ทำไมผู้หญิงถึงถูกแบ่งเป็นเมียกับกะหรี่ คนนี้เมีย คนนี้กะหรี่ ทั้งที่ผู้ชายไม่ค่อยถูกแบ่งแบบนี้? …เอาจริงนะ แค่ชื่อหนังสือเองก็ชวนคิดแล้วไหม Goddesses, Whores, Wives, and Slaves จะสังเกตว่าหมวดหมู่ของผู้หญิงมันไม่ได้ถูกสร้างโดยใครอื่น แต่ถูกสร้างจากความสัมพันธ์กับผู้ชาย (ชายเจ้าของ/ผู้เสพ/ผู้บูชา) หมดเลย
[ SACRED / BEYOND HUMAN ]
ศักดิ์สิทธิ์ / เหนือมนุษย์ / ไร้เรือนร่างจริง
│
GODDESSES
ยกระดับจนแตะต้องไม่ได้ / ตัดเรื่องเพศ
│
│
[ INSIDE INSTITUTION ] ───────┼─────── [ OUTSIDE INSTITUTION ]
สถาบันครอบครัว/ระเบียบ │ นอกระบบศีลธรรมหลัก
│
WIVES │ WHORES
ถูกควบคุมเพศเพื่อสืบสกุล │ ใช้ระบายความใคร่แต่ไร้สิทธิ
│
│
SLAVES
ถูกครอบครอง/ลดทอนเป็นวัตถุ
│
[ PROFANE / OBJECTIFIED ]
ต่ำศักดิ์ / วัตถุทางเพศและแรงงานถ้ามองผ่านทฤษฎีสัญศาสตร์และมานุษยวิทยา (เช่น งานของ Claude Lévi Strauss หรือ Gayle Rubin) จะเห็นสอดคล้องกับเล่มนี้เลยว่าสังคมโบราณมองผู้หญิงเป็นเพียงสินค้าที่หมุนเวียนระหว่างผู้ชายด้วยกัน
เมีย พันธมิตรทางการเมืองและทรัพย์สินระหว่างพ่อกับสามี คำนี้คือหมวดของการควบคุมความใคร่ของผู้ชายให้อยู่ในระบบสถาบัน ร่างกายของเมียไม่ได้มีไว้เพื่อตอบสนองความปรารถนาของตัวเองเท่านั้น แต่มีไว้เพื่อรับประกันความถูกต้องของสายเลือดตามกฎหมายของผู้ชายด้วย (Paternal Legitimacy)
โสเภณี = พื้นที่ปลดปล่อยความเงี่ยนที่ทะลักออกจากระบบครอบครัว สังคมชายเป็นใหญ่รู้ว่าตัวเองยับยั้งชั่งใจไม่ได้ จึงสร้างหมวดหมู่นี้ขึ้นมารองรับ เพื่อไม่ให้โครงสร้างครอบครัว (เมีย) สั่นคลอน แต่ในขณะเดียวกันก็ลงโทษโสเภณีด้วยการถอดสิทธิทางสังคมและตราหน้าว่ามลทิน
ทาส = ผู้หญิงที่ถูกลดทอนเป็นวัตถุ ร่างกายและแรงงานถูกครอบครองสมบูรณ์ ไร้สิทธิ ไร้เสียง ไม่ต้องจ่ายแม้กระทั่งคุณค่าทางสังคมหรือคำนิยามความเป็นมนุษย์ให้ และไม่มีแม้แต่ชื่อในหน้าประวัติศาสตร์
เทพี = ฟังดูเหมือนได้รับเกียรติสูงสุด แต่แท้จริงแล้วคือการผลักให้อยู่เหนือมนุษย์จนแตะต้องไม่ได้ เพื่อจะได้ไม่ต้องปฏิบัติต่อเธอในฐานะผู้หญิงที่มีตัวตน มีความปรารถนา หรือมีเลือดเนื้อจริงๆ จนกลายเป็นสัญลักษณ์บริสุทธิ์ที่ผู้ชายใช้บูชา เช่น เทพีอย่าง Athena ต้องเป็นพรหมจารีหรือสวมเกราะแบบผู้ชาย เพื่อตัดเรื่องเพศออกไปถึงจะได้รับความเคารพจากสังคมชาย
จะเห็นว่าไม่มีหมวดหมู่ไหนเลยที่อนุญาตให้ผู้หญิงเป็นผู้กระทำที่นิยามของตัวเองขึ้นมาได้ ตัวตนของพวกเธอทั้งหมดจึงถูกสร้างขึ้นจากสายตาของผู้ชาย และความหวาดกลัวความปรารถนาของผู้ชายทั้งสิ้น
คั่นนิดนึง คือคนเขียน ซาร่าเธอไม่ได้บอกว่าผู้หญิงคือ 4 สิ่งนี้จริงๆ หรือผู้หญิงเป็นได้แค่ 4 อย่างนี้ แต่เธอกำลังบอกว่านี่คือกรอบแว่นตาที่ผู้ชายในยุคคลาสสิกใช้มองและขีดฆ่าตัวตนของผู้หญิงค่ะ
จากในเล่ม (ยังอ่านไม่หมด) แต่บลูลองรวบยอดลิสคำถามแล้วโยนให้แชทช่วยจัดหมวดหมู่ มันจะได้ประมาณ 6-8 หมวดหลัก แบบนี้
สิทธิการนิยามความรู้และวิทยาการ (ภูมิปัญญา vs วิทยาศาสตร์ / แม่มด vs ผู้รักษา)
เศรษฐศาสตร์การสืบพันธุ์และแรงงานที่ไร้ราคา (แรงงานบ้าน / มดลูก / สายเลือดและมรดก)
การจัดระเบียบทางสังคมและสถาบันรัฐ (การยึดครองเรือนร่าง / สปาร์ตา / รัฐทหารนิยม)
หมวดหมู่ทางเพศและพรหมจรรย์ (เมีย โสเภณี ทาส / ทรัพย์สินของครอบครัว)
มายาคติ ศาสนา และเทววิทยา (Pandora, Eve vs เทพีขึ้นหิ้ง)
ประวัติศาสตร์วิทยาและการรื้อถอนเสียงของผู้ชนะ (ใครเขียนประวัติศาสตร์ / เสียงของทาสหญิง)
ทีนี้มาดูประเด็นที่น่าสนใจในเล่มกัน (นี่เอาไปเขียนต่อยาวๆ ได้ทั้งปีเลยนะเนี่ย)
สังคมโบราณจงใจสร้างความแตกแยกในหมู่ผู้หญิง เพื่อให้ควบคุมผู้หญิงได้ง่ายขึ้นใช่ไหม?
ทำไม เพราะอะไรความรู้ของผู้หญิงถึงถูกเรียกว่าแค่ภูมิปัญญาชาวบ้านแต่ความรู้ของผู้ชายกลับถูกเรียกว่าวิชาการ ปรัชญาหรือวิทยาศาสตร์?
ในยุคนั้นความรักของผู้หญิงถูกมองว่าเป็นเรื่องของหัวใจ หรือเป็นแค่เรื่องการแต่งงานเพื่อผลประโยชน์ของครอบครัว?
มีพื้นที่ไหนในยุคนั้นไหมที่ผู้หญิงสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ โดยไม่ต้องถูกเรียกในฐานะลูกของใคร เมียของใคร หรือแม่ของใคร?
ในตอนนั้น ผู้หญิงได้รับอนุญาตให้มีความรู้สึก หรือมีความปรารถนาของตัวเองได้ไหม?
ใครเป็นคนกำหนดว่า ความรู้แบบไหนคือวิทยาศาสตร์ และความรู้แบบไหนคือเรื่องงมงาย/ไสยศาสตร์?
การเผาแม่มดทั้งเป็นในอดีต คือการทำลายผู้หญิงเป็นรายคน หรือคือการตั้งใจล้างอำนาจและระบบความรู้ดั้งเดิมของผู้หญิง?
ทำไมงานบ้านและการเลี้ยงลูกจึงถูกมองว่าเป็นหน้าที่ตามธรรมชาติของผู้หญิง ทั้งที่เป็นงานที่ต้องใช้แรงงานเหมือนงานอื่น?
ทำไมเรื่องธรรมชาติในร่างกายผู้หญิง อย่างประจำเดือนถึงถูกทำให้กลายเป็นเรื่องน่ากลัว เป็นของมลทิน หรือเป็นสิ่งที่ต้องซ่อนในหลายวัฒนธรรม?
สิทธิและอิสรภาพของหญิงชาวสปาร์ตา ถือเป็นสิทธิที่พวกเธอมีจริงๆ หรือเป็นแค่ผลพลอยได้ที่รัฐทหารมอบให้เพื่อประโยชน์ของรัฐ?
ทำไมรัฐในตอนนั้นถึงพยายามเข้ามาใช้อำนาจควบคุมการตั้งครรภ์และการสืบพันธุ์ ของผู้หญิงมากกว่าเรื่องอื่น และสิ่งนี้คือจุดกำเนิดของการสร้างรัฐ?
ร่างกายของผู้หญิงเริ่มถูกมองว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคลตั้งแต่เมื่อไร หรือเดิมทีมันเคยถูกมองว่าเป็นทรัพย์สินของครอบครัวและรัฐมาโดยตลอด?
ทำไมในสังคมโบราณ ผู้หญิงที่มีสติปัญญาและความรู้ความสามารถ ถึงมักถูกยอมรับแค่ตอนที่พวกเธออยู่นอกกรอบศีลธรรม (เช่น คณิกาชั้นสูง)?
การแปะป้ายผู้หญิงเป็นหมวดหมู่ต่างๆ (เช่น เมีย, โสเภณี, แม่มด, เทพี) สะท้อนว่าสังคมโบราณประเมินคุณค่าของผู้หญิงจากเรื่องเพศและการครอบครองของผู้ชายใช่ไหม?
จากป้ายที่คนโบราณแปะไว้ ประวัติศาสตร์เคยเหลือพื้นที่ให้ผู้หญิงได้ยืนในฐานะมนุษย์คนนึงโดยไม่มีสถานะเหล่านี้ติดตัวบ้างไหม?
ถ้าเราเลิกใช้คำว่า เมีย, โสเภณี หรือแม่มด เราจะเหลือคำไหนอีกบ้างที่ใช้พูดถึงผู้หญิง?
ทำไมเรื่องเล่าโบราณมักสอนให้เราจำภาพผู้หญิงที่นำความพินาศมาให้ (เช่น แพนโดรา อีฟ) มากกว่าเรื่องเล่าของเทพีผู้สร้างโลกหรือผู้ปกป้อง?
เมื่อผู้หญิงคนเดียวกันถูกเปลี่ยนภาพจำจากหมอพื้นบ้านให้กลายเป็นแม่มด คำถามคือใครกันแน่ที่เป็นคนเปลี่ยนคำเรียกพวกนี้?
การบังคับเรื่องความบริสุทธิ์/พรหมจรรย์ของผู้หญิง จริงๆ แล้วทำไปเพื่อศีลธรรม หรือทำเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการตกทอดมรดก?
ทำไมเสียงและชีวิตของทาสหญิงถึงหายไปจากประวัติศาสตร์เกือบทั้งหมด และการหายไปนี้กระทบต่อการศึกษาเรื่องผู้หญิงยังไง?
การยกย่องผู้หญิงให้เป็นเทพีคือการมอบอำนาจให้จริงๆ หรือเป็นการผลักผู้หญิงไปไว้บนหิ้งเพื่อตัดขาดพวกเธอออกจากโลกความเป็นจริง?
เทพเจ้าผู้ชายในความเชื่อโบราณ ได้รับอำนาจมาจากการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ หรือได้มาจากการชนะสงครามและการสยบให้ผู้อื่นจำยอม?
ถ้าศาสนาคือเรื่องของอำนาจ การเปลี่ยนความเชื่อจากเทพีหญิงมาเป็นเทพเจ้าชาย ถือเป็นการปฏิวัติทางการเมืองในยุคนั้นใช่ไหม?
สังคมโบราณใช้กฎเกณฑ์ศีลธรรมมาคุมร่างกายและเรื่องเพศของผู้หญิง แตกต่างจากที่ใช้กับผู้ชายยังไง?
อำนาจในการอธิบายว่าผู้หญิงคืออะไรตกอยู่ในมือของใคร และผู้หญิงเคยมีโอกาสได้อธิบายตัวตนด้วยตัวเองบ้างไหม?
หากสถาบันครอบครัวในยุคนั้นเกิดขึ้นเพื่อควบคุมเรื่องเพศและการสืบสายเลือด ครอบครัวถือเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจมากกว่าเครื่องมือทางสังคมใช่ไหม?
ทีนี้เราจะสามารถอ่านประวัติศาสตร์ยุคโบราณที่เขียนโดยผู้ชายย้อนกลับเพื่อค้นหาตัวตนจริงๆ ของผู้หญิงในอดีตได้ยังไง?
ประวัติศาสตร์ที่ไม่มีเสียงและมุมมองของผู้หญิงเลย ยังสามารถเรียกว่าประวัติศาสตร์ของมนุษย์ทุกคนได้อยู่อีกไหม?
สังคมชายเป็นใหญ่คือสาเหตุของการเกิดรัฐ หรือรัฐต่างหากที่ต้องการระบบชายเป็นใหญ่เพื่อให้ตัวเองยังอยู่ต่อได้?
คำถามสุดท้ายนี่น่าขยี้มาก เพราะสองประโยคนั้นดูคล้ายกัน แค่ความหมายจริงๆ ต่างกันมหาศาล
ถ้าแบบแรกจริง หมายความว่าความเป็นชายคือจุดเริ่มต้นของอำนาจทางการเมือง
แต่ถ้าแบบหลังจริง หมายความว่ารัฐสามารถใช้โครงสร้างแบบไหนก็ได้ เพียงแต่ระบบชายเป็นใหญ่ตอบโจทย์ที่สุดสำหรับการจัดเก็บภาษี การสืบมรดก การเกณฑ์แรงงาน และการสร้างกองทัพ
รัฐในฐานะสถาบันตกลงมันต้องการควบคุมอะไรในตัวคนกัน ถึงได้เลือกจัดระเบียบเพศและครอบครัวในรูปแบบอุบาทๆ แบบนี้? ซึ่งนี่เป็นคำถามที่เชื่อม Pomeroy ไปถึงงานของนักคิดเช่น Gerda Lerner, Claude Levi Strauss, Foucault และคนอื่นๆ ได้น่าสนใจ (เชื่อว่าแต่ละคนก็ให้คำตอบต่างกันอย่างสิ้นเชิง ถ้าพวกเขาได้นั่งร่วมโต๊ะคุยเรื่องนี้กันคงมันส์แน่ๆ..)
และหลายข้อเองยังเป็นคำถามที่วงการ Gender Studies, Classical Studies, Anthropology และ Critical Theory ถกเถียงกันอยู่จนถึงปัจจุบัน ซึ่งคำถามพวกนี้บลูคิดว่าสามารถต่อยอดเป็นหัวข้อวิจัยได้เลยนะ เช่น
ถ้าผู้หญิงถูกนิยามผ่านความสัมพันธ์กับผู้ชาย แล้วผู้ชายถูกนิยามผ่านความสัมพันธ์กับอะไร? หรือจริง ๆ แล้วผู้ชายถูกนิยามผ่านอำนาจส่วนผู้หญิงถูกนิยามผ่านหน้าที่?
ทำไมสังคมจึงกลัวผู้หญิงที่ไม่อยู่ภายใต้การครอบครองมากกว่าผู้หญิงที่มีอำนาจ? เทพีอย่าง Athena หรือ Artemis ยังถูกยอมรับได้ เพราะพลังของพวกเธอถูกบรรจุอยู่ในจักรวาลที่มีระเบียบ แต่ผู้หญิงธรรมดาที่ไม่ขึ้นกับพ่อ สามี หรือลูก กลับถูกมองว่าน่าหวาดระแวง
ทำไมสังคมจึงสร้างผู้หญิงที่ดีขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสร้างผู้หญิงที่เลวไว้เป็นคู่ตรงข้ามด้วย? ภรรยาที่ดีจะมีความหมายไม่ได้เลยหรอ หากไม่มีโสเภณีหรือหญิงสำส่อนเป็นภาพตรงข้ามให้เปรียบเทียบ?
ทำไมผู้หญิงจึงถูกแบ่งประเภทตามการใช้ร่างกาย แต่ผู้ชายกลับถูกแบ่งตามการใช้แรงงาน อาชีพ หรืออำนาจทางการเมือง?
ถ้าพรหมจรรย์คือมาตรฐานของการรับรองสายเลือด แล้วทำไมตอนนั้นถึงไม่มีมาตรฐานพรหมจรรย์สำหรับผู้ชายแบบนี้ในระดับเดียวกัน? ความไม่แฟร์นี้กำลังปกป้องศีลธรรม หรือกำลังปกป้องสิทธิในการถือครองทรัพย์สิน?
ถ้ารัฐสนใจแค่การปั๊มเด็กสืบสายเลือด ความรักในการแต่งงานเป็นสิ่งจำเป็นจริงไหม หรือเป็นแค่เรื่องเล่าที่เกิดขึ้นภายหลัง?
ถ้าร่างกายของผู้หญิงถือเป็นทรัพย์สินของครอบครัว การแต่งงานคือพิธีกรรมแห่งความรัก หรือพิธีกรรมแห่งการโอนกรรมสิทธิ์กันแน่?
ซึ่งคำถามพวกนี้แหละที่จะโยงไปถึงงานของ Claude Lévi Strauss ที่เสนอว่าผู้หญิงในหลายสังคมทำหน้าที่เป็นของแลกเปลี่ยระหว่างกลุ่มเครือญาตมากกว่าจะเป็นผู้แลกเปลี่ยนเอง
แต่อีกประเด็นนึงที่บลูว่าน่าสนใจมากคือ เรื่องภาษา….ทำไมคำว่าผู้หญิงสำส่อน/ผู้หญิงร่าน/อีตัว ถึงยังมีอยู่ แต่คำที่มีน้ำหนักเท่ากัน (ผู้ชายสำส่อน/ผู้ชายร่าน) สำหรับผู้ชายกลับฟังดูอ่อนกว่ามาก เหมือนไม่รู้สึกเลยว่าโดนด่าอยู่? หรือแม้แต่พวกคำด่าที่รุนแรงจำนวนมากในหลายภาษาถึงผูกกับเพศหญิง/ความเป็นแม่ (เช่น แม่เย็ด เย็ดแม่ มาเทอฟักเกอร์ Bitch Slut Whore แม่มึงเป็นกะหรี่ อีลูกกะหรี่ กลับไปดูดนมแม่มึงซะ) มากกว่าความเป็นพ่อ (เราไม่เคยได้ยินใช่ไหมคะว่าฟาเทอร์ฟักเกอร์ พ่อเย็ด พ่อมึงเป็นกะหรี่)?
ซึ่งถ้าอ่านเล่มนี้คู่กับ Foucault จะเห็นว่าภาษาไม่ได้สะท้อนอำนาจเฉย ๆ แต่มันผลิตอำนาจขึ้นมาเองด้วย + ในสมัยนั้น (หรือสมัยนี้) การด่าผู้หญิงก็เหมือนการได้ด่าเจ้าของ (ผู้ชาย) ทางอ้อม คือในสังคมตอนนั้น ผู้หญิงถูกมองเป็นทรัพย์สินของผู้ชาย (พ่อหรือสามี) ใช่ไหมคะ ทีนี้การได้ด่าแม่ น้องสาว หรือเมียของผู้ชายคนนั้น มันเลยเป็นวิธีการด่าเพื่อทำลายศักดิ์ศรีของผู้ชายคนนั้นผ่านการหยามทรัพย์สินที่เขาคิดว่าสำคัญที่สุดของเขา + สังคมตอนนั้นมันมีความกังวลเรื่องการส่งต่อมรดกและการสืบสายเลือดเหมือนที่เราเห็นบ่อยกันในหนัง (สมัยนั้นไม่มียาคุมหรือถุงยาง) การได้ด่าว่าแม่มึงเป็นกะหรี่หรืออีลูกกะหรี่ อีกนัยนึงมันก็คือการตั้งคำถามต่อความถูกต้องของสายเลือดของผู้ชายคนนั้นค่ะว่า มึงแน่ใจได้ยังไง ว่านั่นลูกแท้ๆ ของมึง เมียมึงอาจจะนอนกับคนอื่นก็ได้ (สิ่งนี้มันกระทบถึงสิทธิในทรัพย์สินและการเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลโดยตรง) เป็นต้นค่ะ


