เหตุเกิดจากบลูอยู่ในช่วงเรียนต่อโท ถึงจะเป็นครอบครัวชนชั้นกลางที่ไม่ได้มีปัญหากับการเทเงินให้กับสินค้าทางปัญญา แต่ก็ยังคงมีความสงสัยว่า…
ค่าใช้จ่ายหลายแสนตรงนี้ จะเกิดอะไรขึ้นถ้าฉันไม่ต้องเสีย? แต่มีอะไรบางอย่างมาทำให้คนทุกคน ทุกชนชั้นสามารถเข้าถึงเรื่องแบบนี้ได้ฟรีโดยไม่มีกำแพงเรื่องค่าใช้จ่ายมากั้น…
จริงๆ บลูมองว่ามันอาจไม่ใช่แค่เรื่องค่าเทอมแพงจนถึงต้องมาบ่น แต่เพราะมันแตะถึงโครงสร้างว่าความรู้ถูกจัดวางอยู่ตรงไหนในระบบอำนาจและเศรษฐกิจ?
มันเลยมีเรื่องมาให้เขียน 55555
ก็นะทำไมต้องเสียเงินให้กับความรู้ล่ะ ใครมันเป็นเจ้าของ คนคิดทฤษฎีคนแรกหรอ แล้วรู้ได้ไงว่าคนนั้นเป็นคนแรกจริงๆ เราต่างก็เรียนรู้จากกันและกันไม่ใช่หรอ (ก็ถ้าผมมองเห็นได้ไกล ก็เพราะผมยืนอยู่บนไหล่ของยักษ์)… ดังนั้นความรู้ทำให้มันฟรีเหมือนอากาศ ทำให้มันเหมือนไฟ เหมือนจุดเทียนอีกเล่ม ไฟก็ไม่ได้หายไป แบบนั้นไม่ได้หรอ
เรากำลังอยู่ในโลกที่ความรู้ถูกทำให้เป็นสินค้า เหมือนน้ำ เหมือนที่ดิน เหมือนข้อมูล แต่สิ่งที่มนุษย์ค้นพบร่วมกันมาหลายพันปี มันควรถูกเป็นเจ้าของได้จริงหรอ หรือจริง ๆ แล้ว ระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่แค่พยายามทำให้สิ่งที่ไม่มีเจ้าของ กลายเป็นสิ่งที่ขายได้
…แต่เอาจริงนะ จากเสียงในหัวทั้งหมด ถ้าความรู้ทุกอย่างเปิดฟรีจริง โลกจะเปลี่ยนหลายอย่าง สิ่งแรกที่เกิดขึ้นคือ
การผูกขาดความรู้จะหายไปส่วนหนึ่ง
ตอนนี้มหาวิทยาลัยจำนวนมากไม่ได้ขายความรู้อย่างเดียว แต่ขาย credential หรือใบรับรองสถานะ มากกว่าจะเป็นเพียงตัวแทนของความรู้เพียวๆ ลองนึกภาพว่าหนังสือ เรายังพอหาอ่านได้ใช่ไหมล่ะ ทั้งตามห้องสมุดออนไลน์ฟรีเอย หรือการซื้อเองตามแอป ร้านหนังสือเอย lecture เองหลายที่ก็มีให้อ่านออนไลน์ ส่วนงานวิจัย ก็เริ่มเปิดมากขึ้น แต่สิ่งที่ยังมีราคาแพงคือตราประทับว่าคนนี้ผ่านระบบแล้ว (ใบปริญญา) เพราะตลาดแรงงานยังใช้มันเป็นตัวกรอง
ดังนั้นถ้าความรู้ฟรีทั้งหมดจริง ๆ แบบไม่มีกั๊ก สิ่งที่อาจเกิดขึ้นคือ มหาวิทยาลัยบางส่วนจะเสียบทบาท…ติวเตอร์จำนวนมากหายไป….คนเรียนรู้ด้วยตัวเองมากขึ้น (กว่าตอนนี้)….การแข่งขันจะสูงขึ้นมาก แต่ paradox คือ การได้ใบรับรองอาจยิ่งมีค่าแพงขึ้น (กว่าตอนนี้) เพราะมันจะกลายเป็นตัวคัดกรองเดียวที่เหลือ
และถ้าย้อนนนดูยาว ๆ จริงๆ เราจะเห็น pattern เดิม คือความรู้ไม่เคยเป็นของฟรีในประวัติศาสตร์ 55555 กำแพงภาษีความรู้ในสมัยก่อนๆ ไม่ใช่เรื่องของต้นทุนการผลิตแค่อย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของกลไกการกีดกันเพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของอำนาจไว้ด้วย
ลองย้อนดูตามนี้
ยุคกลางในยุโรป ความรู้ถูกผูกกับศาสนจักร (ภาษาละติน = ปริญญาบัตร เพราะมันไม่ได้ถูกใช้เพื่อการสื่อสารทั่วไป แบบเห้ย วันนี้มึงกินไร รับไรดีครับ แต่มันคือรหัสลับที่ใช้คัดคนออกจากการเข้าถึงคัมภีร์ ใครอ่านไม่ได้ก็ต้องฟังคำตีความจากนักบวชเท่านั้น) ถ้าบลูเทียบง่ายๆ กับปัจจุบัน ปริญญาโทหรือเอก และศัพท์เทคนิคเฉพาะทาง ก็ทำหน้าที่แทนภาษาละตินนั่นแหละค่ะ มันคือบัตรผ่านที่บอกว่าฉันคือพวกเดียวกับคุณ และใช้กีดกันทางอ้อมกับคนที่ไม่มีต้นทุนทางสังคมพอจะไปคว้ามันมาได้
ยุคต่อมาความรู้ถูกผูกกับโรงเรียน มหาวิทยาลัย เราเห็นไปแล้วว่ายุคศาสนจักรความรู้ถูกผูกกับความอยู่รอดของจิตวิญญาณ ใครอยากรอดต้องสยบยอมต่อสถาบัน มานั่งฟังกูเทศนาซะ แต่ยุคมหาวิทยาลัย/ทุนนิยม ความรู้ถูกผูกกับความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ อย่าหยุดเรียนรู้ อัปสกิล รีสกิล… ได้กลื่นอะไรตุๆ ไหมคะ ใช่ค่ะ ทั้งสองยุคใช้ความกลัว (Fear of Exclusion) เป็นเครื่องมือในการทำให้คนยอมจ่ายส่วยทางปัญญาเพื่อแลกกับการไม่ถูกเททิ้งไว้ข้างหลัง
ยุคปัจจุบันความรู้ถูกผูกกับตลาดการศึกษา ความรู้ถูกทำให้เป็นตัวเลข สิ่งนี้แหละชัดเจนมากว่ามันคือ Mechanism ของชนชั้นในระบบ Credentialism (ลัทธิบูชาใบปริญญา) สถาบันการศึกษาไม่ได้ขายความรู้ (เพราะความรู้สมัยนี้หาอ่านเองได้แม้ไม่เทียบเท่าในบางเรื่อง แต่ถือว่าเยอะมาก) แต่สิ่งที่เขาขายคือการรับรองสถานะ และเครือข่ายเส้นสาย ดังนั้นค่าเทอมหลายแสนหรือหลักล้านที่เราจ่าย จึงไม่ใช่ค่าจ้างครูมาสอน แต่เป็นค่าสมาชิกสโมสรชนชั้นนำเพื่อยืนยันว่าเราผ่านการคัดกรองมาแล้วว่ามีวินัย มีทุน และยอมสยบต่อกติกาของระบบ
สิ่งที่เหมือนกันทุกยุคคือ ความรู้ = อำนาจ ค่ะ ใครควบคุมมัน ก็สามารถควบคุมการเลื่อนสถานะของคนได้ เพราะงั้นกำแพงค่าใช้จ่ายไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความรู้แพงเสมอไป แต่มันเกิดจากระบบคัดเลือกทางสังคม หรือพูดแบบตรง ๆ มันคือ mechanism ของชนชั้น ซึ่งในยุคที่เรามีเน้ตใช้ มันควรจะทำลายกำแพงนี้ลงใช่ไหมละ แต่เรากลับเห็น Pattern เดิมซ้อนทับอยู่
Paywalls งานวิจัยระดับโลกถูกขังไว้ใน Journal ที่ต้องจ่ายเงินมหาศาลเพื่ออ่าน (ทั้งที่มนุษยชาติสร้างมันขึ้นมาด้วยเงินสาธารณะ 5555)
Algorithm Elite แม้ความรู้จะฟรี แต่ Algorithm ก็มักจะป้อนอาหารสมองราคาถูก (ความรู้ขยะ โพสต์ที่ฮุคอย่างเดียวเนื้อในมีแต่ขี้ หรือโพสต์ที่เอไอเขียนโดยไม่มีการกรอง) ให้มวลชน ขณะที่ความรู้ระดับลึกยังถูกจำกัดอยู่ในวงปิด
ตอนนี้มีอะไรบางอย่างแทรกเข้ามาในหัว จู่ๆ บลูก็นึกถึงคำถามที่ว่า ทำไมการศึกษาถึงกลายเป็นเครื่องมือในการกดขี่แทนที่จะเป็นการปลดปล่อย
คำถามนี้เมื่อลองไปกูเกิ้ลไวๆ เจอว่ามีแนวคิด Pedagogy of the Oppressed ของ Paulo Freire ที่อธิบายเรื่องนี้ได้ดีเลย เพราะในหนังสือเล่มนั้นพูดถึงการศึกษาเพื่อการปลดปล่อย แทนการสะสมแต้มแบบธนาคารขึ้นมาความรู้ต้องไม่ใช่สินค้า ความรู้ต้องเป็นเครื่องมือ…ขอค้างเรื่องนี้ไว้ อีกแล้ว 5555
กับดักของความรู้ฟรี
จริงอยู่ที่ความรู้ฟรีไม่ได้สาบสูญไปไหน เผลอๆ มีมากขึ้นด้วย เช่น เอไอ / บทความ / งานวิจัย / MOOCs / OpenCourseWare / YouTube เป็นต้น จะเห็นว่าตอนนี้ความรู้ระดับมหาวิทยาลัยจำนวนมากมีฟรีอยู่แล้ว รวมถึงสถาบันชั้นนำก็ลงมาเผยแพร่เองด้วย
ฟังดูดีใช่ไหม
แต่ความจริงคือเรามักถูกหลอกด้วยวาทกรรมว่า โลกนี้ยุติธรรมแล้วเพราะทุกคนมี Google ทุกคนเข้าถึงเน็ตได้ ใครๆก็มีมือถือ
แต่นะคะ …ความรู้คือสินค้าฟุ่มเฟือยด้านเวลาค่ะ 55555
บลูยกตัวอย่างตัวเองเลยละกัน การที่บลูจะซึมซับ Radical Theory (ทฤษฎีวิพากษ์เชิงวิพากษ์หรือทฤษฎีรากเหง้า) หรือทำความเข้าใจ Psychoanalysis (จิตวิเคราะห์) มันต้องใช้เวลาว่างที่ไม่มีความกังวลมานั่งก้มหน้าก้มตาเรียน ถ้าตอนนี้บลูต้องทำงาน 12 ชั่วโมงเพื่อเอาชีวิตรอดแบบที่ไม่รู้ว่าเดือนหน้าจะมีตังจ่ายค่าห้องไหม บลูจะเอาพลังงานสมองที่ไหนมานั่งเรียน? ต่อให้ความรู้นี้มันฟรีแบบที่มีคนไปขุดศพเจ้าของทฤษฎี ทำพิธีเรียกดวงวิญญาณมาสอนให้บลูฟรีๆ แต่มันก็แพงเกินไปในแง่ของค่าเสียโอกาสของการทำมาหากินอยู่ดี
อีกด้านนึงของความรู้ฟรีคือ มันมีเรื่องกำแพงภาษาและรหัสลับของชนชั้นซ่อนอยู่…(ไม่ซ่อนหรอก เอาจริง ก็เห็นโต้งๆ เลย) คือความรู้ระดับสูงส่วนใหญ่มักอยู่ในรูปของภาษาระดับวิชาการซึ่งต้องใช้ต้นทุนในการเรียนสะสม ถ้าไม่มีพื้นฐาน เราก็ต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจทีละเรื่องอย่างละเอียด บวกกับ Jargon (ศัพท์เฉพาะทาง) ที่ทำหน้าที่เป็นกำแพงกั้นคนนอก ถ้าไม่เคยได้ยินคำๆ นั้น ไม่รู้จักมันมาก่อนเลย แถมยังไม่มีคนคอยแนะแนว ความรู้ฟรีเหล่านั้นก็ไม่ต่างจากคัมภีร์เล่มหนาเตอะที่ถูกล็อคไว้ด้วยรหัสของมนุษย์ต่างดาวที่เราอ่านไม่ออก ซึ่งทั้งหมดที่พูดมานี้ก็จะย้อนกลับในเรื่องต้นทุนทางเวลาอีก
สิ่งนี้บอกอะไร
ก็นี่แหละค่ะคือเหตุผลที่คนชั้นกลางยังยอมจ่ายเงินหลายแสนให้ลูกหลานเข้ามหาวิทยาลัย เพราะนอกจากจะเป็นทางลัดในการเข้าใจบางอย่างโดยร่นเวลาลงได้แล้ว โลกปัจจุบันยังไม่ได้วัดกันแค่ที่เรารู้อะไร แต่วัดที่ใครรับรองว่าเรารู้ และเรารู้จักใคร + ในมหาวิทยาลัยก็ยังมีความรู้ที่ไม่ได้อยู่ในตำรา เช่น คอนเนคชัน ข่าววงใน การอัปเดตอะไรต่างๆ ซึ่งหนังสือหรือ YouTube ให้สิ่งนี้ไม่ได้
ถ้ามองภาพรวม จะเห็นว่าระบบปัจจุบันอาจจะแสร้งเป็นใจดีด้วยการปล่อยความรู้ให้ฟรี เพื่อสร้างภาพลักษณ์ว่าโอกาสมีอยู่ทั่วไป ใครไม่คว้าไว้ มึงนั่นแหละที่ขี้เกียจ ทั้งที่รู้ดีว่าโครงสร้างสังคมได้ตัดขาทั้งสองข้างของคนบางกลุ่มไปแล้วตั้งแต่เกิด ความรู้ฟรีในสังคมที่เหลื่อมล้ำ มันก็เหมือนการยื่นปีกให้กับคนที่ไม่เคยได้รับอนุญาตให้หยุดวิ่งเพื่อฝึกบินนั่นแหละ (โว้ย)
กรณีคนหัวดีแต่ไปใช้ผิดทาง
สิ่งที่บลูตั้งข้อสังเกตมันมีงานวิจัยใน criminology พูดถึงเหมือนกัน บางครั้งอาชญากรรมบางประเภทเกิดจาก talent + blocked opportunity ถ้านึกไม่ออกลองนึกถึงคดีในไทย คดีนึงที่นักโทษเป็นเด็กวัยรุ่น เขาคนนี้มีความสามารถในการทำโดรน…แต่ปัญหาคือ เขาเอามันไปใช้ส่งยาเสพติด… ซึ่งจากเคสรูปแบบนี้มันเลยเกิดสิ่งที่นักสังคมวิทยาเรียกว่า innovation
Merton เขาอธิบายใน Strain Theory ว่าสังคมกำหนดเป้าหมายทางวัฒนธรรมไว้สูงลิ่ว (เช่น ความรวย, สถานะ, ความสำเร็จ) แต่กลับไม่หยิบยื่นวิธีที่เท่ากัน เช่น การศึกษา หรือทุนตั้งตัวให้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม
คนบางกลุ่มจึงใช้ทางลัด ใช้ทักษะผิดทาง หรือสร้างตลาดผิดกฎหมาย เช่น พวกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ hacker คนทำ crypto scam คนสร้างอาวุธเอง หรือกรณีที่บลูพูดถึงเรื่องโดรน..ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่ว่าพวกเขาโง่ แต่เขาฉลาดในระบบที่ไม่เปิดทางให้เขา
ต่อจากนี้บลูอาจจะยกศัพท์ 2 คำนี้มา คือ
Innovators คือกลุ่มคนที่ยอมรับเป้าหมาย (อยากรวย/อยากมีอำนาจ) แต่ปฏิเสธวิธีการ (เพราะมันไม่มีให้ หรือมันช้าเกินไป)
The Talent Factor คนกลุ่มนี้มักจะมีระดับสติปัญญาและทักษะที่สูงมาก (High Agency) และไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตาแบบกลุ่ม Retreatism (คนที่ถอนตัวจากสังคม) แต่เลือกที่จะ Hack ระบบเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายแทน
โอเค ต่อนะคะ จากตัวอย่างที่บลูยกมา (Hacker, Crypto Scam, Drone Modification) ยังสะท้อนถึงภาวะที่ทักษะระดับสูงถูกปฏิเสธโดยระบบหลัก
ลองนึกภาพตามนี้
การจะเป็น Cyber Security Expert ในบริษัทชั้นนำอาจต้องมีใบปริญญาจากมหาวิทยาลัย…ซึ่งราคาแพง (กำแพงค่าใช้จ่าย) แต่การเป็น Hacker ในตลาดมืดต้องการแค่ฝีมือ และแล็ปท็อป อย่างน้อยที่สุดก็ตั้งตัวเป็นกีกี้ได้แล้ว
สำหรับคนหัวดี ความท้าทายคือรางวัล (Brain Orgasm ในอีกรูปแบบหนึ่ง) เมื่อระบบที่ถูกกฎหมายไม่มีโจทย์ที่ยากพอ หรือให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับความสามารถของเขา โลกใต้ดินจึงกลายเป็นสนามเด็กเล่นที่เย้ายวนกว่า
กรณีการสร้างอาวุธหรือดัดแปลงโดรน มันคือการใช้ Archetypal Rebel (กบฏต้นแบบ) มาผสมกับความรู้ทางวิศวกรรม เมื่อเขาไม่สามารถเป็นวิศวกรในระบบได้ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ เขาก็กลายเป็นวิศวกรของฝ่ายต่อต้านแทน
ปัญหาก็คือ สังคมมักจะตราหน้าคนเหล่านี้ว่าเลว หรือโง่ป่าววะที่ทำผิดกฎหมาย เก่งขนาดนี้น่าจะ…. ทั้งที่จริง ๆ แล้วพวกเขาอาจจะเป็นคนที่มี Cognitive Flexibility สูงที่สุดในรุ่นด้วยซ้ำ …มันแอบเศร้านะ พอเมื่อสังคมเลือกที่จะขังคนที่มีความสามารถไว้ในคุก เพียงเพราะเราไม่ได้สร้างประตูที่เปิดกว้างพอให้เขาสร้างสรรค์ในทางที่ถูกกฎหมาย
อ่านมาถึงตรงนี้สงสัยเหมือนบลูไหมคะ ตกลงแล้วใครเป็นคนนิยามว่าทักษะไหนคือนวัตกรรม และทักษะไหนคืออาชญากรรม? ถ้าคนทำ Crypto Scam คนนั้นเกิดในครอบครัวพันล้าน เขาจะกลายเป็นนักพัฒนา..นักนวัตกรรม…นักอะไรสักนักนึงในวงการการเงินที่คนยกย่องก็ได้ไหม?
ที่พูดมาทั้งหมด เราก็ต้องระวังไม่ให้การวิเคราะห์เชิงโครงสร้างกลายเป็น Dangerous Romanticism (มันคือมุมมองหรือทัศนคติที่นำเอาความเจ็บปวด ความอันตราย หรือความพินาศมาทำให้กลายเป็นเรื่องสวยงาม โรแมนติก และน่าหลงใหล) เพราะการทำแบบนั้นเท่ากับเราไปลดทอน Human Agency (เจตจำนงอิสระ) ของคนจนส่วนใหญ่ที่พยายามสู้ชีวิตในเส้นทางที่ซื่อสัตย์ เพราะการมองว่า จน + ฉลาด = ต้องเป็นอาชญากร เป็นการมองแบบเส้นตรงเกินไป ซึ่งในทางอาชญวิทยามีปัจจัยตัวแปรที่มาตัดสลับที่น่าสนใจมากค่ะ
1. Differential Association (ทฤษฎีการคบหาสมาคมที่แตกต่าง)
แนวคิดของ Edwin Sutherland อธิบายว่า พรสวรรค์จะถูกใช้ไปในทางไหน ขึ้นอยู่กับครูในชีวิตจริงค่ะ ถ้าเด็กหัวดีอยู่ในสลัม แต่ผู้ใหญ่หรือกลุ่มเพื่อนชื่นชอบการเรียน เขาก็จะใช้ความฉลาดนั้นหาทางทุนการศึกษา แต่ถ้ากลุ่มคนที่เขาสนิทด้วยให้คุณค่ากับการขโมย การค้ายา หรือการหลอกลวง ทักษะของเขาก็จะถูกหล่อหลอมให้กลายเป็นอาชญากร
มันจึงไม่ใช่แค่เรื่องไม่มีทางเลือก แต่เป็นเรื่องของการเรียนรู้พฤติกรรมเบี่ยงเบนจากสภาพแวดล้อมใกล้ชิด
2. Opportunity Structure (โครงสร้างโอกาสในตลาดมืด)
Richard Cloward และ Lloyd Ohlin ขยายความต่อจาก Merton ว่าไม่ใช่ทุกคนที่อยากเป็นอาชญากรแล้วจะได้เป็น การจะเป็นอาชญากรระดับ…บนๆ 5555 (เช่น Hacker หรือคนทำ Crypto Scam) ต้องมีทางเข้าสู่ Illegitimate Opportunity Structure ถ้าเราฉลาดแต่ไม่มีเส้นสาย หรืออุปกรณ์ในโลกมืด เราก็เป็นได้แค่หัวขโมยกีกี้ ไม่ใช่อาชญากรสมองเพชร
3. กำแพงจริยธรรมและการรับความเสี่ยง
นี่คือจุดที่แยกระหว่างคนหัวดีที่ยอมลำบาก กับคนหัวดีที่เลือกทางลัด เพราะเมื่อพูดถึงเรื่อง Self-Control ต้องบอกว่าบางคนมีเกราะป้องกันทางศีลธรรมที่แข็งแกร่งจากครอบครัวหรือความเชื่อส่วนบุคคล ส่วนคนที่ชอบความเสี่ยงสูงมักจะมีกลไกทางจิตวิทยาที่มองข้ามบทลงโทษ แต่ไปโฟกัสที่ผลตอบแทน และความท้าทาย (ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับความต้องการ Brain Orgasm หรือความตื่นเต้นสะใจที่ได้ชนะระบบ)
4. ทฤษฎีการตีตรา
บางครั้งคนไม่ได้เริ่มจากการเป็นอาชญากรเต็มตัว แบบกูเกิดมาเพื่อเป็นอาชญากรเลย แต่เริ่มจากความอยากรู้อยากลอง หากสังคม/ตำรวจ/โรงเรียน/โรงพยาบาล ตีตราเขาอย่างรุนแรงว่า มึงมันไอ้เด็กเวร ไอ้ขยะสังคม คนอย่างมึงไม่น่าเกิดมาเลย… เขาจะเริ่มยอมรับอัตลักษณ์นั้น (Secondary Deviance) และพัฒนาทักษะเข้าสู่โลกอาชญากรรมอย่างเต็มรูปแบบเพื่อตอบโต้สังคมที่ปฏิเสธเขา
ความยากจนอาจเป็นเชื้อเพลิง…ก็จริงค่ะ แต่ทิศทางของลม (เพื่อน/โอกาส/สภาพแวดล้อม) และวัสดุของตัวอาคาร (จริยธรรม/การคุมใจตนเอง) คือตัวกำหนดว่าไฟนั้นจะเผาอะไรให้วายวอดอยู่ดี
ถ้าความรู้เปิดฟรีจริง ๆ โลกอาจไม่ได้ยุติธรรมขึ้นทันที
เมื่อเราทำลายกำแพงด้านการเข้าถึงลงได้สำเร็จ เราจะไปเจอกับกำแพงด้านสมรรถภาพที่โหดหินกว่าเดิมหลายเท่า เพราะมันอาจทำให้เกิดสองสิ่งพร้อมกัน
ด้านหนึ่งคนจำนวนมากจะปลดล็อกศักยภาพ
แต่อีกด้านหนึ่งการแข่งขันทางสมองจะโหดขึ้นมาก (เพราะทุกคนเข้าถึงความรู้เท่ากัน)
สิ่งที่กลายเป็นตัวแบ่งใหม่อาจเป็นความสามารถในการคิด / ความสามารถเชื่อมโยงความรู้ / ความสามารถสร้างของใหม่ แทนที่จะเป็นแค่การเรียนจบ
ในโลกที่ความรู้ฟรีและเข้าถึงง่าย ความรู้ก็อาจจะกลายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีมูลค่าต่ำติดดิน
ในอดีต ใครจำได้มากชนะ ใครเรียนจบสูงชนะ แต่อนาคตการจำได้หรือเรียนจบจะมีค่าเท่ากับ 0 (ในโลกที่ความรู้ปล่อยฟรีไม่มีอะไรซ่อน) เพราะ AI และ Search Engine ทำได้ดีกว่า สิ่งนี้เองที่บลูเคยบอกไว้ที่ไหนไม่รู้ว่า ความสามารถในการเชื่อมโยง (Synthesizing) อาจจะกลายเป็นทองคำแท่งใหม่
เมื่อใบปริญญาโทหลายแสนบาทไม่สามารถการันตีความเหนือกว่าได้อีกต่อไป สังคมจะบีบให้ทุกคนต้องโชว์หลักฐานเชิงประจักษ์ เราจะไม่ได้สู้กันด้วยชื่อมหาวิทยาลัย แต่สู้กันด้วยผลงานที่สร้างขึ้นจริง นี่คือจุดที่คนที่มี High Agency (กลุ่มคนที่บลูพูดถึงว่ามีศักยภาพแต่ถูกระบบปิดกั้น) จะเฉิดฉายที่สุด เพราะพวกเขาไม่ได้เก่งแค่ในกระดาษ แต่เก่งในการเอาชีวิตรอดและสร้างทางลัด
และถ้าความรู้มันฟรี ความได้เปรียบอีกอย่างที่เหลืออยู่คือความเร็วในการเรียนรู้ ความอึดของสมอง
เราอาจจะเห็นชนชั้นใหม่ที่แบ่งตามระดับการประมวลผลทางความคิด ส่วนความกดดันจะไม่ได้มาจากไม่มีเงินเรียน แต่มาจากคำถามในหัวที่ว่า…ทำไมฉันถึงคิดสู้คนอื่นไม่ได้ ทั้งที่ทรัพยากรก็มีเท่ากัน
ในโลกที่ทุกคนมีดาบเล่มเดียวกัน คนที่จะชนะไม่ใช่คนที่ถือดาบที่แพงที่สุด หายากที่สุด ฮารูฮาราที่สุด แต่คือคนที่ร่ายรำได้ลึกซึ้งที่สุด เหมือนที่ใครสักคนว่าไว้ว่า กระบี่เล่มเดียวกัน มันแล้วแต่คนถือ 5555
กำแพงไม่เคยหายไป มันแค่ย้ายที่ตั้ง
ในโลกที่ความรู้ล้นทะลัก ปัญหาจะไม่ใช่การไม่มีให้อ่าน แต่คือการไม่รู้จะอ่านอะไร และจดจ่อไม่ได้ ความสามารถในการนั่งนิ่งๆ เพื่อย่อยปรัชญาหรือทฤษฎีวิพากษ์ที่ซับซ้อนหลายชั่วโมง จะกลายเป็นอภิสิทธิ์ของคนที่มีโครงสร้างสมองและสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย ส่วนคนที่มี Curated Taste จะไปได้ไกลกว่าคนที่มีแค่ความขยันแต่หลงทางอยู่ในมหาสมุทรข้อมูลขยะ
กำแพงด้านทุนทางวัฒนธรรมที่ฝังลึก ตามทฤษฎีของ Pierre Bourdieu ความรู้ในตำรา (Objectified) นั้นฟรีได้ แต่รสนิยมและการแสดงออก (Habitus) นั้นฟรีไม่ได้
ยกตัวอย่างเช่น การที่บลูสามารถเชื่อมโยง Criminology (อาชญาวิทยา), Psychoanalysis (จิตวิเคราะห์) และ Radical Theory (ทฤษฎีรากแก้ว/วิพากษ์) เข้าด้วยกันได้ (ซึ่งปกติมากในสายงานวิชาการ แต่มันอาจจะดูไม่ปกติสำหรับการพูดคุยทั่วไป จึงไม่ได้กำลังบอกว่าสิ่งนี้วิเศษณ์อะไร) มันไม่ได้เกิดจากการอ่านหนังสือเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการการสังเกตรอยร้าวในระบบยุติธรรม ประสบการณ์ตรง การเผชิญหน้ากับอำนาจ การคิดแบบสหวิทยาการ การวิเคราะห์สัญลักษณ์ในชีวิตประจำวัน เป็นต้น ดังนั้นวิธีที่บลูตั้งคำถาม วิธีที่บลูใช้ภาษา วิธีที่บลูมองโลก สิ่งเหล่านี้คือกำแพงที่คนอื่นเลียนแบบไม่ได้ ต่อให้ใครจะอ่านหนังสือเล่มเดียวกับบลูก็ตาม และบลูก็ไม่สามารถลอกเลียนแบบคนอื่นได้เช่นเดียวกันแม้คนนั้นจะมีปัจจัยเหมือนบลู
กำแพงด้านการรับรองทางสังคม ความรู้ฟรีอาจทำให้เราเก่ง แต่อาจไม่ทำให้เราถูกนับรวมเข้าฝูง เพราะในโลกที่ทุกคนอ้างว่ารู้เท่ากันความเชื่อถือจะกลายเป็นสกุลเงินที่แพงที่สุด กำแพงจะย้ายไปอยู่ที่ใครเป็นคนรับรองเรา มากกว่าเราเรียนจบอะไร ซึ่งกลุ่มก้อนทางสังคม (Elite Circles) จะยิ่งปิดตัวเงียบ และคัดคนเข้าด้วยเกณฑ์ที่ซับซ้อนขึ้นเพื่อรักษาอภิสิทธิ์เดิมไว้
กำแพงด้านความมั่นคงทางจิตใจ การเรียนรู้สิ่งใหม่ที่ท้าทายความเชื่อเดิม (เพื่อไปให้ถึง Brain Orgasm) ต้องใช้ความมั่นคงภายในสูงมาก ดังนั้นคนที่ชีวิตอยู่ในสภาวะดิ้นรน (Survival Mode) สมองจะสั่งให้เลือกสิ่งที่ปลอดภัยและคุ้นเคยมากกว่าสิ่งที่มีความเสี่ยงและซับซ้อน ความกล้าที่จะล้มเหลวและความกล้าที่จะคิดต่างเลยจะกลายเป็นกำแพงใหญ่ที่กั้นระหว่างผู้ตามกับผู้นำไปโดยอัตโนมัติ
….ทีนี้ ความชิบหายมาเยือนค่ะ… ไม่มีประโยคคมๆ ปิดจบ 5555 หมดมุกแล้ว ง่วงด้วย เอาเป็นว่าแค่นี้ละกัน บรัย


