ท้องฟ้าสีขาวนวลราวกับม่านไหมบางพริ้ว ปกคลุมด้วยหมู่เมฆอ่อนนุ่มที่ลอยระเรื่อยเป็นลูกคลื่น ณ ห้วงอากาศอันสูงส่งนั้น หงส์ทิพย์สีขาวบริสุทธิ์ กางปีกทั้งสองข้างออกอย่างสง่างาม ปีกข้างขวาแผ่กว้างดุจใบพัดสวรรค์ เผยให้เห็นขนแต่ละเส้นที่เรียงตัวอย่างละเอียดอ่อน ขาวผ่องราวกับถูกแกะสลักจากหยกขาวชั้นเยี่ยม รอบลำคอของหงส์คาดด้วย สังวาลทองคำประดับมุกและลูกปัด ส่องแสงระยิบระยับราวกับพระอาทิตย์ทอแสงลงมากระทบ จะงอยปากสีทองอ่อนของหงส์เปิดออกเล็กน้อย ดวงตากลมดำเป็นประกายราวกับรู้ตระหนักในพันธกิจอันศักดิ์สิทธิ์ที่แบกรับอยู่บนหลัง ลำตัวหงส์แน่นหนาสมส่วน ขนตามลำตัวเรียงกันอย่างประณีต ขาทั้งสองงุ้มเข้าหากันอย่างพร้อมสรรพ เท้าสีทองอ่อนกำยึดไว้ราวกับพร้อมลงจอดในทุกขณะ
บนหลังหงส์ทิพย์นั้น พระพรหมสี่พักตร์ ประทับนั่งด้วยพระบารมีอันล้นเหลือ พระวรกายสีขาวนวลเปล่งประกาย ราวกับทำจากหินอ่อนที่มีชีวิต พระพักตร์ทั้งสองที่มองเห็นได้นั้นต่างสงบนิ่ง พระเนตรหลับเบาๆ ดั่งกำลังทอดพระเนตรมองโลกทั้งมวลในเวลาเดียวกัน พระโอษฐ์เรียบนิ่งแต่แฝงไว้ด้วยความกรุณา พระขนงโค้งงามอ่อนโยน บนพระเศียรทั้งสองที่เห็นนั้นต่างสวม พระมกุฎทองคำรูปทรงสูง ซ้อนกันเป็นชั้นๆ แกะสลักลวดลายพันธุ์พฤกษาและลายประจำยาม เส้นทองแล่นอยู่ตามร่องลายอย่างแวววาว พระกรรณทั้งสองห้อยด้วยกุณฑลทองขนาดใหญ่
พระพรหมทรงมี สี่พระกร แต่ละพระหัตถ์ถือสิ่งของศักดิ์สิทธิ์ต่างกัน
พระหัตถ์แรกยกขึ้นระดับพระอุระ นิ้วพระหัตถ์เรียวงามแตะกัน ห้อยด้วย สายประคำทองคำ ลูกปัดกลมโตเรียงรายอย่างสมบูรณ์แบบ แสงสะท้อนวิ้งวับในแต่ละลูก
พระหัตถ์ที่สองทอดต่ำลงมาถือ ดอกบัวสีขาว บานเต็มดอก กลีบแต่ละกลีบซ้อนกันอย่างบริบูรณ์ ก้านดอกสีทองยาวพอเหมาะ เสมือนนำความบริสุทธิ์และปัญญามามอบแก่มวลมนุษย์
พระหัตถ์ที่สามกำคัมภีร์หรือตาลปัตรสีขาวอมทอง ม้วนหรือพับอยู่ในพระหัตถ์อย่างมั่นคง เป็นสัญลักษณ์แห่งพระเวท องค์ความรู้ทั้งปวงในสากลจักรวาล
พระหัตถ์ที่สี่อุ้มหม้อน้ำมนต์หรือกมณฑลุ ทรงกลมสีทองอ่อน ผิวเรียบมันวาว บรรจุน้ำอมฤตทิพย์แห่งสวรรค์ไว้ภายใน
พระวรกายนั้นประดับด้วย เครื่องทรงชั้นสูง ตั้งแต่พระศอลงมา สังวาลทองคำหลายเส้นพาดซ้อนกันบนพระอุระ แต่ละเส้นมีลูกปัดและมณีประดับต่างกันไป ทับทรวงแผ่ออกเป็นรัศมี พระภูษาสีขาวผ่องทอดลงมาเป็นริ้วอ่อนช้อย พริ้วไหวตามสายลมสวรรค์ ชายผ้าพลิ้วออกทางด้านซ้าย เนื้อผ้าบางเบาราวกับทำจากหมอกและแสงจันทร์ ลายทองปักอยู่ตามขอบเสื้อและชายพระภูษาอย่างพิถีพิถัน กำไลทองประดับทั้งต้นพระกรและพระมณีบนสุดของแต่ละพระกร
ฉากหลังทั้งหมดนั้นเป็น สีขาวอมฟ้าอ่อน ราวกับอยู่เหนือชั้นเมฆในยามรุ่งอรุณ แสงกระจายออกมาจากทิศทางที่ไม่อาจระบุได้ ราวกับทุกอย่างเปล่งแสงในตัวเอง ม่านเมฆสีขาวนวลพาดอยู่เบื้องล่าง เสมือนพรมแห่งสรวงสวรรค์ที่ปูรองรับการเสด็จลงมาครั้งนี้ ตั้งแต่ขนหงส์แต่ละเส้น ไปจนถึงลูกปัดสายประคำแต่ละลูก ล้วนถ่ายทอดออกมาด้วยโทนสีขาวและทองเท่านั้น ราวกับจักรวาลทั้งใบถูกกลั่นให้เหลือเพียงสองสีแห่งความบริสุทธิ์และความศักดิ์สิทธิ์
—-
ขนาดภาพ: สัดส่วนมือถือ (9:19)
ประเภท (รหัส) : CF1: Solo Power (เจาะจง 1 Archetype / โครงสร้างรวม (Meta-Archetype) เช่น ไพ่ 1 ใบ / เทพ 1 / Demon 1 / sigil 1 / symbol 1 etc
Tier 1: Universal Archetype (งานเชิงสัญลักษณ์ระดับสากล / ไม่คัสตอม / ทุกคนเข้าถึงได้ / ไม่ผูกกับปัจเจก)
---
คำนำ (ยาว แต่อ่านจบแล้วเคลียร์ ถ้าเกทงานของบลูอยู่แล้ว ไถข้ามไปบทที่ 1 ดูเจตจำนงของภาพนี้ได้เลยค่ะ)
ภาพ = สัญลักษณ์ที่มีชีวิต ทุกเส้น สี รูปทรง เราจึงไม่จำเป็นต้องเข้าใจมันในทันที ภาพที่ดีควรทำงานในใจเราไปเรื่อยๆ
ส่วนของเนื้อหา (อักษรที่บลูขยายความเจตนาในแต่ละภาพ) ขณะอ่าน อยากให้พึงเสมอว่า...
ไม่ต้องเชื่อบลู แต่ให้สังเกตการตอบสนองแรกของตัวเราเอง ไม่ใช่ในระดับความคิด/อารมณ์เท่านั้น แต่ในระดับที่จิตยังไม่ทันแปลความหมาย (การตอบสนองของจิตไร้สำนึก) มันจะไม่ได้มาในรูปคำตอบชัด ๆ ว่าชอบ/ไม่ชอบ ใช่/ไม่ใช่ แต่มักปรากฏรูปแบบอื่น เช่น
– ภาพนี้ทำให้ความคิดบางอย่างผุดขึ้นมา ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจจะคิด
– อยู่ ๆ นึกถึงเหตุการณ์เก่า คนบางคน ช่วงชีวิตบางช่วง
– ไม่รู้จะอธิบายว่าเกี่ยวอะไรกับชีวิตตอนนี้ แต่มันไม่เฉย
– ต่อต้าน อยากเถียง อยากปฏิเสธ ทั้งที่ยังอธิบายไม่ได้ว่าทำไม
– อ่านแล้วอยากเลื่อนผ่านเร็วผิดปกติ /กลับมาอ่านซ้ำหลายรอบโดยไม่รู้เหตุผล
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องรสนิยม และไม่จำเป็นต้องเป็นประสบการณ์ที่ดี
แต่มันคือสัญญาณว่าจิตไร้สำนึกกำลังตอบสนองต่อสัญลักษณ์ที่ไปแตะโครงสร้างบางอย่างในตัวเรา
บลูไม่แนะนำให้ใช้อารมณ์ (อย่างเดียว)
อารมณ์มันคนละเรื่องกับจิตไร้สำนึก
อารมณ์เป็นผล (ร่องรอยที่หลงเหลือหลังการเคลื่อนของจิต)
จิตไร้สำนึกเป็นการเคลื่อนไหวก่อนภาษา (เกิดก่อนจะรู้สึกว่าอะไร)
ตัวอย่างของอารมณ์ที่มักตามหลังการตอบสนองของจิตไร้สำนึก เช่น
- คุ้น ทั้งที่รู้ว่าไม่เคยเห็นมาก่อน
– อึดอัด วางไม่ลง ทั้งที่ภาพไม่ได้มีอะไรน่ากลัว
- ถูกดึงดูด อยากหยุดดู ไม่รู้ว่าดึงดูดเพราะอะไร
– อยากกลับมาดูซ้ำ คิดว่าทีแรกก็ไม่ได้อินขนาดนั้น
- อยากเก็บภาพนี้ไว้ ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจจะหาอะไรแบบนี้
- เหมือนภาพมองกลับมา มีอะไรบางอย่างจ้องเราอยู่
– นิ่ง เงียบ อยากหยุดดู ทั้งที่ไม่ได้รู้สึกว่าชอบเป็นพิเศษ
– เศร้า โล่ง หนักในอก ทั้งที่ยังอธิบายไม่ได้ว่ามันเกี่ยวกับอะไร
– หงุดหงิด อยากแย้ง อยากปฏิเสธ โดยไม่รู้ว่ากำลังปกป้องอะไร
ถ้าสังเกตว่ามีอะไรบางอย่างในตัวเราขยับขึ้นมาเอง แล้วตามมาด้วยอารมณ์ ไม่ว่าจะบวก ลบโดยที่เหตุผลยังอธิบายไม่ทัน นั่นพอแล้วค่ะที่จะบอกว่าจิตไร้สำนึกได้เริ่มทำงานไปก่อนหน้านั้น
ภาพหนึ่งภาพ ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ทุกคนรู้สึกเหมือนกัน
สัญลักษณ์ไม่ใช่ป้ายไฟแดง ไฟเขียว ที่ถูกสอนให้เข้าใจตรงกันทั้งสังคม
สัญลักษณ์ทำงานต่างออกไป มันไม่ได้สื่อความหมายเดียว แต่มันปลุกประสบการณ์ภายในของแต่ละคนขึ้นมา
สัญลักษณ์เดียวกัน อาจทำให้ใครบางคนรู้สึกปลอดภัย ในขณะที่อีกคนรู้สึกอึดอัด และบางคนอาจไม่รู้สึกอะไรเลย
ทั้งหมดนี้ไม่ผิด เพราะการทำงานของสัญลักษณ์ ต้องอาศัยพื้นเดิมของแต่ละคน
บลูมีหน้าที่แค่วางเจตนาในภาพ ไม่ได้เป็นผู้ที่เข้าไปทำงานร่วมกับภาพนั้น
การทำงานจึงเป็นเรื่องของคนหนึ่งคน กับภาพหนึ่งภาพ และกระบวนการนั้นไม่เกี่ยวกับตัวกลาง (บลู) เลย
บลูไม่เชียร์ ไม่เทียบ ไม่บอกว่าภาพไหนดีกว่า
หน้าที่ของบลูมีเพียงการเปิดพื้นที่ให้ภาพได้ไปเจอกับเจ้าของที่สั่นพ้องกับมันจริง ๆ เท่านั้น
ถ้าเกิดผัสสะแล้วไม่เกิดการตอบสนอง นั่นไม่ได้แปลว่าภาพนี้ไม่ดี
และถ้าเกิด resonance ขึ้นมา นั่นก็ไม่ได้แปลว่าภาพนี้เหมาะกับทุกคน
ภาพทำงานผ่านความซื่อสัตย์ของเราที่มีต่อจิตไร้สำนึกของตัวเอง (1-1)
ถ้าแค่เชื่อทุกคำโดยไม่ถามจิตตัวเองสักครั้ง โลกนี้ก็คงไม่ต้องมีการค้นหาอะไรอีก
เราคงรวย ดัง เป็นที่รักกันทั้งประเทศไปนานแล้ว
🪞ลำดับชั้นการทำงานของภาพและสัญลักษณ์
เวลาที่คนทำงานกับภาพหรือสัญลักษณ์ มักจะมีคำสองคำถูกพูดถึงเสมอ คือ Resonance และ Synchronization
สองอย่างนี้ ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และไม่ได้เกิดพร้อมกัน แต่ทำงานเป็นลำดับขั้น ...เรื่องนี้ยาวมาก สั้นๆ คือ
1.การสั่นพ้อง (การตอบสนองโลกภายใน/เกิดในระดับปัจเจกเพราะต้นทุนภายในแต่ละคนไม่เหมือนกัน) เป็นด่านแรกๆ ที่เกิดขึ้นก่อน
2.ส่วนซิงโคร (สะท้อนออกสู่โลกภายนอก/เกิดในระดับวัตถุวิสัย) เป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นตามมา
🪞กลไกการทำงานของภาพ (Archetypal Mechanism)
เราไม่ได้รอรับพรหรือเศษทานจากฟ้า เทพเจ้า หรือความเชื่อปรัมปราใด ๆ สิ่งที่เปลี่ยนชีวิตได้จริง คือ Archetype ภายในตัวเราเองนั่นแหละที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น
หลายคนคุ้นเคยกับภาพจำว่า การเปลี่ยนชีวิต คือการไปขอพร มีผู้ใหญ่ พระ เทพ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สวด พูด หรือมอบบางอย่างให้จากภายนอก เหมือนเราเป็นผู้รอรับ และพลังเป็นสิ่งที่ถูกให้มา
แต่การทำงานของภาพในแนวทางนี้ไม่ใช่แบบนั้น
เทพ พลัง หรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นผู้ให้พร และไม่ได้เข้ามาเปลี่ยนชีวิตเราแทน แต่ทำหน้าที่เป็นภาพแทนหรือ กระจกสะท้อนของบางส่วนในจิตใจเราเอง
ดังั้น Symbolism, Imagery, พิธีกรรม, ความเชื่อ, ความฝัน และศิลปะ จึงไม่ได้ส่งพลังเข้ามาจากภายนอก แต่ทำหน้าที่ กระตุ้น รวบรวม และจัดระเบียบพลังงานทางจิต (Psychic Energy)ที่มีอยู่แล้วในตัวเรา เพื่อดึงเอาพลังที่ซ่อนอยู่ภายใน (Inner Power) หรือส่วนที่ถูกกดทับ มองไม่เห็น หรือไม่กล้าใช้ (Shadow) ให้สามารถปรากฏขึ้นมารับรู้ได้
เมื่อจิตไร้สำนึกรับรู้ภาพนั้น Archetype ภายในที่สอดคล้องจะถูกปลุกให้ตื่น และเมื่อ Archetype ถูก Activate
การรับรู้ การตัดสินใจ และพฤติกรรมภายนอกจะค่อย ๆ เปลี่ยน
การเปลี่ยนแปลงภายในนี้เองที่ทำให้สถานการณ์ ผู้คน และโอกาสในโลกจริงเริ่มเคลื่อนตัวตาม ไม่ใช่เพราะมีใครให้พลัง แต่เพราะเรากลายเป็นคนที่พร้อมจะถือพลังนั้น
พลังงานจึงไม่ใช่สิ่งที่ต้องขอ.. โลกวัตถุจึงไม่ใช่ของขวัญจากฟ้า.. แต่คือผลลัพธ์ของจิตที่พร้อมเป็น
ดังนั้นครั้งต่อไปที่เรามองภาพหรือไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ลองเปลี่ยนบทสนทนาในใจจาก
ขอให้ท่านช่วยลูกช้างด้วย..
เป็น
ขอให้พลังนี้ตื่นขึ้นในตัวฉัน ทำให้ฉันพร้อมดึงดูดสิ่งที่สอดคล้องกับมัน ผู้คนที่ใช่ สถานการณ์ที่เหมาะสม และโอกาสต่าง ๆ เข้ามาเรียงตัวตรงหน้าฉันพอดี..เป็นต้น
นี่คือการ Taking Ownership หรือการยึดอำนาจคืนมาที่ตัวเอง พลังงานจะเปลี่ยนจากผู้ถูกกระทำ (Victim) เป็นผู้สร้าง (Creator) ทันทีที่พูดจบค่ะ..
---
บทที่ 1:
ลองจินตนาการถึงต้นไม้ใหญ่ที่ถูกเลี้ยงไว้ในกระถางเล็กๆ นะคะ รากของมันขดไปขดมา พยายามหาอาหาร แต่มันโตไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว ถ้ามันอยากจะโตเป็นต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขา มันต้องทำยังไงคะ? ...ใช่ค่ะ มันต้องระเบิดกระถาง นั้นทิ้ง
เวลาเราพูดว่าฉันอยากเปลี่ยนงานนะ แต่เศรษฐกิจมันแย่ หรือฉันอยากมีความรักที่ดีนะ แต่ฉันคงแก่เกินไปแล้ว ... สิ่งที่อยู่หน้าคำว่า-แต่-มันถูกลบทิ้งไปหมดเลยค่ะ เราใช้ตรรกะ(ปลอมๆ) มาฆ่าความปรารถนาของตัวเองทิ้ง พระพรหมจะไม่ยอมให้เราใช้ข้ออ้างพวกนั้นอีกต่อไป ท่านคือตัวแทนของการตื่นรู้และการลิขิตชีวิต พระองค์ไม่ได้สู้รบกับความมืด แต่พระองค์แค่เปิดไฟ... และเมื่อแสงสว่างส่องเข้ามา ความมืดก็หายไปเอง
พระพรหม คือสัญลักษณ์ของพลังงานนั้น พลังงานของผู้สร้าง (The Creator) เมื่อไหร่ก็ตามที่ Archetype นี้ถูกปลุกขึ้นมาในจิตใจของเรา สิ่งแรกที่มันจะทำคือ มันจะลบคำว่า -แต่- ออกจากชีวิตเราค่ะ
พลังงานของพระพรหมไม่ใช่พลังงานของการต่อสู้ฟาดฟัน (แบบพระศิวะ) หรือการรักษาสมดุลแบบประนีประนอม (แบบพระนารายณ์) แต่มันคือพลังงานของ Absolute Genesis การลิขิตชีวิต กำหนดกรอบของความเป็นจริงขึ้นมาใหม่หมดเลย ดังนั้นคนที่ถูกดึงดูดด้วยภาพนี้ ลึกๆ แล้วเราเหนื่อยกับการเป็นผู้เล่น ในเกมที่คนอื่นตั้งกฎกติกาไว้ และจิตไร้สำนึกกำลังบอกว่าถึงเวลาที่เราต้องเป็นคนเขียนกระดานนี้เองแล้ว (เป็นเหตุที่เรามักเห็นว่าทำไมผู้บริหารธุรกิจในสเกลขนาดใหญ่มักทำงานกับ Archetype นี้ เพราะเส้นทางของพวกเขามันไม่มีคำว่าปลอดภัยดี ไม่มีคำว่าคาดเดาได้ สิ่งนี้แลกมากับการที่พวกเขาได้เป็นผู้เล่นที่กำหนดทิศทางเอง)
ส่วนหงส์ (Hamsa) ในทางสัญลักษณ์วิทยา (Semiotics) และตำนาน คือพาหนะที่ทรงพลังที่สุดในแง่ของสติปัญญา หงส์มีสัญชาตญาณพิเศษที่เรียกว่าการแยกน้ำออกจากนม มันสะท้อนถึงปัญญาญาณที่สามารถแยกแยะความจริงออกจากภาพลวงตาได้อย่างหมดจด นอกจากนี้ธรรมชาติของหงส์คือการลอยอยู่เหนือน้ำ แต่น้ำไม่อาจเกาะติดขนของมันได้ นี่คือการสะท้อนถึงสภาวะของ Brahman (พรหมัน) หรือสัจธรรมสูงสุด ที่อยู่ในโลกวุ่นวาย แต่อารมณ์ ความคาดหวัง และบาดแผลของโลก ไม่อาจเกาะกินจิตใจได้
เมื่อสองสิ่งนี้มารวมกัน พลังงานของภาพนี้จึงเป็นการดึงเอาศักยภาพของความสำเร็จที่สง่างามออกมา ไม่ใช่การตะเกียกตะกายปีนป่าย แต่เป็นการลอยตัวขึ้นเหนือปัญหาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับดึงดูดพลังงานของความเมตตา เพราะคนที่อยู่เหนือความขัดแย้งและเต็มไปด้วยอำนาจในการกำหนดชีวิตตัวเอง มักจะมีเสน่ห์ดึงดูดที่ทำให้คนรอบข้างอยากเข้ามาสนับสนุนเองโดยธรรมชาติอยู่แล้วค่ะ
---
บทที่ 2:
ARCHETYPE พระพรหมทรงหงส์ = The Sovereign Creator (ผู้ลิขิตความจริง) / The Unattached Witness (ผู้รู้แจ้งที่ไม่ยึดติด) ทุบโครงสร้างชีวิตที่ตัน แล้วเขียนบริบทใหม่ขึ้นมาทั้งหมด ดึงปัญญาญาณในการแยกแยะคนและโอกาส และสร้างเสน่ห์เมตตาที่เกิดจากการเห็นคุณค่าในตัวเองอย่างสมบูรณ์แบบ
สรุปพลังงานที่ภาพจะสะท้อนออก (Synchronization สนามของความเป็นไปได้ที่ภาพนี้จะไป Resonance จนเกิดเหตุการณ์จริงค่ะ)
-Visibility เช่นเดียวกับสี่พักตร์ของพระพรหม การถูกมองเห็นในแสงที่ใช่ ไม่ได้เด่นจนเป็นเป้า แต่เด่นจนต้องถูกเลือกให้รับหน้าที่สำคัญ ผลงานที่ไม่เคยมีใครเห็น จู่ๆ ก็โดดเด่นขึ้นมา ตัวตนของเราจะส่องประกายในสายตาของคนที่มีอำนาจตัดสินใจ
-Absolute Genesis พลังในการเริ่มต้นใหม่แบบถอนรากถอนโคน ล้างไพ่กระดานเดิมที่ทำให้เราเจ็บปวด
-Magnetic Reverence เมตตามหานิยมที่ไม่ได้มาจากการลดตัวไปเอาใจใคร ไม่ใช่การตะโกนเรียกร้อง ไม่ต้องพยายามพิสูจน์ แต่มาจากการยืนอยู่ในจุดที่ทรงพลังจนคนต้องเกรงใจและอยากช่วยเหลือ
-Rapid Elevation การยกระดับสถานะทางการงาน การเงิน อย่างก้าวกระโดดและรวดเร็ว งานที่รอคอยจะถูกตอบกลับ เหตุการณ์ในชีวิตจะเคลื่อนตัวเร็วขึ้น
-Right Place, Right Moment การอยู่ถูกที่ในเวลาที่ใช่ จังหวะชีวิตจะแม่นยำขึ้น การตัดสินใจลงทุน เลือกลูกค้า หรือรับงาน จะเกิดในจังหวะที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดพอดี
-Agency ออกจากบทบาทคนถูกเลือก สู่คนที่เลือกชีวิตตัวเองได้ จบสภาวะเบี้ยล่าง สู่ความเท่าเทียมในทุกความสัมพันธ์
ข้อควรระวัง:
-ถ้าความสำเร็จเก่าของเราสร้างมาจากการยอมเป็นเบี้ยล่าง ได้หน้าจากการทำงานร่วมกับคนอื่น ขโมยผลงานชาวบ้าน ความสำเร็จเก่าใดๆ ที่ไม่ได้มาจากตัวเอง พลังงานนี้จะทุบมันทิ้ง เพื่อบังคับให้เรายืนด้วยขาตัวเองให้ได้ สิ่งนี้ไม่ได้เหมาะกับคนที่อยากเป็นเหยื่อตลอดไป ถ้าเรายังได้ประโยชน์จากความน่าสงสาร ภาพนี้จะทำให้เรารู้สึกอึดอัด เพราะมันเรียกร้องให้เรารับผิดชอบชีวิตตัวเอง
-บทสรุปของบางเรื่องอาจไม่ได้เป็นอย่างที่เราอยากได้ (Ego desires) แต่จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดต่อเส้นทางชีวิตรวมของเราเอง (Self Alignment) ปล่อยให้สถานการณ์มันจัดเรียงไป อย่ารีบกระโดดคว้าอะไรด้วยความกลัว



