อ่านหนังสือแบบทำลายตัวเอง
โมเดลนี้คือการยอมให้ตัวเองถูกล้างสมอง เพื่อที่จะตื่นรู้ (ไม่ชอบคำนี้เลยฟังดูเหมือนคำโฆษณาขายคอร์สสัมมนาหรือภาษาสายมูเกินไป 555 แต่ตื่นรู้ของบลูหมายถึงไม่ใช่การเป็นผู้ตื่นรู้ที่อยู่เหนือคนอื่น แต่คือการเป็นคนที่ถูกหลอกได้ยากขึ้นโดยเฉพาะจากตัวเอง)ในระดับที่ลึกกว่าเดิม
โอเคค่ะ กลับมาที่โมเดล โมเดลนี้ตั้งอยู่บนหลักว่า Immersion มาก่อน Deconstruction และการทำลายอัตตาเกิดหลัง คือเราจะไม่สร้างกำแพงก่อนอ่าน เราจะไม่ตั้ง checklist คุมความคิดตั้งแต่หน้าแรก แต่เราจะลงไปให้สุดก่อน แล้วค่อยทำลายสิ่งที่เกิดขึ้นทีหลัง
บลูเรียกมันว่า
Immersion >Contamination > Rupture >Integration
ไม่ต้องท่องสิ่งนี้ ไม่ต้องเชื่อทันที พรุ่งนี้บลูอาจจะเพิ่มอะไรมา หรือตัดอะไรออกก็ได้ เรามาดูเนื้อในของมันดีกว่าค่ะ
ระยะที่ 1 การจมดิ่ง (Immersion) — ยอมให้ถูกครอบงำอย่างเต็มที่
ในระยะแรก หัวใจสำคัญ (มากๆๆๆ) คือการปิดปากตัวเองให้สนิท 555 และปล่อยจอยซะ เพราะคนเรามักจะอ่านหนังสือพร้อมกับตั้งกำแพงไว้ก่อนแล้ว ยิ่งตอนเจอรีวิวเชิงลบก่อนอ่านกำแพงเรายิ่งสูง
อันนี้ไม่เห็นด้วย
อันนี้ biased ว่ะ
อันนี้มันล้าสมัยแล้วนะ
ในระยะนี้ บลูอยากให้เราลองพยายามทิ้งกำแพงนั้นไปก่อน เพราะเราไม่ได้อ่านเพื่อจับผิดโจมตี แต่เพื่อให้ขอบฟ้าของเรากับผู้เขียนหลอมกัน เพราะถ้าเริ่มด้วยความระแวงระวังบางทีเราอาจไม่ได้ปล่อยให้ข้อความทำงานกับเราเลย เราอาจพลาด subtle layer ที่ผู้เขียนพยายามทำงานกับเราก็ได้
เราต้องอ่านให้จบโดยไม่หนี ถ้าเราเจอข้อความที่ขัดใจ อย่าเขวี้ยงหนังสือทิ้ง นี่ไม่ใช่การมาดีเบตกับผู้เขียน แต่เรากำลังมาสวมชีวิตเขา จงเชื่อเขาให้สุดใจทั้งที่ข้างในต้าน ลองยอมให้กรอบความคิดหนึ่งเข้ามาครอบชั่วคราว (The Surrender)… โดยที่เรารู้ว่ามันไม่ใช่ตัวเรา (The Witness) … แต่ยอมให้มันใช้ (The Instrument)
ในระยะนี้ขณะที่อ่าน ถ้าอยากจะถามอะไร ให้ถามตัวเองด้วยคำถามเดียวว่า
…ถ้าฉันเชื่อในสิ่งที่เขาพูดจริงๆ โลกที่ฉันมองเห็นจะเป็นแบบไหน?
อย่าตอบในฐานะมุมมองของเขา แต่ตอบในฐานะความจริงแบบหนึ่งที่เป็นไปได้
และที่สำคัญที่สุดคือ ยอมรับอารมณ์
ถ้าผู้เขียนอยากให้เรารู้สึกโกรธ ก็จงโกรธ อยากให้สิ้นหวัง ก็จงสิ้นหวัง อย่าควบคุม อย่าให้อีโก้นำ นี่คือการตั้งใจให้ตัวเองติดเชื้อทางความคิดและอารมณ์ เพื่อดูว่ามันจะพาเราไปไกลแค่ไหน
การปล่อยจอย ต้องกล้าปล่อยให้ตัวเองถูกเปลี่ยน….นั่นก็จริงค่ะ แต่ก็ต้องกล้ากลับมาทำลายการเปลี่ยนนั้นด้วย…ไม่งั้นมันจะกลายเป็นการไหลไปกับ narrative โดยคิดว่ามันคือเสรีภาพ
บลูเข้าใจค่ะว่า เวลาบลูพูดว่าล้างทุกอย่างในหัวก่อนอ่าน มนุษย์ทำแบบนั้นได้จริงยากมาก แม้แต่การตัดสินใจจะเปิดใจก็เป็นท่าทีเชิงปรัชญาแบบหนึ่งแล้ว สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์ไม่มีสภาวะ zero จริง ๆ การที่บอกว่าล้างหัวก่อนอ่านก็ยังตั้งอยู่บนสมมติฐานบางอย่างเกี่ยวกับความจริง ความเข้าใจ และการเรียนรู้
มนุษย์ที่มีโครงสร้างแข็งแรงมาก อาจอ่านทุกอย่างแบบ immersion ได้ (เพราะลึก ๆ เขารู้ว่าตัวเองจะไม่สั่นจริง) ฟังดูดีนะคะ… แต่ตรงนี้ต่างหากที่อันตราย เพราะแรงเสียดทานไม่ใช่ศัตรู มันคือเครื่องมือวัดว่ามีอะไรในตัวเราถูกกระทบจริง ๆ ค่ะ
กลับกัน ถ้าอ่านแล้วลื่นเกินไป ลื่นไปหมด อาจหมายถึงว่า เรากำลังแปลมันให้เข้ากับโครงสร้างเดิมโดยอัตโนมัติ
ระยะที่ 2 การติดเชื้อ (Contamination) — สังเกตร่องรอยที่ถูกทิ้งไว้
เมื่อเราปิดหนังสือลง ห้ามรีบวิเคราะห์ด้วยตรรกะทันที เพราะในตอนนี้ เรายังอยู่ในภาวะติดเชื้อให้เราค่อยๆ สำรวจร่างกายและจิตใจ (สังเกตผลกระทบก่อน) ของเราเองก่อน
สังเกตความเปลี่ยนแปลงในตัวตนของเราค่ะ…หลังจากอ่านจบ รู้สึกไหมว่าน้ำเสียงในหัวเราเปลี่ยนไป? เราเริ่มมองการเมือง เศรษฐกิจ หรือความสัมพันธ์รอบข้างด้วยสายตาแบบเดียวกับหนังสือเล่มนี้หรือเปล่า? เราเริ่มใช้คำพูดหรือวิธีคิดแบบผู้เขียนโดยไม่รู้ตัวไหม?
สังเกตอารมณ์ที่ตกค้าง …ในบรรดาอารมณ์ทั้งหมดที่หนังสือเล่มนี้กระตุ้น อะไรคืออารมณ์ที่ค้างอยู่ในตัวเรามากที่สุด? เป็นความโกรธ? ความรู้สึกเหนือกว่าคนอื่น? ความสิ้นหวัง? หรือความรู้สึกยิ่งใหญ่? อารมณ์ที่ค้างอยู่นี้คือจุดที่หนังสือทำงานสำเร็จ มันคือพิษที่มันฉีดเข้าไปในตัวเรา
สังเกตปมที่เราเสพสุข..มีช่วงไหนของหนังสือที่เราอ่านแล้วรู้สึกเสพสุดๆ ไหม? ไม่ใช่แค่เข้าใจ แต่เหมือนกับได้เสพยา ได้ดื่มด่ำกับความงามของตรรกะ หรือความสุขของการได้เกลียด นี่คือจุดเชื่อมต่อกับเงาในจิตใจเรา มันคือปมที่หนังสือใช้ครอบงำเราได้สำเร็จ
ระยะที่ 3 การแตกหัก (Rupture) — ผ่าตัดและทำลายความหลง
นี่คือช่วงที่โหดที่สุด เพราะเราจะต้องทรยศต่อความหลงใหลที่เพิ่งเกิดขึ้นในระยะแรกค่ะ 5555
ลองสมมติว่าสิ่งที่เราเพิ่งอินไปเมื่อกี้ ถ้ามันผิดทั้งหมด มันจะผิดได้ยังไง? ช่องโหว่ของมันคือตรงไหน? มันมีส่วนบกพร่องหรือเปล่า? มันมีอคติทางประวัติศาสตร์หรือมุมมองที่แคบเกินไปหรือไม่? มันมองข้ามอะไรบางอย่างที่สำคัญไปหรือเปล่า?
สำรวจตัวเองในฐานะเหยื่อ ถ้าแนวคิดนี้เป็นแค่เครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อ หรือกลไกชักจูงจิตใจ เราโดนมันตรงจุดไหน? มันไปขยายความมืด ความแค้น หรือปมด้อยในตัวเราเพื่อให้เราคล้อยตามหรือเปล่า?
ย้อนศรทฤษฎีใส่ผู้เขียน ลองเอาทฤษฎีหรือวิธีการวิพากษ์ของหนังสือเล่มนี้ มาย้อนวิเคราะห์ตัวผู้เขียนและตัวหนังสือเอง เช่น ถ้าหนังสือเป็นเรื่องการวิพากษ์อำนาจ แล้วตัวผู้เขียนเองใช้อำนาจทางภาษาแบบไหนกับเราในฐานะผู้อ่าน? ถ้าหนังสือพูดถึงการหลุดพ้นจากภาพลวงตา ตัวหนังสือเล่มนี้กำลังสร้างภาพลวงตาแบบใหม่ให้เราเสพติดหรือเปล่า?
นี่คือจุดที่เราหักหลังความหลงใหลที่เกิดขึ้นในระยะแรก มันคือการผ่าตัดเพื่อเอาพิษออก
ระยะที่ 4 การบูรณาการ (Integration) — อยู่กับซากปรักหักพังโดยไม่สร้างปราสาทใหม่
หลังจากการทำลายในระยะที่สาม อย่ารีบเร่งสร้างตัวตนใหม่ที่มั่นคงขึ้นมาทันที อย่าคิดว่าเราผ่านมันมาแล้ว เราในตอนนี้แข็งแกร่งกว่าเดิม เพราะนั่นก็เป็นแค่การสร้างอัตตาอีกชั้นหนึ่งเท่านั้น
เป้าหมายของระยะนี้คือการลดความมั่นคงของอัตตาทั้งหมดลง เราอาจจะเก็บบางส่วนจากหนังสือไว้ บางชิ้นส่วนของความเข้าใจ บางความรู้สึก แต่เราไม่ได้ยกให้มันเป็นศูนย์กลางของตัวตน เราไม่ได้ยึดมั่นว่าตอนนี้เราเข้าใจโลกแล้ว เราแค่ปล่อยให้ชิ้นส่วนเหล่านั้นล่องลอยอยู่ในตัวเรา โดยไม่ต้องสร้างกรอบใหม่มาครอบมัน
การทำลายตัวเองจริงๆ ไม่ใช่การทำลายเพื่อสร้าง persona ที่ลึกกว่า แต่คือการลดความมั่นคงของ persona ทั้งหมดลง
สุดท้ายแล้ว โมเดลนี้จะทำงานได้จริงหรือแค่เป็นแนวคิดที่ดูดี มันขึ้นอยู่กับคำถามนี้ค่ะ..
…ถ้าวันหนึ่งเรา immersion เข้าไปในงานเขียนที่ทำลายเสน่ห์ของความเชื่อที่เรามีทั้งหมด และเราพบว่าความเชื่อที่เราเคารพ ที่จริงก็คือกลไกป้องกันความเปราะบางอย่างนึงเท่านั้น เราจะ rupture (ปล่อยมันไป) มันไหม หรือเราจะหยุดที่ contamination (รับรู้แต่ว่าใช่ แต่ยังไม่ทิ้งมัน) เพราะเรารักมันมากเกินไป?
ตัวอย่างนะคะ สมมติว่าบลูเป็นคนที่ภูมิใจมากกับการมองทะลุโลกปรุโปร่งกว่าคนทั่วไป ชอบอ่านงานเขียนที่ทำลายมนุษย์ศูนย์กลางนิยม (Anthropocentrism) ชอบเนื้อหาแนวเสียดสีสังคมที่ดูถูกความโง่เขลาของมนุษย์ทุกรูปแบบ บลูรู้สึกเหนือกว่าเวลาอ่านงานแบบนี้
แล้ววันหนึ่งบลูเจองานเขียนที่กำลังวิเคราะห์กลไกของคนที่ชอบเหยียดหยาม ชอบการดูถูกความโง่เขลาของมนุษย์ มันชี้ให้เห็นว่า
การที่คุณต้องเหยียดหยามคนอื่นตลอดเวลา จริงๆ แล้วคุณกำลังพยายามปกปิดความกลัวว่าจะไม่สำคัญ ความกลัวว่าจะเป็นคนธรรมดา การดูถูกคนอื่นคือยาเสพติดที่ทำให้คุณไม่ต้องเผชิญหน้ากับความว่างเปล่าในตัวเอง
จังหวะนี้ บลูอ่านแล้วรู้สึกไม่สบายใจ (เพราะมันพูดถึงบลู) มันได้พิสูจน์ให้เห็นว่าสิ่งที่บลูเคยเคารพ ที่เคยเชื่ออย่างสุดใจจริงๆ แล้วเป็นแค่กลไกป้องกันความเปราะบางของตัวเอง แล้วบลูรู้สึกว่ามันกำลังจะทำลายเสน่ห์ของสิ่งที่บลูรักไป
คำถามคือ next step
บลู/เราจะกล้าที่จะ rupture มัน (ยอมให้มันทำลายความเชื่อเดิม) ไหม? …โอเค ความเหยียดหยามของฉันไม่ใช่ความฉลาดนะ มันคือปม… แล้วเราต้องอยู่กับความรู้สึกนั้น โดยไม่มีความรู้สึกเหนือกว่าอันนั้นไว้ยึดเหนี่ยวอีกต่อไป
หรือจะหยุดอยู่แค่ contamination เพราะเรารักและเสพติดความรู้สึกเหนือกว่าคนอื่นที่เรามีอยู่มากเกินไป? เลือกที่จะ ไม่คิดต่อ เพราะถ้าคิดต่อ มันจะทำลายความรู้สึกเหนือกว่าของการเป็นคนเหยียดหยามโลกแบบที่เรารัก แล้วกลับไปอ่านงานแนวเดิมที่ทำให้เรารู้สึกเหนือกว่าต่อ..
ที่บลูกำลังจะสื่อคือ โมเดลนี้จะไม่ทำงานหรอกค่ะ และโคตรจะไร้ประโยชน์เลย ถ้าเราไม่พร้อมจะเสียบางสิ่งบางอย่างที่เรารักไปจริงๆ..
…
มีจุดนึงที่บลูตกตะกอนได้เพิ่มระหว่างนั่งเตรียมดินปลูกต้นไม้ …
กับดักซ้อนกับดัก..
การที่มีงานเขียนมาบอกว่า…การเหยียดหยามคนอื่น คือกลไกป้องกันความกลัวว่าตัวเองจะไม่สำคัญ
คำถามคือ…มันจริงไหม?
หรือมันคือ reduction แบบจิตวิทยาที่ชอบทำให้ทุกอย่างกลายเป็น trauma response? อีกหนึ่งกลไกการใช้อำนาจของนักจิตวิทยาที่ชอบยัดมนุษย์ลงหมวดหมู่?
โว้ย….555555555
เพราะในขณะที่งานเขียนเล่มนึงกำลังวิจารณ์ว่าการเหยียดหยามคือกลไกป้องกันตัว ตัวงานนี้เขียนเองก็กำลังทำหน้าที่ผู้พิพากษาทางจริยธรรมไปพร้อมกัน
การที่ใครสักคนมาบอกว่าสิ่งที่เราทำอยู่ นี้ๆๆๆๆ จริงๆ แล้ว…คือปมนะ.. มันคือการวางตัวให้อยู่เหนือกว่าในอีกรูปแบบหนึ่ง (คือเหนือกว่าด้วยการถือครองความจริงเกี่ยวกับจิตใจคนอื่น)
พอเขาจัดหมวดหมู่เราว่า…อ๋อ เนี่ยนะ…พวกชอบเหยียด คือพวกกลัวความว่างเปล่า… ที่จริงคุณไม่ได้ฉลาดหรอก คุณแค่กลัว…คำพูดพวกนี้เองก็กำลังดึงพฤติกรรมซับซ้อนให้เหลือคำอธิบายทางจิตวิทยา จากนั้นเขาก็สร้างป้ายแปะ (Label) ให้เราซะดื้อๆ เพื่อให้เราเชื่องต่อคำอธิบายของเขา (ก็คือเขากำลังสร้างกรงขังใหม่ให้เรานั่นเองค่ะ)
แล้วเราจะไปต่อยังไง Next Step?
ดังนั้นก่อนจะ rupture ตัวเอง เราต้อง rupture ประโยคนั้นก่อนอีกทีด้วย
ถามมันกลับ
ใครได้ประโยชน์จากการอธิบายแบบนี้?
มันกำลัง pathologize (ทำให้บางอย่างกลายเป็นอาการหรือความผิดปกติ) การวิพากษ์ไหม?
คำถามอื่นๆ ที่ (บลู) คิดไม่ออก ณ ตอนนี้ 5555
นี่คือจุดที่โมเดลจะไม่ไร้ประโยชน์เลยค่ะ ถ้าเราใช้มันสองทิศทาง คือจะไม่ใช่แค่ผ่าตัวเองแล้ว แต่ผ่าคนที่มาผ่าเราอีกทีด้วย เพราะโลกจริงมันไม่ค่อยให้ rupture แบบสะอาดหรอกค่ะ ลองดูส่วนผสมอย่างงี้นะคะ
30% ปม
40% สัญชาตญาณวิพากษ์จริง
20% ความเพลิดเพลินทางอัตตา
10% ความเจ็บปวดที่ไม่ยอมรับ
การทำลายตัวเองจึงไม่ใช่การลบทั้งหมด หรือยอมรับคำอธิบายทุกอย่าง แต่คือการยอมแยกแยะ
คำถามจริงๆ ณ ตอนนี้แทนที่จะเป็น….ฉันจะปล่อยเจ้าความรู้สึกเหนือกว่านี่ทิ้งดีไหม
แต่คือ…ฉันกล้ายอมรับไหมว่าความรู้สึกเหนือกว่าที่ฉันรักนี้มันไม่บริสุทธิ์
เพราะถ้ามันไม่บริสุทธิ์ มันจะไม่มีเสน่ห์แบบเดิม แต่มันอาจกลายเป็นเครื่องมือที่ระวังตัวเองมากขึ้นค่ะ
สรุปนะคะ โมเดลนี้มันทำงานได้…กับคนที่พร้อมอยู่กับความไม่แน่ใจถาวร ไม่ใช่คนที่อยาก rupture เพื่อไปยืนที่จุดใหม่ แต่คือคนที่ยอมรับว่าทุกจุดยืนรวมถึงจุดยืนเรื่อง “ฉันพร้อมจะเสียบางอย่างที่เคยเชื่อ” …ก็ต้องถูกผ่าได้เหมือนกัน
เพราะบางที rupture จริงๆ ไม่ใช่การทิ้งของรัก แต่คือการทิ้งความต้องการให้มันบริสุทธิ์ต่างหากค่ะ :)


