เมื่อวันก่อนได้ฟังหัวข้อ โลกสมัยใหม่ทำให้เราหลงตัวเอง (แปลหยาบ ยุคที่เราคิดว่าตัวเองสำคัญที่สุด เริ่ดที่สุด โลกหมุนแต่กับกู แต่จริงๆ แล้วเรากำลังหลงอยู่ในกระจกของระบบ) ของพี่เอ๋นิ้วกลม แล้วชอบมากกกก (จริงๆ ก็ชอบทุกอีพีแหละนะ 5555 การฟังพี่เอ๋เหมือนการกลับไปสู่พิธีกรรมแห่งการฟังยุคที่ความรู้ถูกส่งต่อผ่านคำพูด) โดนป้ายยามาดองไม่รู้เท่าไร เลยเจอบทนึงที่น่าสนใจมากของเล่ม เมื่อพิธีกรรมสูญสลาย The Disappearance of Rituals (คอนเสปของเล่มนี้คือการที่ฮันบอกว่าพิธีกรรมคือสิ่งที่ทำให้มนุษย์เป็นชุมชน พิธีกรรมคือการกระทำซ้ำๆ ที่มีความหมายร่วมกันเพื่อสร้างความผูกพัน เมื่อพิธีกรรมหายไป มนุษย์ก็ไม่มีการรวมตัวกันอีกต่อไป เหลือแค่ปัจเจกที่อยู่คนละเกาะค่ะ)
บลูไม่ได้อ่านทั้งเล่มนะ แต่เจอบทนึงที่น่าสนใจมาก ว่าด้วย From Myth to Dataism (จากตำนานสู่ลัทธิข้อมูล พอมีคำว่าตำนานปุ้ปหูผึ่งทันที 5555) ในบทที่ 9 บทนี้พออ่านแล้วรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเดินเข้าไปในพรมแดนแห่งการสูญสิ้นอธิปไตย (อำนาจสูงสุดของมนุษย์ในการตัดสินใจตัวเอง) ของมนุษย์ เหมือนเรากำลังอยู่ในจุดอันตรายของการเปลี่ยนแปลงทางอัตถิภาวะที่กำลังจะสูญเสียอะไรบางอย่างที่สำคัญที่สุดไป
ลองนึกว่าเดี๋ยวนี้ความรู้ของเรามันถูกทำให้กลายเป็นสินค้า มีราคา แลกเปลี่ยนเป็นเงินได้ เช่น คอร์สออนไลน์, ข้อมูลส่วนตัวที่ถูกขาย, งานวิจัยที่ต้องมีผลกระทบทางเศรษฐกิจ (แต่ก่อนความรู้ไม่ได้ถูกใช้รูปแบบนี้ซะทีเดียว) และมันถูกทำให้เป็นชุดเครื่องจักร ความรู้ถูกทำให้เป็นกระบวนการอัตโนมัติ ไม่ต้องใช้จินตนาการ แค่ป้อนข้อมูลบางชุดเข้าไปเข้าไปแล้วนอนรอผลลัพธ์ (ซึ่งบลูไม่ได้หมายความว่าความรู้กลายเป็นเครื่องจักรนะ แต่บอกว่าถูกทำให้กลายเป็น เพราะมันมีใครบางคนหรือบางระบบเป็นผู้กระทำ)
บลูมองว่าสิ่งที่ฮันกำลังทำ คือการยืนท้าวเอวแล้วชี้ให้เห็นว่าพวกแกๆๆ และแก ไม่ได้เก่งหรือฉลาดขึ้นในยุค Big Data แบบนี้หรอกนะ แกคิดว่าแกมีข้อมูลมากกว่า แล้วแกฉลาดกว่าคนอื่นเขาหรอ ห้ะ? พวกแกเป็นแค่เศษเสี้ยวตัวแปรจิ๋วที่ถูกใช้เพื่อให้สมการทำงานในสมการใหญ่ของระบบอำนาจบางอย่าง (มันไม่มีเจ้าของตัวเดียว มันคือโครงสร้างที่ทุกคนช่วยกันสร้างโดยไม่รู้ตัว) เท่านั้นแหละ จะบอกอะไรให้ แกไม่ได้เป็นผู้เล่นด้วยซ้ำ แกเป็นส่วนประกอบของเกมที่ใครบางคนออกแบบไว้ต่างหากล่ะ (สะบัดบ้อบ)
เมื่อความรู้คือการเล่น (Myth & The Agonistic Spirit)
ก่อนอื่น บลูอยากให้เราลบภาพจำว่านักปรัชญายุคโบราณคือกลุ่มคนแก่ที่นั่งเถียงกันอย่างเคร่งเครียดใต้ต้นแอปเปิ้ลเพื่อหาความจริงเพียงแท้หนึ่งเดียวออกไปก่อนค่ะ ในบทที่ 9 ฮันชี้ให้เห็นว่าดั้งเดิมแล้วการถ่ายทอดความรู้คือเกม (Play)
Play ( myth / riddle / eros ) > Work ( enlightenment / efficiency ) > Data ( calculation / pornographic transparency )
อันนี้คือแผนที่การเดินทางของความหมายนะคะ ไม่ใช่ลำดับเวลาตายตัว แต่เป็นการเลื่อนขั้นของวิธีคิด
บลูจะลองแกะทีละขั้นนะคะ เพื่อให้เราเข้าใจตรงกันก่อนอ่านต่อ
1. Play (Myth / Riddle / Eros)
Myth (ตำนาน) คือกรอบเรื่องเล่าที่ทำให้โลกเข้าใจได้ โดยไม่ต้องพิสูจน์ด้วยตรรกะ มันคือภาษาของชุมชนก่อนวิทยาศาสตร์
Riddle (ปริศนา) คือรูปแบบแรกของปัญญา มันไม่ใช่คำถามที่รอคำตอบตายตัว แต่เป็นเกมท้าทาย ที่ผู้เล่นต้องตีความ สัญลักษณ์ไม่มีความหมายเดียว มันมีหลายชั้น
Eros (แรงปรารถนา) คือพลังดึงดูดที่ทำให้เราอยากรู้ อยากเชื่อมต่อ อยากเล่น มันมีชีวิต มีจังหวะ มีความลับ
พอรวมกันแล้ว Play คือสภาวะที่ความรู้ยังไม่ถูกบังคับให้มีประโยชน์ มันเป็นพิธีกรรม เป็นสังคม เป็นความบันเทิงของจิตวิญญาณ
2. Work (Enlightenment / Efficiency)
Enlightenment (ยุคเรืองปัญญา) คือช่วงที่ Kant บอกว่าจงกล้าใช้เหตุผลของตัวเอง ซึ่งฟังดูดี แต่ในทางปฏิบัติ มันบังคับให้จินตนาการต้องรับใช้เหตุผล ความคิดที่ฟุ้งซ่านหรือไร้ประโยชน์ถูกมองว่าเป็นแค่เด็กน้อย
Efficiency (ประสิทธิภาพ) คือเกณฑ์ใหม่ของความจริง คำถามไม่ใช่สนุกไหม แต่คือใช้ได้ไหม ความรู้ต้องแปลงเป็นผลผลิตได้
พอรวมกันแล้ว Work คือ การทำให้การเล่นกลายเป็นงาน ความคิดถูกจัดระเบียบ เข้าแถว ผลิตซ้ำได้ ความรื่นรมย์ถูกแทนที่ด้วยวินัยค่ะ
3. Data (Calculation / Pornographic Transparency)
Calculation (การคำนวณ) ความรู้ต้องประมวลผลได้ อัลกอริทึมไม่ต้องการความหมาย ขอแค่ตัวเลข
Pornographic Transparency (ความโปร่งใสแบบอนาจาร) คำนี้สำคัญมาก คนเขียนเขาไม่ได้บอกว่าโปร่งใสเป็นสิ่งไม่ดี แต่หมายถึงการเปิดเผยที่ไร้ความลึก เหมือนหนังโป๊ที่ให้เห็นทุกอย่างแต่ไม่เหลืออะไรให้จินตนาการ ความจริงในยุค Data ถูกเปลื้องผ้าจนไม่มีม่านของความลับเหลืออยู่
พอรวมกันแล้ว Data คือการเล่นที่ตายแล้ว เพราะไม่มีปริศนา ไม่มี Eros มีเพียงการไหลของข้อมูลที่ไร้ชีวิต
ในยุคกรีกโบราณ ปรัชญาเริ่มต้นจากการทายปริศนาในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ (Riddle solving เช่น การถามของสฟิงซ์ในตำนาน หรือการทายคำพยากรณ์ที่ Delphi นิยามตามที่บลูเข้าใจมันคือความจริงไม่ใช่สิ่งที่ค้นพบโดยคนเดียว แต่มันเกิดขึ้นในพื้นที่ร่วมระหว่างคนถาม คนตอบ และเทพเจ้า (หรือสิ่งที่อยู่เหนือเหตุผล) และบางคำตอบอาจฟังดูขัดแย้งกันได้) สิ่งนี้มันคือการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ (Agonistic character) ที่นักคิดจะท้าทายกันเหมือนนักกีฬา (ในบริบทนี้การแข่งขันไม่ใช่ฟีลแบบฉันต้องทำลายฝ่ายตรงข้าม แต่เพื่อยกระดับเกมร่วมกัน เหมือนนักมวยที่ซ้อมกัน ใครเก่งกว่าไม่สำคัญเท่าการที่ทั้งคู่ทำให้เกมนั้นมันดูมีชีวิตชีวา นักปรัชญาในยุคนั้นก็ไม่เถียงเพื่อให้อีกฝ่ายแพ้หรือดูโง่ แต่เถียงเพื่อให้ความจริงเกิดจากการปะทะ เหมือนเหล็กปะทะกับหินทำให้เกิดประกายไฟนั่นแหละค่ะ) ความรู้ในยุคนั้นเราจะเห็นว่ามันมีไว้เพื่อความรื่นรมย์ในการเล่น และสร้างชุมชนผ่านพิธีกรรม ความรู้ไม่ได้ถูกถามว่า ฉันคุยกับแกเรื่องนี้แล้วเอาไปทำอะไรได้ ความเพลิดเพลินตอนนั้นการได้ใช้ปัญญาอย่างอิสระ ไม่ต่างจากการเต้นรำร้องเพลง การเล่นปริศนาหรือการโต้วาทีในที่สาธารณะ มันคือพิธีที่คนทั้งเมืองมาร่วมดู มันหล่อหลอมความรู้สึกว่าเราเป็นพวกเดียวกัน เพราะเราเข้าใจสัญลักษณ์ร่วมกัน บลูคิดว่านี่คือช่วงเวลาที่มนุษย์มีอธิปไตย (Sovereignty) สูงสุด เพราะเราไม่ได้ตกเป็นทาสของความหมายหรือผลผลิตใดๆ เราแค่เล่นกับสัญลักษณ์ขำๆ จอยๆ ค่ะ เล่นโดยไม่ต้องอธิบายตัวเอง เหมือนสิ่งที่เด็กทำได้ตามธรรมชาติ ไม่มีความเครียดว่าจะต้องถูกหรือผิด มันคือการสำรวจเหมือนเด็กต่อบล็อก ตอนล้มก็หัวเราะ ตอนตั้งได้ก็ดีใจ เราไม่ถูกบังคับให้สร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ความคิดสามารถหมุนไปเรื่อย ๆ โดยไม่ต้องออกมาเป็นหนังสือ หรือเป็นนวัตกรรม หรือเป็นรายได้ ไม่ได้ตกเป็นทาสของผลผลิตแต่อย่างใด เราไม่จำเป็นต้องให้ทุกอย่างมีความหมายในทันที ไม่ต้องตีความให้จบ ไม่ต้องสรุปเป็นบทเรียน เราสามารถอยู่กับความกำกวมได้ ไม่ได้ตกเป็นทาสของความหมาย (นี่เป็นเหตุผลที่บลูรักบทนี้มาก อยากขยี้ซ้ำๆๆๆสุดๆ555 เหมือนที่คุยกับหมาสนุกกว่าคน เพราะหมาบลูยังเดาใจไม่ได้ มันไม่มีการคำนวณล่วงหน้า ไม่มีอัลกอริทึมที่บอกว่าเจ้าหมาพันธุ์นี้จะตอบสนองแบบนี้ 90% มันมีความไม่แน่นอนที่ทำให้การอยู่ร่วมกันยังคงเป็นเกมไม่ใช่งาน แต่กับคนนี่แค่อ้าปากมองจากดาวอังคารก็รู้เจตนา เหมือนที่ฮันบอก สิ่งมีชีวิตที่อนาจาร ไม่มีความลับเหลือให้ค้นหา เหมือนกำลังยืนดูข้อมูลที่พูดได้ สักแต่จะตอบอะไรตามที่สังคมคาดหวัง พูดตามเทรนด์ คิดตามอัลกอริทึมที่ฟีดมา แต่หมาไม่สนใจระบบ มันไม่รู้ว่าควรทำตัวยังไงให้เป็นที่ยอมรับของสังคมหมาหรือสังคมคน มันแค่เป็นโดยไม่ต้องพิสูจน์ตัวเอง)
สรุปนะคะ
ความรู้เริ่มต้นจากเกมที่มีชีวิต มันเต็มไปด้วยปริศนา แรงปรารถนา และการแข่งขันเชิงกีฬา ที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของความจริงแต่เพียงผู้เดียว แต่เมื่อมนุษย์เริ่มให้ค่ากับประสิทธิภาพ และ ผลผลิต เกมนั้นก็กลายเป็นงาน ความคิดถูกบังคับให้มีระเบียบ มีประโยชน์ และสุดท้ายในยุคข้อมูล เกมก็ตายสนิท กลายเป็นการคำนวณที่โปร่งใสจนน่าเบื่อ มนุษย์กลายเป็นแค่ตัวแปรเหมือนที่บลูเทียบหมากับคนนั่นแหละค่ะ ดังนั้นอธิปไตยที่หายไปที่คนเขียนหมายถึง คือสิทธิที่จะเล่นอย่างไม่ต้องมีเหตุผล และนี่คือสิ่งที่ฮันอยากให้เรากลับไปหาค่ะ
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อความจริงกลายเป็นงาน (The Enlightenment & Work)
คำว่า งาน (Work) ในที่นี้ไม่ใช่แค่การทำงานหาเงินนะคะ แต่บลูกำลังหมายถึงกิจกรรมที่ถูกบังคับให้มีเป้าหมาย ส่วน The Enlightenment (ยุคเรืองปัญญา) เป็นยุคที่มนุษย์เชื่อว่าเหตุผลจะนำพาไปสู่อิสรภาพ แต่ฮันกลับเอานิ้วจิ้มหน้าผากเราแล้วบอกว่า มันคือการเปลี่ยนคุกเก่าให้เป็นคุกใหม่ต่างหากล่ะ จากคุกของศาสนามาเป็นคุกของตรรกะที่บังคับให้ทุกอย่างต้องมีเหตุผลรองรับ (จิ๊ปาก)
ฮันคลี่กับดักให้เราเห็นว่าความจริงที่เราเทิดทูนกันนักหนานี่แหละ คือตัวทำลายจิตวิญญาณแห่งการละเล่น คือเขาไม่ได้บอกตรงๆ ว่าความจริงเป็นสิ่งไม่ดี แต่เขาทำให้เราค่อยๆ เห็นว่า การไล่ล่าความจริงมันทำให้เราเสียอะไรบางอย่างไปโดยไม่รู้ตัว เพราะถ้าดูตามนิยามของคนเดี๋ยวนี้จะเห็นว่าความเชื่อจะเป็น ความจริงต้องมีเพียงหนึ่งเดียว หรือความจริงต้องชัดเจน ต้องพิสูจน์ได้
จากนั้นฮันโยงเส้นความคิดยาวเกือบ 2,000 ปี เพื่อบอกว่านี่ไม่ใช่เรื่องของยุคใดยุคหนึ่ง เพราะตั้งแต่ Plato (คนแรกที่แยกความจริงออกจากโลกแห่งประสาทสัมผัส) จนถึง Kant (ทำให้ความจริงต้องผ่านระบบเหตุผลที่ตายตัว) ในโลกของเพลโตและคานท์ การเล่น = ไม่มีเหตุผล = ไม่มีวุฒิภาวะ = ต้องถูกขัดเกลาให้เป็นผู้ใหญ่ การเล่นถูกทำให้กลายเป็นเรื่องไร้สาระ และถูกแทนที่ด้วยงานแห่งการค้นหาความจริง
คานท์พยายามทำให้การเล่นของจินตนาการต้องรับใช้ความเข้าใจเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ (อ่านแล้วงงไหมคะ 555 แปลอังกฤษเป็นไทย และขอแปลไทยเป็นไทยอีกรอบ จินตนาการในทัศนะของคานท์คือพลังที่เชื่อมระหว่างประสาทสัมผัสกับเหตุผล มันสามารถโลดแล่นได้ สร้างภาพได้ สร้างเรื่องราวได้โดยไม่มีข้อจำกัด คานท์มองว่ามันอันตราย เพราะถ้าไม่ควบคุมเขามองว่ามันจะสร้างภาพลวงตา คือแทนที่จินตนาการจะสร้างโลกของตัวเอง มันต้องถูกจำกัดให้อยู่ภายใต้กรอบของเหตุผล ในมุมมองของเขาจินตนาการที่ดีคือจินตนาการที่ผลิตภาพที่ชัดเจนและมีประโยชน์ เพื่อให้ความเข้าใจนั้นนำไปใช้ได้ ดังนั้นความรู้ที่ไม่แน่นอนเลยไม่ใช่ความรู้ ความคิดที่ไม่ได้นำไปสู่ความรู้ก็ไม่ต่างจากขยะทางปัญญา (แรงจัง) คานท์ไม่ได้ฆ่าจินตนาการ แค่เขาใส่ปลอกคอให้มันแล้วบอกว่าแกจะวิ่งไปซ้ายขวาหน้าหลังได้ก็ต่อเมื่อฉันสั่งเท่านั้น)
และตรงนี้เอง เมื่อความคิดกลายเป็นงาน ต้องมีเป้าหมาย ต้องได้ผลลัพธ์ ต้องถูกตรวจสอบ มนุษย์ก็เริ่มสูญเสียความรื่นรมย์ เสียความปีติที่เกิดจากการใช้ปัญญาอย่างอิสระ มนุษย์ในยุคเรืองปัญญาจึงเป็นมนุษย์ที่ (ดูเหมือนจะ) ฉลาดขึ้น แต่มีความสุขในการคิดน้อยลง เหมือนนักกีฬาที่เก่งขึ้น แต่เล่นเพื่อเงิน ไม่ใช่เพื่อความรักในเกมอีกต่อไป
บลูมองว่านี่คือการสร้างโครงสร้างอำนาจแบบอัตวิสัยที่เน้นการผลิตที่มองว่าทุกอย่างในโลกต้องถูกทำให้ชัดเจนและเป็นประโยชน์ มนุษย์ยุคใหม่บอกว่าโลกมันจะมีความหมายก็ต่อเมื่อฉันให้ความหมายมัน (ด้วยเหตุผลของฉัน) + โครงสร้างอำนาจ ส่วนนี้เองก็ใช้กำหนดว่าอะไรคือความรู้ที่ถูกต้อง ซึ่งมันให้อำนาจกับผู้ที่กำหนดว่าอะไรคือประโยชน์ (เช่น นักวิทยาศาสตร์ รัฐบาล ตลาด) และมันยึดอำนาจการเล่นออกจากคนธรรมดา เพราะการเล่นมันไม่เกิดประโยชน์ กับดักของฮันคือเราภูมิใจที่ตัวเองมีเหตุผล แต่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังถูกบังคับให้มีเหตุผลในแบบที่คนอื่นกำหนดค่ะ
ศาสนาใหม่ลัทธิข้อมูล (Dataism) และความจริงที่อนาจาร
ศาสนาเก่า เราบอกเราเชื่อในพระเจ้า แต่ศาสนาใหม่ เราเชื่อในข้อมูล ความเชื่อของ Dataism คือถ้าข้อมูลพูดอย่างนั้น มันต้องถูก โดยไม่ต้องถามว่าข้อมูลนั้นมาจากไหน หรือมันเข้าใจบริบทไหม ความจริงในยุคนี้ไม่ได้ถูกแต่งตัวด้วยเรื่องราว (Myth) หรือปรุงแต่งด้วยแรงปรารถนา (Eros) มันคือความจริงที่เปลือย ไร้บริบท ไร้ประวัติศาสตร์ ไร้อารมณ์เหมือนภาพโป๊ที่ให้เห็นทุกอย่าง ไม่เหลืออะไรให้จินตนาการ
และตรงนี้เองแหละค่ะ คือจุดที่เราอยู่ในปัจจุบัน ฮันเรียกมันว่า Dataism หรือการที่มนุษย์สละอธิปไตยในการคิดให้กับข้อมูล ยอมให้ข้อมูลเป็นผู้ชี้นำ เราไม่ตัดสินใจว่าอะไรน่าสนใจ เราให้อัลกอริทึมบอกเรา เราไม่ตัดสินใจว่าใครควรเป็นคู่ครอง เราให้แอพหาคู่คำนวณให้ เราไม่ตัดสินใจว่าเชื่ออะไร เราให้หน้าฟีดข่าวที่ถูกจัดเรียงให้เราดูเป็นคนบอก ซึ่งฮันไม่ได้บอกว่าเราถูกบังคับ เขาบอกว่าเราสละ (surrender) อย่างเต็มใจ เพราะมันง่ายกว่า และให้ความรู้สึกปลอดภัยกว่า (เหมือนทีบลูเคยบ่นเรื่องกูรูผุดแบบเห็บหมาเลย 5555) แต่นี่แหละคือกับดักในโลก Big Data ข้อมูลไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเล่าเรื่อง แต่มันถูกสร้างมาเพื่อนับ เท่าไหร่ บ่อยแค่ไหน กี่เปอร์เซ็นต์ อัลกอริทึมไม่ได้เข้าใจอะไรเลย มันไม่รู้ว่าความรักคืออะไร แต่มันรู้ว่าคนที่กดไลก์รูปเดียวกันมีแนวโน้มจะถูกชะตากัน อัลกอริทึมไม่รู้ว่าความตายคืออะไร แต่มันรู้ว่าการทำนายความเสี่ยงช่วยให้บริษัทประกันลดต้นทุนได้ มันแค่คำนวณได้เร็วกว่าเรา และคำนวณที่เร็วกว่าไม่ได้หมายถึงการคิดที่ดีกว่า มันหมายถึงการคิดที่ว่องไวแต่ตื้นเขิน (ซึ่งมันกลายเป็นสิ่งที่น่าเบื่อและน่าขยะแขยงในเวลาเดียวกัน เพราะอัลกอริทึมคือคนรับใช้ที่เก่งมาก แต่เรากลับให้มันเป็นเจ้านาย) ในขณะที่ยุคก่อน (Myth / Oral culture) ข้อมูลคือเรื่องเล่า มันมีตัวละคร มีอารมณ์ มีบทเรียน มีความหมาย แต่ในยุค Big Data ข้อมูลคือตัวเลข มันไม่มีความหมายในตัวเอง มีแต่สเปรดชีต
ฮันยังวิพากษ์อย่างรุนแรงว่าความคิดที่ปราศจากอีรอส (Eros) หรือแรงขับของชีวิต แรงที่ทำให้เราอยากรู้ อยากเชื่อมต่อ อยากสร้าง อยากเล่น (ความคิดที่ไร้ Eros คือความคิดที่ เย็นชา ไม่มีความปรารถนา ไม่มีความหลงไหล ไม่มีไฟ) จะกลายเป็นความคิดที่อนาจาร (Pornographic หรือความคิดที่เปิดเผยทุกอย่าง ไม่เหลืออะไรให้ค้นหา เปลือยเปล่า ไร้เสน่ห์ ไร้ความลับ เมื่อทุกอย่างต้องถูกทำให้โปร่งใสเพื่อให้ข้อมูลไหลเวียนได้เร็วขึ้น ความลุ่มลึกของจิตมนุษย์ก็หายไป เพราะความลับและการค้นหาเองก็คือสิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ (กับตัวเอง กับคนอื่น กับโลก) มีชีวิต ความคิดที่มี Eros เปรียบเหมือนจูบแรก มีความตื่นเต้น มีความไม่รู้ มีการค้นพบ ความคิดที่อนาจาร เหมือนการถ่ายรูปจูจู้ เราเห็นทุกอย่าง แต่เราไม่รู้สึกอะไร))
ถ้านึกไม่ออก ลองนึกถึงการใช้ AI ตัดสินใจแทนมนุษย์ในเรื่องศีลธรรม เช่น อัลกอริทึมตัดสินว่าใครควรได้รับการปล่อยตัวก่อนในคดีอาญา (ที่ใช้ในบางรัฐของอเมริกา) หรือ AI ที่ตัดสินว่าใครควรได้รับสินเชื่อโดยไม่มีคำถามว่าชีวิตของคนคนนี้มีอะไรที่ตัวเลขบอกไม่ได้ มันคือการให้เครื่องจักรตัดสินในสิ่งที่ควรเป็นเรื่องของหัวใจ
หรือการมองมนุษย์เป็นเพียง Metadata (เช่น อายุ เพศ ตำแหน่งที่อยู่ ประวัติการคลิก) ดูค่ะ การมองมนุษย์แบบนี้คือการลดมนุษย์ให้เป็นแค่แท็ก ไม่มีชื่อ ไม่มีประวัติ ไม่มีความฝัน น่าจะเคยเห็นตามข่าวกันมาบ้างแล้วใช่ไหม ในการทำสงครามโดรน (Drone warfare) ที่ใช้อากาศยานไร้คนขับโจมตีเป้าหมาย ไม่มีทหารอยู่ในสนามรบ ผู้ควบคุมนั่งอยู่ห่างไกล มองหน้าจอ เหมือนเล่นเกม ในสงครามโบราณ ชะตากรรมเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ คือทหารรู้ว่าเขาอาจตาย และการตายนั้นมีความหมาย แต่ในสงครามโดรน เป้าหมายไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังจะตาย ไม่มีการต่อสู้ ไม่มีการเสี่ยง ไม่มีเกียรติ เกียรติยศเกิดจากการเผชิญหน้ากันอย่างเท่าเทียม กล้าที่จะเสี่ยงเพื่อสิ่งที่เชื่อ ส่วนสงครามโดรนไม่มีเกียรติ มันคือการฆ่าจากที่ปลอดภัยโดยไม่ต้องเห็นหน้าเหยื่อ การตายของมนุษย์อีกฝ่ายถูกลดรูปเป็นการลบข้อมูลทิ้งเหมือนการลบไฟล์งานที่ไม่ต้องการ ไม่มีความเศร้า ไม่มีความหมาย มีแค่การทำความสะอาดระบบ
ในบทนี้จะเห็นว่า แม้ข้อมูลจะช่วยแก้ปัญหาเชิงปริมาณได้จริง บลูไม่ได้ปฏิเสธประโยชน์ของข้อมูล ฮันก็ไม่ได้ปฏิเสธ ข้อมูลเก่งในเรื่องการวัด, การพยากรณ์, การจัดหมวดหมู่, การเพิ่มประสิทธิภาพ เช่น การพยากรณ์อากาศ, การจัดเส้นทางขนส่ง, การวิเคราะห์แนวโน้มตลาดข้อมูลทำได้ดีมาก แต่ฮันชี้ให้เห็นราคาทางอัตถิภาวะที่เราต้องจ่าย นั่นคือการสูญเสียความสามารถในการสร้างความหมาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เราต่างจากเครื่องจักร การมีชีวิตอยู่โดยปราศจากความหมายแต่มีประสิทธิภาพสูงสุด ก็ไม่ต่างจากการเป็นศพเดินได้ในระบบทุนนิยม เรายังหายใจ ยังกิน ยังทำงาน ยังใช้ชีวิตประจำวัน แต่ไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร
ฮันกำลังบอกว่าความเป็นมนุษย์ไม่ได้อยู่ที่การคิดเก่ง แต่อยู่ที่การรู้ว่าอะไรควรค่าแก่การคิด และนี่คือสิ่งที่ข้อมูลไม่เคยมี
บลูมองว่าการอ่านในบทนี้ อย่าอ่านเพื่อให้รู้สึกว่าเราฉลาดกว่าอัลกอริทึม เพราะการอ่านแบบนั้นคือการเล่นเกมของระบบ ถ้าเราอ่านฮันแล้วคิดว่าโอ้ ฉันเข้าใจแล้ว ฉันฉลาดกว่าคนอื่นแล้ว นั่นแปลว่าเราก็ยังอยู่ในกรอบของการแข่งขันทางปัญญา อัลกอริทึมไม่สนใจว่าใครฉลาดกว่า มันแค่ประมวลผล แต่ให้เราอ่านเพื่อหาจุดแตก หารอยร้าวในระบบ จุดที่ข้อมูลไปไม่ถึง ดูว่าในโลกที่ทุกอย่างถูกคำนวณได้เหมือนสมการที่แก้ได้หมด เราจะเหลือพื้นที่ตรงไหนให้ความบ้าบอหรือการละเล่นที่ไร้สาระได้มีที่ยืนบ้าง? เพราะความจริงโลกไม่ใช่สมการ มันมีเศษที่เหลือ ถ้าเราจะหักล้างระบบ Dataism เราต้องเริ่มจากการจงใจ (การเลือกที่จะไม่เป็นข้อมูล) ทำสิ่งที่คำนวณไม่ได้ (เช่น การร้องไห้โดยไม่มีเหตุผล การใช้เวลาทั้งวันไปกับการมองเมฆ การเขียนจดหมายที่ไม่มีใครตอบ การเลือกสิ่งที่แย่ที่สุดในเชิงสถิติ เพราะมันรู้สึกถูกต้อง พวกนี้คือตัวอย่างของสิ่งที่ข้อมูลไม่สามารถจับต้องได้) หรือการกลับไปเป็นปริศนาที่ข้อมูลไม่สามารถถอดรหัสได้ (จำได้ไหมว่าในยุคกรีก ความรู้เริ่มต้นจากการทายปริศนา (Riddle-solving)) การกลับไปเป็นปริศนา คือการทำให้ตัวเองไม่ใช่คำตอบที่ชัดเจน ในตอนนี้เราเห็นๆ กันอยู่ว่าข้อมูลพยายามถอดรหัสเราตลอดเวลา อาจจะด้วยประวัติการค้นหา, ด้วยการกดไลก์, ด้วยตำแหน่งที่ตั้ง ต่างๆ แต่ถ้าเราไม่สอดคล้องกับแบบแผนนั้นล่ะ ถ้าเราทำในสิ่งที่ข้อมูลคาดเดาไม่ได้ เราจะกลายเป็นจุดบอดของระบบเหมือนหมาที่เดาใจไม่ได้ เราก็จะกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ระบบไม่สามารถจัดหมวดหมู่ได้ นั่นคืออธิปไตยที่เหลืออยู่ของมนุษย์ในยุคข้อมูล ไม่ใช่การรู้ทุกอย่าง แต่คือการไม่ยอมให้ใครรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเราค่ะ
โอเคโดนฮันสวดจบแล้ว
ทีนี้ขอก้าวถอยออกมาก่อนสัก 1 ก้าว บลูมองว่างานเขียนของนักเขียนคนนี้จุดเด่นอย่างนึงเลยคือวาทศิลป์อันป้ายยาเก่งเหลือเกิน อ่านแล้วรู้สึกว่าใช่เลยโดยไม่ทันตั้งตัว และมีความโหยหาอดีตอย่างมาก (มากๆ ราวกับว่าเขามองอดีตว่าสวยงามกว่าปัจจุบัน) ซึ่งไม่ได้บอกว่าไม่ดีนะ เขามีเสน่ห์ในการเลือกใช้คำ แต่เสน่ห์คือสิ่งที่ต้องระวัง
ภาษาอันเป็นเอกลักษณ์คือความเกร๋ เท่ มีสไตล์ อ่านแล้วชวนเคลิ้ม นี่คือจุดแข็งของฮัน เขาเขียนให้หัวใจ ไม่ใช่ให้สมองก่อน สิ่งนี้แหละดึงดูดใจคนรุ่นใหม่ที่กำลังล้าจากทุนนิยมดิจิทัล คนที่โตมากับโซเชียลมีเดีย ข้อมูลล้น งานไม่มีที่สิ้นสุด คนที่เบื่อกับการถูกเร่งรีบ ถูกวัดผล ถูกเปรียบเทียบได้อยู่หมัด เขาพูดในสิ่งที่บรรดาคนปัจจุบันรู้สึกแต่พูดไม่ถูก (ก็เข้าใจได้ บลูเข้าใจบริบทของเขาว่าเขากำลังพูดกับใคร และทำไมเขาถึงพูดแบบนั้น เขาเขียนมาเพื่อโฟกัสคนปัจจุบันที่ต้องการคำอธิบายว่าทำไมฉันถึงรู้สึกป่วย อึดอัด ว่างเปล่า รู้สึกว่าชีวิตไม่มีความหมายในโลกที่ดูเหมือนจะสะดวกสบายที่มีแทบทุกอย่าง ฮันไม่ได้เขียนเพื่อนักวิชาการในหอคอยงาช้างเขาเขียนเพื่อ คนธรรมดาที่กำลังทุกข์ เป้าหมายของเขาคือการให้คำอธิบายกับความทุกข์ ไม่ใช่การเขียนประวัติศาสตร์ที่สมบูรณ์) คนที่อ่านจะรู้สึกว่าตัวเองเจอทางออกจากฮัน เพราะเขาบอกว่า ไม่ใช่ความผิดเธอ มันคือระบบ นี่คือการปลอบใจที่ทรงพลังมาก 5555
ซึ่งในเล่มเขาไม่ได้พูดถึงอำนาจที่กดขี่ในพิธีกรรมโบราณ ต้องเข้าใจว่าพิธีกรรมโบราณไม่ใช่พื้นที่เสรีที่ทุกคนเข้าถึงได้ พิธีกรรมหลายอย่างแต่ก่อนมีการกำหนดว่าใครมีสิทธิ์พูด ใครมีสิทธิ์เป็นนักบวช ใครมีสิทธิ์ตีความ เขาพูดถึงความงามของกฎ มันมีระเบียบ มีความหมาย มีการเล่น แต่ไม่ได้พูดว่ากฎในอดีตเหล่านั้นมักถูกสร้างโดยผู้ชนะเพื่อกดหัวผู้แพ้ กฎทุกข้อมี ผู้ได้ประโยชน์และผู้เสียประโยชน์ เพราะในยุคกรีกที่ฮันเชิดชูเรื่อง Agonistic Spirit (การต่อสู้เชิงสัญลักษณ์และการเล่นปริศนา) หรือพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ พื้นที่ตรงนั้นเป็นของชายเสรีชน (Free Male Citizens) เท่านั้น ผู้หญิง (ยกเว้นกลุ่มพิเศษอย่างพวกเฮเทอไร (Hetairai) แต่ก็ยังเป็นชนกลุ่มน้อยและถูกมองว่าไม่เหมาะสม) ทาส พวกเขาทำงานทุกอย่าง แต่ไม่มีชื่อในประวัติศาสตร์ ปรัชญาที่ฮันยกย่องเกิดขึ้นได้เพราะทาสทำงานหนักให้ชายอิสระมีเวลาเล่นกับความคิด และคนต่างเมืองที่ไม่มีส่วนร่วมในพิธีกรรมของเมือง พวกเขาถูกกีดกันออกไปอย่างสิ้นเชิง กฎและพิธีกรรมที่เขาบอกว่าสวยงาม ซึ่งบลูไม่ปฏิเสธว่ามันดูสวยงามจริง แต่มันสวยงามเพื่อใครล่ะ แท้จริงแล้วคือเครื่องมือที่คนชนะใช้สถาปนาสิทธิชอบธรรมในการปกครอง การมองข้ามตรงนี้อาจหมายถึงการทำให้อดีตกลายเป็นอุดมคติที่ผิด
บลูคิดว่าการมองข้ามโครงสร้างอำนาจในอดีต + สถาปนาอดีตให้กลายเป็นยุคทองแล้วเอามาเปรียบเทียบกับปัจจุบัน (ที่พิการ ความเหงา, ความไร้ความหมาย, การถูกข้อมูลกลืนกิน) ทำให้ปัจจุบันดูแย่ลงเพื่อให้คำวิพากษ์ของเขามีน้ำหนัก ถ้าอดีตเป็นสวรรค์ ปัจจุบันคือนรก มันคือวาทศิลป์ที่ทำให้งานของเขามีพลังวิพากษ์ ซึ่งการใชความแตกต่างระหว่างอดีตกับปัจจุบันเป็นอาวุธคือสิ่งที่นักคิดทำมานานแล้ว มันไม่ได้ใหม่ แต่มันก็เสี่ยงต่อการกลายเป็นแค่เสียงบ่น บ่นว่าโลกไม่เป็นอย่างที่ฉันอยากอันอภิสิทธิ์ของชนชั้นนำทางปัญญา คนที่มีเวลาคิด, มีการศึกษาที่กำลังโหยหาความสงบจากระเบียบเดิมโดยไม่สนว่าระเบียบเดิมเคยกดทับใครไว้บ้าง ซึ่งบลูไม่ได้บอกว่าให้เลิกอ่านฮัน ไม่ได้เรียกร้องให้คว่ำบาตร ฮันเป็นคนเลว บลูเข้าใจเจตนาของหนังสือเล่มนี้ บลูเห็นด้วยซ้ำว่ามันมีคุณค่า แต่การเข้าใจเจตนาไม่เท่ากับการเห็นด้วยทุกคำมันคือการให้เกียรติผู้เขียน มันไม่มีหนังสือไหน แม้แต่คัมภีร์ที่สามารถพูดกับทุกคนได้พร้อมกัน หนังสือเล่มเดียวไม่สามารตอบโจทย์คนทุกคนบนโลก พระไตรปิฎกหนึ่งในชุดคำสอนที่ใหญ่โตและละเอียดที่สุดยังทำไม่ได้เลยแก แกจะคาดหวังอะไร คาดหวังให้เขาพูดแทนทุกคน? คาดหวังให้ฮันเป็นผู้กอบกู้โลก? คาดหวังให้เขาไม่มีจุดบอด? ความคาดหวังพวกนี้ดโคตรไม่แฟร์ทั้งกับฮันและกับตัวเราเอง เพราะการคาดหวังให้ใครสักคนสมบูรณ์แบบ คือการปฏิเสธความเป็นมนุษย์ของเขา แม้แต่คำสอนที่ได้รับการยกย่องสูงสุดอย่างพระไตรปิฎกก็ยังมีข้อจำกัด มันพูดถึงทุกข์ได้ แต่มันพูดกับคนทุกยุคทุกสมัยได้หมดไหมละ คำตอบคือไม่ ดังนั้นนะคะ หนังสือที่ใช่สำหรับคนเมืองที่เหนื่อยล้าอาจไม่ใช่สำหรับชาวนาที่กำลังต่อสู้กับภัยแล้ง หนังสือที่ใช่สำหรับผู้ชาย อาจไม่ใช่สำหรับผู้หญิงที่ถูกกดทับมานาน การคาดหวังให้หนังสือเล่มเดียวเป็นคำตอบสำหรับทุกคน คือการทำร้ายหนังสือและทำร้ายตัวเอง บลูแค่กำลังบอกว่าอ่านได้ อ่านต่อไป แต่ด้วยสายตาที่เปิดกว้างขึ้น อย่าเชื่อทุกคำ อย่ายอมจำนนทุกบรรทัดโดยไม่ถามว่าแล้วใครที่หายไปจากเรื่องนี้ ทำให้พวกเขากลับมา อย่างน้อยก็ในใจของเรา อย่าอ่านแบบอัลกอริทึม เพราะอัลกอริทึมมันไม่ถาม มีแต่มนุษย์ที่ถาม

