ทฤษฎีการชดเชย (Compensation) ทำไมยิ่งแสนดี ยิ่งดึงดูดคนเฮงซวย ...
กฏพื้นฐานข้อนี้คือ กฎการธำรงสมดุล (homeostatic rule)...จิตมนุษย์ ไม่เคยปล่อยให้เราเอียงข้างเดียวได้นาน ๆ
เอ้ะ ประโยคนั้นมันคืออะไร?
ก่อนอื่นลองจินตนาการถึงตาชั่ง...
-ฝั่งขวาคือจิตรู้สำนึก (Ego/Persona) = สิ่งที่เราเลือกจะเป็น เช่น บทบาท, อัตลักษณ์, ค่านิยม, ภาพลักษณ์, การตัดสินใจในชีวิตประจำวัน (เช่น คนดี, คนขยัน, คนมีเหตุผล)
-ฝั่งซ้ายคือจิตไร้สำนึก (Unconscious/Shadow) = สิ่งที่เรากดทับไว้ / ละเลย / ปฏิเสธ / ความต้องการลึก ๆ , สัญชาตญาณ, อารมณ์ที่ไม่อยากยอมรับ, archetype ที่ยังไม่ถูกใช้ (ความโกรธ, ความขี้เกียจ, ความร่าน, ความไร้เหตุผล)
ธรรมชาติของจิต (Psyche) ต้องการความครบถ้วน (Wholeness) เสมอ เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเทน้ำหนักไปที่ฝั่งขวามากเกินไป ระบบออโต้ของจิตจะเริ่มทำงานทันที มันจะเทน้ำหนักไปที่ฝั่งซ้ายเพื่อดึงสมดุลกลับมา
ตัวอย่างแบบเห็นภาพ
สมมติว่าจิตใจของเราเหมือนบ้านหนึ่งหลังนะคะ
เราแทบทุกคน โดยเฉพาะไทยแลนด์ถูกสอนมาตั้งแต่เด็กว่า...การโกรธคือสิ่งไม่ดี การเลือกตัวเองก่อนคือความเห็นแก่ตัว
เราเลยทำไงคะ...ใช่ค่ะ เราเลยจับเจ้าเด็กก้าวร้าวในตัวเรา มัดมือมัดเท้าน้องไว้ แล้วโยนลงไปขังไว้ในห้องใต้ดิน (จิตไร้สำนึก) แล้วเราก็แต่งบ้านข้างบนให้สวยหรู เป็นบ้านของคนใจดี ผู้เสียสละตามที่สังคมบอกไว้
ผลลัพธ์คือบ้านของเรา (ตัวเรา) ขาดระบบรักษาความปลอดภัยค่ะ เพราะพลังงานความก้าวร้าว (Aggression) ในทางจิตวิทยา ไม่ได้แปลว่าการทำร้ายคนอื่นอย่างเดียว แต่มันคือพลังงานที่ใช้ในการปกป้องอาณาเขต หรือการกล้าปฏิเสธด้วย
เมื่อเราไม่มียามเฝ้าบ้าน (ความก้าวร้าวที่ดี) ใครจะเดินเข้ามาก็ได้ใช่ไหมคะ?
ในเมื่อเราปฏิเสธที่จะถืออาวุธเพื่อป้องกันตัว ชีวิตจะส่งคนที่ถือมีดไล่แทงคนอื่นเข้ามาใกล้เราทันที
....นี่คือกฎการชดเชยค่ะ...
ถ้าเราไม่ยอมใช้พลังงานด้านนั้นด้วยตัวเอง โลกจะส่งคนอื่นมาใช้พลังงานนั้นใส่เรา
อีกตัวอย่าง...แฟนผู้เสียสละ vs แมงดา
ลองดูเคสคลาสสิกนี้นะคะ
ฝ่าย A (Persona): ขยันมาก ทำงานหาเงินคนเดียว ดูแลบ้าน ยอมเหนื่อย ไม่เคยบ่น (กดความขี้เกียจและความอยากสบายไว้ในห้องใต้ดิน เพราะกลัวเป็นคนไม่ดี)
ฝ่าย B (Shadow): ไม่ทำงาน ขี้เกียจ วัน ๆ เล่นติ๊กต่อก เย้วๆกับชาวเน็ต ขอเงินเมีย/ผัวใช้ (แสดงความขี้เกียจและความเห็นแก่ตัวออกมาแบบสุดโต่ง)
จุดเชื่อมโยงที่บลูอยากให้เห็น
ลึก ๆ ในใจฝ่าย A คือเขา/เธอนั้นเหนื่อยเจียนตายค่ะ เขา/เธออยากพัก อยากนอนเฉย ๆ บ้าง (อยากขี้เกียจ) แต่ไม่อนุญาตให้ตัวเองทำ จิตไร้สำนึกของเขา/เธอเลยไปดึงดูดไอ้ฝ่าย B คนนี้เข้ามา เพื่อสะท้อนให้เห็นสิ่งทีเขา/เธอนั้นขาด เหมือนจิตกำลังตะโกนใส่หน้าเขา/เธอผ่านพฤติกรรมของแฟนว่า
“แกเห็นไหมเนี่ย ว่าถ้าแกจะนอนเฉย ๆ บ้าง มันทำได้นะเว้ย! แหกตาดูแฟนแกที่นอนเกาตูดอยู่นั่นสิ เลิกพยายามเป็นแม่/พ่อพระที่ไม่มีปากมีเสียงได้แล้ว! ดูไอ้คนเห็นแก่ตัวนั่นสิ มันกล้าทำตัวเป็นปลิงเกาะเก็บเอาเงินของแก …นี่ชั้นไม่ได้ส่งมันมาเพื่อให้แกเกลียดมันนะ แต่ส่งมาเพื่อให้แกยืมเอาคววามเหี้ยบางส่วนของมันมาใช้บ้าง ..แกเองก็ช่วยรักษาพื้นที่ตัวเอง ช่วยลุกขึ้นมาปกป้องบ้างสิทธิ์ตัวเองบ้างเถอะ พ่อ/แม่คุณเอ๊ย!”
…แต่เพราะฝ่าย A อ่านรหัสไม่ออก เขา/เธอเลยมองว่า “ทำไมฉันซวยแบบนี้”
แทนที่จะมองว่า “อ๋อ ฉันต้องเริ่มรักตัวเองและหัดขี้เกียจบ้างแล้ว (ในทางที่ดี) เพื่อที่ฉันจะได้ไม่ต้องแบกไอ้คนขี้เกียจคนนี้อีกต่อไป”
ถ้าเราเริ่มกล้าพูดว่าไม่ หรือกล้าเห็นแก่ตัว (ในระดับที่พอดี) เราจะพบว่า... คนเห็นแก่ตัวพวกนั้นจะหายไปจากชีวิตเราเอง เพราะเรามีพลังงานนั้นในตัวแล้ว จิตเลยไม่ต้องส่งใครมาแสดงละครบทนี้ให้เราดูอีก
พอเห็นภาพชัดขึ้นไหมคะ? มันเหมือนกับว่าถ้าเราไม่ยอมเป็นนักรบในบางเวลา เราจะดึงดูดสงครามเข้ามาไม่จบไม่สิ้นค่ะ
อีกสักตัวอย่าง... เมื่อเหตุผลล้นโลก เวทมนตร์จะกลับมาทวงคืน
มาอีกตัวอย่าง…มองในระดับสังคมบ้างค่ะ ยิ่งโลกเราหมุนไปทางวิทยาศาสตร์ เหตุผล หรือ AI มากเท่าไหร่... สังเกตไหมคะว่าทำไมสายมูถึงระเบิดเถิดเทิงขนาดนี้? ไม่ใช่เพราะคนงมงายขึ้นหรอกค่ะ แต่เพราะสังคมส่วนใหญ่แห้งแล้งเกินไป จิตวิญญาณของเราโหยหาความหมาย โหยหาความเชื่อ (Myth) ที่วิทยาศาสตร์ตอบไม่ได้
ยิ่งเราพยายามใช้ชีวิตแบบ Robot ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด จิตของเราจะยิ่งโหยหา Chaos หรือความเชื่อที่ดูไม่มีเหตุผล เพื่อมาชดเชยความว่างเปล่าข้างใน
ฝั่งจิตรู้สำนึก (ระดับสังคม) > ทุกอย่างต้องพิสูจน์ได้ ไม่เชื่อเรื่องลี้ลับ เน้น logic, data, efficiency
การชดเชย > ความเชื่อทางจิตวิญญาณกลับมาบูม ไพ่ โหราศาสตร์ เทพ สายมู เรื่องเล่า เรื่องผี conspiracy cult ใหม่ ๆ
ลองมองออกไปข้างนอก พอจะเห็นคลื่นลูกนี้ไหมคะ…ยิ่งสังคม rational เกิน myth กำลังจะกลับมาในรูปแบบที่ควบคุมไม่ได้
แล้วเราจะทำยังไง? ต้องเลิกเป็นคนดี มีตรรกะเหรอ?
ใจเย็นค่ะแม่จ๋าาา 555 บลูไม่ได้บอกให้ไปเป็นแบบนั้นนะ คีย์สำคัญคือการยอมรับ (Integration) ไม่ใช่การตัดทิ้ง
ลองถามตัวเองดูสิ…มีส่วนไหนในตัวเรา ที่เราแอบเกลียด แอบกลัว หรือแอบกดมันไว้ไม่ให้ใครเห็นบ้าง? ความอิจฉา? ความขี้เกียจ? ความร่าน? ความอ่อนแอ? ความโง่? ความตามใจฉัน?
แทนที่จะกดมันไว้จนมันระเบิดออกมาเป็นอาการป่วยทางกายหรือพฤติกรรมหลุดโลก ลองชวนมันมานั่งคุยกันดูไหม? โอเค ฉันรู้ว่าฉันโกรธ ฉันอนุญาตให้ตัวเองรู้สึกโกรธได้ ฉันเลือกที่เขวี้ยงตุ๊กตาหมีเน่า ฟาดมันกับเตียง แต่ฉันเลือกที่จะไม่เอาปืนไปยิงหัวใคร
การยอมรับว่าฉันไม่ใช่ผ้าขาว ฉันคือมนุษย์สีเทา ๆ ที่มีทั้งแสงและเงา วินาทีที่เรายอมรับความไม่สมบูรณ์แบบนั้นแหละค่ะ... คือวินาทีที่ตาชั่งเริ่มสมดุล และเราจะไม่ต้องเหนื่อยแบกโลกปลอม ๆ ไว้อีกต่อไป
สรุปสั้น ๆ ก่อนแยกย้าย
ยิ่งเราสร้างภาพลักษณ์ให้สะอาดมากเท่าไหร่... เงาของเราจะยิ่งสกปรกมากเท่านั้น
อย่าพยายามเป็นเทวดาจนลืมความเป็นมนุษย์ เพราะสุดท้ายแล้ว... เราไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นคนดีที่สุด แต่เราเกิดมาเพื่อเป็นคนเต็มคน (Whole) ค่ะ

