คำถามนี้น่าสนใจ เพราะตัวเองเป็นคนไม่เชื่อเรื่องการทำนายอนาคต แต่เชื่อเรื่องของการกระทำ + โชคพัดพาไปหน้าหรือถอยหลังมากกว่า (ไม่รู้ว่าควรใช้คำว่าโชคได้ไหม แต่เอาเป็นว่ามันคือปัจจัยใดๆ ที่เราควบคุมไม่ได้นั่นแหละ เช่น คนซื้อหวยไม่สามารถบังคับโชคได้ 100 เปอร์เซนว่าฉันจะถูกหวยหรือไม่) มาต่อ คืองี้ หลายคนคนมักเอาดวงกับการมูมาปนกัน ทั้งที่จริงแล้วมันตั้งอยู่บนสมมติฐานคนละแบบ
มาดูอันแรกขวัญใจคนไทยทั้งปวง
ดวง คือการอธิบาย แนวคิดคือ ชีวิตมีรูปแบบหรือโครงสร้างบางอย่างที่สามารถอ่านได้ เช่น จากเวลาเกิด ดาว วันเดือนปีเกิด ลายมือ ราศี บลาๆๆๆ
สมมติฐานคือ ชีวิตมีแนวโน้มหรือแบบแผนอยู่แล้ว / ผู้ทำนายทำหน้าที่อ่านแบบแผนนั้น / เราจะเชื่อหรือไม่เชื่อ แบบแผนนั้นก็ยังถูกอ้างว่ามีอยู่
เช่นอะไร เช่น โหราศาสตร์ / ไพ่ที่ใช้เพื่อทำนาย / ลายมือ / โหงวเฮ้ง และอื่นๆ อีกมากมาย
กล่าวอีกแบบ ดวงคือการตอบคำถามว่า ตอนนี้ชีวิตเป็นอย่างไร และมีแนวโน้มจะเป็นอย่างไร
ส่วนการมู คือการพยายามแทรกแซง
สมมติฐานคือ นอกจากจะมีโชคชะตาแล้ว มนุษย์ยังสามารถทำบางอย่างเพื่อเปลี่ยนผลลัพธ์ได้ เช่น ขอพร / บนบาน / แก้เคล็ด / บูชาเทพ / พกเครื่องราง / ทำพิธี / สักยันต์ บลาๆ
การมูจึงตอบคำถามว่า จะทำอย่างไรให้ชีวิตเปลี่ยนไปในทางที่ต้องการ
ถ้าให้บลูสรุปสั้น ๆ ก็คือ
ดวง = อ่านแผนที่
มู = พยายามเปลี่ยนเส้นทางบนแผนที่
เห็นไหมคะว่ามันต่างกัน แต่หลายคนมักผสมทั้งสองเข้าด้วยกัน เช่น เมื่อวานไปดูดวงมา แล้วหมอดูบอกว่าปีนี้การเงินไม่ดีให้ไปไหว้เทพองค์นี้ๆๆๆ ตรงนี้ครึ่งแรกคือการอ่านดวง ส่วนครึ่งหลังคือการมู
แต่ก็นะ ลองมาดูตรงนี้หน่อย จะเห็นว่าทั้งสองยังมีคำถามพื้นฐานต่างกันด้วย
ถ้าเชื่อเรื่องดวง เรากำลังถามว่า..โลกมีระเบียบหรือแบบแผนที่เราค้นพบได้หรือไม่
ถ้าเชื่อเรื่องการมู เรากำลังถามว่า..มนุษย์สามารถต่อรองหรือมีอิทธิพลต่อพลังที่กำหนดชีวิตได้หรือไม่
ทั้งสองแนวคิดไม่จำเป็นต้องมาคู่กันเสมอไป ตัวอย่างเช่น คนคนหนึ่งอาจชอบศึกษาโหราศาสตร์เพื่อใช้เป็นกรอบสะท้อนตัวเอง แต่ไม่เคยไหว้ขอพรหรือทำพิธีใด ๆ เลย ในทางกลับกัน บางคนอาจไม่เคยดูดวง แต่ศรัทธาในการขอพรหรือบนบานอย่างมาก
ไม่ว่าจะเป็นดวงหรือการมู ทั้งสองอาจทำหน้าที่เป็นระบบสัญลักษณ์ที่ช่วยให้มนุษย์จัดระเบียบประสบการณ์ชีวิตและสร้างความหมายให้กับสิ่งที่เกิดขึ้น มากกว่าจะเป็นหลักฐานยืนยันว่ามีกลไกเหนือธรรมชาติทำงานจริงหรือไม่ และนะ ดวงหรือการมูจะมีจริงในเชิงอภิปรัชญาหรือไม่ ยังเป็นเรื่องที่ไม่มีข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์หรือปรัชญาที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน หน้าที่ของเราคือดูดวงและมูต่อไป 55555
แล้วคนที่ไม่เชื่อเรื่องดวง ไม่เชื่อการทำนายอนาคต แต่เชื่อเรื่องมูล่ะ
มาละ คำถามนี้ รู้เลยว่าเขียนเพื่อขยี้คลี่ตัวเองออก
กรณีแรก มนุษย์คนนี้ไม่เชื่อว่ามีอนาคตที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า แต่เชื่อว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับบางสิ่งบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ ในกรอบนี้ การดูดวงไม่สมเหตุสมผลเลย เพราะคนนี้จะเชื่อว่าโลกนี้อะ ไม่มีอนาคตที่อ่านได้หรอก แต่การสวด ขอพร หรือทำพิธีมีความหมาย เพราะเราเชื่อว่าบางสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ ไมว่าเราจะเรียกมันว่าโชคช่วย โชคฉุด สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เจ้ากรรมนายเวร หรืออะไรก็ตามสามารถตอบสนองหรือร่วมกระทำกับมนุษย์ได้
กรณีที่สอง มนุษย์คนนี้อาจมองว่าการมูเป็นการเปลี่ยนตัวเอง ไม่ใช่เปลี่ยนจักรวาล เช่น การสักยันต์เพื่อบังคับให้ตัวเองอยู่ในศีล ( เผื่อใครไม่รู้ ลายสักหลายลายสักแล้วทำตัวหัวคยไม่ได้นะ) การไหว้บางสิ่งก่อนเริ่มงานทำให้มีสมาธิ การตั้งเจตนามานิเฟสทำให้กล้าตัดสินใจมากขึ้น เครื่องรางทำให้รู้สึกมั่นคงขึ้นเหมือนมีใครอยู่ข้างๆ เป็นต้น ในกรณีนี้ พิธีกรรมทำหน้าที่เป็นกลไกทางจิตวิทยามากกว่าจะเป็นเวทมนตร์แฟนตาซีที่เปลี่ยนอนาคตได้
กรณีที่สาม การมูทำงานผ่านโลกของสัญลักษณ์ ไม่ใช่การทำนาย ในมุมนี้ เทพ เครื่องราง หรือพิธีกรรมเป็นภาษาที่จิตไร้สำนึกเข้าใจ การทำพิธีจึงเป็นการจัดระเบียบจิตใจ เชื่อมต่อกับคุณค่าหรือความหมายบางอย่าง ไม่ใช่การอ่านอนาคต ซึ่งคล้ายกับกรณีที่สองนั่นแหละ แค่อยากเขียนให้มันครบสามข้อ
ดังนั้น บลูสามารถสรุปให้สำหรับคนที่มูแต่ไม่เชื่อเรื่องการดูดวงได้ว่า
ฉันคนนี้ไม่เชื่อว่าอนาคตถูกเขียนไว้จนมีคนอ่านมันได้ แต่ฉันเชื่อว่าการมีปฏิสัมพันธ์กับสัญลักษณ์หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์สามารถเปลี่ยนฉัน และเมื่อฉันเปลี่ยน การตัดสินใจและชีวิตก็เปลี่ยนตาม
ใครอยากเข้าใจเรื่องนี้เพิ่มเติมลองไปหาอ่านโมเดลนักโต้คลื่น จากหนังสือเล่มไหนแล้วจำไม่ได้เหมือนกัน แต่เอาเป็นว่าหลักๆ คือการที่เราจะมาแยกองค์ประกอบของชีวิตออกเป็นสองด้าน
ตัวนักโต้คลื่น คือ สิ่งที่เราพัฒนาได้ เช่น ทักษะ / ความรู้ / การฝึกฝน / วินัย / การตัดสินใจ / ความกล้าลงมือ เป็นต้น
ทะเลและคลื่น คือ สิ่งที่เราไม่ได้ควบคุมทั้งหมด เช่น จังหวะเวลา / โอกาส / ผู้คนที่ได้พบ / เศรษฐกิจ / เหตุการณ์ไม่คาดคิด / โชค หรือสิ่งที่บางคนเรียกว่าแรงหนุน เป็นต้น
ในกรอบนี้ เราไม่จำเป็นต้องเชื่อว่าอนาคตถูกกำหนดไว้ (ดวง) เลย แต่ก็ยังเชื่อได้ว่า
โลกมีปัจจัยภายนอกที่เอื้อหรือไม่เอื้อต่อการกระทำของเรา
ซึ่งอาจเป็นธรรมชาติ เป็นความบังเอิญ เป็นโชค หรือสำหรับบางคนเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ไปๆ มาๆ จะจบสวยๆ แต่เพิ่งนึกออกว่ายังมีอีกความเป็นไปได้หนึ่งที่น่าสนใจ คือเราอาจไม่เชื่อในดวงเพราะปฏิเสธแนวคิดเรื่อง Determinism (ชีวิตถูกกำหนดไว้แล้ว) แต่ยอมรับว่าความเป็นจริงอาจเปิดกว้างให้เกิดการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งที่มนุษย์ยังอธิบายไม่ได้ นั่นคือ เราปฏิเสธการทำนาย แต่ไม่ปฏิเสธสิ่งใดๆ ที่อธบายไม่ได้ เช่น สิ่งที่คนบอกว่าศักดิ์สิทธิ์ / เทพ / ผี / ขวัญ / วิญญาณ บลาๆ
ทั้งนี้ สองเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องผูกกันในเชิงตรรกะเสมอไป การไม่เชื่อว่ามีคนอ่านอนาคตได้ ไม่ได้บังคับให้ต้องไม่เชื่อเรื่องเทพหรือพิธีกรรม และในทางกลับกันการเชื่อเรื่องเทพก็ไม่ได้ทำให้ต้องเชื่อว่าหมอดูอ่านอนาคตได้ถูกต้องงับ


