ตั้งแต่ปีก่อน ตามอ่านงาน 19xx เยอะมาก วันนี้ไถ goodreads ตามปกติ แต่บังเอิญเจอคุณปู่ Nicolás Gómez Dávila โดยบังเอิญ ด้วยอีโก้หรือใดๆ ก็ตาม อยากอ่านงานที่คนไม่ค่อยอ่าน 5555 + ความรู้ภาษาสเปนเท่าหางอึ่ง นั่งแปล 3 หน้า แค่นี้อ้วกก็จะแตก
เข้าเรื่อง สิ่งแรกที่เขาโจมตีเข้าสับดอกแรกคือ Method Worship หรือการบูชาวิธีวิทยา เขามองว่าปรัชญาสมัยใหม่ โดยเฉพาะพวกสายวิเคราะห์ (Analytic Philosophy) และเหล่าผู้ลากมากดีในวงวิชาการ กำลังป่วยเป็นโรคเอาตลับเมตรนำทางชีวิต 5555 คือพวกเขาไม่ได้ถามว่าอะไรคือปัญหาที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ แต่กลับตั้งโจทย์แบบกลับหัวกลับหางว่า มีปัญหาชิ้นไหนบ้าง… ที่เครื่องมืออัจฉริยะของเราจะวัดค่าจัดการวิเคราะห์ให้คำตอบจนสร้างรูปร่างให้กับมันได้? ผลลัพธ์จึงน่าสมเพช เหมือนการเลือกตัดขาคนไข้… เพียงเพราะเรามีเลื่อยที่คมพอดีกับกระดูกชิ้นนั้นและฉันก็ดันมีฝีมือการผ่าพอดี
Note: ที่จะเขียนต่อไปนี้เป็นการตีความแบบ subjective ผ่านมุมมองและอคติตัวเองล้วนๆ เป็นพื้นที่ระหว่างหนังสือกับผู้รับสาร (บลู) 1-1 โดยอิงจากคลังประสบการณ์/อารมณ์/มิติทางภาษาที่อาจมีช่องว่างของการแปลของผู้รับสาร (บลู) มันเลยอาจมีความหมายใหม่โผล่ออกมาบ้างเมื่อจับโยงกับบริบทปัจจุบัน บลูเลยไม่มีเจตนามามอบหรือแข่งเรื่องความถูกต้องสูงสุด ถ้าต้องการความถูกต้องสูงสุดไปที่อื่นค่ะ
มีท่อนนึงที่บลูชอบมากคือ
…เมื่อหูหนวกต่อปริศนาที่เรียกหาเราจากเงามัวของชีวิตประจำวัน ปรัชญาก็ละเลยคำถามที่ขุ่นมัว แข็งทื่อ และหยาบกระด้าง เพื่อวิ่งไล่หาคำตอบที่สง่างามและแม่นยำ
ความทะเยอทะยานที่จะมีเหตุผลอย่างเอาเป็นเอาตาย กลับทำให้ปรัชญาเสื่อมทราม เพราะมันละโมบที่จะละเอียดแยบคายมากกว่าจะลุ่มลึกแตะรากของปัญหา และอยากเฉลียวฉลาดมากกว่าจะมุ่งมั่นอดทน
แปลไทยเป็นไทยอีกทีนึงคือ นักคิดนักปรัชญา(บางคน)ฉลาดมาก เก่งมากในการแยกแยะรายละเอียด ใช้ตรรกะซับซ้อน เช่น นิยามคำหนึ่งต่างจากอีกคำอย่างไร สร้างข้อโต้แย้งที่ประณีตแค่ไหน เขียนบทความพิสูจน์ได้ทุกอย่าง แต่ไม่เคยแตะคำถามที่เข้าถึงมนุษย์จริงๆ เช่น ทำไมเราต้องตาย เราควรใช้ชีวิตอย่างไรเมื่อพบว่าปลายทางคือความว่างเปล่า นรกสวรรค์คืออะไร ความชั่วเกิดจากไหน กรรมมีจริงไหม ความรักคืออะไร เพราะคำถามเหล่านี้ไม่สะอาดพอสำหรับงานวิชาการ มันคลุมเครือ ไม่มีคำตอบสุดท้าย และวัดผลไม่ได้
นักปรัชญาแบบที่ Gómez Dávila วิจารณ์อาจตอบด้วยการใช้เวลา 3 เดือน สรุปเป็น 30 หน้า วิเคราะห์ว่าคำว่ากลัวต่างจากวิตกอย่างไร หรือคำว่าความตาย หมายถึงกระบวนการตายหรือภาวะหลังความตาย นี่คือสิ่งที่เขาเรียกว่า sutil มากกว่า profunda
งานแบบนี้ละเอียดมากค่ะ หมายถึงไอ้ 30 หน้านั่นน่ะ แต่คำถามเดิมแทบไม่มีอะไรขยับเข้าใกล้คำตอบเลย
กับส่วนที่เขาวิจารณ์ว่า
ถ้าปรัชญาไม่ช่วยตอบคำถามของชีวิตจริง มนุษย์ก็จะไม่ได้หยุดถามหรอกนะ แต่จะหันไปหาคำตอบจาก อุดมการณ์ ชาตินิยม ศาสนาแบบงมงาย การโฆษณา ความบันเทิง สัญชาตญาณฝูงชน เป็นต้น
พูดอีกแบบคือ เมื่อปรัชญาทิ้งมนุษย์ไว้เบื้องหลัง ปรัชญาไม่สามารถให้คำตอบได้ สิ่งที่จะเข้ามาแทนที่ไม่ใช่เหตุผลข้ออื่น แต่คือแรงขับดิบๆ
กล่าวคือ หากปรัชญายอมแพ้ สัญชาตญาณที่ไร้การควบคุมก็จะขึ้นครองอำนาจด้วยความมั่นใจไร้เดียงสา เป็นความโอหังที่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองโอหัง เขาไม่ได้เชื่อว่าหากเหตุผลล้มเหลว มนุษย์จะกลายเป็นผู้มีเหตุผลน้อยลงนิดหน่อย เขาเชื่อว่าพื้นที่ว่างนั้นจะถูกเติมเต็มทันทีด้วยมายาคติ ความเชื่อแบบฝูงชน อารมณ์ การโฆษณาชวนเชื่อ อำนาจ แล้วเขาก็หักมุมเข้าสู่หัวข้อที่น่าสนใจที่สุดอย่างเรื่อง
เพื่อป้องกันสิ่งนี้ปรัชญาควรกลับมาครุ่นคิดกับคำพูดสามัญ (lugares comunes)
คำว่า lugares comunes แปลตรงตัวคือ commonplaces หรือ คำพูดติดปาก เช่น ความรักทำให้คนตาบอด เวลาเยียวยาทุกสิ่ง เงินซื้อความสุขไม่ได้ ทุกอย่างมีเหตุผลของมัน …นักวิชาการจำนวนมากดูถูกประโยคแบบนี้ เพราะมันฟังเหมือนคำคมตลาด ๆ ที่เด็กๆ ใช้กัน แต่ Gómez Dávila บอกว่า คนพวกนั้นเข้าใจผิด เขาเขียนว่า
ไม่มีอะไรโง่ไปกว่าการดูถูกคำพูดสามัญ 55555
ปรัชญาควรทำหน้าที่อะไร และทำไมปรัชญาสมัยใหม่จึงล้มเหลว
เกริ่นก่อนนิดนึง บทความนี้ที่บลูลองแปลงานแต่ส่วนนึงของ Nicolás Gómez Dávila ( Textos) ฉากหน้าที่ดูเหมือนจะกำลังพูดถึงคำสามัญ (lugares comunes) แต่ความจริงสิ่งที่เขากำลังวิจารณ์ฟาดใส่คือทิศทางของปรัชญาสมัยใหม่ทั้งระบบ โดยเฉพาะความเชื่อที่ว่าปรัชญาจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อมันมีระเบียบวิธีที่เข้มงวดตรวจสอบได้ทุกตารางนิ้ว ไร้ที่ติ เถียงไม่ได้ มีนิยามชัดเจน และให้คำตอบที่แม่นยำได้ราวกับ 1+1 เท่ากับ 2
คือเขามองว่าปรัชญาสมัยใหม่ (ในตอนนั้น) ค่อย ๆ หลงใหลในความสมบูรณ์ของวิธีการมากจนลืมหน้าที่เดิมของตัวเอง สิ่งนั้นคือการเผชิญหน้ากับปัญหาที่สำคัญที่สุดของการเป็นมนุษย์
ปัญหาเหล่านั้นเป็นลักษณะไหน มันมักจะเต็มไปด้วยความคลุมเครือ ความย้อนแย้งยุ่งเหยิง และไม่ยอมถูกจับใส่กรอบอย่างเรียบร้อยค่ะ เช่น ประเด็นของความตาย ความรัก ไสยศาสตร ความโดดเดี่ยว ความชั่ว ความทุกข์ หรือคำถามเกี่ยวกับความหมายของชีวิต คำถามพวกนี้ต่างเป็นคำถามที่ไม่มีสูตรสำเร็จ แต่มนุษย์ทุกคนต้องพบเจออย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง
สิ่งที่ผู้เขียนวิจารณ์อย่างรุนแรงคือการที่ปรัชญาเริ่มเลือกปัญหาตามความสามารถของเครื่องมือที่ตัวเองมีอยู่ (เหมือนเรามีค้อนก็มองทุกอย่างเป็นตะปู) แทนที่จะสร้างเครื่องมือขึ้นมาเพื่อรับมือกับปัญหาที่โลกโยนมาให้
ลองนึกถึงพวกแบบทดสอบบุคลิกภาพที่มีตัวเลือกให้ติ๊กถูกอย่าง MBTI หรือแบบประเมิน Attachment Style ที่แบ่งคนออกเป็นหมวดหมู่จับยัดใส่กล่องชัดเจน เช่น 15 ข้อแบบไหนคือผู้หญิง/ผู้ชายธงแดง 5 พฤติกรรมนิสัยที่บอกว่าเราเป็นคนแบบ1234 เป็นต้น เมื่อผู้ทำแบบทดสอบทำ เขาจะเริ่มมองตัวเองผ่านกรอบที่มีให้เลือกเท่านั้น และส่วนที่ไม่เข้ากรอบก็มักถูกมองข้าม/บอกว่าไม่เอา ไม่จำเป็น ไม่ต้องรู้มันหรอก ไม่สำคัญ ปัดทิ้งไปเลย ทั้งที่ความจริงประสบการณ์ภายในของมนุษย์ไม่ได้ร้อยเรียงตัวอยู่แค่ในช่องสี่เหลี่ยมพวกนั้นซะหน่อย
Gómez Dávila มองว่าปรัชญาหลายแขนงกำลังทำสิ่งเดียวกันนี้แหละค่ะ คือมันสนใจคำถามที่นิยามได้ชัด วัดผลได้ ไม่มีคนถกกลับ พิสูจน์ได้ด้วยตรรกะ
ขณะที่คำถามซึ่งเต็มไปด้วยประสบการณ์ ความเชื่อ ความกำกวม อารมณ์ กลับถูกกวาดไปกองไว้ใต้พรม ราวกับมันเป็นขี้ที่ไม่คู่ควรแก่การขบคิด ผลลัพธ์มันจึงออกมาตลกร้ายไร้ความหมาย ยิ่งปรัชญาพัฒนาวิธีการเจียระไนให้แม่นยำมากขึ้น หรือนักปรัชญาให้ความสำคัญกับความสง่างามของคำตอบมากเท่าไร มันก็ยิ่งสูญเสียความสามารถในการพูดกับชีวิตจริงมากขึ้นเท่านั้น
เช่น ปัจจุบันที่มี AI เข้ามาแทนที่งานของมนุษย์จำนวนมาก ตั้งแต่งานเขียน งานวาด งานภาพ งานแปล ไปจนถึงงานวิเคราะห์ข้อมูล หากนักปรัชญาเลือกจะอภิปรายเพียงว่าความฉลาดของ AI ควรถูกนิยามยังไง หรือถกเถียงว่าคำว่าการทำงานของมนุษย์กับเครื่องจักรมีเงื่อนไขทางภาษาแตกต่างกันอย่างไร งานเหล่านั้นอาจมีคุณค่าในเชิงวิชาการ แต่แทบไม่ได้แตะคำถามที่กำลังสั่นคลอนชีวิตของผู้คนจริง ๆ ว่ามนุษย์จะอยู่ตรงไหนในโลกที่เครื่องจักรทำสิ่งที่เคยเป็นของเราได้มากขึ้นเรื่อย ๆ ผู้เขียนจึงกล่าวหาว่าปรัชญาบางแบบเริ่มหลงใหลความเฉียบคมของตัวเองมากกว่าความลึกของปัญหา
ความคิดของเขารุนแรงขึ้นอีกเมื่ออธิบายผลกระทบของการละทิ้งคำถามใหญ่ ๆ เขาเห็นว่ามนุษย์ไม่มีวันหยุดตั้งคำถาม ต่อให้ปรัชญาถูกทิ้งปล่อยหายไปเหมือนไม่เคยมีวิชานี้อยู่ โลกก็ไม่ได้เงียบตาม ช่องว่างที่ปรัชญาปล่อยไว้จะถูกเติมเต็มทันทีด้วยสัญชาตญาณที่หลุดจากบังเหียนของมนุษย์ ความเชื่อแบบฝูงชน อุดมการณ์ โฆษณาชวนเชื่อ นักการเมือง อินฟลูเอนเซอร์ ความงมงาย หรือแม้แต่แบบเช็กลิสต์ความสัมพันธ์ที่สมบูรณ์แบบที่บอกเราว่าความรักที่ดีควรมี 10 ข้อ เช่น ต้องไม่หึงหวง ต้องขับรถเป็น ต้องให้พื้นที่ส่วนตัว ต้องไม่งี่เง่า ต้องเข้าใจกันตลอดเวลา บลาๆ รายการเหล่านี้อาจดูช่วยให้ชีวิตชัดเจนขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่งมันกำลังแทนที่คำถามที่ซับซ้อนกว่านั้นว่าความรักจริง ๆ คืออะไร และมนุษย์สองคนจะอยู่ร่วมกันในความไม่สมบูรณ์ได้ยังไงกันแน่
ลองมองสังคมปัจจุบัน เมื่อผู้คนรู้สึกโดดเดี่ยว พวกเขาอาจไม่ได้หันไปหาปรัชญา แต่กลับหันไปหาคลิปสั้นที่สัญญาว่าเปลี่ยนชีวิตใน 7 วัน 3 สเต็ป Manifest ให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ คำตอบเหล่านี้อาจตื้นเขิน เป็นสูตรสำเร็จราคาถูก แต่ได้รับความนิยม ชนะตลาด เพราะมันโผล่เข้ามาเสียบแทนที่ว่างซึ่งปรัชญาเคยครอบครอง ผู้เขียนจึงเตือนว่า เมื่อไรก็ตามที่ปรัชญาหรือความคิดอันลึกซึ้งถอนตัวออกไป แรงขับดิบไร้เดียงสาของมนุษย์จะสถาปนาตนเองเป็นผู้ครองเมืองทันที
จากยอดเขาปรัชญา สู่โคลนตมของคำสามัญ
หลังจากวิจารณ์ปรัชญาอย่างหนัก Gómez Dávila กลับพาผู้อ่านไปยังสิ่งที่หลายคนมองว่าธรรมดาที่สุด นั่นคือ lugares comunes หรือ คำสามัญ คำพูดที่คนพูดกันจนชินหู พูดซ้ำพูดซากกันมาหลายชั่วอายุคน เช่น เงินซื้อความสุขไม่ได้ / เวลาเยียวยาทุกสิ่ง / ความรักทำให้คนตาบอด / ไม่มีใครหนีความตายพ้น
การหักมุมเกิดขึ้นตรงนี้เอง นักวิชาการผู้ทรงศีลปัญญาต่างเบะปากใส่มัน ดูแคลนว่าประโยคเหล่านี้ไม่มีคุณค่าทางปัญญา เป็นแค่ขยะความคิด คนที่พูดประโยค์พวกนี้มันโง่ เพราะเต็มไปด้วยความคลุมเครือ พิสูจน์ไม่ได้ สักแต่จำพูดต่อกันมา ตรรกะวิบัติ และมีไว้ให้คนโง่ๆ พูดตามๆ กัน
แต่ Dávila ก้าวไปอีกทาง… เขาไม่ได้สนใจว่าสุภาษิตเหล่านี้ จริงหรือเท็จ เหตุผลของเขาไม่ได้อยู่ที่ความถูกต้องของคำสามัญเหล่านั้น สิ่งที่เขาสนใจอยู่คนละระดับ เขาสนใจว่าทำไมมนุษย์จึงผลิตประโยคเหล่านี้ขึ้นมา และทำไมมันจึงไม่เคยหายไปจากประวัติศาสตร์
หากคำพูดบางประโยคถูกส่งต่อกันมาเป็นร้อยหรือเป็นพันปี ย่อมมีปัญหาบางอย่างที่มนุษย์ยังไม่เคยเลิกเผชิญ คำตอบในสุภาษิตอาจล้าสมัย ตื้นเขิน หรือผิดพลาดได้ทั้งหมด แต่การดำรงอยู่ของมันคือหลักฐานว่าคำถามพวกนั้นยังไม่ตาย นี่คือการตีแสกหน้าวิธีคิดที่แพร่หลายในวงวิชาการอย่างรุนแรง เพราะนักวิชาการจำนวนมากรีบตัดสินคุณค่าของข้อความจากความถูกต้องของคำตอบ เมื่อพบว่าคำตอบอ่อนแอ ก็โยนทั้งประโยคนั้นทิ้งลงถังขยะเปียกไปพร้อมกัน
…Gómez Dávila เห็นว่านี่คือความผิดพลาดพื้นฐาน เขาแยกคำตอบออกจากปัญหาอย่างเด็ดขาด คำตอบอาจถูกหักล้างได้ทุกเมื่อ ส่วนปัญหาที่ทำให้มนุษย์สร้างคำตอบขึ้นมาต่างหากที่ควรได้รับความสนใจ หากผู้คนทุกวัฒนธรรม ทุกยุคสมัย ต่างตั้งคำถามเกี่ยวกับความรัก ความตาย เวลา ความยุติธรรม ความหวัง หรือโชคชะตา ความเป็นสากลของปัญหานั้นก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ความสำคัญของมันแล้ว
ผู้เขียนจึงเสนอภาพของคำสามัญในฐานะร่องรอยทางประวัติศาสตร์ของความวิตกกังวลร่วมกันของมนุษยชาติ มนุษย์รุ่นแล้วรุ่นเล่าต่างฝากรอยเท้าของตนไว้ผ่านประโยคธรรมดาเหล่านี้ สิ่งที่สืบทอดกันมาจึงสะท้อนประสบการณ์ของการดิ้นรนมากกว่าชุดคำตอบที่สมบูรณ์ ความซ้ำซากของถ้อยคำกลับกลายเป็นหลักฐานว่าปัญหานั้นฝังลึกจนไม่มีอารยธรรมใดสามารถแก้มันได้สำเร็จ
เขายังเสนอภาพเปรียบเทียบที่สวยงามว่า
หากโลกเป็นพื้นที่มั่นคงและมีจุดหมายปลายทางที่แน่นอน คำสามัญก็คงทำหน้าที่เป็นหลักคำสอนสำหรับการดำเนินชีวิต แต่โลกที่มนุษย์อาศัยอยู่กลับคล้ายทุ่งกว้างที่พื้นดินเคลื่อนไหวอยู่ตลอด ไม่มีความมั่นคง ไม่มีสูตรสำเร็จ และไม่มีจุดหมายที่ทุกคนยอมรับร่วมกัน คำสามัญจึงทำหน้าที่เป็นเสมือนเครื่องหมายที่คนรุ่นก่อนทิ้งไว้เพื่อบอกคนรุ่นหลังว่า……ณ จุดนี้ ตรงนี้เลย ที่มนุษย์คนหนึ่งเคยเผชิญความฉิบหายและตั้งคำถามแบบเดียวกับเธอ
ตัวอย่างเช่น
…เงินซื้อความสุขไม่ได้
ประโยคนี้มันมีข้อยกเว้นมากมาย เงินสามารถซื้อบ้าน ซื้ออาหาร ซื้อการรักษาพยาบาล และลดความทุกข์ได้ในหลายกรณี ถ้ามองเฉพาะคำตอบ ประโยคนี้อาจมีปัญหาเต็มไปหมด แต่ถ้าหยุดมองที่ตัวคำตอบแล้วขุดลึกลงไป จะพบคำถามที่ซ่อนอยู่ข้างใต้คือ
….แล้วตกลงความสุขเกิดจากอะไร
คำถามนี้ต่างหากที่มนุษย์ตั้งมาตลอดหลายพันปี และยังไม่มีใครหน้าไหนบนโลกตอบมันได้อย่างสมบูรณ์
ลองพิจารณาอีกตัวอย่างหนึ่ง
ทุกวัฒนธรรมต่างมีคำเตือนเกี่ยวกับอำนาจ ไม่ว่าจะเป็น อำนาจทำให้คนเสื่อม หรือผู้มีอำนาจย่อมถูกอำนาจครอบงำ ถ้อยคำแต่ละแห่งอาจต่างกัน รายละเอียดอาจไม่เหมือนกัน แต่การที่มนุษย์ทุกยุคยังสร้างประโยคลักษณะนี้ขึ้นมา แสดงว่าพวกเขากำลังเผชิญปัญหาเดียวกัน นั่นคือความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจกับธรรมชาติของมนุษย์ สิ่งที่สืบทอดกันมาจึงไม่ใช่ความจริงสำเร็จรูป หากเป็นร่องรอยของคำถามที่ยังแก้ไม่ตก
ชัยชนะอันตื้นเขินของคนมีปัญญา
นี่คือจุดที่ Gómez Dávila ตีแสกหน้าผู้อ่านอย่างรุนแรง คนมีการศึกษามักภูมิใจที่สามารถรื้อทำลายสุภาษิตหรือความเชื่อเก่า ๆ ได้ด้วยเหตุผลและหลักฐาน เขาเห็นว่าการกระทำแบบนั้นหลายครั้งเป็นเพียงชัยชนะที่ผิวเผิน เพราะเราหักล้างคำตอบได้สำเร็จ ได้สอยความคิดของคนรุ่นเก่าจนร่วง แล้วเข้าใจผิดว่าปัญหาถูกทำลายไปด้วย ทั้งที่ปัญหายังคงยืนอยู่ตรงเดิมเหมือนเดิม มนุษย์ยังรัก ยังทรยศ ยังอิจฉา ยังกลัวความตาย และยังแสวงหาความหมายเหมือนวันแรกไม่เปลี่ยน
Dávila จึงเสนอวิธีทำปรัชญาที่แตกต่างออกไป แทนที่จะถามอย่างกำปั้นทุบดินว่าสุภาษิตนี้จริงหรือเท็จ เขาอยากให้ถามว่า
มนุษย์ต้องเผชิญประสบการณ์นรกแบบไหนจึงกลั่นสร้างประโยคนี้ขึ้นมา?
ทำไมประโยคนี้จึงเดินทางข้ามศตวรรษ ข้ามภาษา และข้ามวัฒนธรรมมาหาเราได้?
หากมันเป็นเพียงเรื่องไร้สาระ ขยะสิ้นคิด มันก็ควรหายไปนานแล้ว การที่มันยังคงถูกพูดซ้ำอย่างต่อเนื่อง เป็นไปได้ไหมว่ามันกำลังสะกิดบอกเราว่ามีบางอย่างในชีวิตมนุษย์ที่ยังไม่เคยเปลี่ยน
ประโยคสุดท้ายจึงสรุปวิธีทำปรัชญาของ Gómez Dávila ทั้งหมดเอาไว้ในประโยคเดียวคือ
ไม่ว่าคำสามัญจะสวมหน้ากากแบบใด มันล้วนเป็นคำเชื้อเชิญให้เราขุดลึกลงไปใต้พื้นผิวของมัน นักปรัชญาที่ดีจึงไม่ควรรีบหัวเราะเยาะกับความคิดที่ดูธรรมดา หรือปฏิเสธมันเพราะคำตอบฟังดูเชยไม่เข้าท่า
สิ่งที่ควรทำคือถามว่าปัญหาอะไรทำให้มนุษย์สร้างประโยคนี้ขึ้นมา และเหตุใดมนุษย์จึงยังคงพูดมันซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนถึงทุกวันนี้
สำหรับ Gómez Dávila ปรัชญาเริ่มต้นตรงจุดที่เราหยุดดูถูกสิ่งสามัญ เพราะหลายครั้งความลึกที่สุดของมนุษย์ซ่อนอยู่ใต้ประโยคที่ฟังดูธรรมดาที่สุด อย่าง สุภาษิต ความเชื่อพื้นบ้าน หรือคำพูดติดปากของคนทั่วไป เปรียบเหมือนซากชิ้นส่วนโบราณสถาณที่หลงคงเหลืออยู่บนผิวดิน คนที่เดินผ่านอาจเห็นเพียงก้อนอิฐก้อนกินก้อนหินธรรมดา ส่วนคนที่หยุดขุดลงไปจะพบว่าข้างใต้ซ่อนทั้งอารยธรรม ความหวาดกลัว ความหวัง ความสับสนของมนุษยชาติ และประวัติศาสตร์ทั้งหมดของการดิ้นรนเพื่อทำความเข้าใจชีวิตเอาไว้ค่ะ


