เพราะไร้ค่า เลยต้องพัฒนาตัวเองเรื่อยๆ?
มนุษย์ยุคทุนนิยมเสรีนิยมไม่ได้ถูกบังคับให้เชื่อฟัง แต่ถูกบังคับให้เพิ่มประสิทธิภาพ
ทำร่างกายให้ productive สิ
ทำอารมณ์ให้ stable สิ
ทำชีวิตให้ meaningful สิ
แม้แต่ความทุกข์ก็ต้อง optimiz สิ…
ไม่แปลกเลยที่ไอ้คำว่า เป็นเวอร์ชันที่ดีที่สุด จะถูกเขียนว่อนไปทั่วโซเชียล ทุกแพลตฟอร์ม ที่ใครๆ สำนักไหนก็พูดกันปากแฉะ
คนพูดดูดี...ส่วนคนฟังก็ฟังจนหูไหม้ แต่ไม่ได้ทำตามสักที…
แล้วทำไมเราถึงอินขนาดนั้นล่ะ?
คำตอบง่ายมากเลย… (แบบที่ถ้าแมวจรแถวบ้านบลู มันรู้ภาษาคน มันก็คงตอบแบบนี้)
เพราะเราเชื่อว่าตัวเองในปัจจุบันนั้นยังไม่พอไง…
แต่นะ …ความเชื่อนั้นไม่ได้เกิดจากตัวเราเองล้วน ๆ …มันถูกผลิต ให้ผลลัพท์มันออกเป็น
พัฒนาเพื่อหนีความว่างเปล่าของชีวิตหลังเกษียณ
พัฒนาเพราะแรงกดดันจากสังคม พ่อแม่ การงาน
พัฒนาเพื่อหาแสง สร้างเรื่องเล่าให้ชีวิตดูมีความหมาย
พัฒนาเพราะ Thanatos ไล่กัดอยู่ข้างหลัง ถ้าหยุดนิ่ง เขาจะรู้สึกถึงความตาย
ทั้งหมดมีเป้าหมายเดียวกันคือความปรารถนาเป็นตัวเองที่ดีกว่าเดิม สิ่งนี้คือหนึ่งในกลไกที่ทรงพลังที่สุดของอำนาจสมัยใหม่ค่ะ มันไม่ใช่แค่เรื่องของความไม่พอใจในตัวเอง แต่มันคือนาฏกรรมของความว่างเปล่าที่ถูกฉาบไว้ด้วยผลกำไร
การเป็นเวอร์ชันที่ดีที่สุด จึงเป็นคำลวงที่ระบบทุนนิยมมอบให้ เพื่อบอกว่าถ้าเราอัปเกรดตัวเอง…เราจะกลายเป็นผู้ที่สมบูรณ์… ทั้งที่ในความเป็นจริง มนุษย์คือสิ่งชีวิตที่แหว่งวิ่นโดยธรรมชาติ
การพัฒนาตนเองเลยเป็นเหมือนการพยายามถมหลุมดำในจิตใจที่ไม่มีวันเต็ม ยิ่งเราตะเกียกตะกายพัฒนา เรายิ่งตระหนักถึงความขาดแคลน และนั่นคือสิ่งที่ขับเคลื่อนฟันเฟืองของเศรษฐกิจ…
ส่วนกรงที่ชื่อว่า Productivity ก็ไม่ได้มีไว้หาความหมายชีวิต เป็นแค่กรงของคนที่บอกว่าอยากเป็นเวอร์ชันที่ดีที่สุดได้กำลังกระเสือกกระสนพยายามทำตัวให้มีมูลค่าในตลาดแรงงาน (พัฒนาทักษะเพื่อให้บริษัทจ้างในราคาแพงขึ้น) และตลาดความสัมพันธ์ (พัฒนาหน้าตา ฐานะ หรือบุคลิกให้คนมาสนใจยอมรับ)
มนุษย์รับไม่ได้หรอกค่ะ กับความจริงที่ว่าตัวเองนั้นไร้ค่าแค่ไหนในระนาบของจักรวาล และต้องดับสูญ (Thanatos)
การมีเป้าหมายที่ดูสวยหรู เป็นคนที่ดีขึ้น มีวินัยมากขึ้น พูดได้หลายภาษามากขึ้น มีมวลกล้ามเนื้อมากขึ้น เรียนสูงขึ้น คือยาชาที่ใช้ฉีดเพื่อดับความเจ็บปวดจากความวิตกกังวลเหล่านั้น ความกังวลที่ว่าชีวิตเราไม่ได้มีความสำคัญ และมันไม่ได้มีสาระอะไรเลยไม่ว่าเราจะพัฒนาตัวเองหรือไม่ โลกก็ยังหมุนต่อไป ดวงอาทิตย์ยังคงขึ้นในวันพรุ่งนี้
มันคือการวิ่งหนีเงา ความเห็นแก่ตัว ความโง่ ความขี้เกียจ ความอ่อนแอของตัวเอง ด้วยการเปิดสปอตไลท์ดวงเบ้อเริ่มที่ชื่อว่า Positive Thinking ให้สว่างจ้าจนมองไม่เห็นเงา ไม่เห็นความจริง
เวอร์ชันที่ดีที่สุด ไม่ได้มีไว้เพื่ออยู่ (Being) แต่มีไว้เพื่อ ปรากฏ (Appearing)
ภาพลักษณ์ของการเป็นคนรักสุขภาพ นักอ่าน หรือผู้ประสบความสำเร็จ กลายเป็น สินค้าที่เราใช้แลกเปลี่ยนในสังคม ทุกวันนี้คนไม่ได้ใช้ชีวิต แต่กำลังจัดแสดงชีวิตเพื่อให้ตัวเองรู้สึกมีความหมายผ่านการถูกมองเห็นและการยอมรับจากภายนอก
เราอาจจะไม่ได้มีความสุขกับการเรียนจริงๆ แต่เรามีความสุขตอนที่โพสต์รูปตอนนั่งอ่านหนังสือหน้า macbook พร้อมชีทสรุปที่บรรจงคัดลายมือมาอย่างดีแล้วมีคนมาชมว่าขยันจัง เก่งมากเลย ขอวิธีเรียนหน่อยค่ะ
คนที่โหยหา Self help พยายามพัฒนาตนเอง หรือสะสมหนังสือฮาวทู คือคนที่พยายามปฏิเสธความจริงที่ทุเรศของชีวิตที่ว่าชีวิตมันมีความทุกข์ มีหุบเหวของความไร้สาระ และเสียงครางของความว่างเปล่าเป็นธรรมดา แต่เรามักใช้ยาเสพติดทางปัญญา (เช่น คำคมคิดบวก new year resolution เป้าหมายปลอมๆ) มาปิดหูปิดตาตัวเอง
เรากำลังโง่แบบวนลูปหรือเปล่า?
สิ่งที่น่าตั้งคำถามคือทำไมเรายังเห็นพฤติกรรมเดิม ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในประวัติศาสตร์มนุษย์ ทั้งที่คนรุ่นเก่าเมื่อหลายร้อยปีก่อนก็เคยเตือนไว้แล้ว มันชวนให้สงสัยจริงๆ ว่าทำไมเราไม่เรียนรู้สักที…
คำตอบ (ที่แมวตอบไม่ได้) คือว่า….
ถ้าเราไม่ใช้คำว่าโง่ในเชิงสติปัญญา เราอาจจะมองผ่านมุมมองทางมานุษยวิทยาหรือจิตวิทยาได้ว่ามันคือเงื่อนไขของความเป็นมนุษย์ก็ได้ค่ะ
มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ถูกออกแบบมาให้แคร์การยอมรับเพื่อความอยู่รอด ในอดีตการถูกขับออกจากเผ่าหมายถึงความตาย สมองเราจึงสั่งให้เราสร้างภาพลักษณ์เพื่อให้กลุ่มยอมรับอยู่เสมอ แม้โลกจะเปลี่ยนไป แต่ซอฟต์แวร์ในสมองเรายังเป็นเวอร์ชันเดิม
การเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่าเราไม่ได้พิเศษ หรือชีวิตไม่มีคำตอบสำเร็จรูปนั้นมันน่ากลัวเกินไป เราจึงโหยหา Self help เพื่อให้รู้สึกว่าเรายังควบคุมอะไรบางอย่างได้
ถึงเราจะสามารถอ่านความผิดพลาดของคนอื่นได้เป็นพันปี (หรือบางคนไม่เคยอ่านเลย) แต่ความรู้สึกของการถูกยอมรับ หรือการได้รับคำชมมันเป็นรางวัลทางเคมีในสมองที่เกิดขึ้นสดใหม่เสมอ
ประวัติศาสตร์สอนให้เรารู้ (Knowledge) แต่ไม่ได้เปลี่ยนสัญชาตญาณ (Nature) ของเราตรงนี้เลยค่ะ
แล้วเราไม่มีความสุขกับตัวเองในปัจจุบันเลยหรอ?
คำตอบคือบางคนไม่ …แต่บางคนก็แค่ถูกทำให้รู้สึกว่าไม่ควรพอใจ
วัฒนธรรมสมัยใหม่ทำงานผ่านการผลิตความไม่พอเพียง โฆษณาไม่ได้ขายของ มันขายช่องว่างในตัวเรา
เราอยากเป็นเวอร์ชันที่ดีที่สุด เพราะเราจินตนาการสายตาของบางสิ่งบางอย่างที่กำลังมองเราอยู่ สังคม.. พ่อแม่… ตลาด…เพื่อน…กลุ่มฝูง… หรือภาพ Ideal Ego ที่เรา internalize เข้าไป
คำถามจริงๆ คือ ถ้าทุกสายตาหายไป ถ้าโลกนี้มีแต่หมู หมา กา ไก่ แมว มด จ้องมองมาที่เรา เรายังอยากพัฒนาตัวเองไหม?
หรือถ้าไม่มีใครเห็นเลย การเป็นตัวเองที่ดีขึ้นยังสำคัญไหม?
….และเธอรู้ไหม มันมีอีกมิติหนึ่งที่ลึกกว่าเกมของอำนาจนะ เพราะไม่ใช่ทุกความต้องการพัฒนาเป็นอาการของความเกลียดตัวเอง แต่บางคนการเอาชนะตัวเอง ไม่ได้เกิดจากแรงผลักดันว่าฉันนั้นมันไร้ค่า แต่มาจากเพราะฉันพลังล้นเกิน 55555
คือมันไม่ใช่ฉันไม่พอใจ แต่คือฉันมากเกินกว่าจะหยุดอยู่ตรงนี้
2 อย่างนี้ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
…แบบแรกคือความละอาย แบบหลังคือพลังชีวิต
และนี่คือจุดที่มันซับซ้อน…
สะท้อนกลับ
การตั้งคำถามว่า…หรือเขาแค่รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า?
มันก็อาจเป็นอีกด้านหนึ่งของเกมเดียวกันนะคะ เพราะบางครั้งการประกาศว่าชีวิตไร้ค่า การมีอยู่ของมนุษย์เธอและฉันนั้นมันไร้สาระ มันก็ให้ความรู้สึกเหนือกว่าของคนตั้งคำถามเหมือนกัน เหมือนเราได้เห็นความจริงที่คนอื่นไม่เห็น…นี่คือเสน่ห์ของ nihilism มันมอบความบริสุทธิ์ทางปัญญา แต่ก็อาจกลายเป็น comfort zone อีกรูปแบบหนึ่ง
ดังนั้นคำถามที่พอจะฟาดกลับได้อาจจะเป็น
..ถ้าการพัฒนาตัวเองเป็นมายาคติของตลาด แล้วการปฏิเสธการพัฒนาตัวเองมันพ้นจากโครงสร้างเดียวกันจริงไหม? หรือมันยังเป็นท่าทีที่นิยามตัวเองผ่านสิ่งที่ต่อต้าน?
บางที ปัญหาไม่ใช่ว่าคนอื่นอยากเป็นเวอร์ชันที่ดีที่สุด แต่คือเรากลัวอะไรถ้าเราพอใจกับตัวเองจริง ๆ ?
และลึกกว่านั้นอีก ถ้าวันหนึ่งเธอรู้สึกพอใจกับตัวเองจริงๆ บางอย่างที่พ่วงมาคือ…เธอจะรู้สึกว่าตัวเองทรยศต่อความซับซ้อนของมนุษย์ไหม? หรือจริง ๆ แล้ว การไม่พอใจตลอดเวลา ก็เป็นอีกอัตลักษณ์หนึ่งที่ให้ความหมายกับชีวิตเธอ?
เพราะถ้าอ่านมาถึงตรงนี้จะเห็นว่ามันไม่ใช่เรื่องทุนนิยมเสรีนิยมอย่างเดียวแล้ว
มนุษย์สามารถพัฒนาตัวเองจากหลายมิติมาก ไม่ว่าเพราะ
เขาแตกสลาย
เพราะเขาถูกผลิต
เพราะพลังเขาล้นเกิน
เพราะเขากลัว
เพราะเขาไม่อยากตาย
เพราะเขาอยากท้าทายพระเจ้า
เพราะเขาเบื่อ
และบางครั้ง เพราะเขาแค่มีชีวิตอยู่
คำถามที่บลูอยากกัดต่อคือ
“ถ้าเราไม่ต้องเป็นเวอร์ชันที่ดีที่สุด เราจะเป็นอะไรแทน?”
“มนุษย์อยู่ไม่ได้ใช่ไหมถ้าไม่รู้สึกว่ากำลังจะกลายเป็นบางสิ่ง?
ไม่ต้องรีบตอบนะคะ บลูจะไปนอนแล้ว

