วันหยุดแบบนี้ไปอ่านเจอมาหัวข้อนึง ว่าด้วยการเลือกพูดของพระพุทธเจ้า น่าสนใจ ทำไมคนๆ นึงถึงไม่พูดอะไรโง่ๆ ออกจากปากเลยนะ 55555 เพราะถ้ามองในฐานะมนุษย์ธรรมดา เสียงในหัวคือแทบเป็นไปไม่ได้ เราทุกคนเคยหลุดพูดเพราะอารมณ์ ความเคยชิน ความอยากเอาชนะ หรือแค่ปากไวกว่าใจกันหมดนั่นแหละ
แต่บลูไม่ได้มาจับผิดนะ แค่มองว่าหลักนี้อาจเป็นอุดมคติของการใช้ภาษาที่ชุมชนชาวพุทธสร้างขึ้นเพื่อเป็นแบบอย่างมากกว่าจะเป็นข้อเท็จจริงที่เราตรวจสอบได้ว่าทุกประโยคที่พระองค์เคยพูดเป็นเช่นนั้นจริง เพราะตัวพระไตรปิฎกเองก็เป็นคัมภีร์ที่ถูกรวบรวมหลังพระองค์ดับไปหลายร้อยปีผ่านการสืบทอดด้วยมุขปาฐะและการเรียบเรียงโดยสาวก มันเลยเป็นไปได้ไหมละว่าภาพของพระพุทธเจ้าถูกตั้งใจนำเสนอในฐานะครูผู้สมบูรณ์แบบ?
โอเค ถ้ามองข้ามเรื่องข้างบนไป เอาเป็นว่าประโยชน์จริงๆ และสิ่งที่บลูตกตะกอนได้คือ การพูดเนี่ย ก่อนอะไรจะออกจากปากเราอะ ไม่ควรถามแค่ว่าสิ่งที่พูดเนี่ยมันจริงไหม แต่ต้องถามต่อว่าไอ้ที่กำลังจะพูด 1. มันมีประโยชน์ไหม? และ 2.ฉันควรพูดตอนไหน?
มาดูกลุ่มแรก..กลุ่มไม่พูดเด็ดขาด
ถ้ามัน
เรื่องโกหก + ไร้สาระ + คนฟังเกลียด = ไม่พูด
เรื่องจริง + แต่ไร้ประโยชน์ + คนฟังเกลียด= ไม่พูด
เรื่องโกหก + ไร้สาระ + แต่คนฟังชอบ (เช่น คำอวยปลอมๆ) = ไม่พูด
เรื่องจริง + แต่ไร้ประโยชน์ + แค่พูดเอาใจคนฟัง = ไม่พูด
กลุ่มสอง กลุ่มต้องเลือกเวลา
5. เรื่องจริง + มีประโยชน์ + แต่คนฟังอาจไม่ชอบ (เช่น คำเตือน) = หาจังหวะพูด
6. เรื่องจริง + มีประโยชน์ + และคนฟังชอบ = หาจังหวะพูด
เห็นอะไรบ่ ?
สิ่งที่น่าสนใจทั้งหมดเลยคือก่อนจะพูดอะไร (เห็นควรแล้วว่าฉันต้องบอกแกเรื่องนี้ๆๆๆแหละ) เรื่องของเวลา (Timing) ถูกยกให้สำคัญมากก ถึงจะเป็นความจริงและมีประโยชน์ ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะพูดได้ทันที เช่น ณ งานศพแห่งนึง ลูกน้องเราพ่อตาย เราเตือนเรื่องงานด่วนที่ต้องส่งพรุ่งนี้ (เพราะมันเป็นเรื่องจริงนิ) เป็นต้น
ตัวอย่างง่อยมาก แน่สิ มันไม่ควรพูดเรื่องแบบนั้นตอนใครสักคนพ่อตาย (แต่หลายคนทำนะ 5555)
ไม่รู้เพราะความเร็วของโลกที่มันหมุนไวจนตัวเองตามไม่ทันรึเปล่า พอมาอ่านจริงๆ แล้ว ก็เชื่อว่าหลักบางข้อก็ขัดกับวิธีคิด (หรือไม่ทันคิด) ที่คนจำนวนมากเดี๋ยวนี้ใช้ในการพูด
เช่น
บางคนคิดว่าจริงก็พูดได้สิ แต่หลักนี้บอกว่าจริงอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องมีประโยชน์ด้วย
บางคนคิดว่าพูดให้คนฟังดีใจก็พอ แต่หลักนี้บอกว่าถ้าไม่จริง ก็ไม่ควรพูด
บางคนคิดว่าเตือนเดี๋ยวนี้เลย แต่หลักนี้บอกว่าถึงจะจริงและมีประโยชน์ ก็ต้องดูจังหวะด้วย
จะเห็นว่ามันไม่ได้มองว่าความจริงอย่างเดียว เท่ากับพูดได้เลย แต่มันเพิ่มเงื่อนไขอีก2ข้อคือ 1.ประโยชน์มีไหม และ2.ความเหมาะสมของเวลา เหมาะไหมจะพูดตอนนี้ ดังนั้น วิธีคิดอย่าง จริงก็พูดได้เลย (แบบที่หลายคนหรือรวมถึงบลูทำ 55555) เลยไม่สอดคล้องกับหลักนี้อย่างแรง
แต่ๆๆ ก็นะ มีประเด็นหนึ่งที่นักปรัชญาและนักจริยศาสตร์จำนวนไม่น้อยตั้งคำถามกับหลักนี้ คือคำว่าเป็นประโยชน์เนี่ยหมายถึงประโยชน์ต่อใคร และวัดยังไง ประโยชน์ฉัน ประโยชน์เธอ ความหมายมันอยู่ในจักรวาลเดียวกันไหม
เช่น สมมติ
เราจะพูดเพื่อเปิดโปงการทุจริตของหัวหน้า แน่นอนว่าทำให้ผู้ถูกเปิดโปงไม่ชอบใจอย่างแรง แต่มันเป็นประโยชน์ต่อสังคม/เพื่อนร่วมงานเรานะ
การบอกเพื่อนสนิทว่าสิ่งที่เขาทำเนี่ย เขากำลังทำร้ายคนอื่นนะ ไม่ใครชอบที่แกพูดอะไรถ่อยๆ แบบนั้นหรอก เพื่อนฟังอาจจะวีน แต่ระยะยาวเป็นประโยชน์กับเพื่อน
การวิจารณ์โครงสร้างสังคม รัฐบาล ศาสนา อาจทำให้คนจำนวนมากไม่พอใจ แต่มันก่อให้เกิดการถูกตั้งคำถาม หรือการเปลี่ยนแปลงนะ
ดังนั้น การตีความคำว่า ประโยชน์ เลยสำคัญมาก ถ้าตีความแค่ว่าเนี่ย พูดแล้วมันทำให้คนฟังรู้สึกดี หลักนี้อาจกลายเป็นเครื่องมือหลีกเลี่ยงความจริงที่จำเป็น แต่หากตีความว่า เนี่ยพูดแล้วมันช่วยลดทุกข์หรือก่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องในระยะยาวก็จะสอดคล้องกับเจตนาของหลักทั้ง 6 ข้อนี้มากกว่า
สรุปค่ะ แก่นของหลักนี้ไม่ใช่พูดแต่เรื่องดี ๆ แต่คือพูดเฉพาะสิ่งที่ทั้งจริง + มีคุณค่า + และเลือกเวลา + วิธี + และบริบทที่เหมาะสม เพื่อให้คำพูดนั้นมีโอกาสก่อผลดีมากที่สุดมากกว่าการระบายหรือเอาชนะกันด้วยคำพูดค่ะ

