ถ้าชีวิตไม่มีอะไรให้ยึด แล้วเราควรเอาแรงมาจากไหน?
เมื่ออ่านนักคิดสายอัตถิภาวนิยมและกลุ่ม Pessimism ไปเรื่อย ๆ จะพบว่า เมื่อหลักยึดแบบดั้งเดิมเริ่มสั่นคลอน หรือบางคนพบว่าจริงๆ แล้วมันไม่มีอะไรให้ยึด ไม่ใช่ทุกคนพบความจริงในแบบของตัวเองแล้วจะบิ้มหัวตัวเองกันทุกคน และสิ่งนี้ก็ไม่ได้ทำให้ทุกคนที่มีชีวิตอยู่ต่อหลังจากนั้นใช้ชีวิตเหมือนกันเลย มันกลับแตกต่างกันแบ่งออกเป็นหลายทิศหลายทาง
*แจ้งล่วงหน้า ทั้งหมดนี้เป็นการย่อแนวคิดซับซ้อนให้เหลือหนึ่งประโยค ซึ่งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากในงานสื่อสารสาธารณะ อยากให้มองว่าเป็นการกล่าวอย่างกว้างๆ ไม่มีเจตนาจะลดทอนหรือบิดเบือนแนวคิดของนักปรัชญาเหล่านั้น*
Arthur Schopenhauer ยึดสิ่งที่เรียกว่าการลดอำนาจของเจตจำนง เขาไม่ได้มองว่าชีวิตมีจุดหมายสูงสุดที่ทำให้ความทุกข์ได้รับการไถ่ถอน แต่เชื่อว่าเราสามารถทุกข์น้อยลงได้ผ่านศิลปะ ดนตรี ความเมตตา และการลดความอยาก เขาใช้ชีวิตค่อนข้างเป็นระเบียบ อ่านหนังสือ เดินเล่นทุกวัน ฟังดนตรี เล่นขลุ่ย และอยู่กับสุนัขของเขา เขาไม่ได้ใช้ชีวิตเหมือนคนที่สิ้นหวังจนทำอะไรไม่ได้
Friedrich Nietzsche กลับตรงกันข้าม เขาเห็นว่าความหมายที่พระเจ้า ศาสนา หรือศีลธรรมแบบเดิมให้มานั้นพังทลายแล้ว แต่แทนที่จะยอมแพ้ เขาพยายามสร้างคุณค่าขึ้นเอง เขาเรียกสิ่งนี้ว่าการกลับค่า/ประเมินค่าใหม่/การตั้งคุณค่าขึ้นเอง (Umwertung aller Werte + แต่แนวคิดที่ว่ามนุษย์เหนือมนุษย์สร้างคุณค่าขึ้นเอง Übermensch ก็เป็นการตีความที่แพร่หลายและยอมรับได้ในวงกว้าง) แม้ชีวิตจริงของเขาจะเต็มไปด้วยโรคภัย ความโดดเดี่ยว และจบลงด้วยภาวะล้มป่วยจนเข้าสู่ภาวะวิกฤตทางจิต
Albert Camus เสนอภาพของ Sisyphus ที่ต้องกลิ้งหินขึ้นเขาตลอดกาล แม้รู้ว่าหินจะตกลงมาใหม่ เขาไม่ได้บอกว่ามีความหมายซ่อนอยู่ แต่บอกว่ามนุษย์สามารถใช้ชีวิตต่อไปได้แม้จะไม่มีคำตอบสุดท้าย
Viktor Frankl เป็นหนึ่งในผู้เสนอคำตอบต่อปัญหา Nihilism และความว่างเปล่าของชีวิต และเป็นคนที่ผ่านความทุกข์ของจริง (รอดชีวิตมาจากค่ายกักกันเอาชวิตซ์ของนาซี) ซึ่งแทบเป็นคู่ที่อยู่คนละทิศทางทางปรัชญากับ Camus เพราะ Frankl เชื่อว่ามนุษย์ทนต่อความทุกข์ได้หากยังค้นพบความหมายของมัน จะเห็นว่าภายในสาย Existential ก็ไม่ได้เห็นตรงกันทั้งหมด บางคนบอกว่าอยู่ได้โดยไม่ต้องมีความหมาย ขณะที่บางคนเห็นว่าความหมายคือสิ่งจำเป็น
Philipp Mainländer เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของความย้อนแย้ง เขาเสนอว่าจักรวาลกำลังมุ่งสู่ความดับ แต่ก็ยังเขียนงานปรัชญาชิ้นใหญ่จนเสร็จ แสดงให้เห็นว่าการมองโลกในแง่ร้ายที่สุดไม่ได้แปลว่ามนุษย์จะหยุดลงมือทำทุกอย่าง
Martin Heidegger เขาไม่ได้ถามว่าชีวิตมีความหมายหรือไม่ แต่ถามว่าการดำรงอยู่อย่างแท้จริงคืออะไร เขาเสนอว่าการตระหนักว่าตัวเองต้องตาย (Being-toward-death หมายถึงโครงสร้างของการดำรงอยู่ ไม่ใช่การหมกมุ่นกับความตาย) ไม่ได้ทำให้หมดแรงใช้ชีวิต แต่กลับทำให้หลุดพ้นจากการใช้ชีวิตตามความคาดหวังของคนอื่น แรงผลักจึงมาจากการเผชิญหน้าความตาย ไม่ใช่จากความหมาย
Eduard von Hartmann เพราะเขาเสนอว่าเราไม่ได้มีแรงใช้ชีวิตเพราะความหมาย แต่เพราะจิตไร้สำนึก (The Unconscious) ยังคงผลักดันเราอยู่ แม้เราจะรู้ว่าชีวิตเต็มไปด้วยความทุกข์ แนวคิดนี้สามารถเชื่อมต่อกับ Freud ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
Julius Bahnsen แม้แต่เจตจำนงเองก็เต็มไปด้วยความขัดแย้งภายใน ไม่มีวันปรองดองกันได้ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังเขียนหนังสือและใช้ชีวิตต่อไป นี่เป็นตัวอย่างที่ดีว่าการดำรงอยู่กับการมีคำตอบสุดท้ายไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
Søren Kierkegaard ที่นำเสนอมุมมองสายศาสนา/จิตวิญญาณ ซึ่งตรงข้ามกับนักคิดสายอเทวนิยม (Atheist) ทุกคนที่ยกมา เขาเห็นความสิ้นหวังและความไร้สาระของชีวิตไม่ต่างจาก Camus แต่ทางออกของเขาคือการยอมรับความย้อนแย้งด้วยการก้าวกระโดดแห่งความศรัทธา คือรู้ว่าไม่มีเหตุผลทางตรรกะรองรับ แต่เลือกที่จะเชื่อและยึดมั่นในบางสิ่งอย่างสุดตัว เพราะความจริงของชีวิตเป็นเรื่องส่วนบุคคล ไม่ใช่สูตรคณิตศาสตร์ ชีวิตจริงเขาเขียนงานผ่านนามแฝงมากมาย ใช้ชีวิตหมกมุ่นอยู่กับการตั้งคำถามถึงการมีอยู่จริงของตัวเอง
Jean Paul Sartre เขาเชื่อว่ามนุษย์ถูกลงโทษให้มีเสรีภาพ เมื่อไม่มีพระเจ้าหรือแผนการของจักรวาล เราจึงต้องนิยามตัวเองผ่านการกระทำ แรงของ Sartre ไม่ได้มาจากความหมายที่มีอยู่ก่อน แต่มาจากความรับผิดชอบว่า ชีวิตเราจะเป็นอย่างไร อยู่ที่สิ่งที่เราเลือกทำในวันนี้ เขาไม่ได้นั่งซึมเศร้า แต่เขียนหนังสืออย่างบ้าคลั่ง เข้าร่วมการเมือง ลงถนนประท้วง และปฏิเสธรางวัลโนเบล เพราะเขาเชื่อว่านักคิดต้องใช้ชีวิตอย่างมีส่วนร่วม แรงขับของเขาจึงมาจากการลงมือทำ และการยืดอกรับผลของการเลือกนั้น
Gabriel Marcel เขาแยกแยะระหว่างปัญหาที่ใช้ตรรกะแก้ กับสัจธรรม/ความลึกลับ (Mystery) ที่ต้องใช้ประสบการณ์ตรง Marcel มองว่าการมองมนุษย์เป็นเพียงสิ่งของหรือฟังก์ชั่นทำให้เกิดความสิ้นหวัง แต่แรงในการมีชีวิตมาจากBeing (การดำรงอยู่) ผ่านความสัมพันธ์แบบ การพบกันอย่างแท้จริง, ความรัก, ความหวัง และ Fidelity (ความซื่อสัตย์ต่อการมีอยู่) เขาเป็นนักเขียนบทละครและนักวิจารณ์ดนตรี ใช้ชีวิตคลุกคลีกับการสื่อสารและความสัมพันธ์ ไม่ใช่คนที่นั่งโดดเดี่ยวในห้องสี่เหลี่ยม
Miguel de Unamuno เขาเสนอว่ามนุษย์มีความขัดแย้งภายในอย่างรุนแรงระหว่างปัญญาที่บอกว่าเราต้องตายและไม่มีอะไรเหลือ กับหัวใจที่ปรารถนาความเป็นอมตะ เขาไม่พยายามสมานแผลความขัดแย้งนี้ แต่เอาแรงมาจากการต่อสู้ และการโอบรับความตึงเครียดนั้น เขาเชื่อว่าการต่อสู้เพื่อเชื่อในสิ่งที่ตรรกะปฏิเสธ นั่นคือสิ่งที่ทำให้มนุษย์มีชีวิตอยู่อย่างแท้จริง (คล้ายแนวคิดเรื่อง Don Quixote ที่ดื้อดึงฝันในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้) เขาเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัย Salamanca ยืนหยัดเผชิญหน้ากับฝ่ายชาตินิยมของ Francoอย่างเปิดเผยจนถูกกักบริเวณในบ้านช่วงท้ายชีวิต
Blaise Pascal เจ้าของผลงาน Pensées เขาเห็นความว่างเปล่าและความน่าหวาดกลัวของจักรวาล (ความเงียบอันเป็นนิรันดร์ของพื้นที่เหล่านั้นทำให้ข้าพเจ้าหวาดกลัว) Pascal ชี้ว่าเหตุผลและวิทยาศาสตร์มีขีดจำกัด ไม่สามารถตอบคำถามเรื่องความหมายได้ ประโยคคลาสสิกของเขาคือหัวใจมีเหตุผลของมันเอง ซึ่งเหตุผลตรรกะไม่เคยรับรู้ (Le cœur a ses raisons, que la raison ne connaît point) แรงขับของเขาจึงมาจากการยอมรับขีดจำกัดของสมอง แล้วใช้หัวใจ/ความศรัทธาเป็นหลักยึด (รวมถึงแนวคิดเรื่องการเดิมพันของปาสกาล Pascal’s Wager) แม้ป่วยหนักด้วยโรคเรื้อรังตลอดชีวิตและเสียชีวิตด้วยวัยเพียง 39 ปี แต่เขาสร้างผลงานทั้งทางคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ และปรัชญาไว้มากมาย
Karl Jaspers ผู้เสนอแนวคิดเรื่อง Grenzsituationen (Limit-Situations หรือ สถานการณ์ขีดจำกัด) เช่น ความตาย, ความทุกข์, ความรู้สึกผิด Jaspers มองว่าเมื่อมนุษย์ชนเข้ากับขีดจำกัดของชีวิตจนโครงสร้างเดิมพังทลายลง นั่นไม่ใช่จุดจบ แต่เป็น จุดเริ่มต้นที่เราจะได้สัมผัสกับ Transcendence (การก้าวข้าม) และพบกับตัวตนที่แท้จริง (Existenz) แรงของเขาจึงมาจากการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นประตูสู่การตระหนักรู้ เขาถูกนาซียึดใบอนุญาตสอนหนังสือและกดดันอย่างหนักเพราะมีภรรยาเป็นคนเชื้อสายยิว แต่เขายังคงคิด เขียน และยึดมั่นในคุณค่าปรัชญาอย่างไม่สั่นคลอน
Simone Weil ผู้เสนองานเขียนอย่าง Gravity and Grace พูดถึงความแรงกล้าของกฎธรรมชาติ (Gravity) และพระคุณ (Grace) ธอไม่แสวงหาการเติมเต็มอีโก้ แต่เอาแรงมาจาก Attention (การตั้งมั่นใส่ใจอย่างบริสุทธิ์) และ Decreation (การลดทอนอัตตาตัวเอง) เพื่อเปิดพื้นที่ให้ความจริงและความทุกข์ของผู้อื่นเข้ามา การมีอยู่ของเธอคือการแบกรับความจริงของโลกโดยไม่หลบตา แม้จะจบจากสถาบันชั้นสูงและมีสุขภาพอ่อนแอ แต่เธอปฏิเสธชีวิตสุขสบาย ไปทำงานเป็นคนงานโรงงานอุตสาหกรรม เข้าร่วมสงครามกลางเมืองสเปน และปฏิเสธการกินอาหารเกินกว่าโควต้าของชาวฝรั่งเศสในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 จนเสียชีวิตด้วยวัยเพียง 34 ปี
ส่วน Emil Cioran อาจใกล้กับคำถามของตั้งต้นของบลูที่สุด เขาเขียนถึงความไร้ความหมาย ความเหนื่อยล้าของการมีอยู่ และความไม่ควรเกิดมาแทบทั้งชีวิต แต่สิ่งที่น่าประหลาดคือ เขายังเดินเล่นในปารีสทุกวัน อ่านหนังสือ เขียนหนังสือ คุยกับเพื่อน และใช้ชีวิตต่ออีกหลายสิบปี เขาเคยพูดประมาณว่า การเขียนคือวิธีระบายพิษออกจากตัวเอง
...จะเห็นว่า ไม่ว่าจะสายอเทวนิยม สายจิตวิทยา จิตวิญญาณ/ปรากฏการณ์วิทยา หรือสายศาสนา แทบไม่มีใครดำรงอยู่ได้ด้วยความจริงอันแห้งแล้งเพียงอย่างเดียว พวกเขาไม่ได้เจอความจริงแล้วจึงเลิกใช้ชีวิต แต่แต่ละคนเปลี่ยนสิ่งที่เป็นหลักยึดเลย…
ที่น่าสนใจคือ หลายคนเลิกยึดความหมายสูงสุด (ultimate meaning) แต่ยังยึดกิจกรรมแทน พวกเขาอ่าน เขียน แต่งเพลง เดิน เล่นดนตรี คิด ถกเถียง ไม่ใช่เพราะเชื่อว่าจักรวาลต้องการสิ่งเหล่านี้ แต่เพราะนั่นคือสิ่งที่พวกเขาทำ
มีคำพูดของ Ludwig Wittgenstein ที่สะท้อนเรื่องนี้ได้ดี เขาเคยบอกว่า The solution of the problem of life is seen in the vanishing of the problem. แม้เขาเองจะผ่านวิกฤตทางจิตใจอย่างหนัก เขาเคยละทิ้งปรัชญาไปเป็นครูประถม ออกแบบบ้าน และเป็นคนสวน ก่อนจะพบว่าปัญหายังไม่จบและกลับมาสอนหนังสือ และใช้ชีวิตในรายละเอียดของแต่ละวัน ก่อนจะพบว่าปัญหายังไม่จบและกลับมาเขียนปรัชญาต่อจนช่วงสุดท้ายของชีวิต... (แม้เจตนาทางปรัชญาของเขาคือเรื่องขีดจำกัดของภาษา (Limits of Language) ไม่ใช่เรื่องการรับมือกับความไร้ความหมายของชีวิตแบบ Existentialist)
คำตอบที่น่าประหลาดคือ หลายคนบอกว่าไม่ได้เอาแรงมาจากความหมายเลย แต่เอาแรงมาจากแรงขับของการมีชีวิตเอง
Schopenhauer เรียกมันว่า Will ซึ่งเขาเองก็มองว่า Will (ที่ไม่ใช่แรงจูงใจทางจิตวิทยา แต่เป็นหลักอภิปรัชญาที่แสดงออกผ่านสิ่งมีชีวิตทั้งหมด) เป็นต้นตอของความทุกข์ แต่ยอมรับว่ามันยังทำงานอยู่
Nietzsche เสนอแนวคิด Will to Power ในฐานะแรงผลักพื้นฐานของชีวิตและการตีความโลก
Freud เรียกมันว่า Triebe (drives) เขาไม่ได้พูดถึง drive เดียว แต่มีหลายแรงขับ เช่น Eros และ Death Drive
แม้แต่นักคิดที่วิจารณ์ความคิดเรื่องความหมายสูงสุดของชีวิต ก็ยังต้องกินเมื่อหิว นอนเมื่อง่วง และคิดเมื่อเกิดคำถาม
นี่อาจเป็นความย้อนแย้งที่ลึกที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษย์ เราอาจสรุปได้ว่าไม่มีอะไรให้ยึดในระดับทฤษฎี แต่ในระดับการดำรงอยู่ ร่างกายและจิตใจก็ยังคงเคลื่อนไหวต่อไป ราวกับว่าการมีชีวิตไม่จำเป็นต้องรอให้เราหาเหตุผลสุดท้ายพบเสียก่อน
บลูมองเห็นว่าบางคนพยายามลดความปรารถนา บางคนสร้างคุณค่าขึ้นใหม่ บางคนยอมรับความไร้สาระ บางคนใช้การเขียนเป็นที่รองรับความคิด แต่แทบไม่มีใครสามารถดำรงอยู่ได้ด้วยความจริงเพียงอย่างเดียว เพราะการใช้ชีวิตกับการอธิบายชีวิตไม่ใช่สิ่งเดียวกัน นั่นเองคือความตึงเครียดที่ปรากฏอยู่ในชีวประวัติของนักคิดเหล่านี้เกือบทุกคนค่ะ

