หรือการมองข้ามปัจจัยภายนอก แล้วคิดว่าความพยายามของตัวเองคือเหตุผลเดียว ซึ่งแฟรงก์อธิบายว่า ความพยายามเป็นสิ่งจำเป็นก็จริง แต่โครงสร้างพื้นฐานรอบตัว (เช่น จุดเริ่มต้นชีวิต สังคมที่มีความปลอดภัย, ถนนหนทาง, โครงสร้างครอบครัวที่ช่วยแบ่งเบาภาระ หรือแม้แต่ปรากฏการณ์ผู้ชนะกินรวบ (Winner Take All) ในตลาด แฟรงก์ก็ได้หยิบยกกลไกนี้กลับมาอธิบายร่วมกับเรื่อง โชค/ความบังเอิญโดยเชื่อมโยงกัน เช่น คนที่ก้าวขึ้นมาอยู่ 10 อันดับแรก อาจจะมี ความสามารถและความขยันใกล้เคียงกันถึง 99% แต่สิ่งที่ตัดสินว่าใครจะได้เป็น อันดับ 1 (คนที่ได้กินรวบทั้งหมด) กับอันดับ 2 (คนที่แทบไม่ได้อะไรเลย) มักจะเป็นปัจจัยเล็กๆ ที่เรียกว่าโชคดี เช่น เจอคอนเนกชันโดยบังเอิญ ลมฟ้าอากาศ จังหวะตลาดเป็นใจในวันเปิดตัว แฟรงก์อธิบายในเล่มนี้ว่าพอตลาดมันเน้นผลลัพธ์แบบ Winner Take All คนที่ชนะและได้ครองเค้กชิ้นใหญ่ที่สุด มักจะเกิดอคติทางความคิด (Hindsight Bias / Attribution Bias) โดยมองข้ามปัจจัยแวดล้อมและโชคที่คอยส่งเสริมอยู่เบื้องหลังไปจนหมด) คือสิ่งที่คอยปูทางให้เราเอาพลังงานไปสร้างสรรค์งานได้ ถ้าไม่มีสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ต่อให้พยายามเท่ากันผลลัพธ์ก็ไม่มีทางเท่ากัน
3.Justice (Michael J. Sandel) เปิดประเด็นเรื่องความไม่แน่นอนทางศีลธรรม / การสุ่มจับฉลากของธรรมชาติ คือหมัดเด็ดที่คนเขียนเล่มนี้ใช้ทุบมายาคติเรื่อง Self-made และ Meritocracy เลยค่ะ เพราะแม้แต่ความขยันก็ไม่ได้เป็นของเรา 100% ไม่ว่าจะพรสวรรค์ สุขภาพกาย สุขภาพจิต ความสามารถในการขยันหรือขี้เกียจของเรา ส่วนหนึ่งได้รับอิทธิพลมาจาก DNA, การเลี้ยงดูของครอบครัว, และบริบทสังคมรอบตัวทั้งสิ้น มันเป็นเรื่องของความบังเอิญทางการสุ่ม (Moral Arbitrariness) ที่เราไม่ได้ทำอะไรเพื่อให้ได้มันมา เด็กที่โตมาในครอบครัวที่อบอุ่น มั่นคง ปลอดภัย จะมีสภาพจิตใจที่เอื้อต่อการสร้าง ความอดทนระยะยาวได้ง่ายกว่าเด็กที่ต้องเอาชีวิตรอดจากความรุนแรงหรือความอดอยากในทุกๆ วัน และเขาขยี้ต่อว่าต่อให้เราเกิดมาพร้อมพรสวรรค์และความขยันระดับโลก แต่ถ้าเราเกิดผิดยุค เราก็อาจไม่ได้อะไรเลย ยกตัวอย่างนะคะ สมมติว่าเราเกิดมาพร้อมพรสวรรค์ในการหลับตาเตะบอลได้แม่นที่สุดในโลก ในยุคปัจจุบันเราจะกลายเป็นมหาเศรษฐีร้อยล้านเพราะตลาดวงการบันเทิงยุคนี้ให้ราคากับนักกีฬา แต่ถ้าพรสวรรค์เดียวกันนี้ไปเกิดในยุคกลางที่สังคมต้องการแค่นักรบจับขวาน เกษตรกรทำนา พรสวรรค์ในการหลับตาเตะบอลได้ของเราแทบไม่มีราคาอะไรเลย
ตัวอย่างง่ายๆ ถ้าวันไหนแอร์เสีย แต่อากาศดันดี เราไม่รู้สึกร้อน จิตใจสงบ นั่นแปลว่าสภาพอากาศกำลังทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งในเครือข่ายที่ช่วยขับเคลื่อนให้เราทำงานสำเร็จ หรือการที่เราไม่ต้องทำข้าวกินเอง เพราะมีคนเตรียมไว้ให้ อาหารและคนที่ทำอาหารก็คือแรงขับเคลื่อนในเครือข่ายความสำเร็จนั้นด้วย ไม่ใช่เพราะเรานั่งทำงานงกๆ ทำเสร็จแล้วบอกว่า นี่เพราะฉันคนเดียว งานถึงสำเร็จลุเริ่ดขนาดนี้ (หาอ่านเรื่องนี้เพิ่มได้จากทฤษฎีเครือข่ายผู้กระทำ Actor-Network Theory (ANT) บาย Bruno Latour ว่าในโลกนี้ไม่มีมนุษย์คนไหนทำอะไรสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว แต่เราทำงานผ่านเครือข่ายของสิ่งต่างๆ ทั้งคน (เช่น แม่, เพื่อนร่วมงาน) และสิ่งที่ไม่ใช่คน (Non-human actors เช่น สภาพอากาศ, โต๊ะทำงาน, อินเทอร์เน็ต, อาหาร, เครื่องมือ)ค่ะ)
สรุป ความสำเร็จไม่ใช่เรื่องของน้ำพักน้ำแรงเราคนเดียว 100% แต่เกิดจากปัจจัยซ่อนแอบต่างๆ เช่น อิทธิพลจาก DNA/โครงสร้างพื้นฐานสิ่งแวดล้อมบริบทสังคมรอบตัวที่ช่วยแบ่งเบาภาระ/โครงสร้างครอบครัวผู้อื่นรอบตัวที่คอยเกื้อหนุนอยู่เบื้องหลังเสมอ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือลมใต้ปีกที่ทำให้คนๆ หนึ่งสามารถเอาเวลาและพลังงานไปทุ่มเทฝึกฝน (เช่น กฎ 10,000 ชั่วโมง แต่ดอกจันอีกว่าการแค่นั่งทำสิ่งเดิมซ้ำๆ เป็นเวลา 10,000 ชั่วโมง (เรียกว่า Naive Practice) ไม่ได้ทำให้ใครกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ และอาจเป็นการเสียเวลาเปล่าด้วยซ้ำ เช่น คนขับรถมา 20 ปี ก็ไม่ได้ขับรถเก่งเท่ากับนักแข่งรถ F1 ไม่ใช่ทุกสนามที่กฎ 10,000 ชั่วโมงจะใช้ได้) ได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการมีชีวิตรอดพื้นฐาน so no one rises alone ka
กลับมาต่อมุมมองเรื่องนักโต้คลื่นกับเกลียวคลื่น
ที่บอกว่านักโต้คลื่นที่เก่งก็เก่ง อื้อ เก่ง แต่ถ้าวันนั้นมันไม่มีคลื่น นักโต้คลื่น ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากยืนมองทะเลตาปริบๆ ดังนั้นผลลัพธ์ที่คาดหวังในวันนั้นก็ไม่ได้เป็นแบบที่หวัง สรุปก็คือมันก็ต้องมีตัวละครหลักๆ 2 อย่าง
1. เป็นที่ตัวเอง (Skill)
2.กับปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ซึ่งอาจจะเอื้อหรือว่าทำลายเราก็ได้ (Timing/Universe)
โมเดลนี้สำหรับบลูมันสะท้อนความจริงของชีวิตที่ว่าศักยภาพส่วนบุคคล (Skill) กับจังหวะเวลาของโลก (Timing/Universe) ต้องมาบรรจบกัน ผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่จึงจะเกิดขึ้นได้ค่ะ มันจะมีแค่อย่างใดอย่างนึงไม่ได้
เดี๋ยว แล้วมันเกี่ยวกับเทพ พระเจ้า เทพี หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำตัวยังไงนะ?
ก็ถ้าหากเรามองโลกผ่านเลนส์นี้ ระบบคิดแบบ Devotional Polytheism (พหุเทวนิยม) หรือแม้แต่แนวคิดทางปรัชญาและจิตวิทยาบางสำนัก โมเดลนี้จะเท่ากับเครื่องมือในการบริหารจัดการปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้เหล่านั้นนั่นแหละค่ะ ทีนี้ลองมาแงะดูกันว่ามุมมองเรื่องเกลียวคลื่นเชื่อมโยงกับระบบคิดพวกนี้ยังไง
ในมุมของ Polytheism เทพเจ้าคือเกลียวคลื่น ศาสนากระแสหลัก (Monotheism) พระเจ้ามักถูกมองเป็นผู้ควบคุมทุกอย่าง เป็นคนเขียนบทหนังทั้งหมด แต่ในโลกทัศน์แบบเทพหลายองค์ (Polytheism) และลัทธิ Animism เทพเจ้าไม่ได้ควบคุมทุกอย่าง แต่เป็นพลังงานและสภาวะนั้น ๆ หมายความว่าไง หมายความว่าคนโบราณไม่ได้มองว่า โพไซดอน คือลุงแก่ ๆ ที่นั่งสั่งให้ทะเลมีคลื่น แต่โพไซดอนคือตัวตนของท้องทะเลและคลื่นนั้นเอง หน้าที่ของคนเราคือการอ่านคลื่น เมื่อมนุษย์ยอมรับว่าเราควบคุมพายุ ควบคุมกระแสน้ำ หรือควบคุมภัยแล้งไม่ได้ (ปัจจัยภายนอก 100%) การสร้างความสัมพันธ์ (Devotion) กับเทพเจ้า มันจึงไม่ใช่การอ้อนวอนให้พระองค์เปลี่ยนธรรมชาติของคลื่น โอ้ โพไซดอน ซัดคลื่นมาให้ข้าหน่อย บลาๆ แต่เป็นการทำความเคารพ เข้าใจสภาวะ และขอให้พระองค์เปิดทางหรือมอบจังหวะเวลาที่เหมาะสมให้ หรือถ้าให้แปลไทยเป็นไทยมันก็คือการยอมรับอย่างถ่อม(เจียม)ตัวว่าตัวเราเป็นแค่สิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ในระบบนิเวศอันยิ่งใหญ่ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานที่เราไม่ได้เป็นคนสร้าง
และเพื่อให้เห็นภาพรวมของระบบนี้อย่างชัดเจนที่สุด เราต้องมองผ่านเลนส์ที่ว่าเทพประจำตัวไม่ใช่เจ้านายที่คอยสั่งการ หรือผู้จัดการส่วนตัวที่คอยแจกตั๋วโชคดีให้เรา แต่ในระบบภาพรวม Ecosystem ของพหุเทวนิยมผสมโรงกับจิตวิทยาเชิงลึก เทพประจำตัวคือเกลียวคลื่นลูกใหญ่เฉพาะตัวที่ชีวิตเรากำลังเผชิญ สอดคล้อง หรือจำเป็นต้องเรียนรู้เพื่อที่จะโต้ไปกับมัน
ซึ่งระบบภาพรวมและการทำงานของมัน บลูได้ลองกางแผนผังระบบความสัมพันธ์ระหว่างแนวคิดมหภาค-จุลภาค (Macrocosm-Microcosm) มาผสมผสานกับแนวคิดทางจิตวิทยา (Ego, Unconscious) นี้ออกมา มันจะทำงานผ่าน 3 องค์ประกอบหลักที่เชื่อมต่อกันแบบนี้ค่ะ
The Macrocosm (คลื่นของจักรวาล/ธรรมชาติ) คือพลังงานดิบที่มีอยู่แล้วในโลก เช่น ความตาย การกำเนิด แรงขับทางเพศ ความโกรธ ความคิดสร้างสรรค์ โลกทัศน์แบบนี้มองว่าพลังงานเหล่านี้มีจิตสำนึกในตัวเอง และคนโบราณปักหมุดเรียกพลังงานเหล่านี้ด้วยชื่อของเทพเจ้าองค์ต่าง ๆ (เช่น พลังงานแห่งการทำลายล้างเพื่อเกิดใหม่ = พระแม่กาลี, พลังงานแห่งปัญญาและความยืดหยุ่น = เทพีอาเธน่า)
The Microcosm (กระดานโต้คลื่น/ตัวเรา) คือจิตสำนึก (Ego) และจิตไร้สำนึก (Unconscious) ของเรา รวมถึงสถานการณ์ชีวิต บาดแผล และพรสวรรค์ที่เรามีมาตั้งแต่เกิด
The Patronage (สายสัมพันธ์ประจำตัว) เกิดขึ้นเมื่อจุดตัดระหว่างเรากับพลังงานนั้นมาเจอกัน เช่น ช่วงนี้ชีวิตเราพังยับเยินมาก โดนโกง โดนใส่ร้าย และต้องการความยุติธรรม พลังงานของเราจะเกิดการ Resonance (สั่นสะเทือนร่วม) กับเทพแห่งความยุติธรรมหรือการชำระล้างทันที ระบบจะเริ่มส่งสัญญาณ (Signs/Synchronicities) เพื่อให้เราหันมามอง และเมื่อเราตอบรับด้วยการบูชาหรือศึกษา (Devotion) สายสัมพันธ์นี้จะแน่นแฟ้นขึ้น จนพระองค์กลายเป็นเทพประจำตัวในช่วงชีวิตนั้นหรือตลอดชีวิต
ฟังดูแฟนตาซีนะ แต่จริงๆ มันก็คือระบบแรงดึงดูดของพลังงานที่เคมีตรงกัน เราไม่ได้ถูกเลือกแบบสุ่มสับเสร็จเด็ดขาด แต่ถูกเลือกเพราะตัวตนและจังหวะชีวิตของเรา ณ ขณะนั้น มันเรียกร้องพลังงานแบบนั้นเข้ามาเพื่อเติมเต็มหรือขับเคลื่อน (ซึ่งจุดตัดระหว่างเรากับพลังงานมันยังมีอีกหลายเหตุการณ์ หลายมิติมากนะ ซึ่งมูเตลูก็มีส่วนไปเชื่อมโยงกับเขาด้วยในนั้น จะเขียนต่อในหัวข้อ แล้วในทางปฏิบัติคนทำกันยังไงบ้าง ค่ะ)
มูเตลูคือภาพสะท้อนของพหุเทวนิยม + บูชาธรรมชาติ
ทีนี้ลองกลับมาในบริบทของสังคมไทยและอุษาคเนย์ (Southeast Asia) บ้านเรากันหน่อย ที่เราคุยกันอยู่นี้มันก็มีส่วนคล้ายระบบความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทพเจ้า ภูตผีบรรพบุรุษ และการผูกโยงชีวิตมนุษย์เข้ากับพลังเหนือธรรมชาติบ้านเราเหมือนกันนะ
เผื่อใครไม่เคยได้ยินเรื่องพหุเทวนิยม หรือแอบหลับตอน ป.4 มาก่อน บลูขอนิยามแบบคร่าวๆ ว่าศาสนาประเภทพหุเทวนิยม (Polytheism) คือการถือว่ามีเทวดาหลายองค์ ผสมกับการบูชาธรรมชาติ (Nature worship)
คือต้องบอกว่าพอย้อนนนนไปรุ่นบรรพบุรุษเรา แต่เดิมวัฒนธรรมการมูของคนไทยไม่ใช่การนับถือพระเจ้าองค์เดียวมาตั้งแต่ต้น แต่เป็นการนับถือเทพหลากหลายองค์ตามฟังก์ชันหรือความศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องการ เช่น ไหว้พระพิฆเนศเพื่อความสำเร็จ ไหว้พระแม่ลักษมีเพื่อความรักและร่ำรวย ไหว้ท้าวเวสสุวรรณเพื่อป้องกันภัยและโชคลาภ ส่วนการบูชาธรรมชาติก็สังเกตได้จากการมูสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีฐานมาจากธรรมชาติ เช่น พญานาค (สายน้ำ/ถ้ำ), การขอขมาแม่คงคา, หรือการไหว้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งเหล่านี้แหละค่ะ คือรากแก้วของพหุเทวนิยมโบราณที่ยังมีชีวิตอยู่ในคำว่ามูเตลู
ปรากฏการณ์ปากบอกเป็นอเทวนิยม แต่ใจและการกระทำเป็นพหุเทวนิยม
ศาสนาพุทธ (ในคัมภีร์) จัดอยู่ในกลุ่มอเทวนิยม (Atheism) คือไม่เชื่อและไม่สอนให้เชื่อเรื่องพระเจ้าสร้างโลก (ของตะวันตก อเทวนิยมคือปฏิเสธพระเจ้าทุกองค์) ยึดหลักกรรมและการพึ่งตนเอง (fyi พุทธศาสนาจัดอยู่ในหมวดอไสยวาทคือไม่ปฏิเสธว่ามีเทวดาหรือพลังเหนือธรรมชาติ แต่ไม่ให้ความสำคัญสูงสุดเพราะสิ่งเหล่านั้นก็ยังวนเวียนอยู่ในวัฏสงสาร แก้ทุกข์ไม่ได้ถาวร + พุทธให้พื้นที่กับเทพไว้แล้ว เพราะในพระไตรปิฎกมีเทวดาเต็มไปหมดเลยค่ะ มีท้าวสักกะ (พระอินทร์), พญานาค, พรหม, ยมบาล พระพุทธเจ้าเองก็ไปโปรดเทวดาบนดาวดึงส์ เวลาเราทำบุญก็กรวดน้ำ อธิษฐานอุทิศให้เทวดาคุ้มครอง แปลว่าการมีเทพในพุทธไม่ใช่เรื่องนอกศาสนา แต่มันคือจักรวาลวิทยาตามคติพุทธที่มีเทพเป็นส่วนประกอบอยู่แล้ว เพียงแต่เราไม่ให้ท่านเป็นที่พึ่งสูงสุดค่ะ)
แต่ก็อย่างที่บอกไปตอนต้นนั่นแหละ ความย้อนแย้งที่ลงตัวในทางปฏิบัติจริงคือแม้คนไทยส่วนใหญ่จะนิยามตัวเองว่าเป็นชาวพุทธ (อเทวนิยม) แต่ในทางปฏิบัติกลับหันไปหาการมูเตลูฉ่ำๆ ซึ่งเป็นพหุเทวนิยมอย่างแยกไม่ออก 5555 (เอาจริงมันก็คือศาสนาผี พราหมณ์ พุทธ ที่เป็นพหุเทวนิยมมาตั้งแต่รากเหง้าแล้วค่ะ) เราสามารถเข้าวัดไปกราบพระประธาน (พุทธ-อเทวนิยม) แล้วเดินออกมาเช่าบูชาวัตถุมงคล ไหว้เทพฮินดู หรือขอพรไอ้ไข่ (พหุเทวนิยม/ความเชื่อท้องถิ่น) แล้วตั้งวอลเปเปอร์ลิลิธ (พหุเทวนิยม) ในพื้นที่เดียวกันได้โดยไม่รู้สึกติดขัด
จำที่เราคุยกันเรื่อง Macrocosm / Microcosm / Patronage ได้ไหมคะ นี่คือ Patronage (สายสัมพันธ์ประจำตัว) ในชีวิตจริง
Macrocosm = พลังงานดิบในจักรวาล (ความตาย, โชคลาภ, ปัญญา, การปกป้อง)
Microcosm = ชีวิตเรา ซึ่งมีทั้งสุข ทุกข์ เงินทอง ความรัก ปัญหาครอบครัว
Patronage = เมื่อเราต้องการเรื่องใดเป็นพิเศษ เราจะ resonance กับพลังนั้น
….คนเราหรือคนไทยทำแบบนี้โดยสัญชาตญาณเลยค่ะ
นิกายย่อยและความเชื่อนอกคัมภีร์คือต้นกำเนิดของสายมู
ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือศาสนาพราหมณ์-ฮินดู จริงๆ แฝงแนวคิดเทวนิยมแท้ (พระพรหมสร้างโลก) ไว้แต่เนื่องด้วยมีนิกายและความเชื่อถือแยกย่อยออกไปมากมาย จนกลายเป็นประเภทบูชาเทวดาในธรรมชาติ มูเตลูก็คือนิกายย่อยของยุคนี้ เช่นเดียวกับฮินดูโบราณ มูเตลูในปัจจุบันไม่ได้ยึดติดกับคัมภีร์หลักของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แต่เกิดจากความเชื่อแยกย่อยที่ถูกตัดต่อพันธุกรรม และสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ตามความต้องการของยุคสมัย (เช่น แผ่นทองเรียกทรัพย์, วอลเปเปอร์สายมูบนมือถือ, การตัดกรรม, การฝากชาวบ้านทำบุญ) เน้นความง่าย ความเร็ว และการตอบสนองกิเลส/ความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ มากกว่าหลักธรรมชั้นสูง
1. ลัทธิวิญญาณนิยม (Animism)
สัญชาตญาณดิบของสายมูที่แฝงตัวอยู่ทุกที่ หรือการนับถือผีสางเทวดา มันไม่มีระบบและคำสอนที่แน่นอน ลัทธินี้ไม่มีระบบทางศาสนาและคำสอนที่ตายตัว มีความเชื่อถือผิดแผกกันไปตามท้องถิ่น ตามสำนัก ซึ่งตรงกับพฤติกรรมการมูที่ไร้พรมแดน ไร้กฎเกณฑ์ตายตัว ใครว่าตรงไหนดี วิธีไหนปัง (เช่น สูตรการไหว้ สูตรการสวดมนต์ สูตรการเลือกของแก้บน สูตรการใส่สีเสื้อมงคล สูตรตัวเลขเลือกเบอร์) ก็พร้อมปรับเปลี่ยนไปตามความพอใจและบริบทของตนเอง ไม่ได้มีคัมภีร์ส่วนกลางมาบังคับ อารมณ์แบบ 10 คนว่ามาไม่เหมือนกันสักคน ซึ่งในปัจจุบันลัทธิผีสางนี้ได้แฝงตัวหลบซ่อนอยู่กับศาสนาปัจจุบัน คนก็อาจบอกว่าตัวเองนี่แหบะพุทธแท้ ตัวเองนี่แหละเลื่อมใสในศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเชื่อในเรื่องผีสางเป็นต้นด้วย เอาจริงนะ แม้แต่คนที่นับถือพุทธ ฮินดู หรือขงจื๊อก็ยังมีมีความเชื่อหรือการปฏิบัติตนบางอย่างโน้มเอียงไปทางลัทธิวิญญาณนิยม นับถือผีสางเทวดาอยู่ไม่น้อย
นี่แหละคือคำอธิบายว่าทำไมคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันที่เรียนจบสูง ๆ อยู่ในเมืองหลวง หรือบอกว่าตัวเองเป็นพุทธ/ไร้ศาสนา ถึงยังเดินสายมูอย่างฉ่ำมง เพราะลึกๆ แล้ว วัฒนธรรมความเชื่อเรื่องผี-วิญญาณ (Animism) มันไม่เคยหายไปจาก DNA ของเรา เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบมาอยู่ในคำว่าสายมูให้เข้ากับยุคสมัยเท่านั้นเองค่ะ
2. สัพพัตถกเทวนิยม (Pantheism)
พลังงานมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ซึ่งเชื่อว่าพระเจ้าแทรกซึมหรือมีอยู่ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง สายมูยุคปัจจุบันไม่ได้มองสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่แค่บนศาลหรือในวัด แต่มองว่าพลังงานหรือแรงดึงดูดของจักรวาล (Manifestation / Law of Attraction) แทรกซึมอยู่ทุกที่ เราจึงเห็นการมูผ่านสิ่งของในชีวิตประจำวัน เช่น เครื่องรางห้อยกระเป๋า, สีเสื้อมงคล, วอลเปเปอร์มือถือเรียกทรัพย์, ทะเบียนรถมงคล, ตัวเลขต่อท้ายชื่อไลน์ หรือแม้กระทั่งกลิ่นบางกลิ่น / หินคริสตัล เสื้อผ้าแบรนด์เนมที่มีสัญลักษณ์มงคล แฝงความเชื่อว่าทุกอณูรอบตัวสามารถส่งเสริมดวงชะตาได้
3. ศาสนาที่เนื่องด้วยวิวรณ์ (Revealed Religions)กับกลไกการเข้าฝัน/คนกลาง
ตรงนี้บลูขอแบ่งประเภทศาสนาเป็นศาสนาธรรมชาติ และศาสนาที่เนื่องด้วยวิวรณ์ (Reveled Religions) ซึ่งหมายถึงการแจ้งให้มนุษย์ทราบโดยอาการต่าง ๆ เช่น การปรากฏตนโดยตรง การเข้าฝัน การแจ้งผ่านคนกลาง
หัวใจสำคัญที่ทำให้สถานที่มูที่หนึ่งสามารถดังเปรี้ยงขึ้นมาได้ มักเกิดจากปรากฏการณ์ทำนองนี้ เช่น เจ้าของสถานที่ฝันเห็นพญานาคมาบอกให้สร้างศาล, การมีคนกลาง (ร่างทรง, หมอดู, ตาทิพย์) มาชี้เป้าจุดฮวงจุ้ย หรือการทักทายจากสิ่งลี้ลับ Storytelling เหล่านี้ทำงานกับจิตวิทยาความหวังของมนุษย์ ทำให้เกิดกระแสการตามรอยไปมูตาม ๆ กัน
สรุป สายมูเตลูในปัจจุบัน คือการเอาลัทธิวิญญาณนิยม (นับถือผี/สิ่งลี้ลับดั้งเดิม) มาเคลือบแคะผสมผสานเข้ากับพหุเทวนิยม (การไหว้เทพหลายองค์) แล้วดำเนินชีวิตภายใต้ร่มใหญ่ของศาสนากระแสหลักอย่างพุทธ (อเทวนิยม) โดยขับเคลื่อนด้วยกลไกทางธรรมชาติของมนุษย์ที่ต้องการที่พึ่งทางใจในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนค่ะ
ทั้งหมดนี้ถ้ามองในระดับโครงสร้างทางวัฒนธรรม มันได้ฝังรากลึกในภูมิภาคเราอย่างมาก ด้วยเหตุผลหลักๆ ตามนี้
1. ตามรากฐานเดิมแบบ Animism (ศาสนาผีและวิญญาณนิยม)
ผีคือรากฐานที่ไม่เคยถูกทำลาย คือเราต้องยอมรับว่าก่อนศาสนาจะเข้ามา ผีคือระบบปฏิบัติการดั้งเดิมของจิตใจคนในภูมิภาคนี้ (คือผีที่บลูกำลังพูดถึงไม่ได้แปลว่าสิ่งที่น่ากลัว ปอบ กระสือ ทำนองนั้นเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงพลังชีวิต หรือตัวตนที่อยู่ในทุกสิ่งด้วย) ก่อนที่ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู หรือพุทธจะเดินทางเข้ามาจากอินเดีย คนในดินแดนอุษาคเนย์มีรากฐานความเชื่อดั้งเดิมคือการนับถือวิญญาณและธรรมชาติอยู่แล้ว เราเชื่อว่าทุกสิ่งในธรรมชาติ (ต้นไม้ใหญ่ ภูเขา แม่น้ำ ดิน น้ำ ลม ไฟ) มีขวัญสิงอยู่ พอด้านบนมีฮินดูหรือพุทธเข้ามาผสมทีหลัง ระบบเดิมมันเลยไม่หายไปไหน แต่ใช้วิธีกลืนกลาย (Syncretism) กลายเป็นระบบความเชื่อลูกผสม คือเราไม่ได้ลบผีทิ้งออกจากหน้าประวัติศาสตร์ แต่มันถูกเปลี่ยนชื่อและยกระดับผีบางตนให้เป็นเทพ ส่วนผีบางตนก็ยังอยู่ตามเดิมในฐานะผู้ดูแลพื้นที่เล็กๆ …จริงๆ นี่คงเป็นเหตุที่วา่ทำไมเรายังนับถือพระพุทธเจ้าพร้อมๆ กับไหว้เจ้าแม่ ท้าวเวสสุวรรณ แม่ซื้อ หรือรุกขเทวดาได้อย่างสนิทใจโดยไม่รู้สึกขัดแย้งกันนั่นแหละค่ะ
ซึ่งในตรงนี้เราจะเห็นว่ารากฐานเราคือผี และถ้าผีคือรากฐาน ฮินดูเองก็คือโครงสร้างที่ทำให้ความเชื่อมีระเบียบแบบแผน เพราะฮินดูให้ระบบเทพเจ้าที่มีหน้าที่ชัดเจนมาก (เช่น พระอิศวร = ทำลาย/สร้าง, พระนารายณ์ = ปกป้อง, พระพรหม = สร้าง, พระแม่ลักษมี = โชคลาภ) + ฮินดูยังให้ระบบพิธีกรรมที่เป็นมาตรฐาน เช่น การบวงสรวง, การใช้คาถา, การตั้งฤกษ์ + และยังให้มโนทัศน์เรื่องจักรวาล เช่น สวรรค์, นรก, หรือแม้แต่เขาพระสุเมรุที่กลายเป็นภาพจำของคนทั้งภูมิภาค
แต่วิธีการของอุษาคเนย์คือไม่รับมาแบบตรงๆ นะคะ เขาเอาฮินดูมาผูกกับผีซะเลยค่ะ เช่น เทพเจ้าฮินดูกลายเป็นผู้ใหญ่ที่คอยควบคุมผีชั้นล่าง ส่วนพิธีกรรมฮินดูถูกใช้เพื่อเอาใจทั้งเทพและผีไปพร้อมกัน นี่คือจุดที่ทำให้ระบบนี้แข็งแรง มันไม่ใช่การแทนที่ แต่คือการขยายโครงสร้าง
ส่วนพุทธเองก็ไม่ได้มาแข่งขันกับผีหรือฮินดูในเรื่องอำนาจเหนือธรรมชาติ แต่มันมาในบทบาทของทางออกและปัญญา พุทธให้หลักกรรมที่อธิบายว่าชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทพหรือผีเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการกระทำของเราเอง + พุทธให้คำสอนเรื่องการมีสติ และการไม่ยึดติด ซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันทางจิตใจให้กับคนที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน + พุทธยังให้พระพุทธรูป และพระสงฆ์เป็นที่พึ่งทางใจที่เข้าถึงง่าย
แต่ที่สำคัญที่สุดคือพุทธเขาไม่ได้ห้ามไม่ให้ไหว้ผีหรือเทพนะ แค่บอกว่าสิ่งเหล่านั้นยังอยู่ในวัฏสงสาร ไม่ใช่ที่พึ่งที่ถาวร ดังนั้นคนจึงสามารถไหว้ผีเพื่อความสบายใจในชีวิตประจำวัน และไปวัดเพื่อฝึกจิตและสร้างบุญในเวลาเดียวกันโดยไม่รู้สึกผิด
ตัวอย่าง Syncretism ในชีวิตประจำวัน (ภาพที่เห็นได้ชัด)
โครงสร้างความเชื่อแบบสังเคราะห์และโอบรับระบบความเชื่อแบบลูกผสม (Syncretism)
วัฒนธรรมอุษาคเนย์ (รวมถึงไทย) ไม่เคยตัดขาดจากอดีต เวลาที่มีศาสนาหรือความเชื่อใหม่เข้ามา เราจะไม่ลบความเชื่อเก่าทิ้ง แต่จะทับซ้อนและผสมผสานเข้าไปด้วยกัน อย่าง
ผี (Animism) คือรากเหง้าดั้งเดิมสุด (การบูชาธรรมชาติ ขวัญ วิญญาณ บรรพบุรุษ)
พราหมณ์-ฮินดู เข้ามาเสริมโครงสร้างเรื่องพิธีกรรม เทพเจ้า และมโนทัศน์เรื่องสวรรค์-โลกมนุษย์
พุทธ เข้ามาเป็นโครงสร้างศีลธรรม ปัญญา และการเวียนว่ายตายเกิด
ดังนั้น คนไทยจึงคุ้นเคยกับการจูนกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์หลายระดับในเวลาเดียวกันโดยไม่รู้สึกว่าขัดแย้ง เรากราบพระประธาน (พุทธ) เสร็จ เดินออกมาจุดธูปไหว้พระพรหม (ฮินดู) แล้วแวะเอาผลไม้ไปตั้งถวายเจ้าที่/ศาลตาผี (ผี) ได้ในวัดเดียวกัน
ส่วน ขวัญ คือตัวเชื่อมที่ทำให้ระบบนี้กลมกลืน ในภูมิภาคนี้ ความเชื่อเรื่องขวัญคือหัวใจสำคัญ โบราณเชื่อว่าคนเราไม่ได้มีตัวตนแข็งเกร็งดั่งหิน แต่ขวัญคือพลังงานชีวิตที่สามารถหลุด เตลิด หรือเจ็บป่วยได้ง่ายเมื่อเจอมรสุมชีวิต เมื่อเกิดภาวะขวัญหายหรือจิตใจสั่นคลอน การหาสิ่งที่มาช่วยเรียกขวัญ (เช่น สู่ขวัญ, บายศรี, ทำขวัญนาค)/ คุ้มครองขวัญจึงเป็นกลไกทางวัฒนธรรมเพื่อดึงพลังชีวิตกลับมา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทพ หรือวัตถุมงคล จึงทำหน้าที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวขวัญที่คนในแถบนี้ใช้ประคองจิตใจมานานนับพันปีและยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน
แล้วผี/เทพ/พุทธเข้ามาเกี่ยวข้องยังไง? …ลองดูตามนี้ค่ะ
ผี คือผู้ดูแลขวัญในระดับพื้นที่และบรรพบุรุษ
เทพฮินดู คือผู้มีอำนาจในการเรียกขวัญจากฟากฟ้า
พุทธ คือผู้ให้ปัญญาว่าขวัญก็ไม่เที่ยง สุดท้ายเราต้องอยู่กับปัจจุบันให้ได้
ดังนั้นเมื่อคนมีปัญหา เขาจะเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะกับสถานะของปัญหานั้น เช่น ถ้าเป็นปัญหาทางใจแบบลึกๆ = ไปวัด (พุทธ) / ถ้าเป็นปัญหาเรื่องโชคลาภหรืออุปสรรคเฉพาะหน้า = ไปไหว้เทพ (ฮินดู) / ถ้าเป็นปัญหาเรื่องบ้าน ที่ดิน หรือความไม่สงบในพื้นที่ = ไหว้เจ้าที่/ผี เป็นต้น
ซึ่งถ้าจะพูดให้สั้นที่สุดในข้อนี้ก็คือก็คือ ผีให้ราก, ฮินดูให้โครงสร้าง, พุทธให้ปัญญา และขวัญ คือสิ่งที่ถูกดูแลโดยทั้ง 3 ระบบ คนไทยจึงไม่ต้องเลือกข้าง ไม่มีดราม่า (รึเปล่านะ) เพราะเรามีทุกอย่างอยู่ในตัวอยู่แล้ว
2. ตามระบบการพึ่งพาทางใจในสังคมเกษตรกรรม
มาพูดเชิงสังคมวิทยาและภูมิศาสตร์กันบ้าง อย่างที่เรารู้กันว่าอุษาคเนย์เป็นภูมิภาคเกษตรกรรม การทำนา ทำสวน ปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์ ทุกอย่างจึงขึ้นอยู่กับฟ้าฝนและธรรมชาติเป็นอย่างมาก เพราะอาชีพพวกนี้เป็นอาชีพที่ควบคุมไม่ได้ด้วยมือมนุษย์ 100% (ฝนจะตก ข้าวจะงาม หรือโรคพืชจะลง ขึ้นอยู่กับฟ้าฝน ธรรมชาติ น้ำท่วม แดดแล้ง โรคระบาดด้วย) เมื่อมนุษย์ต้องเผชิญกับปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้ด้วยตรรกะหรือกำลังของตัวเอง ดังนั้นระบบความเชื่อเรื่อง เทพ/สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำตัว (Patron Deity) เลยกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เราได้ยื่นมือออกไปปฏิสัมพันธ์ ได้ขอพร ได้บนบาน หรือเพื่อให้ตัวเองได้รู้สึกว่าอย่างน้อยในโลกที่ผันผวนนี้ ยังมีพลังงานบางอย่างคอยเข้าข้างและคุ้มครองเราอยู่
ตัดภาพมาในยุคปัจจุบัน สังคมไทยก็ยังเป็นสังคมที่มีความผันผวนสูง ทั้งเรื่องเศรษฐกิจเอย โอกาสเอย สวัสดิการรัฐเอย เมื่อมนุษย์คุมความเสี่ยงไม่ได้ จึงต้องสร้างระบบความสัมพันธ์เชิงแลกเปลี่ยนกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา (เช่น การบนบานศาลกล่าว การเซ่นไหว้ การหาเทพประจำตัวหรือสิ่งคุ้มครอง) เพื่อสร้างความมั่นคงทางจิตใจ ให้ความรู้สึกว่าเราไม่ได้เผชิญหน้ากับความเสี่ยงตามลำพังเพียงคนเดียว (เหมือนกับในอดีตเป๊ะ)
3. ตามโครงสร้างครอบครัวและสายสัมพันธ์แบบรวมหมู่ (Collectivism)
สังคมตะวันตกมักมองเรื่องจิตวิญญาณเป็นเรื่องเฉพาะตัวบุคคล (Individualism) แต่สังคมไทยและอุษาคเนย์มีความเป็นเครือญาติและชุมชนสูง ระบบเทพเจ้าในบ้านเราจึงมักมาในรูปของระบบเครือญาติ เช่น การนับถือบรรพบุรุษ, การมีแม่ซื้อคุ้มครองเด็กแรกเกิด, หรือการมองสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นเหมือนผู้ใหญ่บ้าน/ปู่ย่าตายายที่คอยดุ คอยเตือน และคอยคุ้มครองลูกหลาน มันไม่ใช่แค่ความศรัทธาแบบนามธรรม แต่มีความรู้สึกผูกพันเหมือนเป็นคนในครอบครัวเดียวกันดั่ง
ระบบสายสัมพันธ์ทางจิตวิญญาณ (Spiritual Hierarchy)
เป็นระบบความเชื่อที่มองว่า โลกไม่ได้มีแค่มนุษย์กับธรรมชาติ แต่มีลำดับชั้นของสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยดูแลพื้นที่ ชุมชน หรือบุคคลอยู่ เช่น
ระดับบุคคล อย่างเช่น เทพประจำตัว, ขวัญ, เทวดาคุ้มครองตัว
ระดับสถานที่/ชุมชน อย่างเช่น ผีบ้านผีเรือน, พระภูมิเจ้าที่, เสาหลักเมือง
ระดับจักรวาล อย่างเช่น เทพเจ้าชั้นสูง (เช่น พระพรหม, พระนารายณ์, พระแม่ลักษมี)
หรือระบบการแลกเปลี่ยนและการขอความคุ้มครอง (Relational System)
เป็นระบบความสัมพันธ์แบบถ้อยทีถ้อยอาศัย / การต่อรองทางจิตใจ ระหว่างมนุษย์กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่การจำนนต่อพระเจ้าองค์เดียว แต่เป็นระบบปฏิสัมพันธ์ อย่างกลไกที่มนุษย์ให้ความเคารพ, เครื่องสังเวย, การบนบาน, การทำความดีถวาย ส่วนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้พร, การคุ้มครอง, ความอุ่นใจ, โชคลาภ นั่นแหละค่ะ
4. ตามการเมืองเรื่องอำนาจและวัฒนธรรม (Cultural Adaptation)
ก็เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ทำให้ระบบเทพเจ้าและความเชื่อพหุเทวนิยมฝังรากลึกในสังคมอุษาคเนย์ (โดยเฉพาะไทย) จนแยกไม่ออก แม้ในยุคที่ปากบอกว่าเป็นพุทธ ในอดีตชนชั้นปกครองของอุษาคเนย์ (เช่น กษัตริย์ในยุคสุโขทัย อยุธยา หรือขอม) มักนำระบบเทพเจ้าพราหมณ์-ฮินดูมาปรับใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมในการปกครอง (สมมติเทพ) ซึ่งมันจะไม่ใช่เรื่องความเชื่อล้วนๆ แต่คือการสร้างโครงสร้างอำนาจแนวตั้งที่ทำให้ราษฎรเห็นว่า กษัตริย์ไม่ใช่คนธรรมดา แต่เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลเทพเจ้า ดังนั้นการกบฏต่อกษัตริย์ = การกบฏต่อเทพ ระบบนี้ได้ผลมาก เพราะมันตอบโจทย์ 2 อย่างพร้อมกัน คือฝ่ายปกครอง ได้ความชอบธรรมและความมั่นคง ส่วนฝ่ายราษฎร ได้ความมั่นใจว่ามีผู้ปกครองที่ได้รับการรับรองจากพลังเหนือธรรมชาติ แต่อุบายทางการเมืองนี้กลับกลายเป็นรากฐานทางวัฒนธรรมโดยไม่ตั้งใจ สิ่งที่ชนชั้นปกครองสร้างขึ้นเพื่อควบคุม กลับกลายเป็นโครงสร้างทางจิตใจของคนทั้งชาติ ผ่าน 3 ทางหลัก
พิธีกรรม เช่น พิธีบวงสรวง เทวาภิบาล พระราชพิธีสำคัญอย่างตรียัมปวาย (ไหว้พระอิศวร) หรือพิธีแรกนาขวัญที่ผูกกับเทพเจ้า
วรรณคดี เช่น รามเกียรติ์, อนิรุทธ์คำฉันท์, หรือวรรณกรรมเรื่องเทวดา ถูกสอนและเล่าขานจากรุ่นสู่รุ่น กลายเป็นจินตนาการร่วมของชาติ
ความเชื่อประจำวัน เช่น การไหว้ศาลพระภูมิ, เจ้าที่, เทพารักษ์, การตั้งชื่อลูกตามเทวดา, การดูฤกษ์ยามตามโหราศาสตร์ซึ่งผูกกับเทพเคราะห์
พอเวลาผ่านไปหลายร้อยปีเครื่องมือทางการเมืองก็กลายเป็นรสชาติของชีวิตไปโดยปริยาย ไม่ต่างจากภาษาหรืออาหารประจำชาติ คนยุคหลังรับมาโดยไม่รู้ที่มาแต่รู้สึกว่ามันเป็นของตัวเอง
พูดง่ายๆ คือระบบนี้มันอยู่รอดและผูกพันกับคนอุษาคเนย์เป็นพิเศษมาจนถึงตอนนี้ เพราะมันตอบโจทย์ทั้งการอธิบายธรรมชาติ การจัดการความกลัว และการสร้างที่พึ่งทางใจที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตดั้งเดิมของเรามาตั้งแต่บรรพบุรุษนั่นเองค่ะ
เกร็ดเล็กน้อย จากที่ลองย่อยข้อมูลมา บลูเห็นว่าอย่างนึงที่เหมือนกันของคนอุษาคเนย์ คือเรามีความเป็นสัมพันธภาพสูงมาก เราหลายคนไม่ชอบความเชื่อแบบเด็ดขาด หรือสุดโต่ง เราชอบความยืดหยุ่น (คุ้นๆ เหมือนรสนิยมการเลือกกินเลือกลองอาหารของคนไทยเลย) การมีเทพหลายองค์ให้เลือกบูชาตามสถานการณ์จึงเหมาะกับนิสัยของเราส่วนใหญ่มากๆ ศาสนาความเชื่อในอุษาคเนย์เลยไม่เคยเป็นเรื่องของความจริงแท้แค่อย่างเดียว แต่มันคือเรื่องของการอยู่รอดทั้งในระดับปัจเจกและระดับชาติเลยค่ะ
จะรู้ได้ไงว่าเทพ พระเจ้า เทพี ประจำตัวของตัวเองคือใคร
ระบบมันทำงานยังไงนะ พระเจ้า สิ่งศักดิ์สิทธิ เทพ เทพีอะไรแบบนี้เค้าเลือกเราหรอ แบบ อุ้ย ชอบคนนี้จัง เดี๋ยวข้าให้พรเจ้ามนุษย์คนนี้ดีกว่า…โอเค มาค่ะ เข้าเรื่องสักที 5555
เพราะต่อให้เรารู้ว่า Macrocosm คืออะไร Microcosm คืออะไร หรือระบบ Syncretism ของอุษาคเนย์ทำงานยังไง แต่พอถึงจุดที่ต้องตอบคำถามว่า…แล้วฉันควรเริ่มกับใคร? ทุกคนก็จะเกาหัวแกรกๆ สะดุดขาตัวเองกันตรงนี้แหละค่ะ
(สำหรับใครที่มีความเชื่อแบบพระเจ้าองค์เดียว ลองย้อนกลับไปอ่านข้างบนนะคะ เพราะหนึ่งในเรื่องที่ชวนสับสนที่สุดเวลาเราก้าวเข้ามาดูฝั่ง Devotional Polytheism (การบูชาเทพหลายองค์) หรือแวดวงเพแกนร่วมสมัย ระบบคิดของมันจะแตกต่างจากศาสนากระแสหลักที่มีพระเจ้าองค์เดียว (Monotheism) ที่มักจะมีกฎเกณฑ์ชัดเจน หรือระบบกรรม/สายใยแบบฝั่งเอเชียอยู่พอสมควรเลย)
กลับมาที่คำถามที่ว่าเราเลือกเทพ หรือเทพเลือกเรา? และเค้าชอบเราเลยอยากให้พรจริงไหม? บลูมองเรื่องนี้แยกออกเป็น 4 ระบบหลัก ๆ ที่ทำงานดังนี้ (อาจจะมีมากกว่านี้ แต่ตอนนี้นึกออกแค่นี้)
1. ระบบเทพเลือกเรา (The Gods Choose Us / Patron Deity)
แนวคิดนี้ใกล้เคียงกับสิ่งที่บลูบอกเลยว่า อุ้ย ชอบคนนี้จัง แต่ในความเป็นจริง มันไม่ได้มาในสไตล์เลือกเพราะเอ็นดูแล้วแจกพรฟรีเหมือนซานตาคลอส แต่มันทำงานผ่าน
สายใยและเคมีที่ตรงกัน (Affinities & Resonance) เทพเจ้าแต่ละองค์มีพลังงาน (Essence) หรือโดเมนที่ทรงดูแลเด่นชัด ( เช่น สงคราม, ศิลปะ, ความตาย, ธรรมชาติ, ปัญญา) บางครั้งจิตวิญญาณ ตัวตน หรือบาดแผลในใจ ของเรา ณ ช่วงชีวิตนั้น มันไปดึงดูดหรือสอดคล้องกับพลังงานของเทพองค์นั้น ๆ เข้า
สัญญาณเรียก (The Calling / Signs) เทพเจ้าฝั่งตะวันตกมักไม่มาปรากฏกายให้เห็นโต้ง ๆ (ยกเว้นในนิมิตหรือฝันที่ชัดเจนมาก) แต่จะมาในรูปแบบของความบังเอิญที่ถี่เกินไป (Synchronicities) เช่น อยู่ ๆ เราก็เดินไปเจอสัญลักษณ์ของพระองค์ซ้ำ ๆ (รูปปั้น สัตว์ประจำพระองค์ การเอ่ยถึงในหนังสือ 10 เล่มในสัปดาห์เดียว) หรือเกิดความรู้สึกหลงใหลในอารยธรรม อิทธิพล หรือเรื่องราวของเทพองค์นี้อย่างรุนแรงโดยไม่มีสาเหตุ
การเรียกเพื่อใช้งาน/ฝึกฝน (Not just for blessings naka) โลกทัศน์แบบ Polytheism มองว่า เทพไม่ได้เลือกเราเพื่อมาประคบประหงม แต่เลือกเพราะเรามีศักยภาพที่จะเติบโตหรือทำภารกิจบางอย่างร่วมกับพระองค์ได้ การเข้ามาของเทพเจ้าประจำตัว (Patron) บางครั้งจึงไม่ได้มาพร้อมพร แต่มาพร้อมบททดสอบชีวิตที่หนักหน่วง เพื่อเคี่ยวกรำให้เราดึงศักยภาพที่แท้จริงออกมา (เช่น เทพสาย Shadow อย่างพระแม่กาลี เทพีเฮคาเต ไม่เคยมาในรูปแบบของของขวัญติดริบบิ้นหลวมๆ พร้อมแกะ แต่มักเข้ามาในชีวิตช่วงที่เกิดความพังทลายเพื่อช่วยเราสร้างตัวตนใหม่ ซึ่งคนปฏิบัติจริงจะเข้าใจจุดนี้ดีมากๆ)
2. ระบบเราเลือกเทพ (We Choose the Gods)
อันนี้แหละค่ะ คือสิ่งที่ Galina Krasskova เน้นย้ำมากในหนังสือ Devotional Polytheism ในระบบนี้ เราไม่ต้องนั่งรอให้สวรรค์เปิดหรือมีปาฏิหาริย์ส่งสัญญาณมาบอกว่าใครคือเทพประจำตัว แต่เราสามารถเป็นฝ่ายเลือกเสาะหาและเข้าหาพระองค์ก่อนได้เลย ไม่ต้องรอให้ฟ้าส่งสัญญาณ ซึ่งสำหรับคนเดี๋ยวนี้ที่ชีวิตยุ่งๆ การรอสัญญาณจากเทพอาจทำให้เรารอไปจนตายเลยก็ได้
เริ่มต้นจากความเคารพและความสนใจ ถ้าเราอ่านตำนานเทพกรีก นอร์ส อียิปต์ หรือฮินดู แล้วรู้สึกถูกชะตา ชอบมาก ขนลุกก หรือนับถือแนวคิด วิถีชีวิต หรือความเก่งกาจของเทพองค์ไหนเป็นพิเศษ นั่นคือเหตุผลที่เพียงพอแล้วที่เราจะเริ่มตั้งโต๊ะบูชาพระองค์ (จะบอกว่ามันคือจุดเริ่มต้นที่ดีมากๆ แล้วค่ะ เพราะในทาง Jung สิ่งที่เราหลงใหลโดยไม่มีเหตุผล มักจะมีเรื่องของจิตไร้สำนึกซ่อนอยู่)
ระบบความสัมพันธ์แบบต่างตอบแทน (Reciprocity / Do ut des) เป็นระบบคิดโบราณของกรีก-โรมัน แปลตรงตัวว่า ฉันให้ เพื่อให้ท่านให้ตอบรับ มันทำงานเหมือนความสัมพันธ์ของมนุษย์เลยค่ะ ไม่ใช่การกราบกรานอ้อนวอนอย่างเดียว แต่อยู่บนพื้นฐานของความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรและให้เกียรติซึ่งกันและกัน ทำให้เห็นว่ามนุษย์ไม่ได้เป็นแค่เหยื่อหรือผู้ขอ แต่เป็นผู้มีเจตจำนงอิสระ (Agent) ที่เข้าไปเสนอความสัมพันธ์อย่างเกียรติและเคารพ ซึ่งเปลี่ยนแนวคิดจากการมูเพื่อขอ ไปสู่การร่วมสร้าง (Co-creation ที่บลูย้ำบ่อยๆ) เราอาจเริ่มด้วยการให้ก่อน เช่น ให้อาหารถวาย (Offerings), ให้คำสรรเสริญ, หรือพัฒนาตัวเองในโดเมนที่พระองค์ดูแล (เช่น ถ้าบูชาเทพีแห่งศิลปะ เราก็ตั้งใจฝึกวาดรูป) เราอาจจะจุดธูป 1 ดอก บอกชื่อ-นามสกุล บอกว่าหนูขอทำความรู้จักกับท่านนะคะ ถวายน้ำสะอาด หรือดอกไม้สักดอก หรือถ้าไม่อยากตั้งโต๊ะบูชา ก็แค่อุทิศเวลาให้กับเรื่องนั้น เช่น ถ้าสนใจเทพีอาเธน่า ก็ลองฝึกสมาธิหรืออ่านหนังสือหนักๆ สัก 1 ชั่วโมงแล้วบอกว่า..หนูขออุทิศเวลานี้แด่ท่าน และเมื่อเวลาผ่านไป ความสัมพันธ์และสายสัมพันธ์จะค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น จากเทพที่เราเลือกบูชาเฉย ๆ วันหนึ่งพระองค์อาจจะกลายมาเป็นเทพประจำตัวที่คอยเกื้อหนุนเราจริง ๆ ก็ได้ (ซึ่งเป็นวิธีที่ง่าย และน่ารักมากๆ)
3. ระบบที่เชื่อว่ามีเทพประจำตัวตั้งแต่เกิด (คล้ายระบบแรก)
อันนี้พบในหลายวัฒนธรรม เช่น เทพประจำวันเกิด / เทพประจำราศี / เทวดาประจำตัว / Guardian Angel / Spirit Guide แนวคิดคือทุกคนมีผู้คุ้มครองอยู่แล้ว เราไม่ได้เลือก และเขาก็ไม่ได้เพิ่งเลือกเรา แต่... ปัญหาคือแต่ละระบบบอกไม่ตรงกันเลย เกิดวันเดียวกันฮินดูบอกองค์หนึ่ง โหราศาสตร์ตะวันตกบอกอีกแบบ ญี่ปุ่นบอกอีกแบบ จีนบอกอีกแบบ จึงไม่มีหลักฐานว่าระบบไหนจริง
ส่วนตัวบลูไม่ซื้อระบบนี้เท่าไร แค่เป็นช่องทางเข้าถึงที่ง่าย เหมือนเข้าร้านอาหารตามสั่งแล้วสั่งข้าวไข่ดาวนั่นแหละค่ะ (ไข่ดาวไม่ผิด ไข่ดาวไม่ได้สิ้นคิด แต่มันนึกออกง่ายที่สุดเวลาไม่รู้จะกินอะไร)
4. เทพคือภาษาเชิงสัญลักษณ์ของจิต ระบบสัญลักษณ์และพลังงานแม่แบบ (Archetypal System)
ข้อนี้คือหมัดเด็ดที่ทำให้ทุกอย่างอธิบายได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล การมองว่าเทพคือ Archetype ในจิตไร้สำนึกร่วม (Collective Unconscious) ช่วยตอบคำถามได้เลยว่า ทำไมบางช่วงชีวิตที่เรากำลังต้องการความเด็ดขาด เราถึงรู้สึกอินกับพระแม่กาลีเป็นพิเศษ เพราะมันคือจิตใต้สำนึกของเราเองที่กำลังเรียกหาพลังงานด้านนั้นมาเยียวยาหรือขับเคลื่อนชีวิต
ในเชิงสัญลักษณ์วิทยาระบบนี้คือระบบจัดหมวดหมู่พลังงานในชีวิต โดยแทนค่าปัญหา หรือเป้าหมายของมนุษย์ผ่านองค์เทพ/สิ่งศักดิ์สิทธิ์แต่ละองค์ เช่น
อยากได้ปัญญา/แก้ปัญหาชีวิต จูนกับพระพิฆเนศ
อยากได้ความรัก/ความอุดมสมบูรณ์ จูนกับพระแม่ลักษมี
อยากได้ความปลอดภัย/แคล้วคลาด จูนกับท้าวเวสสุวรรณ
(อันนี้น่าสนใจมาก ถ้ามองแบบปู่ Carl Jung เทพแต่ละองค์ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งมีชีวิตภายนอก แต่เป็น Archetype ค่ะ)
โครงสรุปความเชื่อมโยงของทั้ง 4 ระบบ
[1. The Gods Choose Us] ─── (แรงดึงดูด/สัญญาณ/บททดสอบ) ───┐
│
[2. We Choose the Gods] ─── (เจตจำนง/การสร้างความสัมพันธ์) ──┼──> [ประสบการณ์ส่วนบุคคล (UPG)]
│
[3. Innate / Birth Right] ─ (พิมพ์เขียวทางจิตวิญญาณ) ───────┤
│
[4. Archetypal System] ─── (จิตใต้สำนึก/กลไกทางจิตวิทยา) ───┘แล้วในทางปฏิบัติล่ะ คนหาเทพประจำตัวยังไงบ้าง?
ก่อนอื่น บลูขอพูดแบบตรงไปตรงมา สิ่งที่กำลังจะอ่านต่อไปนี้มันไม่มีวิธีที่พิสูจน์ได้ 100% ในทุกวิธีที่เราใช้กัน เช่น ดูวันเกิด ดูดวง ฝัน นิมิต ไพ่ คนทรง หมอดู ทั้งหมดนี้ล้วนตั้งอยู่บนสมมติฐานของระบบความเชื่อนั้น ๆ ไม่มีวิธีที่เป็นกลางซึ่งตรวจสอบได้ว่าคำตอบนั้นถูกต้อง แต่ถ้าถามว่าในทางปฏิบัติ คนเลือกกันยังไง บลูสรุปคร่าวๆ ว่ามันมีอยู่ 4 แบบ (จริงๆ อาจจะมีมากกว่านี้ แต่เพื่อให้เห็นภาพรวม)
จากวัฒนธรรม (ครอบครัวนับถือ)
จากประสบการณ์ส่วนตัว (รู้สึกได้รับความช่วยเหลือ)
จากความชอบและแรงดึงดูด
จากการตีความนิมิตหรือสัญญาณ
ถ้าเราอยากรู้ว่าตอนนี้มีใครกำลังเคาะประตูเรียก หรือเราควรจะหันไปหาใคร ในทางปฏิบัติของเหล่าคนที่ทำงานกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทพเจ้า หรือสายจิตวิญญาณร่วมสมัย (เช่น แวดวง Modern Paganism / Devotional Polytheism) การค้นหาเทพประจำตัว (Patron Deity / Spiritual Mentor) เขาจะไม่ได้นั่งเหม่อรอให้สวรรค์เปิดอย่างเดียว แต่มีกระบวนการที่พอบลูลองรวบรวมและคลี่ดูแล้วจะเป็น 5 ขั้นตอนหลักดังนี้ค่ะ
1. สืบค้นภายในตัวเองและการสังเกตสัญลักษณ์นั้นๆ (Internal Mapping)
สายนี้เขาเริ่มจากข้างในออกไปข้างนอก ไม่ใช่การวิ่งไปให้คนอื่นชี้นิ้วบอกตั้งแต่แรก เขาจะเริ่มจากการจดบันทึกและสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวก่อน แล้วสังเกตุว่าตัวตนของเราตอนนี้ขับเคลื่อนด้วยอะไร? ความต้องการความยุติธรรมไหม ความคิดสร้างสรรค์รึเปล่า นีดการเยียวยาจิตใจ รู้สึกความโดดเดี่ยวเหลือเกิน? ลองดูว่าเทพองค์ไหนที่มีหน้าที่ หรือเรื่องราวที่ตรงกับสิ่งที่เรากำลังเผชิญ
ซึ่งถ้ามันมีหลายคนมาก เช่น เทพแห่งความรักมีเป็น 10 จะเริ่มจากตรงไหน หรือเทพทั้ง 10 นั้นเป็นเทพประจำตัวเราหรอ ก็อาจจะใช่หรือไม่ก็ได้ แต่การสังเกตุที่ง่ายที่สุดคือการอ่านสัญญาณผ่านความถูกชะตาอย่างไม่มีเหตุผล (Resonance & Affinity) ค่ะ อย่างบลูจะชอบอ่านนิทาน ตำนาน ฟังเรื่องราว ดูภาพ รูปปั้นต่างๆ นาๆ เพราะมันง่ายและฟรี (จนตระหนักได้ว่าตัวเองสั่นพ้องกับอะไรที่มีปีก และม้ามักมีส่วนเกี่ยวข้อง 5555 สิ่งนี้เรียกว่า Resonance over Rules ความสั่นพ้องสำคัญกว่ากฎเกณฑ์ ในสายเพแกนมันเรียกว่า Personal Lore หรือปกรณัมส่วนบุคคล) มันจะไม่ใช่แบบ เปิดมือถือปุ๊บ จองคิวไปดูดวง หาคนทรง อันนี้มันคือการให้คนนอกบอก/กำหนด (ไม่ได้บอกว่าผิด แต่ควรใช้ในขั้นตอนการยืนยัน) แต่ข้อนี้คือการสังเกตตัวเองอย่างละเอียดก่อน อย่างเช่น
สังเกตแรงดึงดูดสายตา เวลาเดินเข้าวัด ศาลเจ้า ร้านหนังสือ หรือดูภาพศิลปะ ให้สังเกตว่าสายตาและความรู้สึกของเราพุ่งไปหาสัญลักษณ์หรือเทวรูปองค์ไหนเป็นพิเศษ
ความรู้สึกขณะมอง มักจะรู้สึกถูกดึงดูด อันนี้พบเยอะมากในสายมู เช่น เดินผ่านเทพองค์หนึ่งแล้วร้องไห้ หรือเห็นรูปแล้วรู้สึกเหมือนกลับบ้าน จึงเชื่อว่าองค์นั้นเป็นของเรา เขาเรียกเราแล้ว มันจะไม่ใช่แค่รู้สึกว่าสวยดี แต่เป็นความรู้สึกอะไรก็ได้ที่ลึกซึ้งกว่านั้น อาจเป็นรู้สึก ว้าว อบอุ่นทันที ปลอดภัย ขนลุกชูชัน ดิ่ง หรือเกิดความสงบในใจแบบบอกไม่ถูก
สังเกตองค์ประกอบรอบตัว ดูว่าสัญลักษณ์ สัตว์ หรือหัวข้อไหนที่โผล่เข้ามาในชีวิตเราบ่อย ๆ ในช่วงนี้แบบผิดสังเกต? อย่างบางคนดึงดูดกับสัญลักษณ์เฉพาะ เช่น ดอกบัว, งู, พระจันทร์, ไฟ, หรืออาวุธ สัญลักษณ์เหล่านี้มักจะนำไปสู่แม่แบบ (Archetype) ของเทพประจำตัวเสมอ
ศึกษาตำนานแล้วเลือกเอง คนที่ศึกษาเทพจริง ๆ จำนวนไม่น้อยทำแบบนี้อ่านตำนาน
แล้วถามว่าเทพองค์ไหนสะท้อนชีวิตของเรา เช่น คนที่สนใจการเรียนรู้ การเดินทาง ภาษาอาจรู้สึกผูกกับเฮอร์มีส คนที่กำลังผ่านการสูญเสีย อาจรู้สึกเข้าใจพระแม่กาลี คือเขาจะไม่ได้เชื่อว่าเทพเลือก แต่เขาเลือกเทพที่สะท้อนชีวิตตนเอง บางทีอ่านตำนานแล้วรู้สึกเหมือนกลับบ้าน แต่หมายเหตุนิดนึง ให้เราแยกแยะเทพ กับ Projection ขณะอ่านเรื่องราวนั้นๆ ลองสังเกตุว่าสิ่งที่ดึงดูดเราคือเทพหรือความหมายที่เราโยนใส่เทพองค์นั้น เช่น สมมติว่าเราที่กำลังผ่านการสูญเสียอาจรู้สึกผูกพันกับเทพแห่งความตายหรือการเปลี่ยนผ่าน นั่นไม่ใช่เพราะเทพเลือกเรา แต่เพราะสัญลักษณ์นั้นสะท้อนสภาวะภายในของเราค่ะ
สำรวจตัวตนและบาดแผลชีวิต (Shadow Work) ลองถามตัวเองว่า ช่วงชีวิตนี้เรากำลังเผชิญกับอะไร? พลังงานแบบไหนที่เราขาด หรืออยากพัฒนา (เช่น ความกล้าหาญ การเยียวยาจิตใจ ความคิดสร้างสรรค์ หรือความยุติธรรม) เทพที่มีหน้าที่ในโดเมนนั้นมักจะเป็นองค์ที่ดึงดูดเรา
ดูจากวันเกิด (Birth Correspondence) อันนี้พบเยอะที่สุด ใช้กันทุกมุมโลก เชื่อว่าแต่ละระบบจะมีผู้คุ้มครองของตัวเอง เช่น เทพประจำวันเกิด เทพประจำราศี เทพประจำปีนักษัตร เทวดาประจำวัน Guardian Angel ตามวันเกิด อย่างฮินดูบางสายใช้วันประจำดาวเคราะห์ ญี่ปุ่นใช้เทพประจำปี กรีกใช้ดาวเคราะห์ประจำเทพ วิกคาใช้ฤดูกาล สรุปก็คือข้อสมมติฐานเท่ากับจังหวะที่เราเกิดทำให้เราผูกกับพลังบางอย่างอยู่แล้ว อันนี้แล้วแต่ความเชื่อนะคะ แต่ส่วนตัวบลูมองว่าเป็นระบบที่ทื่อเกินไปหน่อย และมันสร้างความสับสนเพราะแต่ละระบบตีกันเอง มันเหมือนจับคนยัดใส่กล่อง/เทมเพลตบางอย่างเรียบร้อยแล้ว ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับสภาวะจิตปัจจุบัน หรือบาดแผลชีวิตที่เจ้าตัวกำลังเผชิญอยู่เลยสักนิด + ข้อสังเกตคือ ถ้าเกิดวันที่นี้ๆ (ซึ่งมันก็ทุกวันนั่นแหละ) คนคนเดียวอาจมีเทพประจำตัวไม่ต่ำกว่า 5–10 องค์ ขึ้นอยู่กับว่าเราใช้ระบบไหน ดังนั้นคำตอบจึงขึ้นกับระบบ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ทุกระบบเห็นตรงกัน
ใช้การเสี่ยงทาย (ใช้ได้ทั้งตอนนี้หรือตอนยืนยัน) เช่น ไพ่ ไม้เสี่ยงทาย ลูกเต๋า โอราเคิล ระบบพยากรณ์ต่าง ๆ ถือว่าเทพเป็นผู้เปิดเผยคำตอบผ่านเครื่องมือเองค่ะ
2. สำรวจเหตุการณ์ประจวบเหมาะ (Synchronicity Analysis)
ต่อจากขั้นตอนแรกหลังสังเกตองค์ประกอบรอบตัว แล้วให้สังเกตความเชื่อมโยงซ้ำๆ (Synchronicities) สังเกตสัญลักษณ์ สัตว์ ภาพ หรือชื่อเทพเจ้าที่โผล่เข้ามาในชีวิตถี่เกินปกติ
Synchronicity เช่น เห็นรูปปั้น นกฮูก กวาง หรือแมงมุมบ่อยๆ อ่านเจอชื่อเทพองค์เดิมในหนังสือ 8-9 เล่มในสัปดาห์เดียวกัน ในช่วง 1–3 เดือนนี้ มีชื่อ รูปภาพ หรือเรื่องเล่าของเทพองค์ไหนเฉียดเข้ามาในชีวิตเราบ่อยผิดปกติไหม? เช่น สุ่มเจอในฟีด social, เพื่อนพูดถึง, เปิดหนังสือเจอ, เดินไปไหนก็เจอรูปปั้นองค์นี้โดยไม่ได้ตั้งใจ แต่ระวังว่าสัญญาณนั้นมาจากเทพจริง หรือจิตของเรากำลังจัดระเบียบความหมายให้กับเหตุการณ์เหล่านั้น (เพราะถ้าเป็น Synchronicity จริงๆ มันจะไม่ได้จบแค่เห็นรูปบ่อยๆ แล้วจบไป แต่มันมักจะมาพร้อมแรงสั่นสะเทือนภายใน เช่น ทำให้มุมมองต่อปัญหาชีวิตเปลี่ยนไป เกิดความตื่นรู้บางอย่าง หรือกระตุ้นให้เราต้องลุกขึ้นมาแก้ไขบาดแผล/จุดอ่อนของตัวเอง ณ ช่วงเวลานั้นพอดี) ตัวอย่างคลาสสิคของปรากฏการณ์ที่ในจิตวิทยาเรียกว่า Baader Meinhof phenomenon หรือ Frequency Illusion มากกว่า Synchronicity เช่น วันนี้รถพัง ปกติไม่เคยเห็นเลยว่าร้านซ่อมรถอยู่ตรงไหน แต่พอรถพังปุ้ป วันนี้เจอร้านซ่อมรถเต็มเมืองไปหมด (ร้านอยู่ตรงนั้นมาตลอด แต่สมองไม่เคยให้ความสำคัญมาก่อน )
หรือในความฝัน (Dream Work) สังเกตความฝันช่วงก่อนตื่น (Hypnopompic state) กับการปรากฏของสัญลักษณ์/สัตว์พาหนะ ถือเป็นช่องทางหลักที่จิตไร้สำนึก (และพลังงานระดับ Archetype) ใช้สื่อสารได้บริสุทธิ์ที่สุด เพราะตอนนั้น Ego หรือสมองส่วนตรรกะของเรายังไม่ได้ตื่นขึ้นมาคอยบล็อกหรือต่อต้านข้อมูล ดูว่ามีองค์เทพ สัญลักษณ์ หรือสัตว์ประจำองค์เทพนั้นๆ มาปรากฏหรือไม่ หลายศาสนาให้ความสำคัญมาก เช่น ฝันเห็นเทพองค์เดิมซ้ำ ๆ ได้รับของ ถูกเรียกชื่อ ได้รับคำสั่ง จึงตีความว่า องค์นั้นกำลังติดต่อ
มาดูเหตุการณ์ประจวบเหมาะ Synchronicity จริงๆ บลูจะตัวอย่างคลาสิคคือ มีผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเล่าความฝันว่า เมื่อคืนฉันฝันเห็นแมลงปีกแข็งสีทอง ..แต่ระหว่างที่กำลังเล่านั้นเอง ดันมีแมลงชนิดใกล้เคียงบินชนหน้าต่างห้องตรวจพอดี จังหวะนั้นนั่นแหละค่ะ เราจะไม่ได้รีบพูดว่า เห้ย นั่นไง เธอ เทพส่งแมลงมาหาเธอแล้ว
แต่ให้ดูมันและระหนักว่านี่คือเหตุการณ์ที่ ไม่มีความสัมพันธ์เชิงเหตุและผล (A ไม่ได้ทำให้ B เกิด) แต่มีความหมายสำหรับผู้ประสบ เราจึงจะเรียกมันว่า Synchronicity
ทีนี้ลองเอามันมาโยงกับเรื่องเทพ …คนจำนวนมากจะบอกว่าช่วงนี้เห็นพระแม่ลักษมีทุกที่ คำถามแรกที่ควรถาม ไม่ใช่พระแม่กำลังเรียกหรือเปล่า หรือเห็นอะไรโผล่มา 2 ครั้งก็เหมาว่าเทพเคาะประตูเรียก แต่คือก่อนหน้านี้ เราเริ่มสนใจพระแม่ลักษมีรึเปล่า? เพราะถ้าใช่ ก็มีโอกาสสูงมากที่จะเป็น Frequency Illusion เช่น กดดูคลิปหนึ่ง อัลกอริทึมเสนอเพิ่ม เพื่อนแชร์ หนังสือที่ซื้อเป็นแนวเดียวกัน ร้านขายของก็จัดวางรูปในช่วงเทศกาล เป็นต้น ทั้งหมดนี้ทำให้ดูเหมือนจักรวาลกำลังส่งสัญญาณ ทั้งที่อาจเป็นผลจากความสนใจของเราและระบบรอบตัว แต่บลูไม่ได้บอกว่าเราควรปฏิเสธมันทันที อ๋อ เพราะอัลกอริทึมแปลว่าไม่ตริงนะสิ โน ไม่ใชแบบนั้น เราควรถามต่อว่าสิ่งนั้นเปลี่ยนแปลงชีวิตเราไหม? เช่น ถ้าเห็นพระแม่ลักษมี 30 ครั้ง แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็อาจเป็นแค่การรับรู้ที่เปลี่ยนไป แต่ถ้า ฝันถึงองค์เดิมหลายครั้ง /กำลังเผชิญปัญหาเรื่องคุณค่าในตัวเอง / เปิดหนังสือหลายเล่มแล้วเจอเทพองค์เดิมในบริบทที่สอดคล้องกับสิ่งที่กำลังเผชิญ / เหตุการณ์เหล่านั้นทำให้มุมมองชีวิตเปลี่ยน ตรงนี้แหละที่บลูมองว่าเราควรจะเริ่มสนใจ เพราะประเด็นไม่ใช่จำนวนครั้งที่เห็น แต่คือความหมายเชิงจิตของเหตุการณ์นั้นค่ะ สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะในทาง Carl Jung และสายปฏิบัติ Deity Work ก็ตาม เทพเจ้ามักสื่อสารผ่านเหตุการณ์ประจวบเหมาะที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ค่ะ
ทีนี้เราจะเริ่มเห็นโครงแล้วใช่ไหมคะ ข้อ 1 (Internal Mapping) กับ ข้อ 2 (Synchronicity Analysis) มันทำงานสอดประสานกันเนียนมาก ข้อ 1 ค้นหาโครงสร้างตัวตนและแรงดึงดูดสายตาจากข้างใน และข้อ 2 สังเกตการสะท้อนกลับของโลกภายนอกผ่านเหตุการณ์ประจวบเหมาะและความฝัน โดยไม่หลงอุปทานค่ะ
3. การทดลองสื่อสารและทักทาย
เมื่อเริ่มรู้สึกว่าน่าจะเป็นองค์นี้ (หรือลังเลอยู่จากข้อ 2) ให้ทำการทดลองทางจิตวิญญาณเป็นเวลา 7 ถึง 21 วัน (ไม่ใช่ตัวเลขตายตัว แต่เป็นตัวเลขแนะนำสำหรับคนที่แบล้งสุดๆ) เมื่อเริ่มรู้สึกว่าถูกชะตากับเทพองค์ไหนเป็นพิเศษ ไม่ต้องรีบปวารณาตัวเป็นศิษย์ แต่จะเริ่มจากการทำความรู้จักแบบเป็นมิตรก่อนค่ะ
ในสายปฏิบัติ มันก็มีที่บางคนไม่ได้เริ่มจากความเชื่อ แต่ข้ามมาทดลองเลย (คือข้ามขั้นตอนที่ 1 มาขั้นตอนนี้เลย) เขาจะลองตั้งโต๊ะบูชาเล็ก ๆ ถวายน้ำสะอาด สิ่งของพื้นฐาน ไม่จำเป็นต้องใช้ของหรูหรา ส่วนใหญ่เริ่มจาก น้ำสะอาดแทนความบริสุทธิ์ การเปิดรับ และจิตใจที่เรียบง่าย, แสงเทียนแทนพลังงาน การจุดประกาย และการส่งสัญญาณเรียก, หรือควันหอม (กำยาน/กำยานไม้) แทนการเชื่อมต่อสื่อสารระหว่างโลกมนุษย์กับสภาวะจิตวิญญาณ จากนั้นให้จุดเทียน และกล่าวชื่อเทพองค์นั้นเพื่อทำความรู้จัก สวดมนต์สั้น ๆ ถึงพระองค์ บอกกล่าวเจตจำนงว่าเราสนใจที่จะเรียนรู้และสร้างสายสัมพันธ์กับท่าน จากนั้นลองทำสมาธิเงียบๆ สัก 10-15 นาที เพื่อสังเกตความรู้สึกหรืออารมณ์ที่เกิดขึ้นในใจ หรือสังเกตความรู้สึกหรือความฝันในช่วง 2-3 วันหลังจากนั้น หรือบูชาสัก 3 เดือนแล้วดูว่าชีวิตเปลี่ยนไหม รู้สึกเชื่อมโยงไหม ถ้าใช่ก็อยู่ต่อ ถ้าไม่ใช่ก็เปลี่ยน (สังเกตุว่าวิธีนี้จะคล้ายการทดลองเชิงประสบการณ์มากกว่าการค้นหาคำตอบที่ถูกต้องในทันที)
ซึ่งเอาจริงมันแอบคล้ายกับการอุทิศตน (Devotional Practice) ในบางศาสนานะคะ (อันนี้จะเข้มข้นและจริงจังมาก) โดยเฉพาะฮินดูสาย Bhakti (ศรัทธานิยม การสร้างความสัมพันธ์ล่วงหน้า หรือการอุทิศตนยาวนาน จะไม่ได้ตั้งคำถามว่าใครคือเทพประจำตัวของฉัน ตั้งแต่วันแรก) คือเราจะไม่ได้พยายามหาเทพประจำตัว แต่เริ่มจากการบูชาองค์ที่ศรัทธาอย่างจริงจัง แบบเดินเข้าหาด้วยความรักและศรัทธาก่อน เมื่อผ่านไปหลายปี ความสัมพันธ์จึงค่อย ๆ ก่อตัวเองเฉยเลย (ซึ่งวิธีนี้หลายคนอาจจะรู้สึกแปลกๆ แบบจะให้ศรัทธาสิ่งที่เราแทบไม่รู้จักได้ไง แต่บลูจะบอกว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่ลดเรื่องอัตตา (Ego) และความคาดหวังผลประโยชน์ระยะสั้นไปได้เยอะมาก) อันนี้กลับด้านจากการทดลองตั้งโต๊ะบูชาสั้นๆ คือไม่ได้เริ่มจากหาให้เจอว่าใครเป็นของเรา แต่เริ่มจากสร้างความสัมพันธ์แล้วค่อยดูว่ามันพาไปไหนค่ะ
4.การพิสูจน์และแยกแยะสัญญาณ (Spiritual Discernment)
ขั้นตอนนี้สำคัญที่สุดในทางปฏิบัติ เพราะต้องแยกให้ออกระหว่างสัญญาณจริง กับความคิดไปเอง (Illusion / Bias)
สังเกตความฝันและบรรยากาศอย่างต่อเนื่อง หลังจากการสื่อสาร ให้ลองจดบันทึกความฝัน หรือสังเกตว่าชีวิตในช่วง 2-3 สัปดาห์นั้น มีเหตุการณ์ ความรู้สึก หรือพลังงานบางอย่างที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญไหม
ใช้การยืนยันผ่านเครื่องมือเพื่อ Cross-check หลายคนนิยมใช้ไพ่ทาโรต์ ไพ่ออราเคิล หรืออักษรรูน ไม่ใช่เพื่อการมูแบบหลับหูหลับตา แต่ใช้ในฐานะเครื่องมือตั้งคำถามย้อนกลับ เพื่อคัดกรอง Ego และ Confirmation Bias ของเราออกไป ดูว่าพลังงานที่สื่อสารอยู่นี้ใช่พระองค์จริงหรือไม่? หรือให้ผู้ที่มีประสบการณ์ช่วยอ่านพลังงานให้ หมอดู / คนทรง เพื่อดูว่ามีพลังงานของเทพองค์ไหนที่เด่นชัดรอบตัวเราอยู่หรือไม่ เป็นการยืนยันอีกทางหนึ่งหรือชั้นหนึ่ง อันนี้อาศัยความน่าเชื่อถือของผู้ทำพิธีเป็นหลัก + อย่างที่เคยเกริ่นไปในข้อแรก บางศาสนาไม่ได้ให้เลือกเอง แต่ครูบาอาจารย์ นักบวช หรือพิธีกรรม จะเป็นผู้บอกว่าเทพองค์ใดรับเราด้วยซ้ำ อันนี้จะเจอได้ในหลายสายของฮินดู แอฟริกันดั้งเดิม และศาสนาพื้นเมืองบางแห่ง แต่ปัญหาคือ ถ้าไปหาอาจารย์ 5 คน อาจได้ 5 คำตอบ จึงตรวจสอบข้ามกันได้ยากมาก 5555
สังเกตสภาวะจิตใจ (Internal) เวลาคิดถึงหรือตั้งจิตขอพรจากท่าน รู้สึกถึงพลัง ปัญญา หรือความสงบในใจขึ้นไหม? และสังเกตเหตุการณ์ภายนอก (External) มีความราบรื่น ปัญหาถูกคลี่คลายด้วยปัญญา หรือมีทางออกใหม่ๆ ปรากฏขึ้นไหม?
5.การสร้างสายสัมพันธ์แบบคนต่างตอบแทน (Building Reciprocity - Do ut des)
ถ้าแน่ใจแล้วว่ามีสายสัมพันธ์จริง การทำงานร่วมกับเทพประจำตัวในทางปฏิบัติ ไม่ใช่การนั่งขอพร แต่คือการทำงานร่วมกันค่ะ
พัฒนาตัวเองในโดเมนของเทพองค์นั้น หากเทพประจำตัวคือเทพีแห่งปัญญา การขยันอ่านหนังสือและฝึกคิดวิเคราะห์ ก็คือการถวายบูชาที่ดีที่สุด
รักษาคำพูดและข้อตกลง หากเคยบอกว่าจะถวายสิ่งใด หรือจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอะไรเพื่อเติบโต ก็ต้องทำตามที่พูด เพราะระบบนี้ขับเคลื่อนด้วยความเคารพและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน
แต่นะคะ หลายคนอาจจะเอ้ะ ข้อ 5 นี้ทำไมมันฟังดูคล้ายการบนบานศาลกล่าวหรือขอร้องต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แล้วทำตามสัญญาเมื่อสมหวังในไทยเลยนะ 555 แถมมันไม่ได้มีบันทึกในตำราเทววิทยาเล่มไหนเลยหนิ บลูเธอสร้างลัทธิใหม่อยู่รึเปล่า
จริงๆ ข้อนี้สะท้อนสิ่งที่พบในศาสนาหลายแห่งจริงนะคะ บลูไม่ได้ปิ๊งปั๊งในสมองขึ้นมาเอง แต่มีจุดที่ควรแยกให้ออกระหว่างสิ่งที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ กับการตีความแบบจิตวิญญาณร่วมสมัย คือคำว่า Do ut des เป็นภาษาละติน แปลตรงตัวว่า I give so that you may give. อันนี้เป็นแนวคิดสำคัญในศาสนาโรมันโบราณ กล่าวคือความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเทพมีลักษณะเป็นพันธสัญญาหรือการแลกเปลี่ยน ต่างฝ่ายต่างมีหน้าที่ของตน มนุษย์ถวายเครื่องบูชา พิธีกรรม หรือคำปฏิญาณ ส่วนเทพก็มอบการคุ้มครอง ความอุดมสมบูรณ์ หรือชัยชนะตอบแทน
อย่างไรก็ตาม ประโยคที่ยกมานั้น โดยเฉพาะส่วนที่ว่า หากเทพประจำตัวคือเทพีแห่งปัญญา การขยันอ่านหนังสือและฝึกคิดวิเคราะห์ ก็คือการถวายบูชาที่ดีที่สุด …อันนี้ไม่ใช่หลัก Do ut des ดั้งเดิมซะทีเดียว แต่เป็นการตีความแบบร่วมสมัยที่ได้รับอิทธิพลจากจิตวิทยาและแนวปฏิบัติทางจิตวิญญาณยุคใหม่ เพราะถ้าเป็นกรีกโบราณ เราอาจถวายไวน์ น้ำมันมะกอก หรือประกอบพิธีแก่ Athena มันไม่ได้มีข้อความว่าต้องอ่านหนังสือทุกวันจึงจะเป็นการบูชาที่ดีที่สุดหนิ
แต่ถ้ามองผ่านกรอบของการพัฒนาเชิงสัญลักษณ์ ประโยคนี้กลับมีเหตุผลมาก เพราะมันตีความว่า การบูชาไม่ใช่การเอาของไปแลกกับเทพ แต่คือการทำให้คุณสมบัติ (archetype) ของเทพองค์นั้น ปรากฏในชีวิตของเรา เช่น ถ้าเราศรัทธาใน Athena ก็ให้ฝึกใช้เหตุผล ความรู้ ความรอบคอบ / ถ้าศรัทธา Hermes ก็จงพัฒนาการสื่อสาร การเรียนรู้ ภาษา / ถ้าศรัทธา Aphrodite ก็ให้ฝึกการใช้ความคิดสร้างสรรค์ ความงาม ความสัมพันธ์ / ถ้าศรัทธาพระแม่กาลี ก็จงกล้าที่จะเผชิญการเปลี่ยนแปลงและการตัดสิ่งที่หมดความหมาย เป็นต้น (ในกรอบนี้เครื่องบูชา จึงเปลี่ยนจากวัตถุ เป็นการกระทำที่สอดคล้องกับคุณค่าของเทพค่ะ)
ส่วนข้อความที่บลูเคยเขียนว่า ระบบนี้ขับเคลื่อนด้วยความเคารพและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ก็เป็นอีกจุดที่ควรระวัง เพราะเป็นข้ออ้างเชิงเทววิทยา ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ เราไม่สามารถยืนยันได้ว่าเทพมีความไว้วางใจต่อมนุษย์ในความหมายแบบความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลจริงหรือไม่ (นั่นขึ้นอยู่กับระบบความเชื่อที่ผู้ปฏิบัติยอมรับ)
ถ้ามองแบบบลูจริงๆ (ไม่ได้อ้างตามที่อ่านเจอในหนังสือเพียงอย่างเดียว) ในแนวปฏิบัตินี้ ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับเทพไม่ได้ถูกมองว่าเป็นการขอพรเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นการดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับคุณค่าและขอบเขตอำนาจของเทพองค์นั้น ผู้ปฏิบัติหลายคนในตอนนี้มักถือว่ามันเป็นการพัฒนาตนเอง และการรักษาคำมั่นมันก็เป็นส่วนหนึ่งของการแสดงความเคารพต่อเทพไปในเวลาเดียวกัน (มีแต่ได้กับได้)
ดังนั้นในแนวปฏิบัตินี้มันคือการเปลี่ยนความสัมพันธ์จากผู้บริโภคปาฏิหาริย์ (แปลหยาบคือสักแต่จะเอา) เป็นผู้ร่วมสร้างอย่างที่บลูเขียนไว้บ่อยมากๆ คือเทพไม่ได้ถูกมองเป็นตู้เอทีเอมกดขอพร แต่เป็นอุดมคติหรือพลังที่เราพยายามทำให้เป็นจริงผ่านการกระทำของตัวเราเอง ซึ่งไม่ว่าคนจะตีความเทพว่าเป็นสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติหรือเป็นสัญลักษณ์ทางจิต แนวปฏิบัติแบบนี้ก็ยังมีความหมายได้ในทั้งสองกรอบค่ะ
ซึ่งทั้งหมดที่พูดมานี้ไม่มีศาสนจักรมาคอยแจกใบเซอร์ประกาศนียบัตรนะคะ ว่าเราทำถูกต้องแล้ว จงทำต่อไป หรือทำผิด จงหยุดทำซะ มันเสียเวลา ทุกอย่างที่บลูเขียนมานี้ขับเคลื่อนด้วยประสบการณ์ตรงส่วนบุคคล + ความรู้สึกเชื่อมโยงภายในจิตใจของเราล้วนๆ ดังนั้นคำตอบและกลไกการทำงานของระบบนี้ไม่มีใครตอบอะไรแทนเราได้เลยค่ะ (ดังนั้นเลิกถามบลูได้แล้วนะคะ ว่ามีปัญหา 1234 เลือกภาพเทพภาพไหนดี 5555 เพราะบลูจะไปรู้ได้ยังไงล่ะ จริงไหม)
อ้อและข้อควรระวังในการค้นหา (เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ) นะคะ มี 2 ข้อง่ายๆ
เทพประจำตัวเปลี่ยน/เพิ่มได้ มนุษย์เรามีการเติบโตทางจิตวิญญาณ ในแต่ละช่วงชีวิต (เช่น ช่วงเรียน ช่วงทำธุรกิจ ช่วงเจอวิกฤต) พลังงานที่เราต้องการจะต่างกัน จึงไม่แปลกถ้าช่วงหนึ่งเราจะจูนติดกับองค์หนึ่ง แล้วพอผ่านไปหลายปีจะรู้สึกถูกชะตากับอีกองค์หนึ่งมากกว่า
อย่าให้ใครมาตัดสินแทน 100% ร่างทรงหรือหมอดูอาจช่วยชี้เบาะแสได้ แต่คนเดียวที่จะยืนยันได้ว่าสายใยนั้นจริงหรือไม่ คือความรู้สึกภายในจิตไร้สำนึกของเราเองค่ะ
กรีก, นอร์ส, ฮินดู, อียิปต์, วิกคา, นิวเอจ …ทำไมหลายวัฒนธรรมถึงเชื่อว่าทุกคนควรมีเทพประจำตัวตั้งแต่แรก?
เพราะถ้าย้อนกลับไปดูศาสนาโบราณหลายระบบ จะพบว่าแนวคิดนี้ไม่ได้เป็นสากลซะทีเดียว ตัวอย่างเช่น ศาสนากรีกโบราณไม่ได้สอนว่าทุกคนต้องมีเทพองค์เดียวประจำตัว แต่คนคนหนึ่งอาจบวงสรวงหลายเทพตามบริบทของชีวิต ช่วงนี้เจออะไร ก็ไปไหว้เทพองค์นั้น (เช่น ก่อนออกศึกบูชาอาเรส ตอนเจ็บป่วยบูชาอพอลโล เดินเรือไปหาโพไซดอน ทำนาไปหาดีมีเตอร์ จะแต่งงานไปหาเฮรา ตอนอยากมีลูกบูชาอาร์เทมิสหรือโฟรไดท์) คือเขาใช้เทพเป็นเครื่องมือในการจัดการชีวิต ไม่ใช่มีแฟนประจำที่ต้องซื่อสัตย์ทั้งชีวิต ขณะที่บางสายของฮินดูมีแนวคิดเรื่องอิษฏเทวตา (Ishta Devata) คือเทพที่ผู้ปฏิบัติเลือกเป็นศูนย์กลางของความศรัทธา (แปลหยาบคือการเลือกด้วยเจตจำนงของมนุษย์นั่นแหละค่ะ) ซึ่งไม่จำเป็นต้องหมายถึงเทพที่ถูกกำหนดมาแต่เกิด ใครจะเลือกพระวิษณุ, พระศิวะ, หรือพระแม่กาลี ก็ได้ตาม ความชอบและจิตวิญญาณของคนนั้น มันเป็นเรื่องของการเลือก (ซึ่งสอดคล้องกับขั้นตอนที่ 2 ที่บลูอธิบายไว้) มากกว่าการถูกกำหนด
แล้วระบบเทพประจำวันเกิดในฮินดูล่ะ? บลูเคยเขียนว่ามันมีไม่ใช่หรอ
จริงค่ะ มีค่ะ มีการจับคู่ดาวเคราะห์กับเทพเจ้า แต่ระบบนี้เป็นโหราศาสตร์ซึ่งใช้เพื่อพยากรณ์ ไม่ได้ใช้เพื่อกำหนดว่านี่คือเทพที่เราต้องบูชาตลอดชีวิต ไม่บูชาเทพองค์นี้แล้วชีวิตจะชิบหาย คนโบราณดูดาวเพื่อรู้แนวโน้มของชีวิต แต่อิษฏเทวตายังเป็นเรื่องของการเลือกส่วนตัว
ส่วนในไทยก็เป็นพุทธผสมผสาน ไม่มีเทพประจำตัว แต่มีพระประจำวันเกิด ซึ่งไม่ใช่เทพ แต่เป็นพระพุทธรูปปาง
แต่... มันแย่ไหมที่เราเชื่อ?
ไม่แย่เลยค่ะ เพราะแนวคิดนี้ช่วยให้คนมีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ (อย่างบลูยังรู้สึกว่าตัวเองมันเริ่ดเลยแหละที่ได้ปางไสยาสน์ (หรือเรียกอีกชื่อว่าปางปรินิพพาน) เป็นปางประจำวันเกิด ปางไหนจะยืน จะนั่ง แต่ฉันจะนอน ซึ่งมันทำให้บลูรู้สึกสงบมากนะกับปางนี้) และจุดศูนย์กลางทางจิตวิญญาณในยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็ว การมีเทพประจำตัวเป็นเหมือนการมีกระจกสะท้อนที่ทำให้เรารู้ว่าเรากำลังต้องการอะไร ณ ช่วงเวลานั้น :)


