มนุษย์ที่ถูกลืมโดยกฎหมาย ฆ่าได้เลย ไม่ถือเป็นการฆาตกรรม
อย่าอ่านงาน Agamben เหมือนอ่านปรัชญาทั่วไป เพราะเขาไม่ได้เขียนปรัชญา เขาเขียน การวินิจฉัย คล้ายหมอที่ยืนดูร่างกายการเมืองสมัยใหม่แล้วบอกว่า
…fck…นี่มันป่วยหนักมาก แต่นะ…ที่แย่ที่สุด คือแม่งมันไม่รู้ว่าตัวเองป่วย 5555
แกนของโครงการทั้งหมดของเขาชื่อว่า Homo Sacer ซึ่งเป็นชุดหนังสือยาว 9 เล่ม (รวมเล่มย่อยแล้ว) ที่เขาใช้เวลาเขียนตลอดชีวิต โดยมีคำถามเดียวเป็นแกนกลาง
“ชีวิตมนุษย์กับอำนาจทางการเมืองเชื่อมกันได้ยังไง และการเชื่อมนั้นทำให้ชีวิตกลายเป็นอะไร?”
ก่อนอื่นเรามาแงะศัพท์กันก่อนนะคะ (เป็นแผนที่ภาษาที่ต้องถือไว้)
ในภาษากรีกโบราณมีคำว่าชีวิตสองคำ (ซึ่งคุณปู่ Agamben ของเราใช้เป็นฐานรากของจักรวาลความคิดเขา)
Zoē คือชีวิตในเชิงชีวภาพ เนื้อหนัง การสืบพันธุ์ ความหิวโหย ความตาย (หายใจได้ กินข้าวได้ เจ็บเป็น เหมือนสัตว์ทั่วไป)
Bios คือชีวิตในแง่รูปแบบ วิถีชีวิตของสิ่งที่มีเหตุมีผล ชีวิตที่มีบริบท มีคุณภาพ มีนิยาม ชีวิตที่เป็นพลเมือง คนดี ประชาชน เช่น เราเป็น นาย ก. ที่มีสิทธิเลือกตั้ง มีเกียรติยศ มีหน้าที่การงาน
ในสายตาของ Aristotle และ Agamben การเมืองคลาสสิกถูกสร้างขึ้นบนเส้นแบ่งระหว่างสองสิ่งนี้… สิ่งที่การเมืองทำคือแปลง Zoē ให้กลายเป็น Bios เปลี่ยนสัตว์ให้กลายเป็นพลเมือง
Homo Sacer มนุษย์ที่ถูกลืมโดยกฎหมาย เขาเป็นคนที่กฎหมายไม่คุ้มครอง ไม่มีสิทธิของความเป็นคนเหลืออยู่เลย …เป็นคนที่ถูกขับออกจากสังคม ใครก็ตามสามารถฆ่าเขาคนนี้ได้โดยไม่ผิดกฎหมาย (แต่ห้ามนำเขาไปบูชายัญ เพราะเขาต่ำเกินกว่าจะอุทิศให้เทพ) คนนี้มีชีวิต แต่ชีวิตนั้นไม่มีความหมายในระบบทั้งสองระบบ ไม่ใช่พลเมือง ไม่ใช่เครื่องสังเวย เขาคือชีวิตเปลือยเปล่าที่ถูกดึงออกจากทั้งสองด้าน ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือนักโทษในค่ายกักกันนาซี หรือผู้ลี้ภัยในบางพื้นที่ที่ไม่มีสัญชาติใดรับรอง เขาไม่ใช่พลเมืองของใคร แต่เขาก็หนีอำนาจรัฐไม่พ้น
Sovereign (อธิปัตย์/ผู้มีอำนาจสูงสุด) ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่กษัตริย์หรือรัฐบาล แต่คือผู้ที่มีอำนาจตัดสินว่าอะไรคือสถานการณ์ฉุกเฉิน (นิยามนี้มาจาก Carl Schmitt)
State of Exception (สภาวะข้อยกเว้น) เหมือนกฎหมายขอพักร้อนนั่นแหละค่ะ เป็นช่วงเวลาที่กฎหมายถูกระงับใช้ ในสภาวะนี้ รัฐสามารถทำอะไรกับร่างกาย (Zoē) ของเราก็ได้ โดยอ้างว่าทำเพื่อความมั่นคง เช่น การประกาศกฎอัยการศึกยาวนาน หรือการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จในช่วงโรคระบาด
Biopolitics คำของ Foucault ที่ Agamben ยืมมาขยาย หมายถึงการที่รัฐสมัยใหม่ไม่ได้ควบคุมแค่พฤติกรรมของประชาชน แต่ควบคุมลงไปถึงชีวิตทางชีววิทยา (การเกิด การตาย โรคระบาด ประชากร ร่างกาย)
ปู่ / Agamben / อากัมเบน คือคนๆ เดียวกันนะคะ เปลี่ยนสรรพนามตามอัตราความขี้เกียจในวินาทีนั้นๆ
Homo Sacer: Sovereign Power and Bare Life (1995)
ปู่เริ่มจากคำถามที่ดูเหมือนเล็กน้อย
ทำไม Aristotle ถึงบอกว่ามนุษย์คือสัตว์การเมือง (zōon politikon)? มันหมายความว่าอะไรจริง ๆ?
คำตอบที่ Agamben เสนอไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ทั่วไปคาดหวัง …เขาบอกว่า
…การเมืองไม่ได้เริ่มจากการรวมตัวของมนุษย์ แต่เริ่มจากการกีดกัน การตัดสินว่าชีวิตแบบไหนมีค่าพอที่จะรับการคุ้มครองทางการเมือง
ปกติเราเรียนมาว่า การเมืองคือการที่คนมารวมตัวกันเพื่อสร้างสังคมที่ดี (Social Contract) ใช่ไหมคะ? แต่ Agamben จะบอกว่า
….นั่นมันตอแหลทั้งเพ
555555
ลองนึกถึงการล้อมรั้วหมู่บ้านจัดสรร …ก่อนเราจะบอกว่าคนในหมู่บ้านนี้จะได้รับสวัสดิการอะไรบ้าง.. ขั้นแรกที่สำคัญกว่าคือการชี้นิ้วว่า“ใครไม่ใช่คนในหมู่บ้านนี้” และ “ใครไม่มีสิทธิ์เดินเข้าประตูนี้”
ราวกับว่าอำนาจทางการเมืองพิสูจน์ตัวเองได้ ก็ต่อเมื่อมันมีอำนาจที่จะบอกว่า “แกน่ะ… ออกไปให้พ้น”
ง่ายๆ คือ การเมืองเริ่มที่การเขี่ยทิ้ง ไม่ใช่การโอบรับค่ะ
ส่วน Homo Sacer ก็เป็นแค่คนที่ตายได้ฟรี ๆ แต่ฆ่าแบบเป็นพิธีไม่ได้
เขาขุดขึ้นมาจากกฎหมายโรมันโบราณ ซึ่ง Homo Sacer คือผู้ถูกกีดกันออกจากทั้งสองโลก ชีวิตนี้มีอยู่ แต่ไม่นับ เป็นคนที่ทำผิดจนถูกเนรเทศ เขาจะถูกตัดสิทธิ์ทุกอย่าง
ใครจะฆ่าเขาก็ได้ โดยไม่มีความผิด (เพราะเขาไม่อยู่ใต้กฎหมายบ้านเมืองแล้ว)
แต่จะเอาเขาไปบูชายัญตามพิธีศาสนาก็ไม่ได้ (เพราะเขาไม่สะอาดพอสำหรับพระเจ้า)
เหมือนเราถูกลบชื่อออกจากทะเบียนราษฎร์และโลกอินเทอร์เน็ตถาวร เรายังหายใจอยู่ แต่ถ้ามีคนมาทำร้ายเรา ตำรวจไม่รับแจ้งความ เพราะในระบบเราไม่มีตัวตนนี่คือภาวะที่เรียกว่า Bare Life (ชีวิตเปลือยเปล่า)
และนี่คือจุดที่เขาเชื่อมเข้าสู่ประเด็นร่วมสมัย
ค่ายกักกันของนาซีไม่ใช่ความผิดพลาดของประวัติศาสตร์ ไม่ใช่ความชั่วร้ายที่เกิดขึ้นเพราะมนุษย์บ้าๆ บอๆ บางคนได้อำนาจ
แต่ค่ายกักกันคือสิ่งที่โครงสร้างการเมืองสมัยใหม่สร้างขึ้นมาเป็นหลักการ มันคือผลผลิตที่สมบูรณ์แบบของรัฐ Nomos (กฎฐาน) ของสมัยใหม่ที่ถูกเปลือยออกมาให้เห็น
เพราะค่ายกักกันคือพื้นที่ที่กฎหมายปกติถูกระงับใช้ เพื่อให้ผู้มีอำนาจทำอะไรก็ได้กับคนในนั้นโดยอ้างความมั่นคง
ซึ่งถ้าข้อเสนอนี้ถูกต้อง มันหมายความว่า… สิทธิมนุษยชน รัฐธรรมนูญ ระบอบประชาธิปไตย ทั้งหมดนี้ไม่ได้ปกป้องชีวิต…รัฐให้สิทธิเรา เพราะรัฐต้องการนับจำนวนและควบคุมเรา
เช่น ถ้าเราเป็นพลเมืองที่มีพาสปอร์ต เราได้รับการคุ้มครอง แต่ทันทีที่เราเป็นผู้ลี้ภัย (Refugee) ที่ไม่มีเอกสาร สิทธิมนุษยชนของเราจะหายวับไปทันที เพราะรัฐตัดสินแล้วว่าเราไม่นับเป็นพลเมือง
..สิทธิจึงไม่ได้ติดตัวเรามาแต่เกิด แต่มันคือตั๋วที่รัฐแจกให้ และรัฐก็ยึดคืนได้ทุกเมื่อ
นัยยะที่ซ่อนอยู่ (นรกทางกฎหมายไม่ได้อยู่แค่ในอดีต)
ปัจจุบัน (202x) — The Ratchet Effect
รัฐชอบวิกฤตค่ะ…
ห้ะ ขออีกที…
ใช่ค่ะ
เพราะทุกครั้งที่เกิดวิกฤต (COVID-19, War on Terror, ภาวะเศรษฐกิจ) รัฐจะบอกว่า…สถานการณ์ปกติรับมือไม่ไหว ขอใช้อำนาจพิเศษหน่อยนะ…
ความน่ากลัวคือเมื่อวิกฤตจบลง รัฐมักจะคืนอำนาจไม่ครบค่ะ เหมือนราคาข้าวมันไก่ขึ้นแล้วขึ้นเลยไม่เคยลง *เปรียบเปรยเฉยๆนะ 55555* อำนาจที่เคยยึดไปในช่วงฉุกเฉินมักจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ (New Normal) ไปเลย
เผื่อนึกภาพไม่ออก ลองนึกถึงกฎหมายสอดแนมข้อมูลส่วนบุคคลก็ได้ค่ะ ที่มันเริ่มจากตามจับผู้ก่อการร้าย แต่พอสงครามจบ กฎหมายนั้นนอกจากจะยังอยู่แล้ว มันยังถูกใช้สอดแนมพลเมืองทั่วไปแทนอีกด้วย
หรือถ้าให้โดนบ้านเราก็อาจจะเป็น…สมมติน้ำท่วมหรือมีโรคระบาด รัฐจะประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อใช้อำนาจพิเศษจัดการปัญหาชั่วคราวใช่ไหมคะ…ก็ปกติหนิ..เป็นงี้ทุกปี…แต่สิ่งที่น่ากังวลคือรัฐเรียนรู้ว่า “เฮ้ย พออยู่ในสภาวะฉุกเฉิน…มันบริหารง่ายดีว่ะ” รัฐเลยพยายามทำให้เราอยู่ในสภาวะวิกฤตตลอดเวลา (วิกฤตเศรษฐกิจบ้าง วิกฤตโรคระบาดบ้าง วิกฤตความมั่นคงบ้าง)
S.C. — รัฐธรรมนูญเกือบทุกประเทศอนุญาตให้รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินได้เมื่อเกิดภัยพิบัติหรือวิกฤต เพื่อรวบรวมอำนาจให้การตัดสินใจจบที่จุดเดียว (Single Command) ไม่ต้องผ่านกระบวนการสภาที่ล่าช้า และจำกัดสิทธิบางประการ เช่น การห้ามออกนอกเคหาะสถาน (Curfew) หรือการควบคุมการนำเสนอข่าวสาร เป็นต้น
ซึ่งในระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ รัฐก็เริ่มทำแบบเดียวกันกับกฎหมาย Nuremberg ของนาซี ที่ไม่ได้ฆ่าคนแบบผิดกฎหมาย (เพราะเขาออกกฎหมายเพื่อทำให้คนบางกลุ่มอยู่นอกกฎหมายก่อน กล่าวคือนาซีถอดสัญชาติชาวยิว ทำให้ชาวยิวไม่มีสถานะเป็นมนุษย์ที่มีสิทธิ (Citizen) แต่เหลือแค่ก้อนเนื้อที่มีชีวิต (Bare Life) ก่อน หลังจากนั้นก็…. อย่างที่เรารู้กันค่ะ)
เปรียบกับปัจจุบันมันคือ การแปะป้ายว่าใครเป็นพวกชังชาติ พวกหัวรุนแรง หรือผู้แพร่เชื้อ… เพื่อที่รัฐจะได้มีสิทธิ์จำกัดสิทธิคนเหล่านั้นได้โดยที่สังคมไม่รู้สึกว่ารัฐทำผิด
จุดที่น่าสั่นสะเทือนที่สุด Agamben มองว่าค่ายกักกัน ไม่ใช่แค่สถานที่แล้ว เพราะเมื่อไรก็ตามที่รัฐสามารถสร้างพื้นที่ที่กฎหมายปกติใช้ไม่ได้ขึ้นมาได้ (เช่น ศูนย์กักตัว, เขตพื้นที่ควบคุมสูงสุด, หรือแม้แต่แอปพลิเคชันติดตามตัวที่บังคับใช้) พื้นที่เหล่านั้นก็ไม่ต่างจากค่าย และเราทุกคนที่อยู่ในนั้นก็มีสภาพเป็น Bare Life ชั่วคราว ที่รัฐจะสั่งให้ซ้ายหันขวาหันยังไงก็ได้โดยไม่มีสิทธิ์โต้แย้ง
…ประชาธิปไตยสมัยใหม่กำลังเสพติดสภาวะฉุกเฉินค่ะ เขากำลังเตือนว่า เราอาจจะไม่ได้ถูกปกครองด้วยกฎหมายอีกต่อไป แต่ถูกปกครองด้วยคำสั่งยกเว้นกฎหมาย (Decree) ที่อ้างความปลอดภัยบังหน้า
ความน่ากลัวที่สุดคือเราจะค่อยๆ ชินกับมันจนลืมไปว่าสิทธิที่เราเคยมีนั้นหายไปตอนไหน และสุดท้ายเราจะกลายเป็นแค่ร่างกายที่รอรับคำสั่งจากรัฐเพียงอย่างเดียว
เช่น การติดตั้งกล้องวงจรปิดทั่วเมืองหรือการตรวจสอบข้อมูลส่วนตัว เริ่มต้นอาจอ้างว่าเพื่อป้องกันโรค/โจร (ข้อยกเว้น) แต่พอผ่านไป 5 ปี กล้องเหล่านั้นก็ยังอยู่และตรวจเราเข้มงวดกว่าเดิมจนกลายเป็นเรื่องปกติ (The Rule)
ยิ่งถ้ามองย้อนกลับไปในช่วง COVID-19 เรารู้สึกไหมคะว่ามีช่วงเวลาที่เรายอมให้รัฐทำอะไรก็ได้กับชีวิตเรา (เช่น ห้ามออกจากบ้าน, บังคับตรวจร่างกาย,ต้องฉีดวัคซีนยี่ห้อนี้เท่านั้น…) โดยที่เราไม่กล้าตั้งคำถาม? นั่นแหละครับคือสิ่งที่ Agamben เรียกว่าสภาวะข้อยกเว้นที่กลายเป็นเรื่องปกติ :)
State of Exception (2003)
เล่มนี้เขียนขึ้นหลังเหตุการณ์ตึกเวิลด์เทรดถล่ม (9/11)โดยตรง และมันน่าอ่านในแง่ที่ว่า Agamben กล้าพูดในสิ่งที่ไม่มีใครกล้าพูดในตอนนั้น…
ลองย้อนไปเหตุการณ์ 9/11 ตอนนั้นทำให้อเมริกาออกกฎหมายความมั่นคงขั้นเด็ดขาด (Patriot Act) และประกาศสงครามต่อต้านการก่อการร้าย (War on Terror) ซึ่งให้อำนาจรัฐดักฟัง จับกุม และค้นบ้านคนได้โดยไม่ต้องขอศาล อากัมเบนบอกว่าก็ไอ้วิธีคิดแบบนี้แหละ (การอ้างความมั่นคงเพื่อยกเว้นสิทธิมนุษยชน) คือวิธีคิดเดียวกับที่ฮิตเลอร์และนาซีใช้เป๊ะเลย
นาซี ประกาศสภาวะฉุกเฉินเพื่อระงับรัฐธรรมนูญ แล้วจัดการศัตรูได้ตามใจชอบ
USA Patriot Act กฎหมายที่ออกมาหลังเหตุการณ์ 9/11 ให้อำนาจรัฐสอดแนมหรือกักขังผู้ต้องสงสัยได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการยุติธรรมปกติ
ถ้านึกไม่ออก ลองนึกถึงตอนที่เราอยู่ในโรงเรียนปกติ ครูตีเราไม่ได้เพราะมีกฎกระทรวงห้ามไว้ แต่พอมีเหตุการณ์เด็กทะเลาะวิวาทรุนแรง (เปรียบเหมือน 9/11) ครูใหญ่ประกาศกฎเหล็กฉุกเฉินสั่งค้นกระเป๋าทุกคน และกักตัวเด็กที่น่าสงสัยไว้ในห้องมืดโดยไม่ให้บอกพ่อแม่ นี่แหละคือการใช้อำนาจแบบเผด็จการที่อ้างว่า “ทำเพื่อความปลอดภัยของทุกคน”
พอมาจี้ที่รากฐานของปัญหา ตอนนั้น Agamben ได้ขุดค้นประวัติศาสตร์กฎหมายตะวันตก ตั้งแต่โรมัน ผ่าน Weimar Republic ไปจนถึงอเมริกาหลัง 9/11 เพื่อแสดงให้เห็นว่าสภาวะข้อยกเว้นเป็นเครื่องมือโครงสร้างในทุกรัฐสมัยใหม่ ไม่ใช่แค่รัฐเผด็จการ
N.B.— ปกตินิติรัฐต้องทำตามกฎหมายใช่ไหมคะ แต่สภาวะข้อยกเว้น (State of Exception) ภาษาบ้านเราก็คือการประกาศกฎอัยการศึก หรือ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน นั่นเอง Agamben บอกว่าเครื่องมือนี้ไม่ได้มีแค่ในประเทศเผด็จการจ๋าๆ นะ แต่ประเทศที่บอกว่าตัวเองเป็นประชาธิปไตย (เช่น อเมริกา หรือประเทศในยุโรป) ก็มีปุ่มนี้ให้กด และกดใช้กันฉ่ำด้วย*
ในเวลาปกติ เราอาจจะคิดว่ารัฐธรรมนูญ หรือประชาชนคือผู้มีอำนาจสูงสุด แต่ Carl Schmitt (นักกฎหมายนาซี) บอกว่า ไม่ใช่ ไม่จริง ไม่เป็นแบบนั้นเลย …ผู้มีอำนาจสูงสุดที่แท้จริง (Sovereign) คือ คนที่สามารถชี้ได้ว่าตั้งแต่เวลานี้เป็นต้นไป กฎหมายปกติใช้ไม่ได้แล้วนะต่างหาก…Sovereign is he who decides on the exception
…มันคือที่สามารถกดปุ่ม Pause กฎหมายได้ในยามวิกฤต เช่น เกิดกบฏหรือสงคราม พอวิกฤตจบก็กด Play ให้กฎหมายกลับมาทำงานปกติ เหมือนจีเอ็มแบบนั้นเลยค่ะ 555 เพราะถ้าใครคนหนึ่งสามารถสั่งหยุดกฎหมายได้ทุกเมื่อ คนนั้นแหละคือผู้มีอำนาจเหนือทุกสิ่ง และถ้าเขาสั่งหยุดกฎหมายได้ตลอดเวลา แปลว่าอำนาจของเขาก็จะไม่มีขีดจำกัดและน่ากลัวที่สุด
Agamben รับนิยามนี้มา แต่ขยายให้น่ากลัวขึ้น
ถ้า Sovereign คือผู้ที่ตัดสินสภาวะข้อยกเว้น และสภาวะข้อยกเว้นกลายเป็นสิ่งปกติ แล้ว Sovereign ก็คืออำนาจที่ดำรงอยู่ตลอดเวลา ไม่มีขีดจำกัด ไม่มีที่สิ้นสุด
แปลไทยเป็นไทยนะคะ
จุดที่ Agamben บอกว่าน่ากลัวขึ้น คือตรงนี้ค่ะ..
ปกติแล้วสภาวะฉุกเฉิน/ข้อยกเว้นมันควรจะใช้แค่แป๊บเดียวแล้วจบใช่ไหม? ถ้าเหตุการณ์วิกฤตมันไม่เคยจบลงล่ะ? หรือรัฐอ้างว่าภัยคุกคามมีอยู่ทุกที่และตลอดเวลา แล้วประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินลากยาวเป็นปีๆ หรือเป็นสิบปี (เช่น สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ สงครามก่อการร้ายของอเมริกา สงครามกับความยากจน สงครามกับยาเสพติด หรือการต่อต้านก่อการร้ายที่ไม่มีวันสิ้นสุด) รัฐก็จะกดปุ่ม Pause กฎหมายทิ้งไว้แบบนั้นเรื่อยๆ เมื่อการยกเว้นกฎหมายกลายเป็นเรื่องที่ทำกันจนชิน เราจะเริ่มแยกไม่ออกว่า ตรงไหนคือกฎหมาย และตรงไหนคืออำนาจตามใจชอบของรัฐ และแย่ที่สุดเมื่อกฎหมายปกติถูกระงับอย่างถาวร รัฐก็จะมีอำนาจล้นฟ้าทำอะไรก็ได้ตลอดไป
ลองจินตนาการถึงขอบเขตนะคะ
ในสภาวะปกติรัฐมีขอบเขตคือตัวบทกฎหมาย รัฐข้ามเส้นนี้ไม่ได้
ในสภาวะข้อยกเว้นรัฐบอกว่า…ขอข้ามเส้นหน่อยน้าาา เพราะมันจำเป็น
มันเลยกลายเป็นว่าถ้าการข้ามเส้นกลายเป็นเรื่องปกติ เท่ากับว่าเส้นนั้นไม่มีอยู่จริงอีกต่อไป….นะสิ?
กลับมาที่ตัวอย่างโรงเรียน สมมติครูใหญ่ประกาศกฎเหล็กฉุกเฉิน เพราะมีเรื่องวิวาทของเด็กป 4 ไปหยุมหัวเด็กป 6 …แต่ผ่านไป 3 ปีแล้วก็ยังไม่ยกเลิกกฎนี้ โดยอ้างว่า “เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก” กลายเป็นว่าตั้งแต่นั้นมา ครูใหญ่มีอำนาจค้นกระเป๋าและลงโทษเด็กตามอำเภอใจได้ตลอดไป จนเด็กนักเรียนก็ลืมไปแล้วว่าก่อนหน้านี้ตัวเองเคยมีสิทธิอะไรบ้าง
แต่ในเล่ม เขายกตัวอย่างคุกกวนตานาโม (Guantanamo Bay) คุกนี้เป็นคุกของอเมริกาที่ตั้งอยู่ในคิวบา อเมริกาเอาผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ก่อการร้ายไปขังไว้ที่นั่น และใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายบอกว่า
คนพวกนี้ไม่ใช่เชลยศึก (เพราะไม่ได้รบกันเป็นประเทศชนประเทศ) เลยไม่ได้รับการคุ้มครองตามสนธิสัญญาเจนีวา
คนพวกนี้ไม่ใช่อาชญากรปกติ เลยไม่มีสิทธิ์จ้างทนาย หรือขึ้นศาลเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์
อากัมเบนเรียกสภาพนี้ว่า Bare Life (ชีวิตเปลือยเปล่า) ค่ะ คือเป็นแค่มนุษย์ที่มีชีวิตหายใจไปวันๆ แต่ถูกลอกคราบเอาสิทธิความเป็นคนทางกฎหมายออกไปหมดเกลี้ยง หลุดออกจากทุกตะกร้าการคุ้มครอง รัฐจะทรมาน จะจับขังลืม จะทุบตี หรือจะฆ่าทิ้ง ก็ไม่มีกฎหมายข้อไหนมาปกป้องพวกเขาได้เลย
เมื่อคนเหล่านี้กลายเป็น Bare Life และอยู่ในพื้นที่กวนตานาโม (ซึ่งอเมริกาอ้างว่าไม่ใช่แผ่นดินสหรัฐฯ 100% กฎหมายรัฐธรรมนูญเลยไปไม่ถึง)
กักขังโดยไม่มีเหตุผล หมายถึง ไม่ต้องมีข้อหาที่ชัดเจนแบบที่ศาลยอมรับ แค่รัฐ สงสัย หรือมองว่าเป็นภัยก็ขังได้เลย
ถาวร เพราะเมื่อไม่มีการฟ้องศาล ก็ไม่มีวันตัดสิน เมื่อไม่มีวันตัดสิน ก็ไม่มีวันพ้นโทษ พวกเขาจึงถูกขังไปเรื่อยๆ จนกว่ารัฐจะพอใจ
คนที่ถูกจับไปขังในนั้นจะกลายเป็นแค่ก้อนเนื้อที่มีชีวิต …นี่คือความน่ากลัวที่ Agamben พยายามเตือนค่ะว่า
…ถ้าวันนี้รัฐทำแบบนี้กับคนกลุ่มหนึ่งได้ วันข้างหน้าเขาก็อาจทำกับใครก็ได้ โดยแค่ประกาศว่าคนคนนั้นคือข้อยกเว้น
เล่มนี้มีจุดที่คมมาก ๆ ตรงที่ Agamben ตั้งข้อสังเกตว่า
ประชาธิปไตยและเผด็จการไม่ได้ตรงข้ามกัน
เราชอบคิดว่า ประชาธิปไตย = ดี/มีกฎหมาย, เผด็จการ = เลว/ใช้แต่อำนาจ แต่อากัมเบนชี้ให้เห็นว่า ลึกๆ แล้วโครงสร้างมันเหมือนกันเป๊ะ เพราะรัฐประชาธิปไตยก็แอบซ่อนปุ่มสภาวะข้อยกเว้นไว้ใช้จัดการประชาชนเหมือนกัน (แค่พรางตัวเนียนกว่า)
เรามักจะกลัวและตั้งคำถามว่า…เผด็จการมาแล้วยังวะ?
แต่อากัมเบนเตือนสติว่า ลองมองดูดีๆ สิ รัฐสามารถอ้างความมั่นคง อ้างโรคระบาด อ้างภัยคุกคาม เพื่อละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ตรวจสอบข้อมูลมือถือ จับคนขังคุกโดยไม่ให้ประกันตัว ได้เป็นเรื่องปกติไปแล้วไม่ใช่หรอ?
ที่จริงเราไม่ได้กำลังกลัวเผด็จการมาหรอก แต่โลกที่เราอยู่ทุกวันนี้ มันคือโครงสร้างเผด็จการที่สวมเสื้อคลุมของคำว่ากฎหมายปกติมาตั้งนานแล้วต่างหาก
The Use of Bodies (2015) — (บทสรุปของโครงการ Homo Sacer)
เล่มนี้เป็นบทสรุปที่ถือว่าลึกและซับซ้อนที่สุด (ในชุดนี้) ของ Agamben เลยก็ว่าได้ เพราะแกเลิกวิพากษ์ความน่ากลัวของอำนาจรัฐแล้ว (เช่น การประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือการสร้างคุกกวนตานาโม) จนคนอ่านรู้สึกสิ้นหวังว่าอำนาจรัฐมันยิ่งใหญ่เหลือเกิน 5555 แต่เล่มนี้พยายามหาทางออกว่า…
ในเมื่อรัฐมันคุมเราทุกตารางนิ้วแบบนี้ เราจะสู้หรือเอาตัวรอดจากมันได้ยังไงนะ?
แกนหลักของเล่มคือแนวคิดเรื่อง Form-of-life …เพราะปกติแล้ว รัฐชอบจับมนุษย์มาแยกชิ้นส่วนเป็น 2 อย่าง คือ
ชีวิตตามธรรมชาติ (การกิน นอน หายใจ)
และ 2. สถานะทางสังคม/กฎหมาย (เช่น การเป็นพลเมือง การเป็นนักศึกษา การเป็นพนักงาน)
พอแยกแบบนี้ รัฐก็สามารถทำโทษเราได้ด้วยการริบสถานะทางสังคมไป ปล่อยให้เราเหลือแค่ลมหายใจ (Bare Life) แบบนักโทษ
อากัมเบนเลยเสนอว่า ทางรอดคือเราต้องสร้าง Form-of-life (ชีวิตที่เป็นเนื้อเดียวกัน) คือการทำให้ตัวตน สิ่งที่เรารัก และลมหายใจของเราหลอมรวมเป็นสิ่งเดียวกัน จนรัฐไม่สามารถผ่าตัดแยกเอาไปควบคุมได้
นึกภาพศิลปินที่วาดภาพด้วยหัวใจ หรือนักบวชที่อุทิศตัวให้ศาสนา การวาดภาพหรือการสวดมนต์ไม่ใช่แค่หน้าที่การงานที่ลาออกได้ แต่มันคือลมหายใจของเขา ต่อให้รัฐจะริบบัตรประชาชน หรือจับเขาไปขังคุก รัฐก็พรากความเป็นศิลปินหรือความเป็นนักบวชออกไปจากตัวเขาไม่ได้ เพราะรูปแบบชีวิต กับลมหายใจของเขาคือสิ่งเดียวกัน รัฐจึงจัดการคนประเภทนี้ได้ยากมาก
อากัมเบนย้อนไปดูประวัติศาสตร์ว่า…ใครกันนะที่เป็นต้นแบบของการถูกรัฐกดขี่ถึงขีดสุด?
คำตอบคือทาสในยุคโรมัน …ทาสพวกนี้ไม่มีสิทธิโหวต ไม่มีสิทธิฟ้องร้อง (ไม่มี Bios) พวกเขาเป็นเพียงแค่ก้อนเนื้อที่มีลมหายใจ (มีแค่ Zoē) อากัมเบนตั้งคำถามว่า เมื่อทาสเป็นแค่ก้อนเนื้อ แล้วร่างกายทาสถูกใช้งานแบบไหนล่ะ?
เพราะทาสไม่สามารถสั่งร่างกายตัวเองว่า “วันนี้ฉันเหนื่อยจัง ขอพักหน่อยนะ” หรือ “ฉันอยากเดินไปทางซ้าย ฉันอยากไปกินสายไหมร้านนั้น” เพราะคนที่ควบคุมร่างกายของทาสคือนายทาส ร่างกายของทาสกลายเป็นแค่เครื่องมือของคนอื่น
นี่แหละคือจุดเริ่มต้นของความน่ากลัวที่ตกทอดมาถึงปัจจุบัน
ในโลกสมัยใหม่ เราอาจจะคิดว่าเราไม่ใช่ทาส แต่ลองนึกถึงพลทหารเกณฑ์ที่ถูกสั่งให้ซ้ายหัน ขวาหัน หรือแบกหาม ร่างกายของเขาขับเคลื่อนตามคำสั่งของผู้บัญชาการ ไม่ใช่เจตจำนงของตัวเอง หรือพนักงานโรงงานเย็บผ้าที่ต้องขยับมือตามสายพานวันละ 12 ชั่วโมง ร่างกายถูกนายทุนเอาไปใช้ นี่คือสภาพที่ร่างกายเราถูกพรากออกไปจากการควบคุมของเราเอง (Bare Life) ค่ะ
เราจะสู้กับรัฐที่ทรงพลังได้ยังไง?
จุดที่น่าสนใจที่สุดคือเมื่อ Agamben พลิกกลับ… เขาเสนอ Inoperativity เป็นทางออกที่เป็นไปได้ ไม่ใช่การปฏิวัติ ไม่ใช่การต่อต้าน แต่คือการหยุดทำงานในระบบ โดยไม่ต้องทำลายระบบ เหมือน Bartleby ใน Herman Melville ที่ตอบทุกอย่างด้วย I would prefer not to
ถ้าเรายอมทำตาม = เราตกเป็นทาสของระบบ
ถ้าเราลุกขึ้นสู้ด้วยอาวุธ (ปฏิวัติ) = เรากำลังเล่นเกมของรัฐ รัฐจะใช้กฎหมายและความรุนแรงปราบปรามเราอย่างชอบธรรมทันที
อากัมเบนเลยเสนอทางเลือกที่ 3 คือ Inoperativity (การดื้อเงียบ/การทำให้ระบบรวนด้วยการไม่ตอบสนอง) คือเราไม่ต้องไปเผาทำลายระบบ แต่เราแค่ไม่เล่นตามบทบาทที่ระบบคาดหวังให้เราทำ
ตัวอย่างที่เห็นชัดสุดในยุคนี้คือปรากฏการณ์ Tang Ping (นอนราบ) ของคนรุ่นใหม่ในจีน ประเทศจีนเป็นระบบทุนนิยมผสมคอมมิวนิสต์ที่ต้องการให้คนขยันทำงานหนัก แต่งงาน ซื้อบ้าน กระตุ้นเศรษฐกิจ (ระบบ) แต่คนรุ่นใหม่รู้สึกว่าขยันไปก็รวยสู้เจ้าสัวไม่ได้ เลยประท้วงด้วยการนอนราบ คือ ไม่ขยัน ไม่อยากได้โปรโมท ไม่ซื้อบ้าน ไม่แต่งงาน แค่ทำงานพอกินข้าวไปวันๆ
… การทำแบบนี้ไม่ใช่การประท้วงลงถนน ตำรวจจับไม่ได้เพราะไม่ได้ทำผิดกฎหมาย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือเศรษฐกิจจีนรวนและรัฐบาลปวดหัวมาก นี่แหละคือการต่อต้านด้วยความไม่ทำงาน (Inoperativity)
สิ่งที่ Agamben เงียบ และมันสำคัญพอๆ กัน
ทฤษฎีของอากัมเบนมันเท่และดูฉลาดมากก็จริง แต่มันมีช่องโหว่ หรือจุดบอดที่เขาไม่ได้เขียนไว้ ซึ่งจุดบอดพวกนี้แหละที่จะทำให้บลูสามารถเอาไปโยงกับนักคิดคนอื่นๆ (เช่น Fanon หรือ Mbembe) ได้สนุกขึ้นค่ะ
ข้อ 1 ทำไมมองว่าคนถูกรังแกต้องยอมแพ้เสมอไป? (Agency)
Agency แปลง่ายๆ ว่าอำนาจในการตัดสินใจ/ความสามารถในการสู้กลับ…อากัมเบนชอบเขียนภาพว่าคนที่ตกเป็น Bare Life (เช่น นักโทษค่ายกักกัน หรือผู้ลี้ภัย) คือก้อนเนื้อที่น่าสงสาร รอรับชะตากรรมอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริง มนุษย์เราไม่ได้ยอมแพ้ง่ายขนาดนั้นค่ะ
เช่น ในค่ายผู้อพยพที่ไม่มีกฎหมายคุ้มครองเลย (Bare Life สุดๆ) ผู้ลี้ภัยไม่ได้แค่นั่งรอความตาย พวกเขาสตั้งโรงเรียนสอนหนังสือเด็กๆ ในเต็นท์ แอบตั้งตลาดมืดแลกเปลี่ยนของ หรือประท้วงอดอาหารเรียกร้องสิทธิ นี่แหละคือ Agency ที่อากัมเบนไม่ได้พูดถึง ลืมมอง หรือตั้งใจไม่มอง ไม่รู้แล้ว…
เปรียบเทียบกับ Frantz Fanon …ฟานอนป็นจิตแพทย์คนดำที่ลงไปลุยในสมรภูมิจริงๆ เขาเลยรู้ว่าคนถูกกดขี่มันสู้ยิบตา แต่อากัมเบนคือคุณลุงผิวขาวชาวยุโรปที่นั่งจิบกาแฟอยู่ในห้องสมุดหรูๆ แล้วเขียนปรัชญา มองคนถูกกดขี่ผ่านหน้ากระดาษ มุมมองมันเลยออกมาดูหดหู่และเป็นฝ่ายถูกกระทำฝ่ายเดียว
และนี่คือจุดที่ Achille Mbembe วิจารณ์ Agamben อย่างรุนแรงผ่าน Necropolitics…เอ็มเบมเบวิจารณ์อากัมเบนว่า
“คุณมัวแต่ตื่นเต้นกับค่ายกักกันชาวยิวของฮิตเลอร์ (ในยุโรป) แต่คุณลืมไปหรือเปล่าว่า ชาวยุโรปนั่นแหละที่ไปทำแบบนี้กับคนดำในแอฟริกาหรือคนพื้นเมืองตั้งนานแล้ว”
เอ็มเบมเบชี้ให้เห็นว่าต้นตำรับของการลอกคราบความเป็นคน (Bare Life) จริงๆ แล้วมันเริ่มมาจากการล่าอาณานิคมค้าทาสต่างหาก แต่อากัมเบน (ซึ่งเป็นฝรั่ง) มองข้ามประวัติศาสตร์ฝั่งนี้ไป
ข้อ 2 ร่างกายของใครล่ะ? (Intersectionality)
Agamben ชอบใช้คำว่าร่างกายกว้างๆ เหมือนกันหมด แต่ในโลกความจริง ร่างกายแต่ละแบบโดนรัฐรังแกไม่เท่ากันค่ะ คำว่า Intersectionality (ความทับซ้อน) คือการบอกว่าถ้าเธอเป็นผู้หญิง เป็น LGBTQ+ หรือเป็นคนพิการ เธอจะโดนกดขี่หนักกว่าผู้ชายปกติ
สมมตินะสมมติ…มีม็อบประท้วงแล้วตำรวจจับคนไปขังในค่าย (กลายเป็น Bare Life)
ถ้าเป็นผู้ชายอาจจะโดนซ้อม
แต่ถ้าเป็นผู้หญิงอาจจะถูกล่วงละเมิดทางเพศด้วย
ถ้าเป็นคนพิการนั่งวีลแชร์อาจจะถูกทิ้งให้ตายเพราะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
อากัมเบนเหมาโหลว่าทุกคนโดนเหมือนกัน (มนุษย์สากล) ซึ่งมันไม่จริง ทฤษฎีของเขาแอบมีมุมมองแบบผู้ชายปกติ (ที่มีสิทธิพิเศษ) ซ่อนอยู่
ข้อ 3 การดื้อเงียบ… คือสิทธิพิเศษของคนรวย?
จำเล่มที่ 3 ที่เพิ่งอ่านที่บลูเขียนจบไปได้ไหมคะ? ที่อากัมเบนบอกว่าทางออกคือการหยุดทำงาน/ไม่ตอบสนองระบบ (Inoperativity) เช่น การบอกนายจ้างว่า “ฉันขอไม่ทำดีกว่า” มันฟังดูเท่มากในเชิงปรัชญา แต่มันโลกสวยเกินไปสำหรับคนหาเช้ากินค่ำ
ลองนึกภาพว่าเราเป็นศิลปินฟรีแลนซ์ลูกเศรษฐีแบบบ้านเรารวยมาก เราอาจจะบอกว่า “ฉันจะประท้วงทุนนิยมด้วยการนอนอยู่บ้านเฉยๆ ไม่ทำงาน” (อันนี้ทำได้ เพราะมีเรามีพ่อแม่เลี้ยง หรือมีมรดกอะไรก็แล้วแต่)
แต่ถ้าเราเป็นไรเดอร์ส่งอาหาร หรือพนักงานโรงงานเย็บผ้า เราจะมาใช้ท่าไม้ตาย Inoperativity “ขอไม่ทำดีกว่า” ไม่ได้ค่ะ เพราะถ้าเราหยุดทำงาน วันพรุ่งนี้เราจะไม่มีข้าวกิน
ทฤษฎีของอากัมเบนจึงถูกด่าว่าเป็นทฤษฎีของคนรวย/นักวิชาการที่ไม่เข้าใจปากท้องคนจนเลย
ข้อ 4 เขาเงียบเรื่องความสัมพันธ์กับ Carl Schmitt
คาร์ล ชมิตต์ (Carl Schmitt) เป็นคนคิดคำว่า “ผู้มีอำนาจสูงสุดคือคนที่สั่งยกเว้นกฎหมายได้” (ในเล่ม 2 ที่บลูรีวิว)
ปัญหาคือ ชมิตต์เป็นสมาชิกพรรคนาซีของฮิตเลอร์ตัวจริงเสียงจริง เขาเอาความรู้ทางกฎหมายมารับใช้การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อากัมเบนเอาไอเดียของชมิตต์มาใช้เยอะมาก แต่กลับทำเนียนๆ ไม่ค่อยด่าหรือเคลียร์ความสัมพันธ์ตรงนี้ให้ชัดเจน
แล้วมันน่ากลัวยังไงเวลาเราผู้อ่านจะเสพเนื้อหา?
สมมตินะคะ เราจะทำซุปหม้อใหญ่ แล้วเราไปเอาหม้อต้มยาพิษเก่าของฆาตกรต่อเนื่องมาต้มซุป (ตัวอย่างกาวไปไหม 555 ชั่งมัน) แม้เราจะบอกว่าล้างหม้อแล้วเนี่ย ล้างตั้งหลายรอบนะ และเนี่ยฉันก็เอามันมาต้มแต่ผักที่มีประโยชน์
แต่คนกิน (นักวิจารณ์) ก็ต้องระแวงและถามว่า
…เฮ้ย เธอล้างสะอาดจริงป่าววะ? ตรรกะแบบนาซี (ยาพิษ) มันยังแอบตกค้างอยู่ในทฤษฎี (ผัก) ของเธอโดยที่เธอไม่รู้ตัวไหม?” (อากัมเบนโดนด่าเรื่องนี้เยอะมากค่ะว่าหยิบของอันตรายมาใช้โดยไม่ระวัง)
ลีลาการเขียนและภาพลักษณ์ของคุณปู่อากัมเบน (ระวังโดนปู่ปั่นหัว)
ในฐานะคนที่ชอบอ่านงานวิเคราะห์ความซับซ้อนของคน… เรา (โดยเฉพาะบลู 5555) มีสิทธิ์จะอินจัดจนถูกวิธีเขียนของอากัมเบนสะกดจิตเอาได้ง่ายๆ ค่ะ
ออร่าความขบถ (Aura ล่วงหน้าที่ต้องระวัง)
ก่อนที่เราจะเปิดหนังสืออากัมเบนอ่าน เรามักจะได้ยินคำโฆษณามาว่า…โห คนนี้คือคนจริง เป็นขบถ กล้าด่ารัฐบาล กล้าแฉความลับโลก
… พอถ้าเราเชื่อแบบนี้ไปแล้ว เวลาอ่านเจออะไรแปลกๆ ในเล่ม เราก็จะพยักหน้าเห็นด้วย (ยืนยันตัวเอง) แทนที่จะเอ๊ะ… แล้วตั้งคำถาม (วิพากษ์)
เหมือนเวลาเราไปดูหนังที่ได้รางวัลออสการ์และนักวิจารณ์อวยว่า…นี่คือหนังปรัชญาระดับเทพ…แต่พอเราเข้าไปดูแล้วหนังมันน่าเบื่อหรือดูไม่รู้เรื่อง เรากลับไม่กล้าด่าว่าหนังห่วย แต่เราจะหลอกตัวเองว่า…หนังนี่มันล้ำลึกมาก ฉันเข้าใจมันอย่างลึกซึ้งดั่งเป็นผู้กับกำ… (เพราะเราอยากเป็นคนฉลาดนั่นเองค่ะ)
ช่วงโควิดระบาดหนักๆ รัฐบาลทั่วโลกสั่งล็อกดาวน์และบังคับใส่แมสก์ อากัมเบนออกมาโวยวายเลยค่ะ เขาบอกว่า
…นี่ไง รัฐกำลังใช้อำนาจเผด็จการ (สภาวะข้อยกเว้น) ล็อกดาวน์ก็เหมือนจับเราเข้าค่ายกักกันของนาซี…
ผลคือ กลุ่มคนที่ไม่เชื่อเรื่องโควิดและกลุ่มต่อต้านวัคซีน (Anti-vaccine) เอาคำพูดอากัมเบนไปอ้างความชอบธรรมในการไม่ใส่แมสก์และไม่ฉีดวัคซีน จนคนตายเป็นเบือ นักวิชาการคนอื่นเลยด่าอากัมเบนว่า
….ลุงโว้ย แยกแยะหน่อย นาซีจับคนไปฆ่า แต่รัฐล็อกดาวน์เพราะเขาไม่อยากให้คนติดโรคตาย ลุงเขียนแบบนี้มันไร้ความรับผิดชอบนะลุงนะ
คำถามสำคัญคือ ถ้าทฤษฎีของอากัมเบนมันล้ำลึกนัก ทำไมพวกมิจฉาชีพหรือคนบ้าทฤษฎีสมคบคิดถึงเอาไปใช้ปั่นหัวคนได้ง่ายขนาดนั้น? หรือจริงๆ แล้วทฤษฎีของแกมันมีความพังซ่อนอยู่ตั้งแต่แรก?
เหมือนบลูออกแบบมีดทำครัวที่คมมากๆ ขึ้นมาเล่มนึง แต่ปรากฏว่ามีดเล่มนี้ดีไซน์ด้ามจับมาห่วยแตกมาก จนคนซื้อไปใช้ทำกับข้าวแล้วมีดบาดนิ้วก้อยตัวเองขาดกันครึ่งเมือง… สรุปว่าเป็นความผิดของคนใช้ หรือเป็นความผิดของบลูคนออกแบบมีดกันแน่?
เสน่ห์ทางภาษาที่ทำให้เราหลงตัวเอง
อากัมเบนเขียนหนังสือด้วยเทคนิคแพรวพราวมาก เขาชอบยกคำศัพท์โบราณๆ ภาษาละติน ภาษากรีก มาผสมกับเรื่องง่ายๆ พอเราอ่านแล้วตีความแตก เราจะรู้สึกฟินมากและคิดในใจว่า …เชี่ย กูนี่แม่งโคตรฉลาดเลยที่เกทงานยากๆ แบบนี้ (นี่แหละคือการให้รางวัลอีโก้ตัวเอง) ซึ่งพอเรารู้สึกดีกับตัวเอง เราก็จะเผลอหลงรักหนังสือเล่มนี้ไปโดยปริยาย
เหมือนการต่อจิ๊กซอว์ 5,000 ชิ้นที่ยากมากๆ พอเราต่อเสร็จ เราจะรู้สึกภูมิใจและมองว่าภาพนี้มันสวยงามล้ำค่ามาก… ทั้งที่จริงๆ แล้วมันอาจจะเป็นแค่ภาพเป็ดหัวล้านโง่ๆ ธรรมดาๆ ก็ได้ 555555
งานเขียนของอากัมเบนเหมือนทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy Theory) ขั้นสูงค่ะ เขาจะเปิดเรื่องด้วยการบอกว่า
…พวกคุณถูกหลอกมาตลอด สิ่งที่โรงเรียนสอนมาคือเรื่องโกหก มานี่… ฉันจะแหกตาให้พวกคุณดูความจริงเอง…
ซึ่งนั่นแหละค่ะ …วิธีเล่าเรื่องแบบนี้มันเร้าใจและชักจูงใจคนได้ชะงัดนัก
Romanticization ที่ต้องระวัง
จำคำว่า Bare Life (ชีวิตเปลือยเปล่า/มนุษย์ที่ถูกริบสิทธิทางกฎหมายทุกอย่าง) ได้ใช่ไหมคะ บางคนอ่านแล้วดันมโนไปว่า
…โห Bare Life แม่งโคตรคูลเลยพี่ ปลดแอกตัวเองออกจากพันธนาการของสังคม ไม่ต้องมีสถานะ ไม่ต้องแคร์กฎหมาย กลับไปเป็นมนุษย์ที่บริสุทธิ์ผุดผ่องอยู่กับธรรมชาติอีกครั้ง
เหมือนคนรวยที่มองภาพคนจรจัดนอนข้างถนน แล้วบอกว่า
อิจฉาจัง ชีวิตเขาดูอิสระเสรี ไม่ต้องเครียดเรื่องผ่อนบ้านผ่อนรถ
ที่อากัมเบนคิดค้นคำว่า Bare Life ขึ้นมา เพื่อประจานว่านี่คือนรกบนดิน นี่คือความอำมหิตที่สุดที่รัฐบาลทำกับประชาชน (เช่น การขังคนลืมในคุกกวนตานาโม หรือค่ายนาซี) มันไม่ใช่ชีวิตฮิปสเตอร์ชิคๆ คูลๆ แต่อย่างใด
ถ้าเราเผลอไปมองว่า Bare Life คือสิ่งสวยงาม ก็เท่ากับเราเดินตกหลุมพรางที่ตัวเองขุดขึ้นมาเองแล้วค่ะ
ขั้วตรงข้ามที่ควรอ่านเพื่อ Cross Contaminate
นักคิดกลุ่มนี้คือคนที่มองโลกคนละขั้วกับอากัมเบน อ่านเพื่อเอามาดึงสติไม่ให้เราอินกับอากัมเบนมากเกินไป
John Rawls — รอลส์คือตัวแทนของคนมองโลกในแง่ดี (แบบมีหลักการ) เขาเป็นนักปรัชญาการเมืองแบบ Liberal ที่เชื่อว่าสถาบัน ความยุติธรรม และขั้นตอนที่ถูกต้องสามารถสร้างสังคมที่ดีได้ เขาคือตัวแทนของสิ่งที่ Agamben ปฏิเสธทั้งหมด 5555 เพราะอากัมเบนมองว่าสถาบันและกฎหมายนั่นแหละคือเครื่องมือทรมานคน การอ่านทั้งสองพร้อมกันจะทำให้เห็นว่าที่พวกเขาไม่เห็นด้วยกันลึกๆ คือที่ความเชื่อเรื่อง Nature of Politics เลย ไม่ใช่แค่เรื่องนโยบาย
Rawls เปรียบเหมือนคนที่เชื่อว่า “ถ้าเราช่วยกันเขียนกติกาบอร์ดเกมให้แฟร์ๆ ทุกคนก็จะเล่นเกมนี้ได้อย่างมีความสุข”
แต่ Agamben จะเดินมาเตะกระดานทิ้งแล้วบอกว่า “แกจะเขียนกติกายังไงก็ช่าง สุดท้ายเจ้าของบ้าน (รัฐ) ก็โกงและแก้กติกาตามใจชอบได้อยู่ดีเว้ย”
Steven Pinker — ขั้วตรงข้ามที่น่าสนใจ เพราะพิงเกอร์คือนักวิทยาศาสตร์ที่ชอบกางสถิติ เขาจะบอกเราพร้อมยิ้มแฉ่งว่า “เธอ ดูนี่ๆๆ ดูสิ เทียบกับยุคกลางนะ ตอนนี้คนตายน้อยลง โรคระบาดน้อยลง คนมีการศึกษามากขึ้น โลกเรากำลังเจริญขึ้นเรื่อยๆ”
อากัมเบนจะขมวดคิ้วแล้วบอกว่า “เรากำลังอยู่ในค่ายกักกันที่มองไม่เห็นต่างหากล่ะ”
พิงเกอร์จะบอกว่า “ค่ายกักกันบ้าอะไร คนมีไอโฟนใช้ มีเน็ตฟลิกซ์ดู”
ใครพูดถูก? คำตอบคือไม่ตรงกันทั้งคู่
เพราะ Pinker ดูที่ผลลัพธ์บนผิวหน้า (คนกินอิ่มนอนหลับไหม?) แต่ Agamben ดูที่ โครงสร้างอำนาจที่มองไม่เห็น (ต่อให้กินอิ่ม แต่ถ้ารัฐสั่งอายัดบัญชีธนาคารเราได้ใน 1 วินาที เราก็คือทาสอยู่ดี) การอ่านสองคนนี้คู่กัน จะทำให้เราเถียงได้ลึกขึ้นค่ะ
พันธมิตรทางความคิด (ที่สอดคล้องกับ Agamben)
Walter Benjamin — “Theses on the Philosophy of History” โดยเฉพาะ Thesis VIII ที่บอกว่า “สถานะข้อยกเว้นที่เราอาศัยอยู่คือกฎ” …ต้องบอกว่าเบนยามินคือ อาจารย์ปู่ของอากัมเบนเลยค่ะ ประโยคเด็ดที่ว่า “กฎอัยการศึกกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว” เบนยามินเป็นคนพูดไว้ก่อนตั้งแต่ยุคฮิตเลอร์เรืองอำนาจ (ตอนที่แกกำลังวิ่งหนีตายจากพวกนาซี) อากัมเบนแค่เอาประโยคนี้ของแกมาขยายความเขียนเป็นหนังสือเล่มหนาๆ เท่านั้นเองค่ะ
Achille Mbembe — Necropolitics — ขยาย Biopolitics ออกไปสู่โลกนอกยุโรป และโต้แย้ง Agamben ซึ่งเอ็มเบมเบ ถ้ายังจำได้คือคนที่บลูเล่าให้ฟังก่อนหน้านี้ … เอ็มเบมเบเห็นด้วยกับอากัมเบนว่า “รัฐมีอำนาจชี้เป็นชี้ตายเรา” แต่เขาเสริมว่า “อย่าลืมสิว่า รัฐไม่ได้แค่จัดการชีวิต (Biopolitics) แต่มันจัดการความตาย (Necropolitics) ด้วย โดยเฉพาะกับคนผิวดำในแอฟริกาที่เป็นเมืองขึ้น” ถ้าเราอยากได้ภาพที่กว้างกว่าประวัติศาสตร์ฝรั่งผิวขาวเราต้องอ่านคนนี้ค่ะ
Roberto Esposito — Bios: Biopolitics and Philosophy — เอสโปซิโตคือเพื่อนร่วมรุ่นที่มองเห็นปัญหาเดียวกับอากัมเบน แต่อากัมเบนบอกว่าทางออกคือ Inoperativity (ทำตัวดื้อเงียบ/แกล้งตาย) ส่วนเอสโปซิโตบอกว่า “ไม่ได้! เราต้องสร้างชุมชนขึ้นมาโอบอุ้มกันเอง สร้างภูมิคุ้มกันให้กันและกัน เพื่อให้เราอยู่รอดได้โดยไม่ต้องง้อรัฐบาล”
ถ้าหมู่บ้านโดนน้ำท่วม แล้วนายอำเภอไม่ช่วย
อากัมเบนจะบอกให้ “ลอยคออยู่เฉยๆ เป็นการประท้วงเงียบ”
แต่เอสโปซิโตจะกำหมัดแล้วบอกว่า “เราชาวบ้านต้องสร้างเรือผ้าใบด้วยกันเองสิวะ”
Guy Debord — Society of the Spectacle มันเชื่อมกับ Agamben ตรงที่ทั้งคู่มองว่าโลกสมัยใหม่สร้างชีวิตที่ถูกแทนที่ด้วยการแสดง ในขณะที่ Agamben มองจากมุมอำนาจรัฐ เดอบอร์ดมองจากมุมสินค้าและทุน
เขามองว่าโลกทุกวันนี้คือสังคมแห่งการแสดงหน้าม่าน (Spectacle) ทุกอย่างเป็นของปลอมไปหมด
Agamben บอกว่ารัฐบาลหลอกเราด้วยกฎหมายและสถานะพลเมืองปลอมๆ (อำนาจรัฐ)
Debord จะพยักหน้าและบอกว่า ทุนนิยมก็หลอกเราด้วยยอดไลก์ใน IG และการซื้อของแบรนด์เนมเพื่ออวดกัน (สินค้าและทุน)
ทั้งสองคนชี้ให้เห็นว่าตัวตนที่แท้จริงของเราถูกดูดกลืนหายไปหมดแล้ว แค่มองคนละสาเหตุค่ะ
Mark Fisher — Capitalist Realism ฟิชเชอร์คือเจ้าของประโยคตลกร้ายที่ว่า
“ให้เราจินตนาการว่าพรุ่งนี้อุกกาบาตชนโลกแตก ยังนึกภาพออกง่ายกว่าการจินตนาการว่าโลกนี้จะไม่มีระบบทุนนิยม”
ทำไมถึงเชื่อมกับอากัมเบน?…
เพราะทั้งสองคนรู้สึกจนตรอกเหมือนกันค่ะ อากัมเบนรู้สึกว่าเราหนีอำนาจรัฐไม่พ้น ส่วนฟิชเชอร์รู้สึกว่าเราหนีระบบเงินตราและทุนนิยมไม่พ้น ระบบมันครอบงำจิตใจเราสมบูรณ์แบบจนเราหมดปัญญาจะฝันถึงโลกแบบอื่นไปแล้ว
การอ่านที่ทำให้สั่นสะเทือน
เวลาเราอ่านหนังสือปรัชญาหรือบทความฉลาดๆ เป้าหมายไม่ใช่การอ่านจบแล้วปรบมือร้องว่า “ว้าว ผู้เขียนฉลาดจัง โคตรเท่เลย” (นั่นคือแค่ประทับใจ) แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือ อ่านจบแล้วมุมมองที่เรามีต่อโลกต้องเปลี่ยนไปตลอดกาล (นั่นคือสั่นสะเทือน)
อย่าบูชาคนเขียน
อย่าทำตัวเป็นแฟนคลับที่พยายามท่องจำว่าคุณปู่อากัมเบนสอนอะไรบ้าง ให้มองว่าทฤษฎีของเขาเป็นแค่แว่นตาอันนึง หน้าที่ของเราคือเอาแว่นตานี้มาใส่ แล้วหันไปมองดูสังคมรอบตัว ถ้าใส่แล้วมองเห็นปัญหาชัดขึ้น แสดงว่าแว่นนี้ดี แต่ถ้าใส่แล้วไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกับชีวิตจริงเลย แว่นนี้ห่วย
แทนที่จะจำว่า
…อากัมเบนบอกว่าอำนาจรัฐคือสภาวะข้อยกเว้น
ให้เปลี่ยนมาตั้งคำถามว่า
…เอ๊ะ ทฤษฎีลุงคนนี้นี่ มันอธิบายตอนที่ตำรวจตั้งด่านไถเงินวินมอเตอร์ไซค์หน้าปากซอยบ้านเราได้ป่าววะ?
ดึงทฤษฎีลงมาเดินดิน
อากัมเบนชอบใช้คำเท่ๆ อย่าง Bare Life (ชีวิตเปลือยเปล่า/คนที่ไร้สิทธิ) ฟังดูลอยๆ อยู่บนฟ้า …ลองดึงคำนี้ลงมาทาบกับคนที่มีตัวตนจริงๆ ถ้าทฤษฎีนี้อธิบายชีวิตคนพวกนี้ไม่ได้ ทฤษฎีนี้ก็เป็นแค่ขยะที่เขียนด้วยภาษาดอกไม้ค่ะ
เช่น ตอนอ่านคำว่า Bare Life อย่าไปนึกถึงค่ายนาซีไกลๆ ให้นึกถึงแรงงานข้ามชาติที่โดนยึดพาสปอร์ต หรือพี่น้องชาติพันธุ์บนดอยที่ไม่มีบัตร ปชช. คนเหล่านี้ป่วยก็ไปหาหมอไม่ได้ โดนโกงค่าแรงก็ไปแจ้งความไม่ได้… นี่แหละ Bare Life …ถ้าเราเอาทฤษฎีของอากัมเบนมาจับ แล้วมันอธิบายความซวยของแรงงานคนนี้ได้เป๊ะๆ แสดงว่าทฤษฎีนี้ของจริง
แกล้งๆ จับผิดนักเขียน
เวลาอ่านบทความฉลาดๆ เรามักจะเคลิ้มและพยักหน้าหงึกๆ ตามไปทุกหน้า แต่นะคะ…แค่ลองๆ ลองทำตัวเป็นนักสืบที่คอยจับผิดคนเขียน ถ้าเราอ่านแล้วรู้สึกว่า
…ใช่เลย เยส ถูกทุกข้อเลยลุง
แปลว่าเราโดนเขาล้างสมองด้วยคำพูดสวยหรูแล้ว หรือไม่เราก็แค่หลอกตัวเองเพราะเขาพูดตรงใจเราเฉยๆ
เหมือนอะไรรู้ไหมคะ? เหมือนอ่านคำทำนายทายทักกรุ๊ปเลือด
…คนเลือดกรุ๊ปโอ เป็นคนจริงจังแต่ลึกๆ ขี้เหงา
เราก็ตอบว่า
…เหยยยแม่ แม่นมาก ตรงเป๊ะ
… การอ่านปรัชญาก็เหมือนกัน ถ้าอากัมเบนบอกว่ารัฐบาลคือปีศาจร้าย เราก็มักจะเห็นด้วยเพราะเราเกลียดรัฐบาลอยู่แล้ว หน้าที่ของคนอ่านที่เก่งคือต้องเถียงกลับไปว่า “เดี๋ยวนะลุง ถ้ารัฐบาลเลวร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วใครวางระบบสาธารณสุขพื้นฐานล่ะ? ทฤษฎีลุงมีช่องโหว่นะ”
จับนักปรัชญามาต่อยกัน
เอาลุงอากัมเบน (นักคิดผิวขาว) มายืนชกกับคุณเอ็มเบมเบ (นักคิดผิวดำ) ในหัวเรา เอ็มเบมเบจะต่อยอากัมเบนว่า
“ทฤษฎีแกมันมีแต่เรื่องของฝรั่งเว้ย แกไม่เคยรู้หรอกว่าคนดำโดนเหยียดและโดนจับเป็นทาสหนักกว่าชาวยิวอีก”
พอลุงโดนต่อยปุ๊บ ให้เราสังเกตว่า
ทฤษฎีอากัมเบนพังทลายลงตรงไหนบ้าง? (อ๋อ พังตรงที่มันโลกแคบไปหน่อย)
แก่นแท้อะไรของอากัมเบนที่ยังรอดตายอยู่? (อ๋อ ถึงจะโลกแคบ แต่ไอเดียเรื่องรัฐมีปุ่มฉุกเฉินเอาไว้รังแกคน ก็ยังเป็นเรื่องจริงอยู่ดี)
ลุงอากัมเบนเขียนหนังสือยากๆ พวกนี้มาตั้งหลายเล่ม แกอยากให้คนอ่านเกิดความรู้สึกแบบไหนกันแน่?
ลุงไม่ได้เขียนหนังสือมาให้เราอ่านแล้วบรรลุธรรม หรือจิตใจสงบแน่นอนค่ะ แต่แกเขียนมาเพื่อปั่นหัวให้เราระแวง ระแวงทุกอย่างที่ผู้ใหญ่เคยสอนเรามา
ตอนเด็กๆ เราถูกสอนว่า “มีภัยให้โทรหาตำรวจ ตำรวจคือผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” แต่อ่านจบแล้วเราจะเริ่มระแวงว่า “เดี๋ยวนะ… แล้วถ้าตำรวจเป็นคนเอาถุงดำคลุมหัวเราซะเองล่ะ ใครจะปกป้องเรา?”
เราเคยภูมิใจว่าประเทศเรามีสิทธิเสรีภาพ แต่อ่านจบแล้วเราจะเอ๊ะว่า “สิทธิเสรีภาพมันมีจริงหรอวะ หรือมันมีแค่ตอนที่รัฐอารมณ์ดี? ถ้าวันไหนรัฐประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน สิทธิพวกนี้ก็ปลิวหายไปในวินาทีเดียวเลยนี่หว่า”
เราเคยภูมิใจที่เป็นคนดี จ่ายภาษีตรงเวลา ทำตามกฎเป๊ะๆ แต่อ่านจบแล้วเราจะเริ่มรู้สึกสยองว่า “เชี่ย… การที่กูเป็นเด็กดีทำตามคำสั่งรัฐทุกอย่าง นี่กูกำลังเป็นฟันเฟืองโง่ๆ ที่ช่วยหล่อเลี้ยงระบบเผด็จการนี้อยู่เปล่าวะ?”
ระวังโดนหนังสือหลอกใช้ (Ego Trap)
นี่คืออาการของคนที่เมาทฤษฎีค่ะ ถ้าอ่านจบแล้วเรารู้สึกแค่ 2 อย่างนี้ แปลว่าเราสอบตก
รู้สึกว่าตัวเองเท่/ฉลาดกว่าคนอื่น ….แบบฉันตาสว่างแล้ว ฉันเข้าใจโครงสร้างรัฐ พวกที่ไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้คือพวกสลิ่มหรือพวกไม่เบิกเนตร (นี่คืออีโก้ล้วนๆ)
เอาทฤษฎีมาอ้างเพื่อที่จะนอนเฉยๆ (Validate ความสิ้นหวัง)..เห็นไหมล่ะ ลุงอากัมเบนบอกแล้วว่ารัฐมันทรงพลังมาก สู้ไปก็แพ้ โลกนี้มันเฮงซวย ขอนอนซึมไถทวิตเตอร์ด่ารัฐไปวันๆ ดีกว่า
ถ้าอ่านแล้วเอาไปอวดฉลาด หรืออ่านแล้วเอาไปเป็นข้ออ้างในการยอมแพ้ต่อชีวิต แปลว่าหนังสือเล่มนี้มันกำลังขี่คอหลอกใช้เราอยู่ ไม่ใช่เราที่เอาความรู้จากหนังสือไปใช้ประโยชน์ค่ะ
ความสยองจริงๆ อยู่ตรงนี้
การรู้ว่ารัฐบาลเลว ทุนนิยมแย่ มันเบสิกมากค่ะ ใครๆ ก็รู้ แต่จุดที่พีกที่สุดของการอ่านคือการส่องกระจกแล้วพบว่า
ตัวเราเองนี่แหละ คือส่วนหนึ่งของความเลวร้ายนั้น
สมมติเราด่านายทุนทุกวินาทีที่หายใจว่าเป็นไอ้งั่งที่กดขี่แรงงาน แต่เรายังกดสั่งของออนไลน์ทุกวันเพราะชอบโค้ดส่งฟรี โดยไม่สนว่าขนส่งจะโดนหักเงินเท่าไหร่… นั่นแหละค่ะ เราคือส่วนหนึ่งของไอ้งั่งที่เราเพิ่งด่าไป
ระวังการเป็น Spectator (คนดูบนอัฒจันทร์) คนจำนวนมากพอรู้ว่าระบบมันแย่ กลับเลือกที่จะนั่งเป็นคนดูวิจารณ์บอล คือนั่งจิบกาแฟอยู่ในห้องแอร์ โพสต์สเตตัสด่าสังคมด้วยคำคมปรัชญายากๆ หาแสงให้ตัวเองดูพิเศษ… แต่ในชีวิตจริง ไม่เคยลงมือเปลี่ยนแปลงอะไรเลย แค่ด่าเพื่อความฟินส่วนตัวไปวันๆ
ลุงแกก็ไม่รอดเหมือนกัน (บทสรุปที่ตลกร้ายที่สุด)
ขอหยิกแกมหยอกคุณปู่อากัมเบนว่า… เอาจริงๆ นะ ตัวลุงอากัมเบนเองที่เขียนหนังสือด่าโครงสร้างรัฐด่ากฎหมายมาทั้งชีวิตเนี่ย แกหนีพ้นจากการเป็นคนดูบนอัฒจันทร์ได้หรือเปล่าก็ไม่รู้?
แกก็เป็นนักวิชาการผิวขาวนั่งอยู่ในมหาวิทยาลัยหรูๆ รับเงินเดือนแพงๆ เขียนหนังสือให้คนรวยอ่าน… แกอาจจะติดกับดักความย้อนแย้งนี้ซะเองด้วยซ้ำ..
ขนาดนักปรัชญาระดับโลกยังอาจจะติดกับดักเลย แล้วประสาอะไรกับพวกเรา?
ดังนั้น อ่านเพื่อเปิดมุมมองแต่อย่าไปบูชาเขามาก และสำคัญที่สุดคือรู้แล้ว ต้องเอาไปปรับใช้กับแอคชั่นในชีวิตจริง ไม่ใช่นั่งบ่นอย่างเดียว
ท้ายที่สุด มันทำให้เราอยากสู้ต่อ หรืออยากนอนโง่ๆ?
อ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้วเรารู้สึกยังไง?
(ยอมแพ้/ช่างแม่ง) ถ้าอ่านจบแล้วรู้สึกว่า “โห อำนาจรัฐแม่งยิ่งใหญ่ว่ะ พวกเราคือทาสก้อนเนื้อ ไม่มีทางสู้มันได้หรอก ปล่อยจอยนอนรอความตายดีกว่า” … ถ้าคิดแบบนี้ แปลว่าเราติดกับดักของหนังสือแล้ว
(ตาสว่าง/อยากลุยต่อ) หนังสือที่ดีจริงๆ จะไม่ปิดจ๊อบโยนคำตอบสำเร็จรูปให้เรา แต่มันจะทำให้เราคันไม้คันมือ อยากลุกขึ้นไปตั้งคำถามกับสังคมต่อ
เห็นไหมคะ ปรัชญาไม่ใช่เรื่องของคนฉลาดเอาไว้อวดกัน แต่ปรัชญาเหมือนยาขมที่กินแล้วต้องทำให้เรารู้สึกปั่นป่วน จนเราทนอยู่ในจุดเดิมไม่ได้ และต้องลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างกับชีวิตหรือสังคม… ถ้าอ่านจบแล้วยังนอนไถมือถือเหมือนเดิม แปลว่าเรายังไม่เข้าใจมันจริงๆ ค่ะ
สุดท้าย ท้ายสุด ใครได้ประโยชน์จาก Narrative นี้?
คำถามนี้สำคัญมากและต้องถาม ซึ่งถ้าบลูมองคร่าวๆ คงจะเป็น
ฝ่ายซ้ายที่หมดไฟ ได้เหตุผลทางปรัชญาในการไม่ต้องทำอะไร เพราะถ้าทุกสถาบันล้วนเป็นกลไกอำนาจ การสู้ก็ไร้ความหมาย
ฝ่ายขวาสุดขีด แบบ libertarian สามารถดึง Agamben มาอ้างว่ารัฐคือปัญหา ซึ่งนำไปสู่การปฏิเสธการแทรกแซงทางสังคมทุกรูปแบบ
ไม่นับรวมคนที่นักวิชาการ/ปัญญาชน ได้รากฐานทางทฤษฎี ได้ภาษาใหม่ในการวิจารณ์อำนาจ หรือผู้มีสิทธิพิเศษสามารถใช้กรอบ Bare Life เพื่อ fetishize ความทุกข์ของคนอื่นำด้อีก และอื่นๆ อีกมากมาย


