ข้อควรระวังขณะอ่าน Persuasion and Rhetoric (ที่ผู้เขียนจบชีวิตตัวเองหลังเขียนงานนี้)
… เล่มนี้มันอันตรายในแบบที่ไม่ใช่เพราะเนื้อหายาก ไม่ใช่เพราะเขาเขียนจบแล้วฆ่าตัวตายในวัย 23 ปี …แต่เพราะมันเป็นงานเขียนที่พยายามจะทำลายทุกสิ่งที่มีให้ยึดเกาะของจิตใจคนอ่าน
ป้ายยาสั้นๆ … เล่มนี้คือ ความสุดโต่งทางอัตถิภาวะ เป็นงานเขียนที่ไม่มีความประนีประนอม.. Michelstaedter ทำลายวาทศิลป์ (Rhetoric) ทำลายความลวงของภาษา ทำลายความรู้ที่เรายืมคนอื่นมาพูด ความรู้ที่เอาไว้แค่โกหกตัวเองว่าชีวิตนั้นมีที่ยึดเหนี่ยว เขาจะทำลายทุกการปลอบใจตัวเองทั้งหมดที่เรามีค่ะ
Persuasion and Rhetoric — Carlo Michelstaedter
ก่อนอื่นบลูต้องพูดว่า มันไม่ใช่งานวิชาการเรื่องการโน้มน้าวใจและวาทศิลป์ในงานของเพลโตและอริสโตเติลตามชื่อวิทยานิพนธ์ที่เขาตั้งนะคะ แต่มันคือการใช้หัวข้อคลาสสิกดังกล่าวเป็นเปลือก เพื่อโจมตีโครงสร้างทั้งหมดของปรัชญาตะวันตกแบบ system building
(ย้อนกลับไปอดีตสั้นๆ กันหน่อยค่ะ ตอนนั้นมิเคลสเตดเตอร์ส่งวิทยานิพนธ์ทางไปรษณีย์จากกอริเซีย (บ้านเกิด) ไปยังมหาวิทยาลัยฟลอเรนซ์ลงวันที่ 16 ตุลาคม 1910 เขาใช้ปืนยิงตัวตายที่บ้านในกอริเซีย เช้าวันที่ 17 ตุลาคม 1910 มีรายงานหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในวันรุ่งขึ้น (18 ตุลาคม) ว่าพบศพเขา วิทยานิพนธ์ของเขาถูกส่งไปโดยที่เขาไม่ได้เข้าสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ เพราะเขาตายก่อน คณะกรรมการจึงไม่มีการดำเนินการใดๆ ทางวิชาการกับตัวเขา แต่ต้นฉบับถูกเก็บรักษาไว้โดยครอบครัวและเพื่อน)
สิ่งที่น่าอ่านจริง ๆ ในเล่มมีหลายชั้นมาก
1.เขา redefine คำว่า Persuasion ไม่ใช่การโน้มน้าว
Persuasion คือภาวะที่ตัวตนเป็นหนึ่งเดียวกับตนเอง ไม่มีความพร่อง ไม่มีการยืดออกไปสู่อนาคต ไม่มีการขาด …และนั่นแหละที่ทำให้มันเป็นไปไม่ได้ เพราะชีวิตคือการขาด
ในบทแรก (ว่าด้วยการโน้มน้าว) เขาเริ่มจากภาพน้ำหนักที่แขวนไว้ด้วยตะขอ มันทนทุกข์เพราะมันตกลงไปไม่ได้… แต่เมื่อเราปล่อยมันให้ตก มันก็ยังไม่พอใจตรงจุดที่มันตกถึง เพราะจุดถัดไปที่ต่ำกว่าก็ดึงดูดมันเสมอ… ถ้ามันพอใจ ณ จุดใดจุดหนึ่ง มันก็จะไม่ใช่น้ำหนักอีกต่อไป
…ลองนึกภาพตามนี้นะคะ
ภาพอุปมาเรื่องน้ำหนัก… Michelstaedter ได้อธิบายว่าน้ำหนักมีลักษณะเด่นคือการแสวงหาจุดศูนย์กลางที่ต่ำลงไปเรื่อยๆ อย่างไม่หยุดนิ่ง
ถ้าจบคือไม่ใช่ชีวิต… เขาชี้ให้เห็นว่า หากน้ำหนักนั้นตกลงไปจนถึงจุดที่มันต้องการและหยุดนิ่งได้จริง (เช่น ถึงจุดศูนย์กลางของโลก) มันจะไม่ใช่ความหนัก อีกต่อไป เพราะมันไม่มีแรงดึงหรือความปรารถนาที่จะตกลงไปอีก
ชีวิตคือความอยากที่จะยังไม่จบ… เขาเปรียบเทียบว่าทุกสรรพสิ่ง (รวมถึงมนุษย์) นิยามตัวเองผ่านสิ่งที่ขาด (what they lack) ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ เราจะมีความปรารถนา (will) และความหิวโหยในอนาคตอยู่เสมอ หากความปรารถนานั้นถูกเติมเต็มจนหมดสิ้น ชีวิตในฐานะปัจเจกที่มีความต้องการก็จะดับสูญไปด้วย
น้ำหนัก = สิ่งมีชีวิต
การตกลง = การมีชีวิต
การพอดี ณ จุดใดจุดหนึ่ง = การตาย
ชีวิตคือการขาดเสมอ เราจึงต้องเคลื่อนไปข้างหน้าเรื่อยๆ ถ้าเราพอดีเมื่อไหร่ เราก็หยุดมีชีวิตเมื่อนั้น ดังนั้น ในมุมมองของเขาชีวิตจึงเป็นเพียงการหนีความตายไปทีละขณะ และเรามักหลอกตัวเองว่าการวิ่งตามความต้องการไปเรื่อยๆ นั้นคือการมีชีวิตที่สมบูรณ์ ซึ่งเขาเรียกว่าเป็นภาพลวงตาที่มาบดบังความจริงที่ว่าเราไม่เคยครอบครองปัจจุบันได้อย่างแท้จริงเลย
แล้วมนุษย์เราๆ จะทำยังไง?
Michelstaedter บอกว่า …คุณต้องยอมรับความเจ็บปวดของการขาดนั่นแหละ แล้วอยู่กับมัน โดยไม่หลอกตัวเองว่าวันหนึ่งฉันจะเต็ม
2. เขาใช้คำว่า วาทศิลป์ (Rhetoric) ในความหมายกลับด้านจาก tradition ปกติ
Rhetoric สำหรับเขาคือทุกกลไกที่มนุษย์ใช้ปกปิดความจริงอันน่ากลัวของชีวิต (กลไกการเอาตัวรอดทางจิตวิญญาณ) ทั้งศาสนา ปรัชญา ระบบความคิด ความก้าวหน้า ศีลธรรม ครอบครัว ความรัก ฯลฯ ทั้งหมดคือ ornament of darkness (kallopismata orfnes) ที่มนุษย์สร้างระบบต่างๆ ขึ้นมาเพียงเพื่อจะเบี่ยงเบนความสนใจจากสภาวะที่แท้จริงของตนเอง สภาวะนั้นคือความว่างเปล่าและความตายที่รออยู่เบื้องหน้า เพราะมนุษย์ขี้ขลาดเกินกว่าจะทนมองความจริงว่าชีวิตคือการดิ้นรนที่ไม่มีวันสิ้นสุด เราจึงต้องหาวาทศิลป์ (Rhetoric) หรือคำสวยหรูมาเติมเต็มความว่างเปล่านั้นเพื่อให้เรามีชีวิตอยู่ต่อไปได้วันๆ โดยไม่ต้องเผชิญหน้ากับความเจ็บปวด
ในหนังสือ Michelstaedter ได้ยกตัวอย่างว่ากลไกสังคมต่างๆ ทำงานอย่างไรเพื่อหลอกตัวเอง
เขาเรียกนักวิทยาศาสตร์ว่าเป็นทหารเกณฑ์รุ่นล่าสุดที่ทำหน้าที่ละเมิดธรรมชาติเพียงเพื่อให้มนุษย์มีความสะดวกสบายมากขึ้น วิทยาศาสตร์สร้างคำศัพท์เฉพาะทางขึ้นมา ซึ่งเขาเรียกว่าเป็นเครื่องประดับแห่งความมืด เพราะมันทำให้มนุษย์รู้สึกว่าเข้าใจ และควบคุมโลกได้ ทั้งที่จริงๆ แล้วมันเป็นแค่การสมยอมกันทางภาษาเพื่อความอยู่รอดเท่านั้น
ในบทที่ว่าด้วยวาทศิลป์ในชีวิต เขาเสียดสีมนุษย์ยุคใหม่ที่ทำตามหน้าที่ เช่น การทำงานหนักหรือการดูแลครอบครัวเพียงเพราะมันเป็นวาทศิลป์ทางศีลธรรม (คำที่สังคมใช้ประดับประดาชีวิตให้ดูมีความหมาย) ที่สังคมมอบให้
เขาให้ภาพตัวอย่างว่าคนเหล่านี้จะเตือนกันเองว่า…Come, It’s your moral duty!…(Kallwpivsmata o[rfnh~! ‘Ornaments of the darkness! ) เพื่อกดทับประกายไฟแห่งชีวิตที่แท้จริงเอาไว้ไม่ให้ฟุ้งซ่าน
เช่น พนักงานธนาคารคนหนึ่ง (ในสังคมอุดมคติของ rhetoric) กำลังทำงานหน้าคอม จู่ๆ ก็มีอะไรบางอย่างผุดขึ้นในหัว อาจจะเป็นความคิดฟุ้งซ่าน, ความสงสัย, การตั้งคำถาม, หรือแม้แต่การหยุดคิดถึงความหมายของสิ่งที่ทำ
…จากนั้นเพื่อนร่วมงานเห็นเลยเดินมาบอกด้วยความหวังดีว่า
…เอาหน่าเพื่อน…นั่นคือหน้าที่ของนายนะ! …จากนั้นพนักงานคนนั้นจะเข้าใจทันที (เข้าใจในที่นี้คือเข้าใจว่าต้องกลับไปทำงาน ซึ่งการเข้าใจทันทีนี้แหละคือ สัญญาณว่าคนคนนั้นถูก Rhetoric ครอบงำสมบูรณ์แบบแล้ว
เพราะเขาไม่ต้องคิด ไม่ต้องสงสัย ไม่ต้องตั้งคำถาม เขารู้ทันทีว่าหน้าที่ = ขนมปัง = ต้องทำ)
…mmm, It is bread..(มันคือขนมปังหรือมันคือปัจจัยยังชีพ) แล้วก็ก้มหน้ากลับไปทำงานต่อไป พร้อมกับความรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนดี (ซึ่งนี่คือ Rhetoric ขั้นสูง ที่ทำให้การถูกกดขี่กลายเป็นคุณธรรม ทำให้การยอมจำนนกลายเป็นความรับผิดชอบ)
Michelstaedter เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีประกายของชีวิตจริง (spark of life) หลงเหลืออยู่ เป็นเสี้ยววินาทีที่เราหยุดถามว่า…ฉันกำลังทำอะไร? ทำไมฉันต้องทำ? ชีวิตฉันคืออะไร? …ประกายนี้คือการปรากฏของ Persuasion ในตัวคนที่ถูกครอบงำด้วย Rhetoric แต่มันเป็นแค่ประกาย เพราะมันจะถูกดับทันที
ตัวอย่างเพิ่มนอกเหนือในหนังสือนะคะ เช่น
คนที่บอกว่าฉันภูมิใจในความเป็นไทย ฉันคืดคนรักชาติ โดยไม่เคยตั้งคำถามว่าความเป็นไทยคืออะไร สิ่งนี้คือวาทศิลป์ (Rhetoric)
คนที่บอกว่าครอบครัวคือความหมายของชีวิต โดยไม่ถามว่าความหมายของชีวิตคืออะไร สิ่งนี้คือวาทศิลป์ (Rhetoric)
คนที่เชื่อว่าการเรียนจบปริญญาจะทำให้ชีวิตดี มีงานมีเงิน โดยไม่ถามว่าความดีคืออะไร สิ่งนี้คือวาทศิลป์ (Rhetoric)
ระบบการศึกษาแบบท่องจำ ที่ทำให้เด็กเชื่อว่าการได้คะแนนดี คือการมีความรู้ สิ่งนี้คือวาทศิลป์ (Rhetoric)
ทุกอย่างที่ทำให้เราลืมไปว่าชีวิตคือการขาด สิ่งนั้นคือวาทศิลป์ (Rhetoric) ค่ะ
3.สิ่งที่แรงมากคือเขาไม่ได้โจมตีจากภายนอก แต่โจมตีจากข้างใน tradition
ประเด็นนี้คือความแยบยลที่สุดของ Michelstaedter และเป็นสิ่งที่ทำให้นักวิชาการรุ่นหลัง (เช่น Heidegger) หันมาสนใจเขาอีกครั้ง
การโจมตีจากข้างในในที่นี้ Michelstaedter เขาไม่ได้เดินดุ่มๆ เข้าไป ชี้ๆๆ บอกว่า ปรัชญากรีกผิดหมดนะคะ แต่เขาใช้วิธีรื้อถอนโดยใช้เครื่องมือและรากเหง้าเดียวกับที่ประเพณีเหล่านั้นใช้ค่ะ เขาศึกษาภาษากรีกและนิรุกติศาสตร์อย่างเชี่ยวชาญเพื่อจะชี้ให้เห็นว่าความหมายดั้งเดิมของคำเหล่านั้นถูกบิดเบือนไปยังไงโดยนักสร้างระบบรุ่นหลัง (เขามองว่าเขามองว่าประวัติศาสตร์ปรัชญาตั้งแต่อริสโตเติลเป็นต้นมาคือประวัติศาสตร์ของการทำให้เชื่อง)
ในคำนำ (Preface) นี่คือจุดเริ่มต้นที่เขาประกาศรายชื่อพวกเดียวกัน เขาเรียก Parmenides, Heraclitus, Sophocles, Ecclesiastes, Christ, Leopardi, Ibsen มาเป็นสายเลือดเดียวกันของ Dark Logos
คำว่า Logos สำหรับนักปรัชญายุคหลัง (เช่น Hegel หรือ Aristotle) หมายถึง เหตุผลหรือกฎระเบียบที่เข้าใจได้ของโลก แต่สำหรับ Michelstaedter (และต่อมาคือ Heidegger) Dark Logos คือการยอมรับว่าความจริงไม่ได้สว่างไสวเสมอไป
ที่เขารวบรวมนักคิดเหล่านี้มาเป็นสายเลือดเดียวกันเพราะทุกคนพูดถึงสภาวะที่ขั้วตรงข้ามแทรกซึมกัน
Parmenides & Heraclitus ปกติในตำราจะบอกว่า Parmenides เชื่อว่าทุกอย่างนิ่ง/เป็นหนึ่ง (Monist) ส่วน Heraclitus เชื่อว่าทุกอย่างไหล/เปลี่ยนแปลง (Pluralist) แต่ Michelstaedter มองว่าทั้งคู่พูดเรื่องเดียวกัน คือเรื่องของความมีอยู่ที่สมบูรณ์ (Being) ซึ่งต้องแลกมาด้วยการยอมรับความว่างเปล่า
Parmenides พูดถึงทางแห่งการโน้มน้าวใจ (Path of Persuasion) ที่ต้องเป็นหนึ่งเดียวกับความจริง
Heraclitus พูดถึงสิ่งเดียวกันคือทั้งเป็นและตาย (The same thing is both living and dead)
Sophocles & Tragedians แสดงให้เห็นถึงโศกนาฏกรรมของมนุษย์ที่พยายามฝืนโชคชะตาแต่สุดท้ายก็ต้องเผชิญกับความจริงที่เลี่ยงไม่ได้
Jesus (Christ) ในสายตาเขา พระเยซูคือผู้ที่สอนให้มนุษย์สละชีวิต (วาทศิลป์) เพื่อให้ได้มาซึ่งชีวิต (การโน้มน้าวใจ) แต่คริสตจักรกลับเอาคำสอนนี้มาสร้างเป็นสถาบันซึ่งก็คือวาทศิลป์รูปแบบหนึ่ง
สุดท้าย Aristotle และ Hegel (ในสายตาของ Michelstaedter นักคิดสองคนนี้คือนักจัดหมวดหมู่ ให้เป็น taxonomy ที่สบายใจ เป็นความรู้ที่จัดเก็บได้) อย่างที่ Aristotle เอาความลุ่มลึกของ Parmenides มาสับย่อยให้กลายเป็นแค่ฟิสิกส์ หรือตรรกศาสตร์เพื่อให้มนุษย์รู้สึกว่าควบคุมความรู้ได้ ทำให้ Parmenides เป็นแค่นักธรรมชาติวิทยาที่เชื่อว่าทุกอย่างคือหนึ่ง…ส่วนคริสตจักรทำให้ Christ เป็นผู้ก่อตั้งสถาบันที่อ้างว่ารู้ทางไปสวรรค์ หรือที่นักวิจารณ์ทำให้ Ibsen เป็นสัญลักษณ์นิยมน่ารักๆ ไปซะอย่างงั้น
แต่ Dark logos คือการยอมรับว่าทุกสิ่งแทรกซึมด้วยด้านมืดของมันค่ะ อย่างที่ชีวิตแทรกซึมด้วยความตาย ความดีแทรกซึมด้วยความชั่ว การมีแทรกซึมด้วยการขาด
นี่คือสิ่งที่คนอย่าง Parmenides และ Heraclitus พูด แต่ Aristotle และ Hegel ทำให้พวกเขากลายเป็นคนละขั้ว ( Parmenides = monist, Heraclitus = pluralist) ทั้งที่จริงพวกเขาพูดสิ่งเดียวกัน
Michelstaedter มองว่าการจัดหมวดหมู่หรือสร้างระบบแบบนี้คือ Rhetoric ขั้นสูงสุด เพราะมันทำให้เราหลงลืมความจริงที่ว่าชีวิตคือความขาดพร่องและความโหยหาที่ไม่มีวันจบสิ้น
ในส่วนนี้เขาพยายามจะบอกเราว่า ความจริงที่แท้จริงมันขมและมืด นักคิดสาย Dark Logos กล้าแตะความขมนั้น แต่ประวัติศาสตร์ (นำโดย Aristotle/Hegel) กลัวความขม เลยเอาน้ำตาล (วาทศิลป์/ระบบเหตุผล) มาเคลือบไว้จนเราลืมรสชาติที่แท้จริงไป Michelstaedter จึงพยายามจะถ่มน้ำตาลนั้นทิ้งเพื่อกลับไปหาความขมที่จริงใจ
4.เขาเกลียด optimism (การมองโลกในแง่ดี) เชิงระบบแบบ Plato–Aristotle และ modern idealism แบบ Croce
ประเด็นนี้คือ หัวใจของระบบคิด Michelstaedter และเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงทุกอย่างเข้าด้วยกัน ตั้งแต่การวิจารณ์ Plato ไปจนถึงการเลือกตายของเขา เขาเห็นว่าพวกนั้นคือการสร้าง narrative เพื่อปกป้อง philopsychia ความรักชีวิตแบบขี้ขลาดที่กลัวเผชิญความว่าง
มาขยายความ Philopsychia กันดีกว่าค่ะ
ความหมายตามตัวอักษร คือความรักชีวิต
แต่ความหมายในบริบทของ Michelstaedter คือความต้องการมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ว่าจะยังไง การยึดติดกับการมีชีวิตอยู่แม้ชีวิตนั้นจะไร้ความหมาย การกลัวความตายจนต้องสร้างทุกอย่างขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเองจากความจริง
Michelstaedter ยืมคำนี้จาก Plato แต่ใช้ในความหมายตรงข้ามค่ะ
- Plato ใช้ philopsychia ในแง่ลบ (การรักชีวิตมากเกินไปจนไม่กล้าตายเพื่อความดี)
- แต่ Michelstaedter มองว่า philopsychia = attachment to life ไม่ใช่แค่อยากมีชีวิต แต่คือการยึดชีวิตแบบขี้ขลาด (เขาแปลเป็น viltà = cowardice) ซึ่ง Michelstaedter ไม่ได้บอกว่าการรักชีวิต = ผิด เขาบอกว่าการยึดชีวิตแบบไม่ยอมเผชิญความพร่อง คือ illusion และเขาไม่ได้บอกว่าทุกคนมี philopsychia จึงชั่ว เขาบอกว่า persuasion คือการไม่ถูก philopsychia ครอบงำ (ซึ่งเป็นภาวะ rare มาก)
เพราะมนุษย์ทุกคนมี philopsychia = ความต้องการมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ว่าจะยังไง และนี่คือที่มาของ rhetoric เพราะถ้าเราเผชิญความจริงว่าชีวิตคือการขาด เราจะทนไม่ได้เราจึงสร้าง rhetoric ขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเองจากความจริงนั้น
ตัวอย่าง
คนที่ไม่กล้าเลิกกับแฟนที่ toxic เพราะกลัวอยู่คนเดียว ..นี่คือ philopsychia
เพราะกลัวความว่างมากกว่ากล้าสัมผัสความจริงคนที่ยึดติดกับเป้าหมายในชีวิตเพราะไม่อยากเผชิญความว่างเปล่า ..นี่คือ philopsychia เพราะเป้าหมายคือ projection ไปอนาคต ซึ่งคือโครงสร้างของการขาด
philopsychia มันไม่ได้เท่ากับความชั่ว เขาไม่ได้เขียนมันเพื่อให้เราเอาไปใช้เป็น framework ตัดสินคนอื่น แต่ใช้มันส่องตัวเอง เพื่อถามว่าสิ่งที่ฉันกำลังยึด เป็นเพราะฉันเลือกมันโดยรู้ความพร่อง หรือเพราะฉันกำลังหนีความพร่องกันนะ …และนี่คือคำถามที่เขาต้องการให้เราทนอยู่กับมัน เพราะถ้าเรารีบสรุป เราก็เพิ่งสร้าง rhetoric ใหม่อีกชั้นหนึ่งแล้ว
แล้วทำไม Plato Aristotle Croce ถึงเป็นตัวร้าย?
ในเล่ม Michelstaedter ได้เล่านิทานว่า
Plato (ตัวอย่างเรื่องลูกโป่ง)
…กาลครั้งนึง Plato ได้สร้างลูกโป่งที่บรรจุ Absolute เพื่อจะลอยขึ้นเหนือโลก โดยไม่ต้องทิ้งน้ำหนัก (ชีวิต, ร่างกาย, ความต้องการ)
แปลนัยะ คือ Plato สร้างโลกแห่งความคิด เพื่อให้มนุษย์เชื่อว่า ชีวิตจริงไม่ใช่สิ่งสำคัญ มีความจริงแท้ที่สูงกว่า เราสามารถเข้าถึงมันได้ โดยไม่ต้องตาย ซึ่งนี่คือ rhetoric ขั้นสูง ที่ทำให้การหนีจากชีวิตกลายเป็นปรัชญาอันสูงส่ง
Aristotle
หลังจาก Plato ตาย Aristotle เอาลูกโป่งลงมา และเริ่มจัดหมวดหมู่ทุกอย่า
แปลนัยะ คือ Aristotle ทำให้ความจริงกลายเป็นระบบ ทำให้คำถามกลายเป็น คำตอบ ทำให้วิถีกลายเป็นศาสตร์
นี่คือ rhetoric ในรูปแบบสถาบัน มหาวิทยาลัย, ตำราเรียน, หลักสูตร ทั้งหมดคือการทำให้ความจริงเชื่องและปลอดภัย
Croce (ไม่ได้กล่าวถึงในหนังสือโดยตรง แต่เป็นเป้าในบทนำ หน้า xiii, xvii)
Croce เป็น Hegelian ชาวอิตาลี เชื่อในจิตวิญญาณที่พัฒนาตัวเองผ่านประวัติศาสตร์ เชื่อว่ารู้ความจริงได้ผ่านระบบ
Michelstaedter มอง Croce = Aristotle ยุคใหม่ ที่ทำให้ปรัชญากลายเป็นระบบราชการทางความคิด
ตัวอย่าง optimism (การมองโลกในแง่ดี) เชิงระบบ ที่ Michelstaedter โจมตี
นักวิทยาศาสตร์ตอบทุกทำไม ด้วยเพราะ …นักวิทยาศาสตร์เหล่านี้สร้างห่วงโซ่เหตุผลไม่รู้จบ เหมือน Stento ที่ต้องทำซ้ำทุกขั้นตอนเพื่อผลลัพธ์เพิ่มอีกนิดเดียว….optimism สักวันเราจะรู้ทั้งหมด และควบคุมธรรมชาติได้สมบูรณ์ ความจริงคือวิทยาศาสตร์ไม่ได้ให้คำตอบสุดท้าย แต่มันคือวาทศิลป์ของความรู้ที่ช่วยให้เราเลื่อนการเผชิญหน้ากับความว่างเปล่าออกไป โดยอ้างความก้าวหน้าบังหน้า
optimism การทำตามหน้าที่ = การเป็นคนดี …สังคมสอนว่าถ้าเราทำตามหน้าที่ (เป็นลูกที่ดี พลเมืองที่ดี) เราจะมีคุณค่าและมีความสุข …ความจริงคือ การทำตามหน้าที่คือการยอมรับว่าตัวเราเป็นเพียงส่วนประกอบของกลไก เขามองว่าคนเหล่านี้มีชีวิตอยู่เพียงเพื่อการบริโภค (เหมือนขนมปังที่ถูกกินหรือรอวันหมดอายุ) การอ้างหน้าที่คือวาทศิลป์ที่ใช้ปกปิดว่าจริงๆ แล้วเราแค่กลัวที่จะเป็นตัวของตัวเอง และกลัวที่จะอยู่นอกระบบ
สังคมคือสิ่งดีงาม (ชุมชนของผู้ที่ขาดพร่อง) …Optimism เราเชื่อว่าสังคมคือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่ช่วยให้มนุษย์มีอารยธรรมและอยู่รอด…แต่ Michelstaedter เรียกว่า koinōnía kakōn (Community of the Wicked ชุมชนของคนเลว/คนขี้ขลาด) เขาบอกว่าสังคมไม่ได้เกิดจากความเข้มแข็ง แต่เกิดจาก ความอ่อนแอและความกลัวตายของปัจเจก มนุษย์อยู่ร่วมกันเพียงเพื่อจะสมยอมกันใช้คำศัพท์และกฎเกณฑ์ (วาทศิลป์) หลอกตัวเองไปวันๆ ยิ่งปัจเจกอ่อนแอและไม่เป็นตัวเองเท่าไหร่ ระบบสังคมก็จะยิ่งดูแข็งแกร่งและมีความสำคัญมากขึ้นเท่านั้น
สำหรับบลู นี่คือเล่มที่ชัดมากว่าเขาอยู่ข้าง Schopenhauer มากกว่า Nietzsche เขาไม่ celebrate will to power แต่ชี้ให้เห็นว่าทุก will คือความพร่อง
ลองมาดูลำดับแบบนี้กันค่ะ
ยุคของ Schopenhauer มองว่า Will คือศัตรูที่เราต้องดับ (Nirvana/Asceticism) เพื่อพ้นทุกข์
ยุคของ Nietzsche เปลี่ยน Will ให้เป็น Heroic Affirmation (การตอบรับชีวิตอย่างกล้าหาญ) โดยบอกว่าอย่าไปกลัวความเจ็บปวด แต่จงใช้มันสร้างพลัง
ยุคของ Michelstaedter เขาโตมาในยุคที่คนกำลังบ้าคลั่งกับ Nietzsche และ ความก้าวหน้าของโลกสมัยใหม่ แต่เขากลับรู้สึกว่าสิ่งที่ Nietzsche พูดนั้นเป็นแค่ วาทศิลป์ (Rhetoric) ขั้นสุดยอดเพื่อหลอกให้เราลืมความตาย
Michelstaedter จึงทำหน้าที่เหมือนคนที่ดึงเบรกฉุกเฉินค่ะ เขาบอกว่า Nietzsche พยายามจะเต้นรำบนปากเหว แต่สำหรับเขา การเต้นรำนั้นก็ยังเป็นแค่เครื่องประดับ เขาจึงเลือกที่จะถอยกลับไปหาความจริงจังและมืดหม่นแบบ Schopenhauer ที่มองเห็นว่าทุกๆ Will หรือความโหยหา มันคือความพร่องที่ไม่มีวันเติมเต็มได้จริง
Will (เจตจำนง) ในฐานะความพร่อง (Lack)
สำหรับ Michelstaedter การมีชีวิตอยู่คือการขาด และ Schopenhauer มองว่าชีวิตคือความทรมาน เพราะเรามีความต้องการ (Will) ที่ไม่มีวันเต็ม เมื่อได้สิ่งหนึ่งมา เราก็โหยหาสิ่งต่อไปไม่สิ้นสุด (ถ้าเปรียบในทางพุทธศาสนา บลูมองว่าสิ่งนี้มีความคล้ายกับลักษณะของทุกขัง ที่ไม่ได้แปลว่าเจ็บปวดอย่างเดียว แต่หมายถึงสภาวะที่บีบคั้นและพร่องอยู่เป็นนิตย์ เพราะทุกอย่างเปลี่ยนแปลง (อนิจจัง) ไปตลอดเวลา การที่เราพยายามจะยึดเหนี่ยวสิ่งใดไว้ สิ่งนั้นจึงนำมาซึ่งความทุกข์ ส่วนการที่เราพยายามเติมเต็มความขาด อย่างที่ Michelstaedter ว่า แท้จริงแล้วก็คือการพยายามสร้างตัวตน (Self) ขึ้นมาในโลกที่เราไม่ได้มีตัวตนที่ถาวร)
ซึ่งฝั่ง Michelstaedter ได้ใช้ภาพของน้ำหนักเป็นตัวอย่างค่ะ …น้ำหนักจะมีชีวิตได้ก็ต่อเมื่อมันพยายามจะตกลงสู่พื้นตลอดเวลา ถ้ามันตกลงถึงพื้นและหยุดนิ่ง มันก็จะไม่ใช่น้ำหนักอีกต่อไป
ดังนั้น ชีวิต = ความโหยหาในสิ่งที่ไม่มี (Life is its want of life)
การมีเจตจำนงจึงไม่ใช่พลังที่น่าเฉลิมฉลอง แต่เป็นหลักฐานของความไม่สมบูรณ์และโศกนาฏกรรมของตัวตนมนุษย์
แม้ Nietzsche และ Michelstaedter ทั้งคู่จะพูดเรื่องเจตจำนงเหมือนกัน แต่จุดหมายปลายทางต่างกันลิบลับค่ะ
Nietzsche (Will to Power) มองเจตจำนงเป็นพลังบวกที่สามารถเปลี่ยนโลก สร้างค่านิยมใหม่ และก้าวข้ามความเป็นมนุษย์ไปสู่เหนือมนุษย์ (Übermensch) ได้ เขาเน้นการเอาชนะและการเฉลิมฉลองในพลังนั้น
Michelstaedter กลับมองว่าการพยายามเอาชนะ หรือสร้างโลกใหม่ของ Nietzsche นั้น สุดท้ายก็เป็นแค่วาทศิลป์ (Rhetoric) อีกรูปแบบหนึ่งที่มนุษย์ใช้หลอกตัวเองว่าเรามีอำนาจเหนือความว่างเปล่า สำหรับเขา พลังที่แท้จริงไม่ใช่การขยายอำนาจออกไปข้างนอก แต่คือการหยุดยั้งเจตจำนงของตัวเองเพื่อเข้าถึงสภาวะที่จริงใจต่อปัจจุบัน
Michelstaedter ได้เดินตามรอย Schopenhauer และพระพุทธเจ้า ในแง่ที่มองว่าทางออกเดียวของมนุษย์คือการดับความปรารถนา
*เพิ่มเติมเล็กน้อยระหว่างหาข้อมูลค่ะ …แม้ทั้งหมดจะดูสิ้นหวังเหมือนกัน แต่พุทธศาสนาต่างจาก Schopenhauer ตรงที่พุทธเสนอทางออก (มรรค) ที่เป็นรูปธรรมเพื่อหลุดพ้นจากวงจรนี้ ในขณะที่ Schopenhauer มักจะจบลงที่การยอมรับความทุกข์ผ่านศิลปะหรือการบำเพ็ญตบะแบบปลงตก*
เขาไม่เชื่อเรื่องความก้าวหน้าของโลกสมัยใหม่ เขาเห็นใจในความเปราะบางของมนุษย์ที่ต้องแบกรับน้ำหนักของชีวิต โดยไม่มีรางวัลหรืออำนาจใดๆ มาชดเชยได้นอกจากความเข้าใจในความจริงที่ขมขื่นนั้น
ในขณะที่ Nietzsche บอกว่า..จงทรงพลังเพื่อชนะความว่างเปล่า
Michelstaedter (ตาม Schopenhauer) กลับบอกว่า…จงยอมรับว่าคุณพร่องและเจ็บปวด เพราะนั่นคือความจริงเดียวที่ไม่มีวาทศิลป์ใดๆ มาเคลือบแฝงได้
สิ่งที่ควรระวังถ้าจะอ่าน Persuasion and Rhetoric
อย่า romanticize การฆ่าตัวตายของผู้เขียน การที่เขาจบชีวิตหลังส่งวิทยานิพนธ์
ไม่ได้แปลว่าทฤษฎีบังคับไปสู่ความตาย + หนังสือมันหนักและเย็นชามาก (บลูรู้สึกอย่างงั้นนะ แต่อาจเพราะบลูอ่านประวัติความสัมพันธ์ครอบครัวของเขามาก่อนด้วย) และบางช่วงเหมือนเป็นการ rationalize การดับตัวตน การอ่านโดยไม่มีระยะห่างอาจทำให้รู้สึกว่าความจริงต้องไปสุดแบบนี้เท่านั้นซึ่งเป็นตรรกะอันตรายอย่าเผลอเชื่อ binary ของเขาทั้งหมด เพราะเขาแบ่งโลกเป็น persuasion (แท้) กับ rhetoric (หลอก) แบบค่อนข้าง absolutist ถ้าไม่ระวังจะติดกับดัก…ฉันคือผู้เห็นความจริง คนอื่นคือผู้หลับ.. ซึ่งเป็น narcissism ทางอภิปรัชญา
อย่าสับสนระหว่างการวิเคราะห์โครงสร้างของความพร่อง กับการสรุปว่าชีวิตไร้ค่า ถึงแม้เขาบอกว่าชีวิตคือ lack / ส่วน Desire คือเครื่องยืนยันความขาด เช่น ถ้าเราหิว แปลว่าเราขาดอาหาร ถ้าเราโหยหาความสำเร็จ แปลว่าเรายังไม่มีมัน ตราบใดที่เรายังมีเจตจำนง (Will) ที่จะทำอะไรบางอย่างเพื่ออนาคต แปลว่าปัจจุบันของเรานั้นไม่สมบูรณ์ในตัวเอง..แต่เขาไม่ได้พิสูจน์ว่าความพร่องนี้ = ความไร้คุณค่า มันเป็นการวิเคราะห์เชิง Ontology (ภววิทยา) เขาอธิบายกลไก ไม่ใช่ให้คำตัดสิน การที่เรากระโดดจาก ontology ไปสู่ nihilism (ข้อสรุปทางความคิดที่ว่าโลกมันว่างเปล่าจากความหมายโดยธรรมชาติ) สิ่งนี้เป็นการตีความของผู้อ่านเอง เป็นจุดที่คนอ่านหลายคนมักหลงทาง
โครงสร้างความคิดของเขาเองก็เป็น rhetoric แบบหนึ่ง เขาปฏิเสธระบบ แต่กำลังสร้างระบบต่อต้านระบบอยู่ นี่คือจุดที่ต้อง deconstruct กลับใส่เขา
อย่าอ่านเขาโดยไม่มี counter voice ถ้าอ่านเขาคนเดียว โลกจะหดเหลือ narrative เดียว แต่ถ้าอ่านคู่กับ Aristotle, Hegel, Kierkegaard, หรือแม้แต่ Camus (บรรดาขั้วตรงข้าม) พื้นที่จะเปิด ความสุดโต่งจะถูกทดสอบ ไม่ใช่กลายเป็น dogma ใหม่
ระวังการดูหมิ่นการมีชีวิต ถ้าเราเชื่อเขาสุดใจ เราอาจไม่เห็นเหตุผลที่จะมีชีวิตอยู่ต่อ ข้อนี้คือสัญญาณเตือนที่ต้องจริงจัง เพราะถ้างานเขียนทำให้การมีชีวิตดูเป็นความล้มเหลวโดยโครงสร้าง มันกำลังทำให้ possibility ทั้งหมด collapse เหลือศูนย์
ซึ่งถ้าเมื่อไหร่การอ่านทำให้เราเกิดความรู้สึกว่า…ฉันไม่มีเหตุผลจะอยู่ต่อในวินาทีถัดไป นั่นไม่ใช่สัญญาณของการเข้าใจลึก แต่เป็นสัญญาณว่าความคิดกำลังกลายเป็นอันตรายต่อตัวผู้อ่านเอง การอ่านงานสุดโต่งต้องทำในฐานะการทดลองทางปัญญา
ไม่ใช่คำพิพากษาตัวเอง Michelstaedter เขาเปิดคำถามแบบสุดขอบ แต่นั่นไม่ได้แปลว่าเขาคือคำตอบสุดท้ายอยู่ดี
ทีนี้ ถ้าจะอ่านแบบขั้วตรงข้าม Michelstaedter จริง ๆ ควรอ่านใคร
ขั้วตรงข้ามเชิงอภิปรัชญา
Aristotle โดยเฉพาะ Nicomachean Ethics และ Rhetoric เพราะ Aristotle เชื่อว่า human flourishing เป็นไปได้ในโลกนี้ ผ่าน habit, virtue, praxis ไม่ใช่การถอนตัวจาก desireขั้วตรงข้ามเชิงประวัติศาสตร์-สังคม
Hegel เพราะ Hegel เชื่อว่าความพร่องคือแรงขับของจิตที่พัฒนาไปสู่ความรู้ตัว ไม่ใช่สิ่งที่ต้องดับขั้วตรงข้ามเชิงสุนทรียะ-การเมือง
F.T. Marinetti และ Futurism เขาเอา crisis มาทำเป็นพลังสร้างสรรค์ ไม่ใช่การสลายขั้วตรงข้ามร่วมสมัย
Charles Taylor / Alasdair MacIntyre ที่พยายามกู้ความหมายทางศีลธรรมในโลกสมัยใหม่ ไม่ใช่ประกาศว่าโลกคือ rhetoric ทั้งหมด
ส่วนฝั่งที่สอดคล้องกับ Michelstaedter
Schopenhauer คือสายเลือดตรงราวกับนั่งเขียนในห้องเดียวกัน
Leopardi โดยเฉพาะ Canti และ Operette morali
Kierkegaard บางช่วง โดยเฉพาะแนวคิด despair
Nietzsche ยุคแรก (Birth of Tragedy) มากกว่ายุค Zarathustra
Thomas Ligotti ในยุคหลัง ที่เห็นชีวิตเป็น horror of consciousness
Emil Cioran ในสาย aphoristic nihilism
Heidegger ช่วง Being and Time ที่พูดเรื่อง authenticity vs das Man
ถ้าจะวางแผนอ่านแบบบลู (มนุษย์ซึ่งไม่ชอบคำตอบสำเร็จรูป 555)
วิธีที่แรงกว่าคืออ่านเขาคู่กับ Hegel หรือ Aristotle ไปเลย
แล้วตั้งคำถามว่า…
ถ้า persuasion คือภาวะไร้ความพร่อง แล้วชีวิตที่มีความพร่องตลอดเวลาจะมีคุณค่าในแบบที่ไม่ต้องหลอกตัวเองได้ไหม?
ถ้า rhetoric คือการหลอกตัวเอง แล้วภาษาใด ๆ ที่ประกาศว่าตนเองพูดความจริง นั่นจะไม่เป็น rhetoric ด้วยหรอ?
ถ้าเขาบอกว่า desire คือโครงสร้างของการพร่อง แล้วการดับ desire คือการหนีหรือการเผชิญ?
การประกาศว่าฉันไม่อยู่ในหมวดหมู่ใด แล้ว…นี่ไม่ใช่หมวดหมู่ใหม่หรอ?
คำถามพวกนี้ไม่ได้ทำลายเขา แต่มันทำให้เขาไม่กลายเป็นไอคอนนิ่ง ๆ
คำถามนึงที่เดาว่าหลายคนน่าจะสงสัย
Q: ถ้า Persuasion คือสภาวะที่สมบูรณ์ในตัวเองจนไม่ต้องพึ่งพิงสิ่งอื่น…แล้วการเขียนหนังสือของ Michelstaedter เอง คือการทรยศต่อหลักการ Persuasion หรือไม่? หรือว่านี่คือวาทศิลป์สุดท้ายที่พยายามจะทำลายวาทศิลป์ทั้งปวง?
A: ถ้าเราถือ definition ของเขาแบบแข็งที่สุด Persuasion = ภาวะที่ไม่ต้องการสิ่งใด ไม่พึ่งอนาคต ไม่พึ่งผู้อื่น ไม่ต้องสื่อสาร ไม่ต้องโน้มน้าว แต่ๆๆ การเขียนคือการใช้ภาษาการตั้งผู้รับสาร การหวังให้มีการเข้าใจ การยื่นมือออกไปหาอีกคน …ทั้งหมดนี้ดูเหมือน Rhetoric เต็มรูปแบบ …ดังนั้นถ้าวัดด้วยมาตรฐานของเขาเอง การเขียนคือการเคลื่อนไปสู่ผู้อื่น คือการไม่อยู่ในตัวเอง คือการยอมรับความไม่สมบูรณ์ แปลตรง ๆ มันดูเหมือนการทรยศต่อ Persuasion ตามสูตรเป้ะเลยค่ะ
แต่ช้าก่อนในคำนำเขาพูดชัดว่า เขาไม่ได้ตั้งใจ persuade ใคร เขาบอกว่า rhetoric บังคับให้เขาต้องพูด เหมือนกัดลูกมะนาวเปรี้ยวแล้วต้องคายออก นี่คือจุดที่ซับซ้อนมาก …เขาไม่ได้เขียนเพื่อโน้มน้าว เขาเขียนเพื่อคายออก
ถ้าอ่านแบบนี้ การเขียนไม่ใช่ act of dependence แต่เป็น act of negation เหมือนพูดว่า..ฉันไม่ต้องการให้ใครเชื่อ แต่ฉันไม่สามารถไม่พูดได้ …นี่คือสิ่งที่บางคนเรียกว่า aporetic speech การพูดที่รู้ว่าการพูดเป็นไปไม่ได้
พูดอีกแบบเขาอาจจะไม่ได้ทรยศ Persuasion แต่ Persuasion ของเขาอาจเป็น ideal ที่ทำให้ทุกการกระทำ รวมถึงการเขียนที่ดูเป็นความล้มเหลวล่วงหน้า
แล้วมันจะเหลืออะไรล่ะ ถ้า Persuasion จริง ๆ ต้องเงียบ ต้องไม่พูด ต้องไม่สร้างงาน ต้องไม่สื่อสาร งั้นมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่รวมถึงบลูจะเข้าถึงมันได้ยังไง?
ตรงนี้ Hegel คงนอนกอดพุงแล้วหัวเราะก๊าก เพราะสำหรับ Hegel ความจริงที่ไม่สื่อสาร ไม่ dialectic ไม่เผชิญความขัดแย้ง คือ abstraction
คำถามสุดท้ายที่น่าถามต่อจริงๆ คือ Persuasion ของเขาเป็นสภาวะของความสมบูรณ์ หรือเป็นจินตภาพของคนที่เจ็บปวดกับการต้องอยู่ในโลกของคนอื่น สองแบบนี้ต่างกันมาก และคำตอบจะเปลี่ยนวิธีที่เรามองหนังสือทั้งเล่มเลย
สุดท้ายตอนอ่านจบลองถามตัวเองด้วยก็ดีค่ะว่า
เราอ่านเขาเพื่อไปให้สุดทาง nihilism หรือเพื่อทดสอบว่า nihilism นั้นมั่นคงจริงไหม
หรือเราอ่านเพื่อเพื่อเข้าใกล้ persuasion แบบเขา หรือเพื่อทดสอบว่าระบบเขาเองคือ rhetoric อีกแบบหนึ่ง
นี่แหละจุดที่เล่มนี้จะขัดเราได้จริง ๆ เพราะมันไม่ได้ให้คำตอบ มันบังคับให้เราถามว่า…แล้วฉันเองล่ะ…ฉันกำลังมีชีวิตอยู่เพราะฉันขาด หรือเพราะฉันกำลังหลอกตัวเองว่าฉันขาดกันแน่


