สัมผัส ปล่อย เฝ้าดู เสพ รักษา — จักรวาลขนาดจิ๋วของเศษฝุ่นที่ชื่อบลู
บลูเป็นเศษฝุ่น คนอื่นก็เป็นเศษฝุ่นเหมือนกัน
ไม่ต้องรีบแก้ความคิดนี้ เพราะในระดับจักรวาลนั้นจริง
หลายคนใช้จักรวาลเพื่อทำให้ตัวเองหายไป
แต่บลูใช้จักรวาลเพื่ออนุญาตให้ตัวเองมีอยู่แบบไม่ต้องยิ่งใหญ่
pale blue dot มนุษย์ทั้งสายพันธุ์ก็ยังเล็กกว่าแบคทีเรียในประวัติศาสตร์ของดาวฤกษ์
โลกเป็นเพียงจุดเล็กๆ ในจักรวาลที่ไร้ขอบเขต ทุกสงคราม ทุกความขัดแย้ง และทุกชีวิตที่เคยมีมา ล้วนเกิดขึ้นบนละอองฝุ่นแห่งนี้
แต่บลูไม่ได้จะมาพูดเรื่องโลก ถ้าจะฟังเรื่องนั้นไปฟัง Carl Sagan บรรยายดีกว่าค่ะ
และบลูไม่ได้มาโรแมนติไซส์ความเล็ก ไม่ได้กำลังพิสูจน์ว่าเศษฝุ่นมีหรือไม่มีค่า บลูกำลัง (พยายาม 5555) ปฏิเสธเกมวัดค่าไปเลย
ทำไมความเล็กจึงถูกตีความว่าไร้ค่า
ทำไมเราต้องมีความหมายระดับมหภาคก่อน ถึงจะอนุญาตให้ตัวเองรู้สึกดีในระดับจุลภาคได้?
ฝุ่นคือวัตถุดิบของดวงดาว
เถ้าถ่านคือวัตถุดิบของดิน
ดินคือวัตถุดิบของต้นไม้
และต้นไม้คือวัตถุดิบของลมหายใจ
บางทีความเล็กอาจไม่ใช่ปัญหา ปัญหาอยู่ที่เราเผลอวัดคุณค่าด้วยผลกระทบเชิงมหภาคมากกว่าการมีอยู่เชิงประสบการณ์
และเมื่อไม่เล่นเกมวัดค่าระดับจักรวาล พิธีกรรมส่วนตัวจึงไม่จำเป็นต้องมีความหมายระดับจักรวาลเช่นเดียวกัน สำหรับบลูมันมีหน้าที่เดียว คือกันไม่ให้ตัวเองเป็นบ้าไปก่อน
สัมผัส ปล่อย เฝ้าดู เสพ รักษา
มันไม่ใช่ปรัชญาเชิงระบบความคิด ไม่ได้มีอ้างอิงจากตำราเล่มไหน แต่มันคือโครงสร้างกันสติแตกของบลูเอง
และนี่สำคัญมาก บลูไม่ได้เขียนให้ทุกคนลอกตาม ทุกคนควรมีพิธีกรรมส่วนตัวของตัวเอง เธอไม่ใช่หุ่นยนต์ เธอไม่ต้องมาคิดเหมือนบลู เธอไม่ต้องทำตามบลู
พิธีกรรมคือเครื่องมือจัดการโลกภายในของตัวเอง ไม่ใช่ทฤษฎีสากล
สิ่งนี้อาจถูกต้องสำหรับบลู ณ ตอนนี้ในวัย 27 และมันอาจจะผิดสำหรับบลูในวัย 28 ก็ได้
เพราะความคิดที่ไม่ขยับ จิตไม่เคลื่อน บลูมองว่านั่นคือเธอตายแล้ว
1. สัมผัส
สัมผัสไม่ใช่แค่ mindfulness แบบคู่มือ มันคือการยืนยันการมีอยู่ในระดับประสบการณ์
17.04 น.
กำลังเคี้ยวทุเรียนทอด
ฟังเสียงจิ้งหรีด กับกบร้องทำสงครามกัน
ยืนอยู่ ณ บ้านเกิดเกาะสมุย กับตาและยาย
เหงื่อกำลังไหลทั้งที่เปิดพัดลมสองตัว
เผลอจ้องฝนที่ตกจนดินบุ๋มซ้ำที่เดิมในกระถางต้นไม้
นี่ไม่ใช่ฉากโรแมนติก นี่คือการไม่ปล่อยให้ชีวิตกลายเป็นสิ่งที่เลื่อนลอย แต่เป็นการสัมผัสที่ทำให้รู้สึกว่า…อิ่ม อิ่มจากการทำสิ่งที่รัก และรักในสิ่งที่ทำทุกวินาทีขณะ
2. ปล่อย
ปล่อยความคิด (ที่เปลี่ยนทุกวัน ทุกนาที) และตบตีกันในหัวทุกวันออกมา เปิดเวทีให้มันแสดง ไม่อย่างนั้นมันจะกัดกันเองจนเราเป็นบ้า
งานเขียน งานภาพ งานปั้น การปลูกต้นไม้
ทั้งหมดคือการปลดปล่อยให้ archetypes ภายในของบลูแต่ละตัวออกมาโลดแล่นในแบบของเขา
ไม่ได้ทำมันเพื่อเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุด ไม่ใช่เพื่อสร้างภาพลักษณ์ว่าบลูคนนี้ทำเป็นทุกอย่าง มีสกิลกว้างขวาง
แต่เพื่อไม่ให้ archetype ตัวไหนถูกหมักหมมกดลืมจมจนหายไปนั่งกอดเข่าร้องไห้ในห้องใต้ดินมืดๆ ตัวเดียว
3. เฝ้าดู
เฝ้าดูสิ่งที่ปล่อยออกไป โดยเฉพาะต้นไม้ เพราะมันเติบโตต่อหน้าตา
ต้นไม้ไม่เคยถามว่าตัวเองเกิดมาทำไม มันแค่รับแสง สังเคราะห์ และเติบโต
มันไม่ได้วัดผลกระทบต่อจักรวาล แต่มันเปลี่ยนบรรยากาศรอบตัวอย่างเงียบ ๆ
การรดน้ำทุกวันคือการยอมรับว่าโลกภายนอกยังมีอยู่ ต้นไม้ยังงอก ยังแตกใบ ออกดอก เติบโต และตาย
ส่วนการเขียน การขายภาพ การฝึกปั้น ที่ไม่พูดถึงนั้น ส่วนนึงเพราะไม่ได้ว่างดูผลตอบรับทุกวัน บลูทำสิ่งเหล่านั้นเหมือนเป็นพิธีกรรมคายพิษมากกว่า
ซึ่งอีก 10 ปีข้างหน้าอาจจะค่อยย้อนกลับมาดูก็ได้ ว่าในวัยเลข 2 ตัวเองมีความเชื่อความคิดการกระทำที่วิบัติแค่ไหน
4. เสพ
สิ่งนี้คือการเลือกรับ และมันสำคัญมาก
มันเริ่มจากจุดที่เรียบง่ายมาก
บลูชอบอ่าน ชอบถก ชอบตั้งคำถามกับความเชื่อของตัวเองเสมอ ชอบสังเกต ชอบให้คำพูดของใครสักคน เหตุการณ์หนึ่ง หรือหนังสือสักเล่ม เข้ามากระทบแล้วบอกว่า ความคิดที่บลูยึดอยู่มันตื้นแค่ไหน… แล้วตามมาด้วยคำถามซ้อนคำถามว่า เราลืมมองอะไรไป เราไม่เห็นอะไร เราเชื่อแบบนั้นเพราะอะไร เรากำลังโดนหลอกอยู่ไหม ความคิดอีกด้านมีอะไรบ้าง ใครกำลังยึดพื้นที่ในหัวของเราไป อะไรทำให้เรายึดติดกับสิ่งนั้น อะไรทำให้เราไม่แม้แต่จะหันไปมองความคิดขั้วตรงข้ามเลย เป็นต้น
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพราะอยากดูเฉียบคมหรืออยากชนะใครในวงสนทนา แต่มันคือความสุขแบบหนึ่ง ความสุขที่เกิดขึ้นทุกครั้งที่มีอะไรบางอย่างมาบอกว่า
…มึงนี่มันทึ่มจริงๆ เลย 5555555
และความรู้สึกนี้ไม่ใช่การถ่อมตัวเชิงภาพลักษณ์ ไม่ใช่คำพูดสวย ๆ เพื่อให้ฟังดูดี แต่มันคือประสบการณ์ตรง เป็นความจริงที่สัมผัสได้จริง ว่าเมื่อไรที่ความคิดของตัวเองถูกเขย่า เมื่อนั้นชีวิตมันสดขึ้น เหมือนเด็ก 6 ขวบที่ได้ของเล่นใหม่ๆ ยังไงอย่างงั้น
บลูไม่ได้ชอบเป็นผู้พูด ไม่ได้ชอบเป็นผู้สอน
บลูชอบฟังมากกว่า ชอบอยู่ในมุมที่เฝ้าดู รับ เก็บรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่คนอื่นอาจมองข้าม
การเขียนจึงเป็นการออกจากคอมฟอร์ทโซนของบลูมากๆ เพราะมันคือการเดินออกมาจากเงามืด มายืนอยู่ใต้สปอตไลต์ที่บลูเกลียด
เพราะในขณะเดียวกัน บลูก็รู้ว่าตัวเองไม่สามารถเป็นเพียงฝ่ายรับตลอดไปได้ บลูจึงต้องเขียน ไม่ว่ามันจะช้าหรือเร็ว บลูก็ต้องเขียนมันออกมา
การเขียนแบบไม่สนผลกระทบของบลู คือการปฏิเสธเกมวัดค่า
การเขียนเป็นการสำรอกแค่ความคิดออกมา เป็นการระบายแรงดันภายในไม่สนว่ามีใครอ่านไหม อ่านแล้วได้อะไร รู้เพียงอย่างเดียวว่า มันเป็นประโยชน์กับตัวบลูเอง
แต่….พอบอกว่า…เราไม่ได้มีหน้าที่ช่วยใคร…อาจจริง
ความย้อนแย้งคือ ทุกครั้งที่เขียนและปล่อยออกไป มันมีผลต่อใครบางคนเสมอ แม้จะไม่ได้ตั้งใจ…
กลับมาที่การไม่สนผลกระทบ บลูมองว่าสิ่งนี้คือเสรีภาพ ไม่ใช่การป้องกันตัวเองจากความรับผิดชอบที่อาจตามมา …ผลตอบรับเชิงบวกเพิ่มอีโก้ ผลตอบรับเชิงลบเพิ่มความคันปาก 5555
และการเขียนใส่กระดาษ ก็มีความเสี่ยงมากเกินไป… ที่เราจะอ่านลายมือตัวเองไม่ออก
ที่เขียนแบบนี้ เพราะบลูไม่ได้รู้สึกว่าการเขียน = ต้องทำให้ชีวิตใครดีขึ้น บลูไม่ได้เกิดมาเพื่อรับฟังหรือแบกรับใคร ไม่ได้มีอุดมการณ์เรื่องการพัฒนาตัวเองเป็นเวอร์ชันที่ดีที่สุดแบบที่โลกสมัยใหม่ชอบขายกัน
บลูพอใจกับตอนนี้ พอใจกับอดีต พอใจกับความรู้ที่มีในปัจจุบัน และก็เปิดรับความเป็นไปได้ว่าในวันพรุ่งนี้อาจรู้มากขึ้น หรืออาจมีบางอย่างมาล้มล้างความรู้ทั้งหมดที่เคยมีจนไม่เหลือซาก
ความพอใจจึงไม่ได้อยู่ที่การสะสม แต่อยู่ที่การสัมผัส การปล่อย การเฝ้าดู การเสพ การรักษา
กลับไปที่ตอนต้น
มื่อบลูพูดว่าชีวิตในฐานะเศษฝุ่น มันไม่ได้มีส่วนไหนที่ยากเลย
บลูก็รู้ดีว่าประโยคนี้ฟังดูโลกสวยมาก เพราะมันไม่ได้ครอบคลุมชีวิตของคนที่เกิดในประเทศยากจน น้ำไม่มีใช้ ข้าวไม่มีจะกิน หรืออยู่ท่ามกลางสงคราม
สำหรับพวกเขา สิ่งที่เขียนมาทั้งหมดอาจฟังดูไร้สาระอย่างสิ้นเชิง การตระหนักถึงความต่างเชิงโครงสร้างนี้เองทำให้บลูเขียนกำกับไว้ตั้งแต่ต้นว่า “ทุกคนควรมีพิธีกรรมเป็นของตัวเอง” เพราะแต่ละชีวิตมีบริบท มีเงื่อนไข มีความรุนแรงของโลกที่ต่างกัน ไม่มีสูตรเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน
ตรงจุดนี้เองที่ทำให้ความสนใจในจิตวิเคราะห์ระดับปัจเจกของบลูเริ่มสั่นคลอน บลูเลิกหมกอยู่กับจิตวิเคราะห์ปัจเจก แล้วขยับไปหาโครงสร้าง เพราะแม้โลกของ archetype สัญวิทยา และการตีความโลกภายในจะลึกและกว้างพอให้สำรวจไปทั้งชีวิต แต่มันก็ไม่ใช่มิติเดียวของความจริง..
เมื่อถอยออกมามองภาพกว้างขึ้น ก็เห็นว่ายังมีมิติอื่นอีกมาก โครงสร้างสังคม การเมือง อำนาจ วาทกรรม ระบบเศรษฐกิจ สุนทรียศาสตร์ของการต่อต้าน ที่ไม่ได้ถูกแตะต้อง
ถ้าโลกภายในคือมหาสมุทร โลกภายนอกก็คือกระแสน้ำที่กำหนดทิศทางของคลื่นอยู่ดี
มันสอดคล้องกับที่บลูพูดว่า ความคิดที่ไม่ขยับคือความตาย และตอนนี้ความคิดมันกำลังขยับจริง ๆ
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่บลูหยิบปรัชญาภาคพื้นทวีป อัตถิภาวนิยม หลังโครงสร้างนิยม ทฤษฎีวิพากษ์ สถานการณ์นิยม อนาธิปไตย ทฤษฎีสังคม การเมือง และงานสาย Transgressive Radical Aesthetics ขึ้นมาอ่าน ไม่ใช่เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของความฉลาด
ไม่ว่าจะอ่านมากแค่ไหน คำว่าฉลาดก็ไม่อาจนิยามตัวตนได้อยู่ดี คำนี้เปลี่ยนความหมายไปตามวัย ตามบริบท ตามยุคสมัย บางช่วงชีวิตอาจใช้คำนี้ไม่ได้ด้วยซ้ำ เพราะเราไม่รู้เลยว่าในแต่ละช่วงเวลานั้น ความคิดของเรายืนอยู่ตรงไหน มันวิบัติไปแล้วหรือยัง
และเมื่อถามตัวเองจริง ๆ ว่าทำไมต้องอ่านมากขนาดนี้ คำตอบที่ซื่อสัตย์ที่สุดอาจเป็นเพียงว่ารักมัน รักที่จะรู้ว่าเศษฝุ่น (มนุษย์คนอื่น) คิดยังไง รักที่จะเห็นความหลากหลายของจิตมนุษย์ รักที่จะค้นพบว่าความจริงไม่ได้มีหน้าเดียว และรักที่จะถูกหักล้าง
ทั้งหมดนี้ไม่มีวันหยุด ต่อให้ไม่ใช่การเรียนรู้ผ่านหนังสือ ก็ยังเรียนรู้ผ่านการสังเกต ผ่านการตั้งคำถาม ผ่านการถกเถียงกับตัวเอง เหมือนที่บลูต้องการอากาศในทุกวัน
เส้นเรื่องของทั้งหมดนี้มีแกนกลางเพียงแกนเดียว คือความซื่อสัตย์ต่อประสบการณ์ของการไม่รู้
และคำถามที่ควรถามระหว่างทางอาจไม่ใช่…ฉันรู้มากพอหรือยัง
แต่เป็น..ฉันยังกล้ายอมรับไหมว่าความรู้ของฉันอาจพังลงได้ทุกเมื่อ
เพราะความสุขที่บลูพูดถึงไม่ใช่ความสุขจากความมั่นคงของความคิด แต่คือความสุขจากการเห็นมันสั่นคลอน
และนี่เป็นพิธีกรรมของบลู บลูเชื่อว่าไม่ใช่บลูคนเดียวที่มีพิธีกรรมนี้ ..พิธีกรรมของการรื้อถอนตัวเองอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องประกาศตัวว่าเป็นนักปฏิวัติ ไม่ต้องเป็นครู ไม่ต้องเป็นผู้กอบกู้ใคร แค่เป็นฝุ่นที่มีสติรู้ว่าตัวเองคือฝุ่น และยังคงอยากลอยต่อไปในกระแสลมของความคิดที่ไม่มีวันนิ่งสนิท
5. รักษา
ข้อนี้บลูพูดถึงสุขภาพ สุขภาพไม่ใช่ปรัชญา มันคือฐาน
บลูกินของที่ปลูกเอง (เฝ้าดูเอง)
ไม่รังเกียจวิทยาศาสตร์ ไม่ยึดติดงานวิจัย แต่ไม่ปฏิเสธมัน
โดยเฉพาะเรื่องสารอาหารการกินสิ่งนี้เปลี่ยนไปทุกวัน ต้องยอมรับว่าการวิจัยใหม่ๆ บลูตามไม่ทัน ถ้าบลูเสียเวลาในการตามสิ่งนั้น บลูจะเสียบางอย่างไปเสมอ เช่น บลูอาจสูญเสียการรู้จักนักเขียนหน้าใหม่ สูญเสียเวลาการเพาะเมล็ดดอกไม้ สูญเสียเวลานั่งมองยายทำขนม…ซึ่งบลูมองว่าสามอย่างหลังนี้สำคัญกว่า
การกินของบลูจึงยึดแค่ว่า กินตามบรรพบุรุษในสมัยที่ยังไม่มีทองหยิบทองหยอด สมัยที่ไม่รู้จักการโม่แป้งเพื่อทำขนมปัง สมัยที่ยังไม่รู้จักการยืดอายุของอาหาร …กินตามมนุษย์ยุคหิน แค่นั้นคือพอ
แต่บลูก็ไม่ได้ละเลยเรื่องเล็กๆน้อยๆ เช่น pm เพราะสิ่งเล็ก ๆ ที่สะสมทุกวันอาจกลายเป็นผลกระทบใหญ่ต่อปอด…
คำถามก็คือแล้วอย่างอื่นที่ไม่ใช่ pm ล่ะ มีอะไรอีกที่เรายังไม่รู้แต่อยู่กับมันในทุกวัน…สิ่งนั้นบลูจะยอมเสียเวลาไปหาคำตอบ
ทั้งหมดที่เขียนแทบไม่มีเรื่องคนเข้ามาข้องเกี่ยวเลย บลูต้องบอกว่าบลูโชคดีที่มีครอบครัวฝั่งแม่ที่เข้าใจ ยอมปล่อยให้บลูว่ายน้ำถ้าบลูเป็นปลา ยอมปล่อยให้บลูบินถ้าบลูเป็นนก ครอบครัวไม่คาดหวังอะไร เขารักการมีอยู่ (Being) ของลูก/หลานสาวคนนี้จริงๆ
เมื่อพูดถึงความสัมพันธ์นอกครอบครัวต้องบอกว่าบลูไม่ได้หนีสังคม ถึงแม้การกระทำจะเหมือน 5555 บลูแค่กำลังเลี่ยงการให้โครงสร้างภายนอกมากำหนดจังหวะชีวิตของบลู มันคือการถอนตัวจากการเป็นวัตถุในสายตาคนอื่น แต่ไม่ได้ตั้งใจถอนตัวจากโลก
แต่สิ่งที่ย้อนแย้งคือ มันปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหลายครั้งบลูรู้สึกอยากถูกสะท้อน มันมีบางส่วนที่ยังต้องการผิวสัมผัสจากภายนอก ไม่ใช่เพื่อการยืนยัน แต่เพื่อเห็นเงาตัวเองจากอีกมุมหนึ่ง
แม้จะบอกว่าเศษฝุ่น แต่…เศษฝุ่นก็ยังเคลื่อนที่ในแรงโน้มถ่วง (เดียวกัน) อยู่ดี
ไม่ว่าเราจะทำอะไร ก็แทบไม่ส่งผลกับโลกเลย…จริงหรอ?
คำถามนี้ pop up ระหว่างเขียน …ตั้งใจว่าจะไม่ตอบตัวเอง …แต่ไม่ตอบคงนอนไม่หลับอีก
คำตอบคือ….ใช่ 5555 แทบไม่ส่งผลกับโลก *5555 ในที่นี้คือแบบที่มีน้ำตาซ่อนอยู่*
คำตอบนี้โหดร้ายแต่แสนงดงาม มันคือการลอกเปลือกชั้นสุดท้ายที่เรียกว่าความหมายออกไป เพื่อดูว่าข้างในนั้นมีอะไรเหลืออยู่บ้าง (ความหยาบคือ…การลอกเปลือกก็ไม่ต่างจากการสร้างเกราะใหม่ที่ชื่อว่าความตระหนักรู้ในสัจธรรมขึ้นมาแทน ยิ่งบลูพยายามเข้าใกล้ความไร้ตัวตนมากเท่าไหร่ บลูยิ่งเจอวงจรแบบงูกินหางตัวเอง..อ่า..เริ่มรู้สึกได้ว่าอีโก้มันเริ่มพุ่งอีกแล้ว)
เทียบกับเคสของบลู…
ถ้าต้นไม้ที่บลูปลูกตายหมด ข้อความสูญหายหมด และไม่มีใครจำได้แม้แต่ตัวบลูเอง สภาวะนั้นคือความไร้ร่องรอยโดยสมบูรณ์
ในแวบแรก ใจเราจะปฎิเสธค่ะ รวมถึงใจบลูด้วย เพราะมนุษย์ถูกโปรแกรมมาให้สร้างอนุสาวรีย์ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ ภาพวาด หรือตัวอักษร
ถ้าบลูบอกว่าไม่โอเคเลย…มันแปลว่าที่บลูทำมาทั้งหมด (ปลูกต้นไม้, เขียนบันทึก) ไม่ได้ทำเพื่อตัวมันเอง แต่ทำเพื่อการดำรงอยู่ของตัวตนในอนาคต บลูไม่ได้รดน้ำต้นไม้เพราะต้นไม้หิวน้ำ แต่รดเพราะอยากให้มีหลักฐานว่าบลูเคยอยู่ที่นี่
ถ้ามองแบบวิทยาศาสตร์หรือพุทธศาสนาแบบเนื้อๆ ฝุ่นก็คือฝุ่น สสารไม่เคยหายไปไหน แค่เปลี่ยนรูป ต้นไม้ที่ตายจะกลายเป็นปุ๋ย ข้อความที่หายไปจะกลายเป็นไฟฟ้าที่ดับวูบไปในสมอง มันคือการยอมรับว่าวงจรที่เปิดค้างไว้ (ต้นไม้ตาย/งานเขียนหาย) แท้จริงแล้วมันไปปิดในระดับที่ใหญ่กว่าที่เราจะมองเห็น คือระดับอะตอมของจักรวาล…บลูไม่ต้องรับรู้ก็ได้ เพราะจักรวาลเป็นสิ่งนั้นไปแล้วโดยไม่ต้องมีผู้สังเกตอยู่แล้วหนิ
จุดที่ยากที่สุด… คือการโอเคกับความว่างเปล่าที่ไม่มีใครชื่นชมแม้แต่ตัวเราเอง
ในงานเขียนก่อนหน้า บลูก็เห็นนะคะ ว่าบลูมีการใส่บทบาทให้ฝุ่นเสมอ (คนรดน้ำ, ผู้รับรู้ ผู้ปล่อยงานเขียน) แต่ความโอเคที่แท้จริงอาจเกิดเมื่อบลูเลิกเป็นนักแสดง แล้วเป็นแค่เหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นแล้วจบไปเหมือนแสงแดดที่ส่องลงบนพื้นหินที่ไม่มีใครเห็น มันคือการตกผลึกว่าการดำรงอยู่โดยไม่ต้องมีสาระ (Essence) มากำกับ
แต่นะคะ ถ้าบลูตอบว่าโอเค ฉันยอมรับได้ที่จะหายไปอย่างไร้ร่องรอย ไปเลยเจ้าต้นไม้ ไปเลยเจ้างานเขียน …นั่นก็ยังเป็นอัตตาที่กำลังภูมิใจในความปล่อยวางของตัวเองอยู่ดี ….มันเป็นกับดักที่ซ้อนกันไม่รู้จบค่ะ
เรากำลังโรแมนติไซส์ความไร้ตัวตน เพื่อให้ตัวตนรู้สึกว่าฉันช่างเป็นฝุ่นที่เข้าใจสัจธรรมซะเหลือเกิน….55555555 ซึ่งจริงๆ แล้วฝุ่นมันไม่ได้อยากเข้าใจอะไรเลย มันแค่เป็นฝุ่น
แต่รู้อะไรไหมคะ..เราสามารถเศร้าที่ต้นไม้ตายไปพร้อมๆ กับเข้าใจว่าโลกก็เป็นแบบนี้ได้ในลมหายใจเดียวกันค่ะ ..
ที่บลูบอกว่าบลูไม่ได้มาโรแมนติไซส์ความเล็ก ไม่ได้กำลังพิสูจน์ว่าเศษฝุ่นมีหรือไม่มีค่า บลูกำลัง (พยายามแล้ว..พยายามอยู่) ปฏิเสธเกมวัดค่าไปเลย…เพราะบลูก็ไม่รู้คำตอบของมันเหมือนกันว่าตกลงมันมีค่าจริงๆ หรือไม่
สังเกตุอะไรไหมคะ…ใช่ค่ะ การพยายามเขียนบันทึกเรื่องการไม่เหลือร่องรอย..หากบลูยอมรับการเป็นเศษฝุ่นได้อย่างหมดจด 100% จริงๆ บลูอาจจะไม่จำเป็นต้องเขียนบทความนี้เพื่อถามหารีดคำตอบจากตัวเองด้วยซ้ำ แต่การที่บลูกำลังวิเคราะห์ความว่างเปล่านี้อยู่ คือหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดว่า บลูยังให้ค่ากับการดำรงอยู่ของความเข้าใจในตัวบลูเอง ซึ่งอันนี้แหละที่สลัดหลุดยากที่สุด
คำถามจริงๆ จากที่ว่า
เศษฝุ่น..ไม่ว่าเราจะทำอะไร ก็แทบไม่ส่งผลกับโลก…จริงหรอ?
บางทีอาจเป็น
…ถ้าพรุ่งนี้เช้าตื่นมาแล้วพบว่าทุกอย่างที่เคยทำหายไปหมดสิ้น ความรู้สึกแรกที่แวบขึ้นมาโดยที่ยังไม่ได้ใช้ปรัชญามาปลอบใจคืออะไร? ความเศร้า? ความโล่งใจ? หรือความว่างเปล่า?
บางทีคำตอบอาจไม่ได้อยู่ในบทวิเคราะห์ แต่อยู่ในลมหายใจเข้าออกครั้งถัดไปหลังจากที่เรารู้ว่าไม่มีอะไรเหลือเลย…
ไม่ต้องพยายามรีดคำตอบที่จริงแท้ที่สุด เพราะมันไม่มีอยู่จริงค่ะ มันเป็นเพียงแค่ระดับของความรู้สึกที่เข้มข้นกว่าเท่านั้น
…ประโยคล่าสุดนี่ ไม่ได้บอกตัวเองนะคะ บอกคนอ่าน เพราะตลอดบทความ บลูดันรีดความคิดตัวเองผ่านการวิเคราะห์ตัวเองอย่างหนักหน่วงไปเรียบร้อยแล้ว 5555 ซึ่งนั่นเป็นหลักฐานชั้นดีของการไม่ยอมรับความไม่รู้ ในขณะที่ปากบอกว่าฉันโอเคกับความว่างเปล่า
ทุกอย่างที่บลูเขียนมันไม่ได้ย้อนแย้งเพราะบลูคิดไม่ตก แต่ย้อนแย้งเพราะภาษา และ ความคิดมีข้อจำกัด
ในการอธิบายสภาวะที่ไร้ตัวตน เราไม่สามารถใช้ตัวตน เขียนอธิบายความไร้ตัวตน โดยไม่เหลือร่องรอยของตัวตนได้…นั่นคือเหตุผลที่ทำไมมันถึงจบลงด้วยการเขียนเสมอ..
กลับไปที่เรื่องสัมผัส…นี่แหละค่ะ คือจุดที่งดงามที่สุด..มันเป็นแรงสั่นสะเทือนในใจบลูตอนที่เขียนอยู่ คือต่อให้พรุ่งนี้งานเขียนนี้หายไป แรงสั่นสะเทือนนั้นก็ได้เกิดขึ้นและเปลี่ยนรูปไปเป็นพลังงานอื่นในจักรวาลตามที่บลูบอกแล้ว…แม้จะไม่มีใครจำได้ แต่มันได้เกิดขึ้นแล้ว

