จุดเริ่มต้นจริงๆ มันมาจากคำถามที่บลูสงสัยมานานแล้วว่า
ทำไมโครงสร้างโลกต้องการให้บางคนถือความทุกข์แทนคนอื่นตลอดเวลา?
ทำไมโลกต้องมีนักจิตวิทยาบำบัด?
ทำไมอาชีพคนรับฟังความทุกข์ถึงกลายเป็นสิ่งที่โลกขาดไม่ได้?
ทำไมมนุษย์ถึงสร้างระบบที่ทำให้แต่ละคนโดดเดี่ยวจนต้องจ่ายเงินเพื่อให้มีใครฟัง?
ตกลงอาการซึมเศร้า เครียด โดดเดี่ยวบลาๆ มันเป็นความพังของสารเคมีในสมองเราคนเดียวจริงๆ หรือว่าสังคมมันพังแล้วจนบีบให้เราต้องบ้า แล้วค่อยโยนความผิดว่าเราป่วยเองกันแน่?
ถ้าเราเป็นหมา เราอาจจะเงยหน้าขึ้นแล้วเห็นมนุษย์นั่งหันหน้าหากัน คนหนึ่งพูดถึงความทุกข์ อีกคนฟังอย่างตั้งใจ แลกเงินกัน แล้วเรียกสิ่งนี้ว่าวิชาชีพ
คนทั่วไปมักคิดว่า
…อ๋อ ที่นักจิตบำบัดเยอะขึ้น เพราะยุคนี้คนเป็นซึมเศร้ากันเยอะขึ้นไง สังคมเราเลยเจริญขึ้นที่ใส่ใจเรื่อง Mental Health
คำตอบจากมุมมองหมาคือ
…มนุษย์ยุคไหนก็เศร้าและบ้าพอกันแหละงั้บนุด 555555 แต่ที่ต้องมีอาชีพนี้ เพราะโลกยุคนี้ไม่อนุญาตให้คนใช้เวลากับความเศร้าต่างหาก ทุกอย่างต้องรีบแก้ รีบมูฟออน ระบบเลยต้องจ้างคนมารับเหมาถือความทุกข์แทน (Outsource) เพื่อให้คนอื่นไปทำมาหากินต่องัยย
ระบบที่พวกเธอ (มนุษย์) อยู่มันทำให้ผู้คนแตกสลายและโดดเดี่ยว (Atomized) เธอๆ อยู่คอนโดห้องติดกันแต่ไม่รู้จักกัน เธอทำงานหามรุ่งหามค่ำจนไม่มีเวลาฟังเพื่อนบ่น พอเธอไม่มีเครือข่ายความสัมพันธ์รองรับ สิ่งที่ตามมาคืออะไรงั้บ? ความเข้าอกเข้าใจ (Empathy) เลยกลายเป็นสินค้าที่เธอต้องเอาเงินไปซื้อมา (แถมยกยอปอปั้นเป็น 1 ในสกิลอีก …โว้ยยยย 5555)
จากนั้นน้องหมาก็สะบัดตูดหนีไปหาปู่คาร์ล มาร์กซ์
ทีนี้ลองจินตนาการคาร์ล มาร์กซ์ ที่กำลังยืนกำหมัดชี้หน้าด่าระบบทุนนิยมว่า
…พวกแกรีดไถเวลาชีวิตคน จนพวกเขาไม่มีเพื่อน แล้วแกก็เอาความเห็นอกเห็นใจมาแพ็กใส่กล่องติดป้ายราคาขายชั่วโมงละ 2,000 บาทหน้าตาเฉย! ไอ้ชาตหมา!
ส่วนนายทุนก็จะดูดบุหรี่ไฟฟ้า ยักไหล่แล้วตอบว่า
….อ้าว ก็ Demand มันมี ฉันก็แค่สร้าง Supply มาตอบสนองไหมละ? วิน-วินไงมาร์กซ์
ทำไมมันถึงแปลก? ทำไมน้องหมาและปู่คาร์ล มาร์กซ์ถึงหัวเสีย?
เราลองคิดดูนะคะ ในโลกธรรมชาติ การปลอบโยน การเลียแผลให้กัน มันคือสัญชาตญาณพื้นฐานของฝูง แต่ในโลกมนุษย์ เรากลับเอากระดาษ (เงิน) มายื่นให้อีกคน เพื่อแลกกับการที่เขาจะพยักหน้าแล้วบอกว่า “หมอเข้าใจค่ะ…” 55555 บลูมองว่ากระบวนการนี้มันโคตรจะ Abstract และฝืนธรรมชาติสุดๆ พอมองจากคนนอก (หมา) มันเลยดูเป็นตลกร้ายที่สะท้อนความวิปริตของสังคมมนุษย์ยุคใหม่ค่ะ
แต่นะคะ…ในความประหลาดนี้ไม่ได้เกิดจากมนุษย์เศร้าเพียงอย่างเดียว มันเกิดจากมนุษย์แยกตัวออกจากโครงสร้างชุมชนดั้งเดิม เพราะก่อนจะมีนักจิตบำบัด เวลาใครสักคนอกหัก บ้านไฟไหม้ หรือเครียดจนสติแตก มนุษย์มีชุมชน มีหมอผี มีผู้อาวุโส มีพิธีกรรม มีศาสนา มีการรำผีฟ้า มีงานบุญ มีการไปวัด มีเผ่า ความทุกข์จึงถูกแบกร่วมกันในสนามสัญลักษณ์เดียวกัน
สิ่งเหล่านี้ในทางมานุษยวิทยา มันไม่ใช่แค่เรื่องงมงายนะ แต่มันคือตาข่ายรองรับทางจิตใจที่คนทั้งเผ่ามีร่วมกัน (Shared Symbolic Order) ความทุกข์ของนาย ก. จะกลายเป็นวาระของหมู่บ้าน ทุกคนช่วยกันแบกรับผ่านพิธีกรรม ความบ้าไม่ได้ถูกทำให้เป็นความผิดปกติของปัจเจก แต่เป็นสัญญาณของบางอย่างในเผ่า
แต่พอยุคใหม่ เราทิ้งโครงสร้างเผ่า เรากลายเป็นปัจเจกชน (Individualism) ที่เป็นอิสระ เราไม่มีหมอผี ไม่มีเผ่าให้พึ่งพิงอีกแล้ว บลูเลยสรุปว่า ที่เราต้องพึ่งนักจิตบำบัด ไม่ใช่เพราะเราเศร้ากว่าคนยุคก่อน แต่เพราะเราไม่มีตาข่ายของชุมชนมารองรับเวลาเราร่วงหล่นอีกต่อไป เราเลยต้องแบกมันไว้คนเดียว จนหลังหัก แล้วก็ต้องไปจ้างนักจิตบำบัดมาช่วยแบกค่ะ
บางคนมองว่าการรำผีฟ้า หรือพิธีกรรมไล่ผีของคนโบราณ คือความโง่ ไร้การศึกษา สู้การทำจิตบำบัดแผนปัจจุบันไม่ได้
…แต่นะคะสาว…ในเชิงโครงสร้างหน้าที่หมอผีกับนักจิตบำบัดกำลังทำหน้าที่แบบเดียวกันเป๊ะค่ะ (อห!) นั่นคือการจัดระเบียบความปั่นป่วนทางจิตใจให้เข้าที่เข้าทาง หมอผีใช้เครื่องมือคือความเชื่อของเผ่า ส่วนนักจิตบำบัดใช้เครื่องมือคือทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ แค่เปลี่ยนชุดคำอธิบาย แต่จุดประสงค์คือการเยียวยาเหมือนกันค่ะ
ซึ่งในอดีต เวลาใครสักคนมีอาการบ้า (เช่น พูดคนเดียว กรีดร้อง หรือเห็นภาพหลอน) ชุมชนไม่ได้มองว่าคนๆ นี้สมองพัง แต่มองว่าเขาอาจจะกำลังสื่อสารกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือเป็นสัญญาณเตือนว่าเผ่าของเรากำลังมีเรื่องผิดปกติเกิดขึ้นนะ ผีสางกำลังโกรธหรือเปล่า? ความบ้าจึงกลายเป็นเรื่องของส่วนรวม
แต่ในยุคปัจจุบันล่ะคะ? ทุนนิยมและการแพทย์สมัยใหม่ได้ทำการตีกรอบความบ้าใหม่ โดยจับมันยัดใส่หัวของคนๆ เดียว แล้วตีตราว่าแกนั่นแหละที่ป่วย สมองแกนั่นแหละมีปัญหา สารเคมีแกนั่นแหละไม่สมดุล เอ้า เอายาไปแดกซะ แล้วจ่ายมา 2000…การทำแบบนี้คือการลอยแพบุคคล และปัดความรับผิดชอบของสังคมทิ้งไปอย่างแนบเนียนค่ะ สังคมที่กดขี่รอดตัวไป ส่วนคนที่ทนรับความกดขี่ไม่ไหวกลายเป็นผู้ป่วยทางจิตแทน
ถ้าฟูโกต์ได้ยินคงถีบประตูโลง แล้วตะโกนอัดหน้าพร้อมดีดนิ้วใส่หมอว่า
…ตื่นหมอตื่น! สังคมที่บีบให้คนทำงานวันละ 12 ชั่วโมง จ่ายค่าแรงขั้นต่ำ แล้วปล่อยให้เขาต้องนั่งรถเมล์เน่าๆ กลับบ้านต่างหากที่ป่วย! แกแค่เอาคำว่าโรคซึมเศร้ามาแปะป้ายใส่คนพวกนี้ เพื่อที่รัฐบาลและกลุ่มทุนจะได้ไม่ต้องรับผิดชอบเปลี่ยนโครงสร้างสังคมไงล่ะโว้ยยยย!
ที่บลูเขียนนี้ บลูไม่ได้แอนตี้นักจิตวิทยาบำบัด (ทุกคน) นะคะ (พวกเขากำลังทำหน้าที่ซับน้ำตาให้พวกเราในระบบที่บัดซบนี้ ซึ่งเหนื่อยมาก) แต่บลูอยากชวนพวกเราตั้งคำถามให้ลึกลงไปว่า
ทำไมเราถึงยอมรับให้โครงสร้างสังคมที่ทำให้มนุษย์แตกสลายกลายเป็นเรื่องปกติ? แล้วปล่อยให้การเยียวยา กลายเป็นภาระส่วนตัวที่เราต้องดิ้นรนหาเงินไปจ่ายเพื่อซื้อมันมา? ทำไม?
โอเคค่ะ บลูพาทุกคนไปตั้งคำถามว่าทำไมโลกนี้ถึงต้องมีนักจิตวิทยาบำบัด? จนหลายคนตอนนี้น่าจะเริ่มเหวอไปแล้วว่า เอ๊ะ หรือว่าเรากำลังจ่ายเงินซื้อเพื่อนทิพย์ในระบบทุนนิยมกันแน่นะ 5555 อุ๊ย อุ้ป อ้าว
ทีนี้บลูจะพามาดูภาคกำเนิด เราจะมาแกะรอยประวัติศาสตร์กันว่า แล้วไอ้ระบบที่จับมนุษย์มานั่งเล่าความทุกข์ให้หมอฟังเนี่ย มันเริ่มประกอบร่างขึ้นมาได้ยังไง?
เราต้องเข้าใจบริบทโลกก่อนค่ะว่า ในยุคกลาง (Middle Ages) ถ้าเราเดินพูดคนเดียว หรือมีอาการซึมเศร้า สังคมจะมองว่าเราถูกผีเข้าหรือทำบาป อำนาจในการจัดการคนบ้าจึงตกเป็นของศาสนจักร (บาทหลวง/การไล่ผี) แต่พอยุคสมัยเปลี่ยนไป โลกเข้าสู่ยุควิทยาศาสตร์และทุนนิยม อำนาจของพระก็เริ่มเสื่อมลง… คำถามคือ แล้วใครจะมารับช่วงต่อในการจัดการคนบ้าพวกนี้ล่ะ?
คำตอบคือรัฐชาติ และการแพทย์ค่ะ
จุดเปลี่ยนใหญ่ ๆ เกิดในยุโรปศตวรรษที่ 19 (รวบตึงการปฏิวัติอุตสาหกรรมและการเกิดรัฐสมัยใหม่ (Modern State) ไว้ด้วยกัน) ลองนึกภาพตามนะคะ พอมีโรงงานอุตสาหกรรม คนก็ทิ้งทุ่งนาอพยพเข้ามาอยู่ในเมืองหลวง (เมืองขยาย) ครอบครัวใหญ่ที่เคยมีปู่ย่าตายายคอยเลี้ยงหลานก็แตกสลาย กลายเป็นแค่พ่อแม่ลูก (ครอบครัวแตกเป็นหน่วยย่อย) ชีวิตต้องรีบตื่นไปตอกบัตรให้ทัน (เร่งความเร็วชีวิต) แถมคนก็เริ่มเลิกเชื่อเรื่องพระเจ้า (ศาสนาเสื่อมอำนาจ)
ทีนี้ พอมันไม่มีศาสนา ไม่มีชุมชนคอยดูแลกันเอง แล้วถ้าเกิดมีคนในเมืองบ้าหรือ ทำงานไม่ไหวขึ้นมาล่ะ จะทำยังไง?
บลูขออัญเชิญฟูโกต์ (Michel Foucault) มาอธิบายเรื่องชีวอำนาจ (Biopolitics) ค่ะ
…ฟูโกต์บอกว่ารัฐชาติสมัยใหม่มองประชาชนไม่ใช่คน แต่เป็นทรัพยากร/ฟันเฟือง ถ้าร่างกายพลเมืองป่วย หรือจิตใจผิดปกติ ฟันเฟืองก็พัง โรงงานก็ผลิตของไม่ได้ ภาษีก็เก็บไม่ได้ ดังนั้น รัฐจึงต้องสร้างสถาบันขึ้นมาซ่อม และจัดการฟันเฟืองที่ชำรุดเหล่านี้… และปิ๊ง สถาบันนั้นก็คือจิตเวชสมัยใหม่นั่นเองค่ะ
ถ้าจะหาจุดกำเนิดเชิงสถาบันจริง ๆ คงต้องย้อนกลับไปที่ Philippe Pinel ในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศส เขาปลดโซ่ตรวนคนไข้ในโรงพยาบาลจิตเวช นี่เป็นสัญลักษณ์ว่าความบ้าเริ่มถูกทำให้เป็นวัตถุทางการแพทย์
แต่เดี๋ยววว Philippe Pinel คือใคร ปิแนลคือคุณหมอชาวฝรั่งเศสที่ถูกยกย่องให้เป็น บิดาแห่งจิตเวชศาสตร์ยุคใหม่ค่ะ วีรกรรมของเขาคือการเดินเข้าไปในโรงพยาบาลบ้า (ที่ตอนนั้นสภาพเหมือนคุก ขังคนบ้ารวมกับอาชญากร) แล้วสั่งให้ปลดโซ่ตรวน คนบ้าออกให้หมด โดยบอกว่าคนพวกนี้ไม่ใช่สัตว์ร้ายนะ เขาคือผู้ป่วยที่ต้องได้รับการรักษา
คนทั่วไปและประวัติศาสตร์กระแสหลักมักบอกว่า
…โอ้โห คุณหมอปิแนลเป็นพ่อพระจังเลย การปลดโซ่ตรวนคือการคืนอิสรภาพและสิทธิมนุษยชนให้คนบ้า สังคมเราเจริญแล้ว เย่ๆๆๆ
แต่ฟูโกต์จะเดินมาตบหน้าเราแล้วบอกว่า
ตื่นค่ะ อด! ปิแนลไม่ได้คืนอิสรภาพให้ใครเลย คำว่าความบ้าแค่ถูกทำให้เป็นวัตถุทางการแพทย์ (Medicalization) หมายความว่า ปิแนลเปลี่ยนสถานะคนบ้าจาก นักโทษให้กลายเป็นคนไข้ พอเป็นคนไข้ พวกเขาก็ถูกหมอจับจ้อง (Clinical Gaze) ถูกจดบันทึกพฤติกรรม ถูกตีตราด้วยชื่อโรค หมอกลายเป็นผู้มีอำนาจชี้ขาดว่าใครปกติหรือผิดปกติ นี่ไม่ใช่การปลดแอกค่ะ มันคือการสร้างระบบควบคุมแบบใหม่ที่เนียนกว่าเดิม โหดกว่าเดิม เพราะมันเข้ามาควบคุมถึงระดับกลไกความคิด
ต่อมาคือ Sigmund Freud เขาเอาความทุกข์ออกจากกรอบบาปทางศาสนา และวางมันไว้ในโครงสร้างจิตไร้สำนึก ตั้งแต่ตรงนั้น การนั่งพูดกับใครสักคนจึงไม่ใช่พิธีกรรมแต่มันกลายเป็นเทคนิค
ก่อนหน้าฟรอยด์ ถ้าเรามีความคิดวิตถาร มีความทุกข์ หรือเกลียดพ่อแม่ตัวเอง เราจะรู้สึกว่าฉันทำบาป ฉันโดนซาตานครอบงำ แล้วเราก็ต้องเดินเข้าโบสถ์ ไปสารภาพบาปกับบาทหลวง (นี่คือพิธีกรรม)
แต่ฟรอยด์มาถึง เขาบอกว่า
…โนๆๆ มันไม่มีหรอกซาตานหรือบาปบุญน่ะ ไอ้ความรู้สึกผิดปกติพวกนี้ มันมาจากสิ่งที่เรียกว่าจิตไร้สำนึก (Unconscious) ต่างหาก มันคือปมในวัยเด็ก ความต้องการทางเพศที่ถูกกดทับไว้
บลูชี้ให้เห็นว่า ฟรอยด์เป็นคนดึงเอาความทุกข์ของมนุษย์ ออกจากอาณาจักรของ ศาสนา (เรื่องลี้ลับ/ศีลธรรม) มาวางไว้บนโต๊ะของวิทยาศาสตร์/การแพทย์ (โครงสร้างจิตใจ)
พอเป็นแบบนี้ การที่คนสองคนมานั่งคุยกัน (หมอกับคนไข้) มันเลยไม่ใช่การสารภาพบาปเพื่อรอพระเจ้าให้อภัยอีกต่อไป แต่มันถูกยกระดับให้กลายเป็นเทคนิคที่มีขั้นตอน มีทฤษฎีรองรับ และแน่นอน… มีการคิดเงินเป็นรายชั่วโมง
เอาล่ะค่ะ ให้ภาพนี้เกิดขึ้นในหัวเรา
บาทหลวงยุคกลาง…ลูกเอ๋ย จงมาสารภาพบาป พระบิดาจะอภัยให้เจ้า
ฟรอยด์คีบซิการ์พ่นควันปุ๊ยๆ แทรกขึ้นมา…ไร้สาระ ไอ้ลุง ที่เขาคิดอกุศลเพราะเขาเข้าสู่ช่วงปมอิดิปัส ตอนอายุ 3 ขวบต่างหาก มานี่ลูก มานอนบนโซฟาหมอ เล่าความฝันมา แล้วจ่ายมา 100 ดอลลาร์
จังหวะนั้นเอง ฟูโกต์ (ผู้มาเพื่อทุบทุกคน) ก็เดินมาปัดซิการ์ฟรอยด์ทิ้ง แล้วตะโกนว่า
…ตื่นลุงฟรอยด์! แกก็แค่ลอกเลียนแบบตู้สารภาพบาปของศาสนาคริสต์มาดัดแปลงนั่นแหละ แกแค่เปลี่ยนสรรพนามจากซาตานเป็นจิตไร้สำนึกเปลี่ยนจาก บาทหลวงเป็นนักจิตวิเคราะห์ สุดท้ายมันก็คือกลไกแห่งอำนาจที่รีดเค้นความลับออกจากปากมนุษย์ เพื่อเอามาตีกรอบ ควบคุม และทำให้พวกเขาเชื่องอยู่ดีแหละโว้ยย
เห็นไหมคะ ว่าความบ้าหรือความทุกข์ของมนุษย์ มันไม่ได้มีความหมายตายตัวในตัวมันเองหรอกค่ะ แต่มันถูกอำนาจของแต่ละยุคสมัยปั้นแต่งให้เป็นไปตามที่ระบบต้องการ
ยุคศาสนา ความทุกข์ = บาป (ต้องสารภาพ)
ยุคทุนนิยม/รัฐชาติ ความบ้า = อาการป่วยของฟันเฟือง (ต้องรักษาให้กลับไปทำงาน)
นักจิตวิทยา หรือจิตแพทย์ที่เราไปหาทุกวันนี้ จึงไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ เพราะความรักเพื่อนมนุษย์ แต่พวกเขาคือผลผลิตทางประวัติศาสตร์ที่เข้ามารับช่วงต่อจากบาทหลวงและหมอผี เพื่อทำให้เราปกติพอที่จะมีชีวิตรอด(และทำงานงกๆ)ต่อไปได้ค่ะ
ก่อนหน้านี้ บลูพาพวกเราไปสับเละเลยว่านักจิตบำบัดคือเครื่องมือของทุนนิยม เป็นช่างซ่อมฟันเฟืองใช่ไหมคะ? แต่ในท่อนนี้ บลูจะพาพวกเราสับสวิตช์พลิกเหรียญอีกด้าน แล้วสวมแว่นตาของจิตวิเคราะห์ (Psychoanalysis) และปรัชญาอัตถิภาวนิยม (Existentialism) มาเถียงกับตัวเองค่ะ
เรากำลังจะเดินเข้าไปในพื้นที่ที่ลึกกว่าโครงสร้างสังคม มันคือความพังในระดับโครงสร้างจิตใจมนุษย์ บลูจะชี้ให้เห็นว่า ต่อให้เราทำลายทุนนิยมทิ้งไปได้ มนุษย์ก็ยังคงจะเจ็บปวดอยู่ดี… เพราะอะไร? มาค่ะ มาตบตีกันทีละบรรทัดเลย
จากที่เราสรุปกันไปว่าอย่าโลกสวยคิดว่าจิตเวชเกิดมาเพราะความใจบุญล้วนๆ แต่รัฐและระบบทุนนิยมต้องการคนที่ Productive (ทำงานได้) และ Rational (มีเหตุผล/ไม่ทำตัววุ่นวาย)
สมมติมีคนหนึ่งอกหัก ร้องไห้ฟูมฟายไม่ยอมไปทำงานเป็นเดือน ระบบจะมองว่าคนๆ นี้กำลังเบี่ยงเบน (Deviant) ไปจากหน้าที่พลเมืองที่ดี สิ่งที่ระบบทำคือ ส่งคนนี้ไปหานักจิตบำบัดหรือจิตแพทย์ เพื่อทำการวิเคราะห์และวินิจฉัย (อ๋อ คุณเป็นภาวะซึมเศร้านะ เอาหลักการจัดการอารมณ์ไปใช้ เอายาไปกิน) ทั้งหมดนี้ก็เพื่อดัดพฤติกรรมคนๆ นั้นให้เข้าโครง (กลับมาเป็นฟันเฟืองที่ทำงานต่อได้) นั่นเองค่ะ
แต่ในมุมนี้ นักบำบัดคือส่วนหนึ่งของเครื่องจักรจัดการความทุกข์ แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง มนุษย์เป็นสัตว์ที่มี self-reflexivity เรารู้ว่าเราจะตาย เรารู้ว่าเราถูกทอดทิ้ง เรารู้ว่าเราไม่มีความหมายตายตัว
โอเค ถ้ายอมรับว่านักบำบัดเป็นแค่กลไกของทุนนิยม… แล้วทำไมมนุษย์ถึงยังเจ็บปวดลึกซึ้งขนาดนั้นล่ะ?
ตรงนี้บลูหยิบคำว่า Self-reflexivity (การสะท้อนคิดถึงตัวเอง) มาใช้ มันคือคำสาปของการเป็นมนุษย์ค่ะ หมาแมวมันหิว มันกิน มันสืบพันธุ์ แล้วมันก็นอน แต่มนุษย์มีสมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ที่เจริญเกินไป จนเราสามารถถอยออกมามองตัวเองแล้วตั้งคำถามว่า
ฉันเกิดมาทำไม? ทำไมฉันถึงโดดเดี่ยว? แล้ววันนึงฉันก็ต้องตาย งั้นชีวิตนี้จะทำไปเพื่ออะไร?
นี่คือประเด็นของกลุ่ม Existentialism (เช่น Yalom หรือ Heidegger) ค่ะ บลูมองว่า ความทุกข์ของมนุษย์ไม่ได้มาจากนายทุนกดขี่อย่างเดียว แต่มันมาจากความตระหนักรู้ว่าชีวิตเราแม่งว่างเปล่าและไม่มีความหมายอะไรเลยตั้งแต่แรก (Meaninglessness)
สัตว์ส่วนใหญ่ไม่มีภาระเชิงสัญลักษณ์ระดับนี้ แต่มนุษย์เสือกมี
มนุษย์เราไม่ได้อยู่ในโลกของความจริงตามธรรมชาติ (The Real) แต่เราเกิดมาแล้วถูกจับโยนเข้าไปในโลกของภาษาและสัญลักษณ์ (The Symbolic Order)
ทันทีที่เราเกิดมา เราไม่ได้เป็นแค่ก้อนเนื้อ แต่เราถูกยัดเยียดให้เป็นลูกที่ดี พนักงานที่เก่ง ผู้หญิงที่สวย คนที่มีอนาคต ไอ้นิยามพวกนี้แหละค่ะคือภาระเชิงสัญลักษณ์ที่เราต้องแบกไว้บนบ่า
สัตว์ไม่ต้องมานั่งเครียดว่า
โฮ่ง! ฉันเป็นหมาที่ประสบความสำเร็จหรือยังนะ?
แต่มนุษย์เสือกมีความสามารถในการสร้างภาษาและสร้างกรอบพวกนี้ขึ้นมากดทับตัวเองค่ะ
นักบำบัดจึงอาจไม่ใช่คนรับขยะซะทีเดียว แต่คือคนที่ถูกฝึกให้ทนอยู่ในความแตกของความหมายโดยไม่รีบปะมัน
ถ้านักจิตบำบัดไม่ได้เกิดมาในฐานะช่างซ่อมฟันเฟืองของทุนนิยม แต่ในฐานะผู้กุมความว่างเปล่า คำว่าความแตกของความหมาย (Broken Meaning) คือสภาวะที่คนไข้อกหัก สูญเสีย หรือตัวตนพังทลายจนหาความหมายในชีวิตไม่เจอ
นักบำบัดเชิงลึก (Psychoanalyst) ที่บลูพูดถึง คือคนที่กล้าพอจะทน (Tolerate) นั่งมองความพังพินาศในตัวเรา นั่งอยู่ในห้องที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ร้องไห้ ความโกรธแค้น โดยที่เขาไม่รีบกระโดดเข้าไปปะชุนหรือสอนฮาวทูค่ะ เขาจะเป็นภาชนะ (Container) ที่แข็งแรงพอจะรองรับความไร้ความหมายนั้น เพื่อให้เราได้เผชิญหน้ากับความว่างเปล่าของตัวเองจริงๆ จนกว่าเราจะพร้อมสร้างความหมายใหม่ขึ้นมาเองด้วยสองมือของเรา ไม่ใช่ความหมายที่ระบบสังคมยัดเยียดให้
เข้าใจแล้วใช่ไหมคะ ว่าบลูไม่ได้ด่านักจิตบำบัดแบบตีรวบ แต่บลูชวนเราตั้งคำถามเพื่อแยกให้ออกว่า เวลาเราเดินเข้าไปในห้องบำบัด เรากำลังเจอกับเครื่องจักรของรัฐที่พยายามจะยัดเรากลับเข้ากรอบ หรือเรากำลังเจอกับเพื่อนร่วมโลกที่กล้าจะนั่งจับมือเราในหุบเหวของความไร้ความหมายกันแน่?
เพราะความเจ็บปวดบางอย่างเกิดจากสังคมบัดซบ..นั่นไม่เกินจริงเลย… แต่ความเจ็บปวดบางอย่างมันก็ฝังลึกอยู่ใน DNA ของการเป็นมนุษย์ที่มีภาษาและตัวตนแล้วค่ะ
บลูกำลังจะบอกอะไร?…ทุกคนมีเรื่องเจ็บปวดเหมือนกันหมดนั่นแหละค่ะ ไม่ได้มีแค่เรา ดังนั้นก่อนเราจะถามว่า “มีใครบ้างที่…เหมือนฉัน” ลองแหกตาดูโลกภายนอกสักนิดนะคะ
ส่วนคำถามที่ตั้งไว้ตั้งแต่แรก
ทำไมโครงสร้างโลกต้องการให้บางคนถือความทุกข์แทนคนอื่น
อาจตอบได้สองทางพร้อมกัน
ทางแรก คือเพราะสังคมสมัยใหม่ทำลายพื้นที่ร่วม (สมัยก่อนเรามีลานหมู่บ้าน มีงานบุญ มีครอบครัวขยายที่เวลามีใครเศร้าหรือเป็นบ้า คนทั้งหมู่บ้านจะมาช่วยกันรับฟัง ช่วยกันทำพิธี) ที่เคยแบกความทุกข์ร่วมกัน แต่พอระบบทุนนิยมเข้ามา มันบอกว่าเวลาคือเงินคือทอง แยกย้ายกันไปทำงานซะ ไปอยู่คอนโดห้องใครห้องมัน.. พอมันทำลายตาข่ายชุมชนตรงนี้ทิ้งไปปุ๊บ ความเศร้ามันไม่ได้หายไปไหนไงคะ มันเลยเกิดเป็นช่องโหว่ (Demand) ระบบทุนนิยมก็เลยหัวหมอ สร้างอาชีพใหม่ขึ้นมา (Supply) แล้วบอกว่า…อ๋อ มึงไม่มีคนฟังเหรอ? งั้นเอาเงินมาสิ เดี๋ยวฉันรับจ้างฟังให้… นี่คือการทำให้ความเห็นอกเห็นใจกลายเป็นสินค้า (Commodification of Care) ค่ะ
อีกทางคือ เพราะไม่ใช่ทุกคนจะสามารถเผชิญหน้ากับความว่าง (ความว่าง = สภาวะที่จิตใจมนุษย์พังทลายจนเสียศูนย์ค่ะ เช่น การสูญเสียคนรักแบบกะทันหัน ความรู้สึกไร้ค่าแบบดิ่งลึก สภาวะพวกนี้มันมืดมนและน่ากลัวมาก) ของอีกคนโดยไม่หนี ดังนั้นสังคมจึงสร้างตำแหน่งสำหรับคนที่ฝึกทน
คนที่ฝึกทนคืออะไร? …ลองดูคนทนปลอมกับทนจริงๆ นะคะ
พวกเราลองสังเกตดูสิคะ เวลาเพื่อนเราดิ่งสุดๆ มาร้องไห้กับเรา สิ่งที่คนทั่วไปมักจะทำคืออะไร? เราจะรีบพูดว่าแก สู้ๆ นะ, ไปกินชาบูกันไหม, มองในแง่ดีสิ… บลูจะบอกว่า การพูดแบบนี้ไม่ใช่เพราะเราใจดีหรอกค่ะ แต่มันคือการวิ่งหนีความว่างเพราะเราทนมองความพังพินาศของเพื่อนไม่ได้ มันทำให้เรารู้สึกสั่นคลอนไปด้วย เราเลยรีบหาคำพูดสวยหรูมาอุดรูรั่วนั้นไวๆ = ทนปลอม ทนกี่โมง
ดังนั้น สังคมจึงต้องสร้างตำแหน่งนักจิตบำบัดขึ้นมา เพื่อให้เป็นคนที่ฝึกทน (Holding / Containment) นั่งมองความพินาศนั้นโดยไม่วิ่งหนี ไม่รีบตัดสิน ไม่รีบยัดเยียดคำคมไลฟ์โค้ชใส่หน้าเรา แต่รับเอาความเละเทะของเราไปอุ้มไว้จนกว่าเราจะประกอบร่างตัวเองได้ใหม่ค่ะ = ทนจริงๆ ทน หห
แต่คำถามที่ลึกกว่าคือ
เรากำลัง romanticize นักบำบัดว่าเป็นผู้เสียสละ หรือเรากำลังลดทอนเขาเป็นแค่เครื่องดูดขยะของระบบ
คำตอบนี้ขออัญเชิญชิเชก กับลาก็อง มาตอบ(ตบ)กันนะคะ 55555
สลาวอย ชิเชก (Slavoj Žižek) จะเอามือถูจมูกฟืดฟาดแล้วชี้หน้าเราว่า
…พวกแกน่ะหลงผิด! (Sniff) การมีนักจิตบำบัดไม่ได้แปลว่าสังคมเรากำลังจะดีขึ้น แต่มันคือกลไกของอุดมการณ์! ระบบมันจ้างคนพวกนี้มาลูบหลังพวกแก เพื่อที่พวกแกจะได้รู้สึกดีขึ้น(นิดนึง)… และไม่ลุกขึ้นมาปฏิวัติล้มล้างทุนนิยมยังไงล่ะ!
จังหวะนั้น นักจิตวิเคราะห์แบบลาก็อง (Lacanian) จะเดินมาตบหัวชิเชกแล้วบอกว่า
…หยุดเบียวทฤษฎีได้ไหมชิเชก! ต่อให้แกปฏิวัติสำเร็จเปลี่ยนเป็นคอมมิวนิสต์ มนุษย์ก็ยังต้องอกหัก ยังต้องกลัวตาย ยังต้องเผชิญกับความว่างเปล่าของการมีชีวิตอยู่ดี! การมีคนมานั่งฟังความว่างเปล่านี้ ไม่ใช่เรื่องของการเมืองเว้ย แต่มันคือความจำเป็นทางสภาวะมนุษย์ (Ontological Need) ต่างหากล่ะ!
(บลูชอบฉากนี้มาก 5555 ปล่อยให้เขากัดกันไปค่ะ เพราะมันจริงทั้งคู่)
ถ้าเราเป็นหมา เราอาจถามกลับว่า
ทำไมนุดถึงสร้างระบบที่ทำให้แต่ละคนโดดเดี่ยวจนต้องจ่ายเงินเพื่อให้มีใครฟัง?
มนุษย์สร้างเมืองใหญ่โต สร้างอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมต่อคนทั้งโลก… แต่ผลลัพธ์คือ มนุษย์กลับเหงาที่สุด โดดเดี่ยวที่สุด ซึมเศร้าที่สุด จนต้องเอาเศษกระดาษ (เงิน) ที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อแรงงาน ไปยื่นให้มนุษย์แปลกหน้าอีกคน เพียงเพื่อขอให้เขา นั่งฟังและมองเห็นการมีอยู่ของเราเป็นเวลา 60 นาที
บลูไม่ได้เขียนประโยคนี้เพื่อด่านักบำบัดนะคะ (ย้ำอีกรอบ) แต่บลูเขียนเพื่อด่าโครงสร้างที่บีบให้เราต้องมาตกอยู่ในสภาพที่น่าเวทนาในสายตาหมาแมว 5555 และย้อนแย้งขนาดนี้ค่ะ
การมีอยู่ของจิตวิทยาสมัยใหม่ มันคือเรื่องตลกร้ายที่สะท้อนทั้งความบัดซบของโครงสร้างเศรษฐกิจ และความเปราะบางของจิตใจมนุษย์ในเวลาเดียวกัน
เราปฏิเสธไม่ได้ว่าเรายังต้องพึ่งพานักบำบัด (บลูเองก็สนับสนุนให้คนไปหาถ้าไม่ไหว) แต่ในขณะที่เรานั่งอยู่ในห้องบำบัด บลูแค่อยากให้พวกเราตาสว่างไปด้วยว่า ความเจ็บปวดที่เราแบกมา ส่วนหนึ่งมันคือความแหว่งวิ่นของเราเอง… แต่อีกส่วนที่ใหญ่มากๆ มันคือรอยตีนของระบบสังคมที่เหยียบหน้าเราอยู่นะคะ :)


