ฝึกฟัง ฝึกพูด - ศิลปะของการเสแสร้งทางอารมณ์
ตอนเด็กๆ เราง่วงเราก็นอน เราโกรธเราก็ร้องไห้ เรามีเพื่อนเราก็คุยกันได้เลย แต่ทำไมตอนนี้เราถึงต้องไปเดินร้านหนังสือเพื่อหาเบสต์เซลเลอร์สอนเรื่องกะโหลกกะลาที่เราทำเป็นตั้งแต่เกิดที่ชื่อว่า…ศิลปะการชวนคุย….เทคนิคการฟังเพื่อเข้าใจ…กลยุทธ์การนอนหลับที่ดี….วิธีคุยกับคนให้รู้เรื่อง…การจัดการอารมณ์…วิธีแสดงรับรู้ความรัก…การหายใจและการอยู่กับปัจจุบัน
การที่เราต้องมานั่งเรียนรู้วิธีการเป็นมนุษย์ใหม่ทั้งหมด …ฟังดูตลกร้ายอยู่นะ…มันปกติจริงๆ หรอ?
เรื่องนี้มันใหญ่กว่าแค่หนังสือฮาวทู แต่มันคือการที่ระบบทุนนิยม เข้ามาบงการร่างกาย จิตใจ และชีวิตประจำวันของเราทุกฝีก้าว (ชีวการเมือง) มันตีกรอบว่าเราควรใช้ชีวิตยังไง แล้วก็หาเงินจากสิ่งเหล่านั้น
ตอนนี้มันไม่ได้สูบเลือดสูบเนื้อเราแค่ตอนทำงาน 8 ชั่วโมง แต่มันลามปามมาถึงเตียงนอนของเราแล้ว
มันทำให้เราแพนิกว่าเรานอนไม่มีคุณภาพ แล้วก็หลอกขายสมาร์ทวอทช์ราคาแพงเพื่อมาจับชีพจรตอนนอน หลอกขายแอปพลิเคชันนั่งสมาธิ หลอกขายพอดแคสต์สอนวิธีพักผ่อน
ทั้งๆ ที่การพักผ่อน ควรเป็นของฟรี แต่ระบบมันดันเข้ามาจัดระเบียบร่างกายเราเพื่อที่จะสูบเงินจากเราแม้กระทั่งตอนที่เราหลับตา
เมื่อก่อนเราอาจจะทำเรื่องพวกนี้เป็นโดยธรรมชาติ …คุย ฟัง สงสัย ถาม เข้าหาเพื่อน เล่นกัน ปลีกตัวออก ทะเลาะ ขอโทษ นอน ตื่นมากิน (ทะเลาะกันใหม่ 5555) วนเป็นวงจรปกติ
….แต่สังคมและระบบการทำงานทุกวันนี้ มันบีบให้เราเครียดและห่างไกลจากสัญชาตญาณเดิม จนเรากลายเป็นคนแปลกหน้าสำหรับตัวเอง (Alienated) ทำตัวไม่ถูกแม้กระทั่งกับเรื่องพื้นๆ อย่างเรื่องข้างต้น
ระบบทุนนิยมบังคับให้เราทำงานหนัก แข่งขันสูง จ้องแต่หน้าจอ จนเราสูญเสียทักษะการสบตาผู้คน เราโดนหัวหน้าด่าจนสูญเสียความมั่นใจในการพูด เราเสพติดโซเชียลจนลืมวิธีอยู่กับความเงียบ…
สังคมได้ทุบทำลายสัญชาตญาณดิบของเราทิ้ง จนเรากลายเป็นคนเอ๋อๆ ที่ลืมไปแล้วว่าการนั่งโง่ๆ มองเต่าทองแทะใบไม้โดยไม่รู้สึกผิด มันทำยังไง
หนังสือ Self help ทั้งหลายแหล่พวกนี้ไม่ได้ให้ความรู้ใหม่หรอกค่ะ แต่มันคือการเอาความเป็นมนุษย์ปกติที่ระบบมันขโมยจากเราไป… เอามาใส่แพ็กเกจติดป้ายราคา แล้วขายคืนให้เรา
ลองนึกภาพ…เราคือพนักงานสักระบบนึงไม่ว่าจะราชการ เอกชน เอาเป็นว่าอยู่ภายใต้ระบบที่ครอบหัวเราอยู่ …ระบบบริษัททำให้เราทำงานหนักจนเบิร์นเอาท์ ขโมยเวลาพัก ขโมยเวลาฉี่ ขโมยสุขภาพจิตเราไป
จากนั้นตลาดทุนนิยมก็ส่งหนังสือสอนวิธีแก้เบิร์นเอาท์มาวางขายให้เราซื้อในราคา 300 บาท ผ่านทางชอปปี้แรปพลาสติกอย่างดี สีสันสดใส ข้างในว่างเปล่า เต็มไปด้วยภาพและโควทโง่ๆ
วงจรนี้คุ้นๆ เนอะ …ปล้นความสงบสุขไป แล้วเอาความสงบสุขนั้นมาแพ็กใส่ปกสวยๆ หลอกขายคืนให้คนทำงานอีกที 5555
ประเด็นคือ ก็มีคนซื้อด้วย
พวกนี้ได้หลอกให้เราเกลียดเนื้อแท้ตัวเองในด้านที่อาจไม่ถูกใจสังคมนัก เพราะมนุษย์ทุกคนก็มีด้านดิบของตัวเอง ไม่ว่าจะการไม่ยอมคน ความขี้เกียจในตอนบ่าย การเกลียดงานสังสรรค์ และหลอกให้เราวิ่งตามการพัฒนาตัวเองให้ทันเสมอ
เราอยู่ในยุคที่ถ้าแค่อยากนอนนิ่งๆ สักวัน สักวีค สักเดือน เราจะถูกมองว่าเป็นไอ้ขี้แพ้ เป็นตัวถ่วงรั้งความเจริญ แค่นี้ทนงานไม่ได้ ….เพราะสังคม หรือแม้แต่คนที่เผชิญเรื่องเดียวกับเรา (โซเชียล/ทีม/ครอบครัว/เพื่อนร่วมงาน บลาๆ) ยังบังคับให้เราต้อง Productive ต้องเป็นเวอร์ชันที่ดีที่สุดตลอดเวลา…
การพัฒนาตัวเองจึงไม่ใช่การทำให้เรามีความสุขแบบเราเย้วๆ กัน แต่มันคือไม้หน้าสามเลี่ยมทองที่เฆี่ยนตีให้เราต้องวิ่งบนลู่วิ่งไม่รู้จักจบสิ้น เพื่อให้เราเป็นฟันเฟืองที่ทำงานหนักขึ้นให้กับระบบ …ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ หรือพยายามปิดหูปิดตาก็ตาม
Emotional Capitalism
ในโลกทุนนิยมอารมณ์ความรู้สึก ไม่ใช่ความจริงใจเหมือนตอนเด็กๆ ที่มันบริสุทธ์ผุดผ่อง อยากเตะก้นใครก็ทำ อยากงอแงก็งอแง อยากหัวเราะก็หัวเราะ ….แต่มันถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นต้นทุนและเครื่องมือเพื่อหาผลประโยชน์ใส่ตัว
ยังไง
มาดู
เราคงเคยได้ยินคำสวยๆ อย่างคำว่า …การฟังอย่างลึกซึ้ง
ที่จริงแล้ว เราก็รู้อยู่แก่ใจว่ามันคือการแฮ็กความรู้สึกคนอื่น แต่เราก็ยอมให้มันสอนให้เราทำตัวเหมือนหุ่นยนต์ที่ถูกตั้งโปรแกรมมาว่า
…ถ้าเขาพูดประโยค A ให้เราพยักหน้าแล้วตอบด้วยประโยค B
เพื่อให้ได้ในสิ่งที่เราต้องการ โดยไม่ต้องใช้ความจริงใจเลย
ลองนึกถึงเวลาเราเจรจาธุรกิจ พูดคุยต่อรองกับนักโทษ หรือแม้แต่นักจิตวิทยาบำบัดที่ถูกเทรนมาอย่างดี พวกเขาจะพยักหน้า สบตา และพูดว่า
…เข้าใจความรู้สึกของคุณเลยค่ะ/ครับ…
เขารู้สึกอย่างที่พูดจริงๆ หรอ
…บางคนอาจใช่ แต่ส่วนใหญ่เขาไม่ได้แคร์เราจริงๆ หรอก
มันคือเทคนิคที่เรียนมาเพื่อลดกำแพงของเรา ทำให้เราตายใจ ไม่กล้าด่าเขา และยอมควักเงินจ่ายในที่สุด ความเห็นอกเห็นใจมันถูกใช้เป็นแค่อุปกรณ์งัดแงะเอาผลประโยชน์เท่านั้น
ฟังดูเหมือนว่าคุณกำลังรู้สึก…..
…ช่วยขยายความหน่อยได้ไหมว่าทำไมถึงคิดแบบนั้น?
…อะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณกังวลใจที่สุดเกี่ยวกับเรื่องนี้ครับ/คะ?
ถ้าเป็นผมอยู่ในสถานการณ์ของคุณ ผมก็คงรู้สึกแบบเดียวกับคุณนะ
ลองนึกว่าที่ผ่านมาเราเคยได้ยินประโยค่หล่านี้จากเด็กๆ ไหม? หรือได้ยินจากคนรุ่นก่อนๆ ที่ไม่เคยรู้หนังสือหรือเปล่า?
ไม่เคยหรอกค่ะ เพราะเขาไม่มีความรู้ชุดนั้นมาก่อน สิ่งนั้นทำให้การแสดงออกของพวกเขาเป็นไปแบบซื่อตรง โผงผางบ้างในบางที ซึ่งแทบจะจับรูปแบบไม่ได้เลย แต่เราจะรู้สึกได้ว่ามันจริง
แรงขับ (Drive)
ตามธรรมชาติคนเรามีทั้งมุมดีและมุมดาร์ก (แค้น เกลียด รำคาญ อยากผูกมิตร อยากสาปแช่ง 5555) แต่หนังสือฮาวทูบังคับให้เราตัดความดาร์ก ความความก้าวร้าวตามธรรมชาติทิ้งไปให้หมด หรือไม่ก็เอาความดาร์กนั้นใส่สูทให้ดูดีขึ้น สุดท้ายไม่ว่ากระบวนการคืออะไร แต่จบลงที่ต้องใส่หน้ากากคนดี เพราะในโลกธุรกิจ ความขัดแย้งคือการเสียเวลาและเสียเงิน
ธรรมชาติของมนุษย์ เวลาเจอคนงี่เง่า เราก็ต้องอยากด่าถูกไหม?
นั่นคือความจริงใจ แต่สังคมทุนนิยมบอกว่า
…ทำแบบนั้นไม่ได้นะ มันดูไม่เป็นมืออาชีพ
เราต้องปั้นหน้ายิ้ม อดทน และพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
หนังสือพวกนี้กำลังสอนให้เรากลบเกลื่อนความเป็นมนุษย์ แล้วทำตัวให้ลื่นไหลเหมือนไอ้โง่ที่หยอดน้ำมันตับปลายัดสมองมาอย่างดี เพื่อให้ระบบธุรกิจมันเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่มีสะดุด
ทีนี้ลองมาดูมุมผู้บริหารกันบ้าง
นึกภาพเจ้านายที่ไปอบรมวิธีฟังอย่างเห็นอกเห็นใจ เพื่อกลับมาฟังพนักงานระบายความเครียดจากการทำงานหนักเกินไป
…เราคิดว่าเขาตั้งใจอบรมเพื่อเปลี่ยนตัวเองไปตามชื่องานสัมนาจริงๆ หรอ 55555 เขาไม่ได้เรียนวิธีฟังเพื่อมาแก้ปัญหาให้เรา แต่เรียนมาเพื่อหลอกให้เราทนทำต่อไป
จินตนาการว่าเราทำงานจนป่วย เราเดินไปหาเจ้านาย เจ้านายที่ไปงานสัมนา/อ่านหนังสือแนวนี้มาจะใช้เทคนิค Active Listening
… เขามองตาเรา แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
พี่เข้าใจนะว่าหนูเหนื่อย พี่รับรู้ถึงความพยายามของหนูนะ จากที่พี่สังเกตุเรามา…เราเป็นคนที่เก่งมากใน….บลาๆๆ
…เราฟังแล้วรู้สึกดีจังเลย เจ้านายเข้าใจเรา เราเลยกลับไปนั่งทำงานงกๆ ต่อไป
แต่เดี๋ยวก่อนนะ
งานเราลดลงไหม? ไม่
เงินเดือนเพิ่มไหม? ไม่
โครงสร้างพังๆ ของบริษัทเปลี่ยนไหม? ไม่
ความเห็นอกเห็นใจของเจ้านายก็คือยาชาที่ฉีดให้เราด้าน จะได้ไม่ลุกขึ้นมาประท้วงหรือลาออก ถ้านี่ไม่ใช่ด้านอำมหิตของสิ่งที่เรียกว่าศิลปะการสื่อสารละก็นะ…
การทำหมันความเป็นมนุษย์
การสอนวิธีอยู่ร่วมกับคนอื่นในยุคนี้ ไม่ใช่การสอนให้เรารักกัน แต่เป็นการสอนให้เรา ทำหมันความสัมพันธ์ คือทำให้มันสะอาด ปลอดเชื้อ ปราศจากความวุ่นวาย จนท้ายที่สุดมันไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์ เพราะเราเอาแต่หวาดระแวงคนที่ไม่เหมือนเรา
คำสอนหลายๆ สำนักมักให้เรายึดตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล (ฉันต้องมีความสุขที่สุด ฉันต้องสำคัญที่สุด ฉันรักตัวเอง ฉันมีขอบเขต) พอเราโฟกัสแต่ตัวเองหนักเข้า เราเลยกลายเป็นคนเปราะบาง ทนความงี่เง่า ความไม่ได้ดั่งใจ หรือความซับซ้อนของคนอื่นไม่ได้เลย เราถึงต้องวิ่งหาหนังสือฮาวทูมาสอนวิธีรับมือกับคนอื่นอีกที
ลองสังเกตดูว่า ยุคนี้เวลาเจอเพื่อนทำตัวไม่น่ารัก หรือมีความเห็นทางการเมืองไม่ตรงกัน เราก็พร้อมจะอันเฟรนด์ หรือบล็อกทันที เพราะเราสูญเสียความอดทนที่จะทำความเข้าใจคนที่คิดไม่เหมือนเราไปแล้ว เราอยากอยู่แต่ใน Echo Chamber (เสียงสะท้อนที่คิดเหมือนกัน) เท่านั้น
การตั้ง Boundaries (ขอบเขต)
คำฮิตยอดฮิตอย่างการเซ็ต Boundary หรือการตัดคน Toxic ออกจากชีวิต ฟังดูเป็นการรักตัวเองนะ
แต่มองให้ลึก มันคือการสร้างห้องปลอดเชื้อขังตัวเองไว้ข้างใน เรากลัวความเจ็บปวดจนไม่อยากเอาตัวไปคลุกคลีกับความวุ่นวายของใครเลย
ลองนึกแบบนี้
สมมติว่าเรามีแฟน แล้วแฟนมีปัญหาชีวิต งี่เง่าใส่เรา …หนังสือฮาวทู/ยูทูปอินฟลูอาจจะบอกให้เรา
ขีดเส้น Boundaries นะ อย่าให้เขามาทำลายพลังงานบวกของคุณ ถ้าเขา Toxic ก็เลิกเลย …
อ่ะ แน่นอน ใช่ เรารอดพ้นจากความเครียด แต่เรากำลังทำหมันความรักอยู่ ความสัมพันธ์จริงๆ มันต้องมีการทะเลาะ ร้องไห้ ปรับความเข้าใจ (แปดเปื้อนความยุ่งเหยิง อารมณ์โง่ๆ ที่หาเหตุผลมาอธิบายได้ยากของมนุษย์) แทนที่เราจะไปทำความเข้าใจต้นสายปลายเหตุ แต่ตอนนี้เอะอะอะไรก็ตัดทิ้งเหมือนตัดเนื้อร้าย
Existentialism
ฌองปอล ซาร์ตร์ เคยบอกว่านรกคือคนอื่น มันไม่ได้แปลว่าคนอื่นเป็นปีศาจ แต่แปลว่า สายตา คำวิจารณ์ และการทะเลาะเบาะแว้งกับคนอื่นนี่แหละ (ความรู้สึกเหมือนตกนรก) คือสิ่งที่สะท้อนให้เราเห็นว่าเราเป็นคนยังไง การปะทะกันคือเบ้าหลอมตัวตนของเรา
เช่น ถ้าเราอยู่คนเดียวบนเกาะร้าง เราจะไม่รู้เลยว่าตัวเองเป็นคนใจร้อน ขี้หึง หรือใจดี จนกระทั่งเราต้องมาอยู่ร่วมกับคนอื่น
การโดนคนอื่นขัดใจ โดนด่า โดนเอาเปรียบ (ปะทะ) มันเจ็บปวดเหมือนนรกก็จริง แต่มันคือกระบวนการเรียนรู้ที่จะเติบโตเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
แต่หนังสือพัฒนาตัวเองยุคนี้ กลับหลอกขายโลกยูโทเปีย โลกที่ทุกคนพูดจาดีใส่กัน โลกที่เราขีดเส้น Boundaries ขังตัวเองไว้ได้โดยไม่มีใครกล้าล้ำเส้น… ซึ่งปลายทางของโลกปลอดเชื้อใบนี้ ก็คือความเหงาจับใจ
ถ้าเราทำตามหนังสือพวกนี้แบบเป๊ะๆ ตัดเพื่อนที่ชอบบ่นทิ้ง (เพราะ Toxic), เลิกกับแฟนที่ชอบชวนทะเลาะ (เพราะรุกล้ำ Boundary), ไม่คุยกับเพื่อนร่วมงานที่เห็นต่าง (เพราะเสียพลังงานบวก)…
ยินดีด้วยจ้า ตอนนี้ชีวิตเธอราบรื่นมาก ไร้การปะทะ 100%
แต่เมื่อเราหันมองรอบตัว เราจะไม่เหลือใครเลยแม้แต่คนเดียว นี่แหละคือ
ความโดดเดี่ยวที่สมบูรณ์แบบที่หนังสือฮาวทูมอบให้
กับดักของกูรู และอีโก้ของนักวิจารณ์
1.เวลาเราเดินเข้าร้านหนังสือ ทำไมเราถึงเชื่อหนังสือพัฒนาตัวเอง (Self help) พวกนี้?
เพราะเขาเอาป้าย ศาสตราจารย์จากฮาร์วาร์ด/สแตนฟอร์ด มาแปะหน้าผากเราไง เขามาในคราบของคุณหมอใจดีที่แสนฉลาด มาในคราบนักวิชาการที่ใจเย็นพร้อมอธิบายทุกสิ่ง นิยามทุกอย่าง…ทำให้เราไม่กล้าเถียง และทำให้เราหลงเชื่อว่า…ชีวิตฉันพัง ฉันป่วย ฉันโง่ ฉันต้องให้เขาช่วย
สมมติมีคนบอกว่า เธอต้องตื่นตี 5 เพื่อสวดมนต์ และเขียนสมุดขอบคุณ ถ้าคนพูดคือป้าข้างบ้าน เราคงสวดกลับไปแล้ว…
แต่พอคนพูดใส่สูท เป็นศาสตราจารย์ระดับโลก และพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล เรากลับจดลงสมุดและรู้สึกว่า…โอ้ ชีวิตฉันนี่มันช่างไร้ระเบียบวินัยซะเหลือเกิน 555555
นี่แหละค่ะ อำนาจที่แนบเนียนที่สุด เขาไม่ได้บังคับเรา แต่เขาใช้ความน่าเชื่อถือมาล้างสมองให้เรายอมรับสภาพว่า…เธอมันยังดีไม่พอ (ซื้อหนังสือฉันซะ)
2.รางวัลทางอัตตาของสายวิพากษ์
นี่คือคำเตือนถึงตัวเอง (บลู) และพวกเธอๆ เราๆ ที่กำลังอ่านสิ่งนี้อยู่ เวลาเราด่าหนังสือไลฟ์โค้ช ด่าระบบทุนนิยม เราจะรู้สึกว่าตัวเองเท่และฉลาดกว่าพวกบ้าฮาวทู
แต่รู้ไหม… ทุนนิยมมันฉลาดกว่านั้น มันรู้ว่าเราขบถ มันเลยเอาหนังสือปรัชญายากๆ มาพิมพ์ขายเรา ให้เราซื้อไปอ่านแล้วรู้สึกฟิน รู้สึกตาสว่าง… ทั้งๆ ที่ชีวิตจริง เราก็ยังต้องตื่นไปเป็นทาสบริษัทเหมือนเดิม 55555555555 ซึ่งถึงแม้บลูไม่ได้เป็นลูกจ้างใคร แต่บลูยังอยู่ภายใต้ระบบทุนนิยมอยู่ดี ต่อให้เราทำอาชีพอิสระ งานคราฟต์ หรือขายของออนไลน์ เราก็ยังต้องใช้ระบบธนาคาร, ระบบขนส่ง (เช่น ขนส่งที่เอาต้นไม้มาจากชอปปี้), ระบบเน็ต, และสาธารณูปโภคต่างๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนถูกร้อยเรียงด้วยระบบทุนนิยมทั้งสิ้น
ลองนึกภาพเรานั่งจิบกาแฟแก้วละ 150 บาท ในร้านคาเฟ่ทุนนิยมแห่งนึงชื่อย่อว่าเอส 55555 แล้วพิมพ์สเตตัสด่าความเฮงซวยของทุนนิยมและไลฟ์โค้ช พอคนมากดไลก์เยอะๆ เราก็ภูมิใจว่าตัวเองตื่นรู้
…แต่นั่นแหละค่ะ ทุนนิยมมันหลอกแดกแม้กระทั่งความขบถของเรา มันปล่อยให้เราด่ามันในโลกออนไลน์ เพื่อระบายความอัดอั้น จะได้ไม่ต้องไปประท้วงหยุดงานในโลกความจริง
การด่าสังคมวิจารณ์โลกไปวันๆ ถ้ามันไม่ทำให้เราลุกขึ้นมาเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตจริงๆ มันก็เป็นแค่การช่วยตัวเองทางความคิด (Intellectual Masturbation) คือฟินอยู่คนเดียว สำเร็จความใคร่ทางปัญญาไปวันๆ แต่โลกไม่ได้ดีขึ้นเลย
ศัตรูทางความคิด (The Optimizers) — พวกบ้าการเพิ่มประสิทธิภาพ
Jordan Peterson (จัดห้องให้สะอาดก่อนไปวิพากษ์โลก) เขาคือตัวแทนของคนที่บอกว่า…ถ้าชีวิตมึงแย่ อย่าไปโทษสังคม โทษรัฐบาล โทษเศรษฐกิจ… มึงกลับไปจัดที่นอนมึงให้สะอาดก่อนไป๊
James Clear (Atomic Habits ลดทอนมนุษย์เป็นแค่กลไกพฤติกรรม) หนังสือเล่มนี้ดังมาก แต่ในมุมของบลูมันคือการมองมนุษย์เป็นแค่เครื่องจักรที่ถ้าใส่โค้ด (Habit) เข้าไปอย่างถูกต้อง เครื่องจักรก็จะทำงานผลิตเงินได้ เขาละเลยความเหนื่อยล้า ความเศร้า และความเป็นมนุษย์ไปหมดสิ้น
Matt Walker (ทำให้การนอนหลับกลายเป็นความหมกมุ่นทางสุขอนามัย) จากที่คนเราแค่ง่วงก็นอน หมอคนนี้ทำให้เราต้องมานั่งจับเวลา ซื้อนาฬิกามาวัดคุณภาพการนอน จนคนยุคนี้เป็นโรคนอนไม่หลับเพราะเครียดว่าตัวเองจะนอนได้ไม่เพอร์เฟกต์ 55555
แนวร่วมทางความคิด (The Deconstructors) — ทีมรื้อถอนโครงสร้าง
Byung Chul Han (The Burnout Society) คนที่บอกว่า…ยุคนี้เจ้านายไม่ต้องมาถือแส้เฆี่ยนเราแล้ว เพราะเรานี่แหละเฆี่ยนตีตัวเอง บางทีเฆี่ยนตีคนรอบข้างด้วย 5555 ด้วยคำว่า….ฉันต้องเก่งขึ้น ฉันต้องทำได้… จนเบิร์นเอาท์ตายไปเอง ไม่ต้องรอเจ้านายฟาดจนตาย
Mark Fisher (Capitalist Realism) คือคนที่บอกว่าโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวลของพวกเธอน่ะ ไม่ใช่เพราะสมองเธอผิดปกติหรอก แต่มันคืออาการแพ้ของมนุษย์ที่มีต่อสังคมทุนนิยมที่ป่วยไข้ต่างหาก
Michel Foucault (ชีวการเมืองของการดูแลร่างกาย) คนที่แฉว่า อำนาจรัฐและนายทุน มันเข้ามาควบคุมเราถึงระดับร่างกาย บงการวิธีกิน วิธีกายบริหาร วิธีมีเซ็กส์ เพื่อทำให้เรากลายเป็นประชากรที่เชื่องและทำงานให้มันได้ดีที่สุด
จากนี้ไปจงอ่านหนังสือ Self-help พื้นฐานเหล่านี้ ไม่ใช่ในฐานะคู่มือการใช้ชีวิต แต่ในฐานะจดหมายเหตุของความเสื่อมสลาย…ที่กำลังแฉว่าสังคมเรายุคนี้พังพินาศและเสื่อมทรามลงไปแค่ไหนแล้ว (Archives of Decay)
…สมมติในอนาคตอีก 1,000 ปีข้างหน้า มนุษย์ต่างดาวมาขุดเจอหนังสือฮาวทูของยุคเรา เขาไม่ได้มองว่าเราฉลาดนะ เขาจะขำก๊ากแล้วบันทึกว่า
โอ้โห มนุษย์ยุค 2026 มันโง่ถึงขนาดต้องซื้อหนังสือสอนวิธีหายใจเข้า-ออก สอนวิธีนอนหลับ สอนวิธีคุยกับเพื่อนแล้วเว้ย สังคมยุคนั้นมันพังขนาดไหนวะเนี่ย?
ทุกครั้งที่เราเห็นบทที่สอนว่า…วิธีพูดให้คนรัก…ให้เรานึกถึงการสูญสลายของความจริงใจในโลกทุนนิยม จนเราต้องมานั่งท่องบทสนทนาประดิษฐ์ๆ เพื่อหลอกใช้คนอื่น
หนังสืออย่างวิธีชนะมิตรและจูงใจคนมันดังมากใช่ไหม? แต่มองลึกๆ มันน่าเศร้านะคะ ที่เราต้องเรียนวิธีปั้นหน้ายิ้ม แสร้งทำเป็นจำชื่อคนอื่นให้ได้ เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวล้วนๆ …จนความจริงใจแบบดื้อๆ ดิบๆ มันตายไปจากสังคมนานแล้ว
ทุกครั้งที่เห็น…วิธีนอนหลับให้สนิท…ให้เรามองเห็นภาพของแรงงานที่ถูกสูบเลือดสูบเนื้อ สูบวิญญาณจนพังยับเยิน จนสูญเสียสัญชาตญาณพื้นฐานที่สุดอย่างการหลับตาไป
เรากลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าสมเพชที่สุดในโลกใบนี้ค่ะ สัตว์ป่ามันเหนื่อยก็นอนหลับใต้ต้นไม้ แต่เราต้องซื้อเตียงดูดวิญญาณราคาหมื่นบาท ซื้อน้ำมันหอมระเหย โหลดแอปเปิดเสียงฝนตก… ทั้งหมดนี้เพียงเพื่อจะข่มตานอนให้หลับ หลังจากถูกความเครียดของระบบทุนนิยมปู้ยี่ปู้ยำมาทั้งวัน
และเมื่อเราเข้าใจกลไกเหล่านี้อย่างทะลุปรุโปร่ง เราจะไม่ได้แค่รู้สึกว่า “ฉันนี่มันทึ่มจริงๆ” อย่างที่เราปรารถนาจะเชื่อ
แต่เราจะสัมผัสได้ถึงความหนาวเหน็บทางอัตถิภาวะ (Existential dread) ว่าเราทุกคน ล้วนแค่ไม่ได้ใช้ชีวิตในฐานะมนุษย์เลย เราก็แค่ก้อนเนื้อ (เครื่องจักรชีวภาพ) ที่ถูกจับตั้งโปรแกรมให้ทำงาน หาเงิน แล้วก็ซื้อฮาวทูมาซ่อมแซมตัวเอง เพื่อหลอกตัวเองไปวันๆ ว่า …ฉันยังมีชีวิตอยู่ ฉันยังเป็นมนุษย์นะ
… และนั่นแหละคือความโศกนาฏกรรมที่งดงามและซื่อสัตย์ที่สุดที่บลูตามหาท่ามกลางโลกที่พลาสติก …อย่างน้อยความเจ็บปวดของคนก็ยังเป็นของจริง

