ปกติเรามักจะคิดว่าชีวิตมีทั้งข้อดีและข้อเสีย แล้วเราก็เปรียบเทียบกันว่าข้อดีข้อเสียอันไหนมากกว่ากันเป็นสมการแบบ {ความสุข (บวก) - ความทุกข์ (ลบ) = กำไร/ขาดทุน } ถ้าข้อดี (กำไร) เยอะก็คุ้มที่จะเกิด
แต่คนเขียนบอกว่า…สมการนี้ผิดตั้งแต่ตั้งโจทย์แล้วแม่ๆพ่อๆ ผู้เจริญมากปัญญาทั้งหลาย 5555
การมีอยู่ของความสุข กับความทุกข์มันไม่ใช่ของที่ถ่วงดุลกันได้ และนี่การเกิดของเด็กนะ ไม่ใช่โจทย์สมการหารค่าข้าว50/50กับเดทแรกดีหรือไม่ ความทุกข์ 1 หน่วยจะเท่ากับความสุข 1 หน่วยได้ไง มึงบ้าหรอ แล้วดันเอามาหักลบกันเนี่ยนะ ถามจริง ทั้งที่ความจริงแล้วความทุกข์ เช่น การถูกทรมาน ถูกข่มขืน ถูกเพิกเฉย มันไม่สามารถถูกชดเชยด้วยไอศครีมรสวานิลลา พาเที่ยวรอบโลก หรือถูกหวยให้ได้เลย
การไม่เกิดมันไม่ได้แปลว่าแกได้คะแนนเป็นศูนย์ มันเริ่ดกว่านั้นอีก เพราะมันคือการตัดความเสี่ยงติดลบออกไปทั้งหมด โดยไม่มีค่าเสียโอกาสเลยแม้แต่น้อย
ถ้านึกภาพไม่ออก นึกถึงทริปแคมป์ปิ้ง
เมื่อลองใส่ตัวละครลงไปในเคสนี้จะเห็นโครงสร้างชัดเจนขึ้นแบบนี้
ถ้าชวนคนมาแคมป์ (เกิด) > โดนยุงกัด (แย่) VS เห็นวิวสวย (ดี) = ต้องลุ้นต่อว่าอะไรจะมากกว่ากัน
ถ้าไม่ชวนใครเลย (ไม่เกิด) > ไม่มีใครโดนยุงกัด (ดี) VS ไม่มีใครเสียดายที่ไม่เห็นวิว (ไม่แย่เลย) = สถานะนี้ดีแล้ว
จะเห็นว่า ฝั่งการเกิดมีความเสี่ยงขาดทุนจริง (โดนยุงกัด) ส่วนฝั่งการไม่เกิดได้รับความปลอดภัยฟรีๆ (โดนยุงกัด = ไม่มีความทุกข์ = เรื่องดี) โดยไม่มีใครต้องจ่ายราคาให้กับการไม่ได้เห็นวิวสวย เพราะไม่มีผู้รับผลกระทบตั้งแต่แรก
ข้อแตกต่างสำคัญคือการไม่ได้ไปเห็นวิวสวยนั้นไม่ใช่เรื่องเลวร้าย มันไม่มีความรู้สึกใดๆ ที่จะมาบอกว่าดีกว่าหรือแย่กว่า มันคือสภาวะว่างเปล่าที่ไม่มีความทุกข์ ซึ่งเป็นสภาวะที่สมบูรณ์แบบที่สุด แต่การมีความทุกข์นั้นเลวร้ายเสมอ ไม่ว่าใครก็ตามที่ได้รับมัน
ทำไมความคิดนี้ถึงทำให้คนส่วนใหญ่ยอมรับได้ยาก?
คนเขียนชี้ให้เห็นว่ามนุษย์เรามีอคติที่เรียกว่า Pollyanna Principle (อคติมองโลกในแง่ดี) ซึ่งทำให้เรามองข้ามความจริงบางอย่างไป เช่น
เราชินกับความทุกข์จนมองมันต่ำกว่าความเป็นจริง ต้องไม่ลืมว่าสิ่งนึงที่เป็นความจริงคือโลกมันขับเคลื่อนด้วยเจตจำนง (Will) ที่ไม่มีวันอิ่ม เราต้องคอยหิว คอยปวดหัว คอยเหนื่อย คอยเงี่ยน คอยเบื่อ แล้วเราก็ดีใจเวลาได้กิน ได้ขี้ ได้ปี้ ได้พัก ทั้งที่จริงๆ แล้วความสุขหลายอย่างเป็นแค่การบรรเทาความทุกข์หรือการพักร้อนของความทุกข์ชั่วคราวเท่านั้น เดี๋ยวมันก็กลับมาใหม่อีก
วลีที่ว่า มนุษย์มีความต้องการที่จะมีชีวิต สิ่งนี้คือความโง่ที่เกิดขึ้นแบบสั่นพ้องกันทั่วโลก เราเอาความรู้สึกของคนที่เกิดมาแล้วไปสวมให้กับคนที่ยังไม่เกิดมา แล้วผูกเรื่องชีวิตคือสิ่งมีค่าเข้าไป …ตั้งสตินะคะ ความต้องการที่จะมีชีวิตนั้นมันเกิดขึ้นหลังจากที่เราเกิดมาแล้วเท่านั้น มันเป็นผลพวงของสัญชาตญาณการเอาตัวรอด ไม่ใช่หลักฐานว่าการเกิดเป็นสิ่งที่ดีตั้งแต่แรก เหมือนคนที่ติดยาย่อมมีความต้องการยาอย่างรุนแรง แต่ความต้องการนั้นเกิดขึ้นหลังจากเขาเข้าสู่สภาวะการติดยาแล้ว ไม่ได้เกิดขึ้นก่อนที่เขาจะถูกพาเข้าสู่สภาวะนั้น ดังนั้นเราจึงไม่สามารถใช้ความอยากของคนที่อยู่ในสภาวะแล้วมาเป็นเหตุผลว่าการพาใครสักคนเข้าไปสู่สภาวะนั้นตั้งแต่แรกเป็นสิ่งที่ดีหรือควรทำได้ เพราะความอยากนั้นเป็นผลลัพธ์ของสภาวะ ไม่ใช่เหตุผลที่ใช้ยืนยันว่าการสร้างสภาวะนั้นขึ้นมานั้นถูกต้อง …ก็เช่นเดียวกัน คนที่เกิดมาแล้วย่อมไม่อยากตาย และเสียดายถ้าจะไม่ได้เจอความสุขเป็นธรรมดา ความรู้สึกเหล่านี้เป็นคุณสมบัติของผู้ที่มีชีวิตอยู่แล้ว ไม่ใช่ของผู้ที่ยังไม่เคยมีตัวตน สำหรับคนที่ยังไม่ได้เกิดเขาไม่มีความต้องการหรือความปรารถนาแบบคนที่เกิดมาแล้ว ไม่มีเด็กที่ไหนมาเกาะขาแม่แล้วบอกว่า แม่จ๋า หนูไม่อยากตาย แม่จ๋า หนูขอเกิดหน่อย แม่จ๋า หนูอยากเกิดแก่เจ็บตายและดิ้นรนเหมือนแม่กับพ่อบ้างจั้ฟ การอ้างว่าการไม่ทำให้เขาเกิดเป็นการพรากบางสิ่งไปจากเขา จึงเป็นการมโนโง่ๆ สมมติให้มีผู้เสียหาย ทั้งที่ยังไม่มีผู้เสียหายตั้งแต่ต้น ดังนั้นการไม่ได้สัมผัสความสุขจึงไม่สร้างความเสียหายใดๆ ให้แก่ผู้ที่ไม่เคยมีตัวตน เพราะไม่มีใครอยู่ตรงนั้นเพื่อรู้สึกถึงการสูญเสียตั้งแต่แรก นี่คือจุดที่ผู้มากปัญญายุค 2000 มักเผลอนำประสบการณ์ของผู้มีชีวิตไปฉายทับบนผู้ที่ยังไม่เคยเกิด และทำให้เกิดข้อสรุปที่วิบัติทางตรรกะแบบไม่รู้ตัวค่ะ
สิ่งนี้ย้ำได้เคลียร์มากว่าทำไมมันถึงไม่สมมาตรกันตั้งแต่โครงสร้าง เพราะการสร้างชีวิตใหม่ คือการดึงใครสักคนเข้ามาลงสนามเสี่ยงโชค โดยที่เขาไม่ได้เรียกร้องอยากจะลงแข่งตั้งแต่แรก
ในทุกๆ การกระทำที่มีความเสี่ยง หลักสากลทางจริยธรรมคือต้องได้รับความยินยอมจากผู้ที่ได้รับผลกระทบ
ลองนึกถึงการเล่นรัสเซียนรูเล็ต การมีลูกคือการถือปืนจ่อไปที่หัวของคนอื่น (ลูก) โดยมีกระสุนบรรจุอยู่ (ความทุกข์) แล้วบอกว่าถ้าแกโชคดี แกอาจจะได้เจอความสุขนะ นี่คืออาชญากรรมทางศีลธรรมที่ร้ายแรงที่สุด เพราะเหยื่อ (ลูก) เค้าไม่ได้บอกให้เราทำแบบนี้ เค้าไม่มีโอกาสแม้แต่จะปฏิเสธเกมนี้ด้วยซ้ำ
หรือแม้แต่การลงทุน เราก็ต้องให้ผู้ลงทุนรับทราบความเสี่ยง ในทางการแพทย์ เวลาจะทำการรักษาใดๆ ที่มีความเสี่ยง แพทย์ต้องให้คนไข้เซ็นยินยอมโดยบอกถึงความเสี่ยงทั้งหมดก่อน
แต่สำหรับการเกิด เด็กไม่เคยได้รับข้อมูล ไม่เคยเซ็นอะไรเลย พ่อแม่คือผู้ตัดสินใจแทนทั้งหมด แถมความเสี่ยงของชีวิตนี้ไม่ใช่แค่ 1 ใน 6 เหมือนรูเล็ต แต่คือ 100% ที่จะต้องเจ็บป่วย แก่ (ถ้ามีโอกาส) และตายในที่สุด
…บางคนอาจแย้งว่า แต่ชีวิตมันก็มีแง่ดีนะ ถ้าทุกคนไม่เกิด มนุษย์ก็จะสูญพันธุ์สิ
คำว่าแง่ดีมีเรื่องให้ด่าอีกยาว 5555 แต่เอาประเด็นหลังก่อน งั้นบลูถามต่อว่าการสูญพันธุ์ของมนุษย์เป็นเรื่องเลวร้ายยังไงคะ? เลวร้ายกับใครเอ่ย?
…หรือ พ่อแม่รักลูกและอยากให้ลูกมีความสุข ก็เลยมีลูกแม่งเลย มันเป็นเรื่องธรรมชาตินะ พ่อแม่เขาหวังดี
ความหวังดีไม่ใช่สิ่งเดียวกับการได้รับอนุญาต และความรักของพ่อแม่เป็นเรื่องของผู้ให้กำเนิด ไม่ใช่เรื่องของผู้ถูกให้กำเนิดค่ะ การที่เรารักใครสักคนไม่ได้หมายความว่าเรามีสิทธิ์ที่จะสร้างความเสี่ยงให้กับคนๆ นั้นโดยที่เขาไม่ยินยอม เหมือนเราพาใครคนหนึ่งเข้าไปเล่นเกมที่มีกฎว่า เขาจะต้องเจ็บปวด สูญเสีย และตายในตอนจบ แต่ระหว่างทางอาจมีความสุขมากมาย เราจะถือว่าเรามีสิทธิมัดมือชกพาเขาเข้าเกมนี้หรอ ถ้าเขาไม่เคยตอบตกลงตั้งแต่แรก???
Cabrera เรียกภาวะนี้ว่าความไม่สะดวกทางภววิทยา (Ontological Discomfort) คือโครงสร้างของชีวิตมันถูกออกแบบมาให้เราต้องต่อสู้ ป้องกันตัว และเสื่อมสลายอยู่เสมอ
การหิว คือความไม่สะดวกที่ต้องแก้
การง่วง คือความไม่สะดวกที่ต้องแก้
การเหงา คือความไม่สะดวกที่ต้องแก้
ชีวิตประกอบด้วยการต้องแก้ปัญหาอยู่ตลอดเวลา ความสุขจำนวนมากเองจึงอยู่ในรูปของการบรรเทาปัญหามากกว่าจะเป็นสภาวะที่ดำรงอยู่ได้เอง
ชีวิตมนุษย์จึงเป็นวงจรของการแก้ปัญหาไม่หยุดหย่อน และการให้กำเนิดคือการสร้างปัญหาชุดหนึ่งขึ้นมาให้กับคนใหม่ โดยที่ไม่ถามเค้าก่อน ดังนั้นวิธีเดียวที่รับประกันได้ว่าจะป้องกันความทุกข์ทั้งหมดของเด็ก คือไม่ทำให้เด็กคนนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่แรก เพราะมันเป็นวิธีเดียวที่รับประกันได้ว่าจะไม่สร้างความทุกข์ให้กับใครคนนั้น 100% การยุติวงจรแห่งการสร้างเหยื่อรายใหม่ๆ ซึ่งในมุมมองของบลู มันคือการกระทำที่มีเมตตาที่สุดแล้ว
บลูคล้อยตามและเห็นด้วยแบบไร้ข้อโต้แย้งเรื่องที่ว่าการไม่ให้กำเนิด คือการกระทำที่เปี่ยมไปด้วยเมตตา (Philanthropy) ระดับพระโพธิสัตว์ที่แท้จริงที่สุด 5555 เพราะมันคือการการันตีว่าจะไม่มีใครต้องมาทุรนทุรายในนรกแห่งการมีตัวตนนี้อีกต่อไป ยิ่งถ้าเรามองในมุมของร่างกายมนุษย์ที่จับต้องได้เลย ร่างกายเราต้องหิว ต้องป่วย ต้องแก่ ต้องพลัดพราก ใช่ไหมคะ นี่คือกฎของธรรมชาติที่ทุกชีวิตหนีไม่พ้น บลูเลยมองว่าการมีชีวิตอยู่คือการวิ่งไปข้างหน้าบนลู่วิ่งที่ไม่มีวันจบ เพื่อหาความสุขที่อยู่ได้แค่ประเดี๋ยวเดียว มันเหมือนเรื่องที่บลูเคยเขียนไป Will (เจตจำนง) ในฐานะความพร่อง (Lack) Persuasion and Rhetoric — Carlo Michelstaedter อันนี้เลย นึกถึงอุปมาสิ่งของที่มีน้ำหนัก น้ำหนักมีลักษณะเด่นคือการแสวงหาจุดศูนย์กลางที่ต่ำลงไปเรื่อยๆ อย่างไม่หยุดนิ่ง การพอดี ณ จุดใดจุดหนึ่ง = การตาย
….อาจจะมีคนบอกว่า เอ บลูนี่มันเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย หรือมันซึมเศร้าอยู่หรอ
แต่บลูอยากให้เราแยกให้ออกนะคะ ว่าการมองโลกตามความเป็นจริง (Pessimism) กับการซัดทอดแบบหลงผิด (Delusional Projection) นั้นต่างกันโข
แวะเข้าวิชาจิตวิเคราะห์ชั่วคราว Delusional Projection ไม่เท่ากับ Projection
การซัดทอดทั่วไป (Projection) คือการเอาความรู้สึกของตัวเองไปวางไว้ในอีกฝ่าย โดยเจ้าตัวมักไม่รู้ตัว เช่น เราโกรธใครแล้วไปบอกว่าคนอื่นโกรธเรา เราอิจฉาเขาแล้วคิดว่าเขาอิจฉาเรา
การซัดทอดแบบหลงผิด (Delusional Projection) ความหลงผิดชนิดหนึ่งที่มีการฉายความรู้สึกหรือแรงขับของตนเองไปเป็นของคนอื่น คิดว่าคนทั่วไปหลงผิดเหมือนกัน (มันไม่เท่ากับการเหมารวม false consensus effect และไม่เท่ากับหลอน Hallucination รับรู้สิ่งที่ไม่มีจริงนะคะ) เช่น ฉันมีความคิดอยากฆ่าคน แต่ฉันเชื่ออย่างแน่วแน่ว่าคนอื่นต่างหากที่กำลังคิดจะฆ่าฉัน
สรุปสั้น ๆ คือ
Projection = ฉันรู้สึก X > ฉันคิดว่าเธอรู้สึก X
False Consensus Effect = ฉันคิด/ชอบ X > คนส่วนใหญ่ก็น่าจะคิด/ชอบ X
Delusional Projection = ฉันมีแรงขับ/ความรู้สึก X > ฉันเชื่อ(อย่างหลงผิด)ว่าคนอื่นกำลังทำ X ต่อฉัน แม้ไม่มีหลักฐานรองรับ (หรือมีหลักฐานขัดแย้งก็ไม่เปลี่ยนความเชื่อนั้น)
ถ้าพูดแบบภาษาชาวบ้านว่ามันเหมือนอาการหลอนก็พอเข้าใจได้ แต่ถ้าพูดให้แม่นเป้ะ มันจะเป็นการฉายความรู้สึกที่เกิดร่วมกับความหลงผิด (projection occurring within a delusional belief) มากกว่าจะใช้คำว่าหลอนซึ่งอาจทำให้สับสนกับอาการประสาทหลอน (hallucination) ได้
กลับเข้าเรื่องต่อ
แต่ที่บลูบอกว่าบลูไม่ได้เป็นแบบนั้น (ไม่ได้มองโลกในแง่ร้าย ไม่ได้ซึมเศร้า ไม่ได้ขาดความอบอุ่น ชีวิตปกติดีมีสุข สงบแบบสงบจนมีเวลามานั่งคิดนั่งเขียนนั่งอ่านอะไรเรื่อยเปื่อย 5555) แค่ชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงทางชีววิทยาว่าความทุกข์เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับทุกชีวิต ไม่ใช่แค่ความรู้สึกของบลูคนเดียว (ไม่ได้หลอนหรือหลงผิดไปเอง เพราะมันคือข้อเท็จจริง)
แวะ พักสมองด้วยคำถามเบาๆ
สมมติเรามีปุ่มหนึ่ง ซึ่งถ้าเรากดปุ่มนั้นจะมีโอกาส 99% ที่จะสร้างมนุษย์ที่มีความสุขที่สุดในโลก แต่มีโอกาส 1% ที่จะสร้างมนุษย์ที่ต้องทนทุกข์ทรมานแสนสาหัส เป็นคำถามที่ Benatar เคยตั้งไว้ค่ะ บลูมองว่าแม้โอกาสความทุกข์จะแค่ 1% แต่ถ้าเหยื่อคือเด็กคนนั้น เค้าก็ต้องรับความทุกข์นั้นเต็มๆ โดยที่เค้าไม่ได้สมัครใจ
…เราอาจจะบอกว่าบางทีเค้าอาจจะสุขก็ได้ มัน 99% เลยนี่ 1% ลูกฉันไม่แจคพอตหรอก
บลูมองว่าคำตอบแบบนี้คือการเล่นการพนันด้วยชีวิตของคนอื่น ซึ่งนี่เรียกเหี้ยค่ะ ในทางกฎหมายและศีลธรรมทั่วไป เราจะไม่ยอมให้ใครเล่นการพนันด้วยชีวิตของเราแบบนี้หรอก
ความเต็มใจ (Will) และการควบคุม
มนุษย์เราชอบคิดว่าเราควบคุมชีวิตได้ แต่ความจริงคือเราควบคุมอะไรไม่ได้เลยในระยะยาว (เราควบคุมได้เพียงบางเงื่อนไขระยะนึง ไม่ใช่ผลลัพธ์สุดท้าย เช่น เลี้ยงลูกดี ฉีดวัคซีน ขับรถปลอดภัย) ม่มีพ่อแม่คนใดสามารถรับประกันได้ว่าลูกจะไม่เจ็บป่วย ไม่สูญเสีย ไม่ผิดหวัง หรือไม่ตายในท้ายที่สุด แม้แต่พ่อแม่ที่รวยที่สุด เก่งที่สุด ก็การันตีไม่ได้ว่าลูกจะไม่เป็นมะเร็ง หรือจะไม่ถูกรถชนตาย หรือจะไม่เสียใจในความรัก
การมีลูกในตรรกะแบบนี้เลยเหมือนการเซ็นสัญญาประกันภัยที่คุ้มครองความเสี่ยงทั้งหมด แต่ในความเป็นจริง ไม่มีบริษัทประกันภัยใดในโลกที่คุ้มครองความตายแบบไม่ทรมานได้
….แล้วความสุขล่ะ ความสุขมันก็คุ้มกับความเสี่ยงนั้นไหม?
บลูจะถามว่าแล้วใครเป็นคนตัดสินใจว่าคุ้ม? ประโยคนี้มาพ่นออกมาจากปากของเธอในฐานะพ่อแม่ ไม่ใช่เหยื่อ (ลูก) ที่จะต้องเจอความเสี่ยงนั้นใช่ไหม? ชีวิตคุ้มคือคนที่มีชีวิตอยู่แล้ว ไม่ใช่คนที่กำลังจะถูกทำให้เกิด
บลูถึงบอกว่าการที่พ่อแม่คิดว่าคุ้ม มันคือการที่พ่อแม่ใช้ความต้องการของตัวเอง อยากมีลูก อยากสืบสกุล อ้างความรัก อ้างว่ามีลูกแล้วชีวิตดีขึ้น อ้างศีลธรรม อยากเป็นพ่อแม่คน อยากมีครอบครัว อยากแบ่งปันความรัก
สารพัดข้ออ้างนั้นไม่มีข้อไหนเลยที่มาจากเจตจำนงของเด็ก ตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ผู้ตัดสินใจคือพ่อแม่เสมอ มีแต่ความต้องการของตัวเองมาเป็นตัวตั้ง โดยไม่สนใจว่าเด็กรายนี้ (ซึ่งยังไม่มีตัวตน) จะต้องการรับความเสี่ยงที่พูดมาทั้งหมดไหม
ความสุขมันไม่ได้มีตัวตนในตัวเองค่ะ มันเป็นแค่การหายไปของความทุกข์ชั่วคราวเท่านั้น เช่น ความสุขของการนั่งลง มันคือการหายไปของความเมื่อยล้า แต่ถ้าเราไม่ได้ยืนเมื่อยมาก่อน เราจะไม่รู้สึกถึงความสุขของการนั่งเลย ความสุขจำนวนมากในชีวิตจึงมีลักษณะเป็นการลดภาวะขาดมากกว่าการได้รับสิ่งใหม่
ชีวิตคือของขวัญ แต่ของขวัญจะต้องมีผู้รับที่รู้สึกดีใจกับการได้รับของขวัญนั้นก่อน
เด็กที่ยังไม่เกิด ไม่มีตัวตนที่จะรู้สึกดีใจที่ได้เกิด และเมื่อเกิดมาแล้ว เค้ากลับต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่จะเจ็บป่วย ตาย หรืออกหัก ซึ่งเป็นของแถมที่ไม่ได้ขอ บลูเลยมองว่าการที่สังคมยกย่องการมีลูก และชีวิตคือสิ่งศักดิ์สิทธิ มันไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางชีววิทยาแต่อย่างใด มันคือความเชื่อที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อความอยู่รอดทางจิตใจของเผ่าพันธุ์มนุษย์เอง เพราะถ้ามนุษย์ยอมรับว่าการมีชีวิตโดยรวมแล้วเป็นสิ่งที่ไร้สาระ มันไม่มีราคาหรือความหมายตั้งแต่แรก เราคงกัดลิ้นตายกันไปหมดแล้ว แต่ที่เราไม่เป็นแบบนั้นเพราะเราพยามยามกันเหลือเกินที่จะหาความหมายหาเป้าหมายมายัดใส่ตัวเอง ฉันคือสิ่งนี้ ฉันเกิดมาเพื่อสิ่งนั้น เพราะมีฉันถึงสร้างสิ่งนู้นได้ ซึ่งลูกก็เป็นหนึ่งในเครื่องมือในการบรรลุความใคร่นี้เช่นกัน
บลูอยากให้เราทุกคนแยกให้ออกค่ะ ระหว่างการมีชีวิตอยู่ (ซึ่งบลูไม่ได้บอกว่าควรจบ) กับ การให้กำเนิดชีวิตใหม่ (ซึ่งบลูบอกว่าควรพิจารณาอย่างหนัก)
บลูมองว่า การที่เรายอมรับความจริงที่ว่าการดำรงอยู่นั้นเต็มไปด้วยความทุกข์เชิงโครงสร้างไม่ได้หมายความว่าเราต้องใช้ชีวิตอย่างทุกข์ระทม แต่หมายความว่าเราควรหยุดสร้างภาระนั้นให้กับคนอื่นที่ไม่ได้ขอร้อง เหมือนกับที่เราอาจจะชอบกินช็อกโกแลต (การมีชีวิต) แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่เราจะยัดช็อกโกแลตเข้าไปในปากของคนอื่นที่กำลังหลับอยู่โดยไม่ถามเค้าก่อน การที่บลูเลือกที่จะไม่ให้กำเนิดหรือมองว่าการไม่ให้กำเนิดเป็นสิ่งที่ดีกว่าในเชิงศีลธรรม เพราะบลูให้ความสำคัญกับสิทธิ์ในการไม่ถูกทำร้ายมากกว่าสิทธิ์ในการแสวงหาความสุข เพราะชีวิตมนุษย์เราไม่มีความจำเป็นต้องถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแสวงหาความสุขเลยตั้งแต่แรก
ทั้งหมดที่เขียนมานี่ ทั้งบลูรวมถึงตัวคนเขียนหนังสือเล่มนี้เอง เขาไม่ได้ไล่คนที่มีชีวิตอยู่ไปตายนะคะ แต่บอกว่าคนที่ยังไม่เกิดไม่ควรถูกทำให้เกิด โดยใช้เหตุผลเรื่อง asymmetry argument ระหว่างความสุขกับความทุกข์เป็นแกนหลัก
ตรรกะแห่งความเหลื่อมล้ำ (The Asymmetry of Pleasure and Pain)
จากที่บลูเกริ่นไปว่า คนเขียนเขาเสนอว่าความสุขและความทุกข์นั้นไม่ได้มีความสำคัญเท่ากันในเชิงจริยธรรม
ลองดูตารางข้างล่างนี้ แนวนอนคือการเปรียบเทียบสองสถานการณ์
Scenario A (X exists) = X ถูกทำให้เกิด
Scenario B (X never exists) = X ไม่เคยถูกทำให้เกิด
จากนั้นแบ่งออกเป็น 4 ช่อง
Presence of pain (Bad) การมีความทุกข์ = แย่ ถ้า X เกิดขึ้น เขาจะต้องมีความทุกข์ ไม่ว่าจะมากหรือน้อย เช่น การเจ็บเข่าเวลากระแทกขอบโต๊ะ มันก็เป็นสถานะที่ไม่ดีซึ่งบุคคลที่ได้รับมันจะไม่อยากให้มันเกิดขึ้น ความทุกข์นี้ Benatar ถือว่าเป็นสิ่งไม่ดี ไม่มีข้อโต้แย้งอะไร
Presence of pleasure (Good) การมีความสุข = ดี ถ้า X เกิด เขาย่อมมีความสุขบางช่วงของชีวิต ความสุขเป็นสิ่งดี ไม่มีปัญหา เช่น การได้กินไอศครีมหรือได้เจอคนที่รักเป็นสิ่งที่เราชอบ แต่มันเป็นสิ่งที่ดีต่อเมื่อเรามีชีวิตอยู่แล้วเท่านั้น
Absence of pain (Good) การไม่มีความทุกข์ = ดี ถ้า X ไม่เคยเกิด ความทุกข์ทั้งหมดจะไม่เกิดขึ้นด้วย Benatar บอกว่านี่เป็นสิ่งที่ดีแม้ว่าจะไม่มีใครมานั่งดีใจก็ตาม เพราะความทุกข์ที่อาจเกิดขึ้นถูกป้องกันไว้ได้ (นี่คือช่องที่หลายคนสะดุด เพราะเขาใช้คำว่า Good ไม่ใช่ Not bad) เช่น หินก้อนหนึ่งไม่เคยเจ็บปวด เวลาเราหันไปมองมัน เราก็ไม่เคยรู้สึกอะไรกับหินก้อนนั้น และเราก็มองว่าสถานะของหินมันโอเคอยู่ในตัวของมันเองอยู่แล้ว เพราะมันไม่มีความทุกข์
Absence of pleasure (Not bad) การไม่มีความสุข = ไม่แย่ แต่ถ้า X ไม่เคยเกิด เขาก็ไม่ได้สัมผัสความสุข คนทั่วไปมักคิดว่า ไม่มีความสุข = แย่ คำถามคือแย่สำหรับใคร? ใครแย่? หรือแค่มโนไปเอง? คือไงคนทรงบอก? เพราะถ้าไม่มี X อยู่เลย ก็ไม่มีเจ้าของความสุขที่ถูกพราก ไม่มีใครผิดหวัง ไม่มีใครรู้สึกขาด ไม่มีผู้เสียหาย (ไม่มีใครถูกพรากสิทธิ์ คนละเรื่องกับการที่ใครบางคนที่มีตัวตนอยู่แล้วถูกพรากความสุขนั้นไป ถ้าคนคนหนึ่งมีชีวิตอยู่ แล้วเราไปพรากความสุขของเขา นั่นคือ Bad เพราะมีผู้เสียหายจริง) เช่น หินก้อนนั้นไม่เคยได้กินไอศครีม แต่เราไม่เคยคิดว่าหินเป็นเหยื่อหรือถูกพรากสิทธิ์ใดๆ เพราะมันไม่มีความต้องการที่จะกินไอศครีมตั้งแต่แรก ดังนั้นเขาจึงไม่เรียกว่า Bad แต่เรียกว่า Not bad
ความแตกต่างระหว่าง Good กับ Not bad คือหัวใจของทั้งแผนภาพ
ไม่มีความทุกข์ = ดี (Good)
ไม่มีความสุข = ไม่ใช่เรื่องแย่ (Not bad)
นี่คือเหตุผลที่ Benatar พยายามแยกผู้มีชีวิตแล้ว ออกจากผู้ที่ไม่เคยมีตัวตน และเตือนว่าอย่านำความปรารถนาของคนที่เกิดแล้ว เช่น ฉันอยากมีชีวิตต่อ ฉันมีความสุขที่ได้แดกนู่นนี่นั่น ฉันอยากเที่ยวรอบโลก ไปฉายทับผู้ที่ยังไม่เคยเกิด เพราะนั่นคือการสับสนระหว่างสองสถานะที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
มนุษย์ในฐานะความผิดพลาดของวิวัฒนาการ (The Evolutionary Blunder)
ก่อนหน้ามีเกริ่นไปแล้วบ้าง ทีนี้เรามาเข้าสู่หัวใจของปัญหาทางภววิทยา (Ontological Problem) ของมนุษย์กัน ซึ่งบลูคิดว่านี่คือชั้นที่ลึกที่สุดของการถกเถียงเรื่องการให้กำเนิด
มนุษย์คือความผิดพลาดของวิวัฒนาการหมายถึงอะไร?
วิวัฒนาการไม่ได้ออกแบบให้มนุษย์มีความสุขค่ะ วิวัฒนาการออกแบบให้มนุษย์อยู่รอดและสืบพันธุ์เท่านั้น แต่พอเรามีสมองที่ฉลาดเกินไป เรากลับมองเห็นความจริงที่ว่าการอยู่รอดเพื่อสืบพันธุ์มันไม่มีความหมายอะไรเลย
ในธรรมชาติ สัตว์อื่นๆ เช่น ปลา หมา นก พวกมันใช้ชีวิตตามสัญชาตญาณโดยไม่ต้องตั้งคำถามว่าฉันมาทำไม หรือชีวิตฉันมีความหมายไหม พวกมันไม่รู้ว่าตัวเองจะตาย พวกมันจึงใช้ชีวิตอย่างไม่ทุกข์ทรมานจากความคิดนั้น แต่สมองมนุษย์ที่ใหญ่และซับซ้อนเกินความจำเป็น ทำให้เรามองเห็นความไม่เป็นธรรมของจักรวาลที่เราต้องหิว ต้องป่วย ต้องแก่ และต้องตาย โดยที่เราไม่ได้เลือกที่จะเกิดมา
บลูมองว่าวิวัฒนาการไม่ได้รักมนุษย์ มนุษย์มีจิตสำนึกที่มากเกินความจำเป็นที่จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เหมือนแมว เหมือนผีเสื้อ เหมือนหมาที่ใช้ชีวิตหากินไปในแต่ละวัน ไม่มาประสาทแดกเรื่องหยุมหยิม เรื่องอดีต เรื่องอนาคต หลายคนคิดว่าการมีจิตสำนึกคือสิ่งที่ทำให้มนุษย์เหนือกว่าสัตว์ และเป็นของขวัญจากพระเจ้าหรือธรรมชาติ แต่ในมุมของ Zapffe และ Ligotti มันคือคำสาปค่ะ เพราะมันทำให้เราเห็นความตายที่รออยู่ข้างหน้า และความไร้ค่าไร้ความหมายของทุกสิ่งที่เราทำ
เพื่อไม่ให้เราเป็นบ้าหรือฆ่าตัวตายกันหมด มนุษย์จึงสรรหาสร้างกลไกป้องกันขึ้นมา 4 อย่าง คือ
Isolation (การแยกตัว) ปฏิเสธที่จะรับรู้ความทุกข์ของผู้อื่น เราหลับหูหลับตาต่อความทุกข์ของคนอื่น โดยเฉพาะคนที่อยู่ไกลตัว แล้วบอกตัวเองว่าชีวิตเราก็ไม่เลวร้ายอะไร เช่น เราอาจจะรู้ว่ามีเด็กในแอฟริกาตายเพราะเหตุผล 1234 แต่เราไม่รู้สึกทุกข์ตามไปด้วย เพราะถ้ารู้สึกหมด เราคงทำอะไรไม่ถูกหรือเป็นบ้า เราอาจจะรู้สึกสงสารแป๊บเดียว แล้วก็เปลี่ยนไปดูคอนเทนต์ตลกๆ ต่อ เพราะถ้าเราจมอยู่กับความทุกข์ของคนอื่นทั้งวัน เราจะใช้ชีวิตไม่ไหว
การมีลูกคือการทำลาย Isolation ของลูกค่ะ เพราะเมื่อลูกเกิดมา เค้าจะไม่สามารถหลีกหนีจากการรับรู้ความทุกข์ของตัวเองและผู้อื่นได้อีกต่อไป เค้าจะต้องเผชิญกับความจริงที่โหดร้ายของโลก และต้องใช้กลไกนี้เพื่อเอาตัวรอดทางจิตใจ เราอาจบอกว่า เราจะสอนลูกเรื่องการมองโลกในแง่ดี การมองโลกในแง่ดี คือการโกหกตัวเองที่เป็นประโยชน์จริงค่ะ แต่ประเด็นของบลูคือเราไม่มีสิทธิ์ที่จะบังคับให้คนอื่นมาโกหกตัวเอง เพื่อให้เรารู้สึกสบายใจที่ได้เป็นพ่อแม่
Anchoring (การยึดเหนี่ยว) ยึดติดกับค่าสมมติ เช่น พระเจ้า, ชาติ, ครอบครัว เพื่อให้รู้สึกปลอดภัย เราสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเราเองขึ้นมา (เช่น ศาสนา ความเชื่อ อุดมการณ์) แล้วยึดชีวิตของเราไว้กับมัน เพื่อไม่ให้รู้สึกว่าชีวิตเราไร้ค่า กลไกนี้คือการ ผูกเรือกับทุ่นค่ะ ถ้าเราไม่มีทุ่น เราจะลอยเคว้งคว้างในมหาสมุทรแห่งความไร้ความหมาย การยึดติดกับครอบครัวก็คือการบอกว่าฉันมีหน้าที่ต้องดูแลลูก ฉันมีความหมาย การยึดติดกับศาสนาคือการบอกว่าพระเจ้ามีแผนสำหรับฉัน นั่นเป็นเหตุผลที่คนจำนวนมากทนทำงานหนักและเครียดได้ เพราะคิดว่าสิ่งที่ทำคือเพื่อครอบครัว หรือเพื่อชาติ ถ้าเค้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ยึดเหนี่ยว เค้าอาจจะรู้สึกว่าทำไปเพื่ออะไร
การมีลูกคือการสร้างทุ่นให้กับตัวพ่อแม่เองค่ะ เพราะพ่อแม่หลายคนมีลูกเพื่อให้ชีวิตมีเป้าหมาย แต่ลูกลับต้องมาแบกรับหน้าที่เป็นทุ่นให้กับพ่อแม่ โดยที่ไม่เคยเลือกที่จะเกิดมา คนทั่วไปมักคิดว่าการมีลูกคือความรัก แต่บลูมองว่ามันอาจจะคือความต้องการของพ่อแม่ที่จะมีเหตุผลในการใช้ชีวิตมากกว่า หลายครั้งบลูได้ยินจำราคาญหูมากเลยว่า มีลูกแล้วตัวเองเป็นคนที่ดีขึ้น เนี่ยหายขี้เกียจเพราะลูกเลย เนี่ยเลิกบุหรี่ได้เพราะลูกเลย นี่คือการเอาเด็กมาเป็นเครื่องมือโดยรู้ตัวค่ะ ย้ำอีกทีว่ารู้ตัว และที่สำคัญลูกไม่ได้ขอให้ตัวเองมาทำหน้าที่นี้
Distraction (การเบี่ยงเบน) เราไม่ต้องคิดถึงความตายหรือความไร้สาระของชีวิต ถ้าเราเอาเวลาไปจมอยู่กับซีรีส์ เกม หรือการทำงานจนหัวหมุน กลไกนี้คือการเบี่ยงเบนความสนใจค่ะ สมองของเราไม่สามารถคิดเรื่องใหญ่ๆ ได้ในขณะที่กำลังคิดเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น การทำอาหาร ดูหนัง หรือเลื่อนโทรศัพท์ เวลาที่เราว่างและนั่งอยู่คนเดียว เรามักจะรู้สึกเหงา คิดไปเรื่อย หรือคิดถึงความตายโดยไม่รู้ตัว (เหมือนคุกขังเดี่ยว) แต่พอเราเปิด YouTube หรือเล่นเกม ความคิดเหล่านั้นก็หายไป นี่คือการใช้ Distraction ค่ะ
ชีวิตคนเราส่วนใหญ่คือการวิ่งหนีความจริงโดยการทำให้ตัวเองยุ่ง ลูกที่เกิดมาก็จะต้องใช้เวลาทั้งชีวิตไปกับการเบี่ยงเบนตัวเองไม่ให้คิดถึงความตาย และนั่นเป็นวงจรที่น่าสมเพชที่พ่อแม่ส่งต่อไปให้ หลายคนอาจบอกว่าความบันเทิงก็คือความสุข ไม่ใช่การหนีอะไร แต่นะคะ ตั้งสติอีกครั้ง ความสุขจาก Distraction คือความสุขที่ผิวเผินและไม่ยั่งยืน มันเป็นยาแก้ปวดชนิดหนึ่ง ถ้าเราต้องพึ่งยาแก้ปวดตลอดชีวิตเพื่อไม่ให้เห็นความเจ็บปวดที่แท้จริง นั่นแสดงว่าโครงสร้างของชีวิตมึงมันมีปัญหา
Sublimation (การแปรรูป) เรานำความกลัวและความทุกข์ มาสร้างเป็นผลงานศิลปะ วรรณกรรม หรือความคิดเชิงปรัชญา เพื่อให้มันดูมีค่า กลไกนี้คือการเปลี่ยนขี้เป็นยา ค่ะ เช่น คนที่กลัวตายอาจจะเขียนกลอนเกี่ยวกับความตาย หรือแต่งเพลงที่สวยงามเกี่ยวกับความเจ็บปวด กวีเอกหลายคนแต่งบทกวีที่สวยงามจากความเศร้าโศก หรือศิลปินสร้างภาพวาดที่ตระการตาจากความเจ็บปวดในใจ แม้ Sublimation จะเป็นกลไกที่ สูงส่งที่สุด แต่บลูมองว่ามันก็ยังเป็นการแต่งแต้มความทุกข์ให้สวยงามเหมือนจับขี้ยัดใส่กระป๋องเท่านั้นเอง มันไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุเลย การมีลูกคือการสร้างปัญหาใหม่ๆ ที่ต้องมาถูกแปรรูปเป็นศิลปะต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่มีวันจบ ซึ่งศิลปะและปรัชญาทำให้ชีวิตมีคุณค่าจริงไหม จริงค่ะ มันมีคุณค่าสำหรับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่สำหรับคนที่ยังไม่เกิด ไม่มีความต้องการที่จะมีคุณค่าใดๆ ทั้งสิ้น การสร้างชีวิตมาเพื่อแปรรูปความทุกข์เป็นศิลปะ อันนี้เรียกอุบาท
บลูมองว่าการมีลูกคือการส่งต่อภาระที่ต้องตื่นขึ้นมาทุกวันแล้วหาความหมายให้กับชีวิตที่ไร้ความหมาย ทำไมเราถึงต้องสร้างมนุษย์เพิ่มขึ้นอีกคนหนึ่ง เพื่อให้เค้ามาต้องใช้เวลา 80 ปี ในการหลอกตัวเองว่าชีวิตมีค่า โดยที่เค้าไม่ได้ขอร้อง?
…แต่มนุษย์บางคนก็มีความสุขจริงๆ และไม่รู้สึกด้วยว่าเขาต้องโกหกตัวเอง
อย่างที่บอกไปว่าความสุขคือการขาดความทุกข์ชั่วคราวค่ะ และมันไม่ใช่หลักประกันที่มั่นคง ถ้าเรารับประกันได้ว่าลูกของเราจะมีความสุขตลอดชีวิตโดยไม่เจ็บปวดเลย บลูอาจจะเปลี่ยนใจ แต่ในความเป็นจริง เราไม่สามารถรับประกันได้ และการที่เราเอาชีวิตของคนอื่นมาเสี่ยง โดยให้เหตุผลว่าบางทีมันอาจจะมีความสุขนั่นคือการพนันที่เหี้ยที่สุด
การเกิดคือหนี้ที่ต้องชดใช้ด้วยความตาย (The Debt of Existence)
เรากำลังส่งต่อของขวัญหรือส่งต่อหนี้ให้ลูกหลาน?
เฉลย Schopenhauer เปรียบการเกิดว่าไม่ใช่ของขวัญแต่คือหนี้ที่กู้ยืมมา
การเกิดไม่ใช่ของขวัญที่ได้มาฟรีๆ แต่มันคือการกู้เงินมาจากธนาคารแห่งความว่างเปล่า แล้วต้องจ่ายดอกเบี้ยเป็นความทุกข์ตลอดชีวิต และสุดท้ายต้องจ่ายเงินต้นคืนด้วยความตาย
บางคนอ่านประโยคข้างต้นแล้วอาจจะงง
คือ Schopenhauer มองว่าสภาวะเดิมของเราคือความไม่มีอะไร (Nothingness) ซึ่งเป็นสภาวะที่สงบ ไม่มีความต้องการ ไม่มีความเจ็บปวด ไม่มีความกลัว แต่ด้วยแรงขับทางเพศ (Sexual Drive) ซึ่งเป็นเครื่องมือของวิวัฒนาการ มันหลอกล่อให้เรามีเพศสัมพันธ์ด้วยความสุขชั่วขณะ ผลจากการหลอกล่อนั้นคือการดึงจิตสำนึกใหม่ (หรือดวงวิญญาณ หากใช้ภาษาชาวบ้าน) ออกจากความว่างเปล่า มาสู่โลกที่ต้องดิ้นรน
บลูอยากให้เราเห็นว่าความสุขทางเพศ กับผลลัพธ์ของการมีลูก มันเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง ความสุขทางเพศเกิดขึ้นกับผู้ให้กำเนิด (พ่อแม่) และจบลงในไม่กี่นาที แต่ผลลัพธ์ของการมีลูกนั้นเกิดขึ้นกับผู้ถูกให้กำเนิด (ลูก) และกินเวลาตลอดชีวิตของเค้า นี่คือความไม่สมมาตรอีกระดับหนึ่งที่บลูคิดว่าเราควรตระหนักค่ะ
แต่คนมักจะพูดว่าการมีลูกคือปาฏิหาริย์ใช่ไหมล่ะคะ แต่บลูอยากถามกลับว่าปาฏิหาริย์สำหรับใคร? สำหรับพ่อแม่ที่รู้สึกตื่นเต้น? หรือสำหรับเด็กที่ต้องมาเผชิญกับความแก่ ความเจ็บและความตาย?
ความจริงคือ วิวัฒนาการมันไม่ได้สนใจว่าเราจะมีความสุขไหม แต่วิวัฒนาการสนใจแค่การสืบพันธุ์ค่ะ เพื่อให้แน่ใจว่าเราจะสืบพันธุ์ ธรรมชาติจึงทำให้การมีเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องสนุกและน่าติดตาม
ความใคร่เกิดขึ้นก่อนการตัดสินใจ
การมีเพศสัมพันธ์เกิดขึ้นตามสัญชาตญาณ
การตั้งครรภ์และให้กำเนิดคือผลลัพธ์ที่เราไม่ได้ตั้งใจเสมอไป
เหมือนกับเรากินทุเรียนแล้วความอร่อย/น้ำตาล/คาร์บมันทำให้เราติด แต่ผลลัพธ์ระยะยาวคือโรคเบาหวาน ธรรมชาติทำให้สิ่งที่ไม่ดีต่อระยะยาว อร่อยในระยะสั้น เพื่อให้เราทำมันต่อไป การตัดสินใจมีลูกส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการใช้เหตุผลทางศีลธรรม แต่มันเกิดจากความเพลินเพลินชั่วขณะที่ถูกออกแบบมาแล้ว
การมีลูกก็เหมือนการชวนคนอื่นมาเล่นแชร์ลูกโซ่ เราสร้างลูกมาเพื่อดูแลเราในวัยชรา และเพื่อให้ชีวิตเรามีความหมาย แล้วลูกก็ต้องสร้างหลานมาดูแลตัวเองอีกที วนเวียนไปเรื่อยๆ
บลูใช้คำว่าแชร์ลูกโซ่ (Ponzi Scheme) เพราะมันมีลักษณะเหมือนกับการโกงทางการเงิน ในแชร์ลูกโซ่ คนรุ่นแรกได้เงินจากคนรุ่นหลัง คนรุ่นหลังต้องหาเหยื่อรายใหม่มาเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้ระบบล่ม
ในเชิงชีวภาพ สังคมก็ทำแบบเดียวกันค่ะ …ผู้สูงอายุได้รับการดูแลจากคนรุ่นใหม่ คนรุ่นใหม่ต้องสร้างคนรุ่นต่อไปเพื่อดูแลตัวเองในอนาคต และ Predicament (สภาพปัญหาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้) เช่น ความแก่ ความเจ็บป่วย ความตาย ถูกส่งต่อลงไปเรื่อยๆ โดยไม่มีทางออก
การมีลูกคือการสืบทอดหนี้ค่ะ หนี้ที่เราไม่เคยเลือกที่จะรับ แต่พอเรารับมาแล้ว เราก็รู้สึกว่าต้องส่งต่อไปให้คนอื่นเพื่อให้ตัวเองรอด
..แต่มนุษย์เป็นสัตว์สังคม เราเลี้ยงดูกันและกัน นี่คือธรรมชาติไม่ใช่หรอ?
ใช่ค่ะ มันคือธรรมชาติ แต่ธรรมชาติไม่ได้หมายถึงศีลธรรมเสมอไป การที่สิ่งหนึ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติ ไม่ได้แปลว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง การข่มขืนก็เกิดขึ้นตามธรรมชาติในสัตว์บางชนิด แต่มันไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องในเชิงศีลธรรม
ชีวิตที่มีความหมาย คุ้มค่ากับความเจ็บปวด
บางคนบอกว่าถ้าชีวิตมีความหมาย เจ็บปวดหน่อยก็คุ้ม
บลูมองว่าความหมายเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง (Subjective) แต่ความเจ็บปวดเป็นความจริงทางกายภาพ (Objective) ความเจ็บปวดไม่ว่าเธอจะเชื่อในอะไร มันเจ็บเสมอ เจ็บคือเจ็บ ไม่เจ็บคือไม่เจ็บ เจ็บนิดหน่อยคือเจ็บนิดหน่อย แต่ความหมายจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามวัฒนธรรม เวลา และบุคคล
เช่น คนในยุคกลางอาจจะมองว่าการตายเพื่อศาสนามีความหมายสูงสุด แต่คนยุคใหม่อาจจะมองว่านั่นคือความคลั่งไคล้ ถ้าความหมายเปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย มันจะไปรับประกันอะไรได้ว่าความหมายที่เรามอบให้ลูกจะคงอยู่ตลอดชีวิตของเค้า?
การที่เราบอกว่าชีวิตที่มีความหมายคุ้มค่ากับความเจ็บปวด คือการที่เรากำหนดคุณค่าให้กับชีวิตของคนอื่น โดยที่คนอื่นไม่ได้มีโอกาสเลือกที่จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย
…แต่เราทุกคนต่างก็สร้างความหมายให้ตัวเองได้ ลูกก็จะสร้างได้เหมือนกัน เราสอนเขาได้หนิ
ลูกสามารถสร้างความหมายให้ตัวเองได้ หลังจากที่เค้าเกิดมาแล้วค่ะ ย้ำอักครั้งว่าหลังจากที่เค้าเกิดมาแล้ว แต่นั่นเป็นภาระที่เค้าไม่ได้ขอ การที่เราบอกว่าเค้าสร้างเองได้ก็เหมือนการบังคับให้คนอื่นเล่นเกม แล้วบอกลูกว่า เนี่ย เธอเล่นเกมส์นี้เองก็สนุกได้เหมือนกันนะ แต่ถ้าเธอไม่เล่นเลย เธอก็ไม่ต้องเสียเวลาและเสี่ยงต่อความรู้สึกพ่ายแพ้ขณะเล่นเกมส์นี้ไง …อื้อ 55555
ถ้าชีวิตมันแย่ขนาดนั้น ทำไมเราไม่ตายไปซะล่ะ?
บลูขอแยกให้ชัดเจนว่าการไม่อยากเกิด กับการอยากตายเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง
การไม่อยากเกิด = เราไม่ต้องการเริ่มต้นเกมนี้เลยตั้งแต่แรก
การอยากตาย = เราเริ่มเล่นเกมนี้แล้ว แต่เราเหนื่อยและอยากออกจากเกม
สมมติเราถูกบังคับให้ไปดูหนังเรื่องหนึ่งที่ยาว 3 ชั่วโมงการไม่อยากเกิด = เราไม่อยากเข้าโรงหนังตั้งแต่แรก เพราะเราไม่ได้เลือกหนังเรื่องนี้
การอยากตาย = เราเข้าโรงหนังไปแล้ว แต่หนังมันแย่มากจนเราอยากเดินออกมากลางคัน
การเดินออกจากโรงหนัง (ฆ่าตัวตาย) มีต้นทุนมหาศาลค่ะ เราต้องเผชิญกับความกลัว (กลัวความเจ็บปวด กลัวความตาย) เราต้องเผชิญกับความเจ็บปวดทางกาย (ถ้าใช้วิธีที่เจ็บปวด) เราต้องเผชิญกับความเศร้าโศกของคนที่ยังอยู่ (ครอบครัว เพื่อน)
การฆ่าตัวตายคือการหลบหนีที่ยากและแพง ส่วนการไม่เกิดคือการไม่ต้องเข้าสู่สนามรบเลย
…หลายคนมักมีความคิดเหี้ยๆ ที่ว่า ถ้าคุณไม่ชอบชีวิต คุณก็ตายไปเลยสิ ถ้าชีวิตคุณไม่มีความสุขขนาดนั้น คุณก็มีสิทธิ์ที่จะจบมัน
แต่บลูมองว่าคำพูดนี้คือการปิดประเด็น และเป็นการซัดทอดแบบอุบาทๆ เพราะมันไม่ยอมรับว่าการมีชีวิตอยู่กับความทุกข์และการเลือกที่จะไม่สร้างความทุกข์ให้คนอื่นนั้นเป็นคนละเรื่อง
และบลูไม่ได้บอกว่าเราไม่มีสิทธิ์จบชีวิตของตัวเองค่ะ บลูแค่ชี้ให้เห็นว่าต้นทุนในการจบมันสูงมาก และไม่มีใครควรถูกบังคับให้เลือกทางเลือกระหว่างทนทุกข์ไปตลอดชีวิต กับตายอย่างเจ็บปวด ซึ่งนี่คือทางเลือกที่ฟังดูหดหู่มากที่ชีวิตมอบให้เรา
เราไม่สามารถป้องกันไม่ให้ใครสักคนตายได้ แต่เราสามารถป้องกันไม่ให้ใครสักคนต้องเกิดและเผชิญกับความตายได้ ถ้าเราไม่กู้หนี้นี้ตั้งแต่แรก (ไม่เกิด) เราก็ไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย (ความทุกข์) และไม่ต้องจ่ายเงินต้น (ความตาย) การไม่ให้กำเนิดคือการตัดวงจรของหนี้ก้อนนี้ ไม่ใช่การทำให้หนี้ที่มีอยู่แล้วหายไป
ใครได้ประโยชน์จากเรื่องเล่าที่ว่าชีวิตคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์?
มีคนบางกลุ่มที่ได้ผลประโยชน์จากการที่เรายังเชื่อว่าชีวิตมีค่าและต้องมีลูกอยู่เรื่อยๆ เหมือนกับบริษัทน้ำมันที่ได้ประโยชน์จากการที่เรายังใช้น้ำมันอยู่ ถ้าเรามองชีวิตคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นผลิตภัณฑ์ชิ้นหนึ่ง เราจะเห็นว่ามันถูกขายให้กับเราผ่านทุกช่องทางของสังคม ตั้งแต่โรงเรียน ศาสนา สื่อ โฆษณา จนถึงกฎหมาย แต่ใครล่ะเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์นี้? ใครเป็นผู้จัดจำหน่าย? ใครเป็นผู้ทำกำไรจากมัน? ใครกันที่อยากให้เราเชื่อว่าการมีลูกคือความดีงาม?
เฉลย
รัฐ อำนาจการเมือง ทุนนิยม ต้องการเบี้ยสำหรับกองทัพและแรงงานในระบบเศรษฐกิจ บลูขอให้เราลองคิดตามนะคะ ว่าหน่วยงานใดบ้างที่รณรงค์ให้มีลูกมากที่สุด? เช่น รัฐออกนโยบายลดหย่อนภาษีให้คนมีลูก และกระตุ้นให้เกิดอัตราการเกิด กองทัพต้องการทหารใหม่ๆ เพื่อปกป้องประเทศ หรือบุกประเทศอื่น นายทุนต้องการแรงงานใหม่ๆ เพื่อมาทำงานในโรงงาน รับจ้างขั้นต่ำ และจ่ายภาษี ในระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยทุนนิยม มนุษย์คือทรัพยากรค่ะ ถ้าคนเกิดน้อย แรงงานขาดแคลน ค่าแรงจะสูงขึ้น กำไรของนายทุนจะลดลง ถ้าคนเกิดน้อย จำนวนผู้เสียภาษีลดลง งบประมาณของรัฐจะขาดดุล ดังนั้น รัฐและนายทุนจึงมีผลประโยชน์ร่วมกันที่จะทำให้เรามีลูกเยอะๆ ไม่ว่าสภาพจิตใจหรือคุณภาพชีวิตของเด็กจะแย่แค่ไหนก็ตาม การที่รัฐสนับสนุนการมีลูก มันไม่ใช่เพราะรัฐรักเด็กค่ะ แต่มันคือการที่รัฐต้องการเด็ก เพื่อให้ระบบของรัฐดำเนินต่อไปได้ ถ้ารัฐอยากช่วยเด็กจริงๆ รัฐก็ควรจะลงทุนกับเด็กที่เกิดมาแล้วให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด โดยไม่ต้องไปบังคับหรือกระตุ้นให้คนมีลูกเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ
ศาสนา ต้องการผู้สืบทอดความเชื่อเพื่อรักษาอำนาจของสถาบัน ศาสนาต้องการให้เรามีลูกเยอะๆ เพราะลูกของเราจะกลายเป็นผู้ศรัทธารุ่นต่อไป แล้วอำนาจของศาสนาจะได้อยู่รอด ศาสนาทุกศาสนาล้วนมีคำสอนที่ส่งเสริมการมีลูกและการสืบพันธุ์ ศาสนาคริสต์ จงมีลูกดกและทวีมากขึ้น ศาสนาอิสลาม การมีลูกคือการปฏิบัติตามพระประสงค์ของอัลลอฮ์ ศาสนาพุทธ แม้จะไม่เคร่งครัดเรื่องการมีลูก แต่สังคมพุทธก็ยกย่องคนที่สืบสกุล สถาบันศาสนาต้องการผู้สืบทอดค่ะ ถ้าคนรุ่นใหม่เกิดน้อย ผู้คนในโบสถ์หรือมัสยิดก็จะน้อยลง เงินบริจาคก็จะน้อยลง ถ้าคนรุ่นใหม่ไม่เชื่อในพระเจ้า ศาสนาก็จะหายไป ดังนั้น ศาสนาจึงต้องทำให้การมีลูกเป็นหน้าที่ทางศีลธรรม และบาปที่จะไม่ทำ การที่ศาสนาสอนให้มีลูก ไม่ใช่เพราะพระเจ้าต้องการให้มนุษย์มีความสุข แต่เพราะสถาบันศาสนาต้องการความอยู่รอดของตัวเอง ถ้าการมีลูกคือพรจากพระเจ้า ถ้าพระเจ้าทรงดีและทรงเมตตา ทำไมพระองค์ถึงสร้างโลกที่มีความทุกข์ทรมานมหาศาล และบังคับให้มนุษย์ต้องสืบพันธุ์เพื่อให้ความทุกข์นั้นดำเนินต่อไป? หรือว่าพระเจ้าต้องการให้มนุษย์สืบพันธุ์ เพราะพระองค์ต้องการให้มีคนนมัสการพระองค์มากขึ้น? ถ้าอย่างนั้น พระเจ้าก็ไม่ได้ต่างจากเผด็จการที่ต้องการฐานเสียง
กลไกทางชีวภาพ ต้องการเพียงการสำเนาตัวมันเองต่อไป โดยไม่สนใจว่าร่างพาหะจะทุกข์ทรมานแค่ไหน ยีนของเรา (DNA) ไม่ได้รักเรา ยีนแค่อยากสำเนาตัวเองไปเรื่อยๆ ไม่ว่าตัวเราจะเจ็บปวดแค่ไหน นักชีววิทยาวิวัฒนาการอย่าง ริชาร์ด ดอว์กินส์ (Richard Dawkins) เคยบอกว่าเราคือยานพาหนะของยีน (Survival Machines) ยีนไม่สนใจว่าผู้หญิงจะเจ็บท้องคลอดหรือไม่ ยีนไม่สนใจว่าเด็กจะเผชิญกับความยากจนหรือไม่ ยีนสนใจแค่การส่งต่อตัวเองไปสู่รุ่นต่อไป ลองนึกถึงไวรัสที่ใช้เซลล์ของเราเป็นเครื่องจักรในการผลิตไวรัสตัวใหม่ๆ ไวรัสไม่สนใจว่าเซลล์นั้นจะตายหรือไม่ ไวรัสแค่ต้องการเพิ่มจำนวน มนุษย์ก็เหมือนกันค่ะ เราคือเซลล์พาหะที่ถูกใช้โดยยีนเพื่อผลิตมนุษย์คนใหม่ โดยที่ยีนไม่สนใจว่าชีวิตของเราจะมีความหมายหรือมีความสุขไหม นัยยะที่บลูอยากให้เราเห็นคือ แรงขับทางเพศ (Libido) และความรักที่มีต่อลูก ถูกออกแบบโดยวิวัฒนาการให้เราสืบพันธุ์โดยไม่ตั้งคำถาม ความรักของพ่อแม่คือกลลวงทางชีวภาพ เพื่อให้เราดูแลลูกจนโต ความใคร่คือรางวัลหลอกเพื่อให้เรามีเพศสัมพันธ์กัน
การวิพากษ์การเกิดมักถูก Pathologize หรือทำให้กลายเป็นอาการป่วยทางจิต
เวลามีคนบอกว่าการมีลูกมันไม่ดี คนนั้นมักจะถูกหาว่าเป็นคนซึมเศร้า บ้า หรือคิดมากเกินไป นี่คือกลไกการควบคุมทางสังคม (Social Control Mechanism) ค่ะ ถ้ามีใครตั้งคำถามกับความเชื่อหลักของสังคม (เช่น การมีลูกคือสิ่งดี) สังคมจะต้องหาทางทำให้เสียชื่อเสียงผู้ตั้งคำถามนั้น วิธีง่ายๆ คือการป้ายสีว่าเขาเป็นโรคซึมเศร้า หรือเขาคิดมากเกินไป หรือเขาเป็นพวกชอบมองโลกในแง่ร้าย
ในยุคกลาง ถ้าใครตั้งคำถามกับศาสนจักร เค้าจะถูกเรียกว่านอกรีตและถูกเผาทั้งเป็น
ในยุคปัจจุบันถ้าใครวิจารณ์การให้กำเนิดบางส่วนมักถูกตีความว่ามีปัญหาสุขภาพจิต แทนที่จะมีการตอบโต้ข้อโต้แย้งของเขาโดยตรง
แม้วิธีการจะแตกต่างกัน แต่ทั้งสองกรณีสะท้อนกลไกหนึ่งที่คล้ายกัน คือการลดทอนความน่าเชื่อถือของผู้เห็นต่าง การทำให้ผู้เห็นต่างกลายเป็น ผู้ป่วยเป็นวิธีที่แนบเนียนและมีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้ความรุนแรง เราไม่ต้องไปจับคนที่วิจารณ์การมีลูกเข้าคุก แค่เราบอกว่าเค้าป่วย ทุกคนก็จะไม่เชื่อฟังเค้า และเค้าก็จะถูกโดดเดี่ยวทางสังคม
คนทั่วไปมักคิดว่าการวินิจฉัยโรคซึมเศร้าเป็นเรื่องทางการแพทย์ที่บริสุทธิ์ แต่บลูอยากให้เราเห็นว่าการวินิจฉัยยังถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองได้เสมอ
ในยุคโซเวียต ผู้เห็นต่างถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคจิตเภท
ในยุคทุนนิยม ผู้ที่ตั้งคำถามกับระบบถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้า
บลูไม่ได้แค่เกลียดการมีลูก แต่บลูกำลังต่อสู้กับทุกอำนาจที่พยายามบังคับให้มนุษย์สืบพันธุ์เพื่อผลประโยชน์ของพวกเขา บลูมองว่าทุกอำนาจที่เราได้กล่าวไปข้างต้น (รัฐ ทุน ศาสนา และยีน) กำลังสมคบคิดกันเพื่อทำให้มนุษย์เชื่อว่าชีวิตคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และการมีลูกคือหน้าที่
รัฐได้ประโยชน์จากประชากร/ทหาร
นายทุนได้ประโยชน์จากแรงงาน
ศาสนาได้ประโยชน์จากผู้ศรัทธา
ยีนถูกคัดเลือกผ่านการสืบพันธุ์ ไม่มีเจตจำนงจริง ๆ ในชีววิทยา
แต่ไม่มีใครถามว่าลูกต้องการอะไร ถ้าเราลองลบเรื่องเล่าเรื่องชีวิตคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ออกไป เราจะเหลืออะไรบ้าง? …เราจะเหลือความจริงที่ว่า ชีวิตคือกระบวนการที่ต้องดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอด แล้วก็ตาย การสร้างชีวิตใหม่คือการสร้างภาระให้ใครอีกคนหนึ่งมาแบกรับสิ่งนี้โดยไม่ได้เลือก
บลูเลือกที่จะไม่สร้างภาระนั้นให้ใคร เพราะบลูเชื่อว่าทุกอำนาจที่ได้ประโยชน์จากการมีลูกนั้นไม่ได้รักลูก พวกมันรักแค่ผลประโยชน์ที่ได้จากลูก และนี่คือเหตุผลที่บลูเชื่อว่าการไม่ให้กำเนิดคือความรักที่แท้จริง เพราะมันคือการปฏิเสธที่ลูกจะตกไปเป็นเครื่องมือของอำนาจใดๆ ทั้งสิ้นค่ะ :)


