Resonance ว่าด้วยสภาวะใบ้/เหินห่าง (Mute Form) กับสภาวะสะท้อนรับ/มีชีวิตชีวา (Resonant Form)
จากหนังสือ Resonance ของ Hartmut Rosa บลูไปเจอภาพนึงที่น่าสนใจมาก คือแผนภาพ Mute and Resonant Forms of Bodily Relationships to the World (ภาพนี้จะอธิบายว่าร่างกายเป็นสื่อกลางที่ทำให้เราเกิดหรือไม่เกิดการก้องตอบกับโลกค่ะ) โดยลูกศรหมายถึงทิศทางของการไหลระหว่างการรับจากโลก (impression) และการแสดงออกสู่โลก (expression) ผ่านร่างกาย
◄─────────────────────────────────────────────────────────────────
[ IMPRESSION ]
┌─────────────────────────┬────────────────────────┐ ┌─────────────────────────┬────────────────────────┐
│ resonant │ mute │ │ resonant │ mute │
├─────────────────────────┼────────────────────────┤ ├─────────────────────────┼────────────────────────┤
│ body as source of │ body as source of │ │ body as resonating │ body as processor │
│ inspiration │ disturbance │ │ body (world as │ (world as │
│ │ │ │ inspiration) │ information) │
└─────────────────────────┴────────────────────────┘ └─────────────────────────┴────────────────────────┘
┌────────┐ ┌────────┐ ┌────────┐
│ Self │ ────────────────────────────────────────► │ Body │ ────────────────────────────────────────► │ World │
└────────┘ └────────┘ └────────┘
┌─────────────────────────┬────────────────────────┐ ┌─────────────────────────┬────────────────────────┐
│ resonant │ mute │ │ resonant │ mute │
├─────────────────────────┼────────────────────────┤ ├─────────────────────────┼────────────────────────┤
│ body as expressive │ body as formed │ │ body as participant │ body as instrument │
│ form │ expression │ │ in the world │ in the world │
└─────────────────────────┴────────────────────────┘ └─────────────────────────┴────────────────────────┘
[ EXPRESSION ]
─────────────────────────────────────────────────────────────────►Rosa พยายามบอกว่าร่างกายไม่ใช่แค่วัตถุทางชีววิทยา แต่เป็นตัวกลางระหว่าง Self กับ World และความสัมพันธ์นี้มีได้ 2 โหมดใหญ่
Resonant = โลกที่มีชีวิต ก้องตอบ สนองกัน มีชีวิต
Mute = โลกที่เงียบ เงียบ ด้าน ตายด้าน เป็นเพียงกลไก
เมื่อความสัมพันธ์กับโลกเป็นแบบ resonant เราแทบไม่รู้สึกถึงร่างกายเลย แต่เมื่อร่างกายเจ็บ ป่วย ขัดขืน หรือกลายเป็นปัญหา เราจะเริ่มมองมันเป็นวัตถุหรือศัตรูซึ่งเป็นความสัมพันธ์แบบ mute และ Rosa ยังเสนอว่า ความหมกมุ่นกับร่างกายในโลกสมัยใหม่อาจสะท้อนการสูญเสียความสัมพันธ์แบบ resonant กับโลกซะมากกว่า
บลูจะลองย่อยแบบนี้
ร่างกายเป็นตัวกลางระหว่างตัวตน (Self) กับ โลก (World) คนเขียนเสนอว่าความสัมพันธ์ทั้งหมดนี้มีได้ 2 รูปแบบใหญ่ (ดอกจันก่อนอ่านต่อว่าทั้งสองฝั่งขาเข้าและขาออก Impression (โลกมากระทบเรา) และ Expression (เราตอบกลับโลก) นี้ไม่ใช่เหตุและผล (Cause-Effect) แต่เป็นวงจรที่หมุนไปพร้อมกันนะคะ)
Impression (Affectivity) บลูขอเรียกสิ่งนี้ว่าการถูกสัมผัส โลกเขาไม่ได้ส่งข้อมูลมาให้เราประมวลผล แต่โลกส่งคลื่นมาให้เราสั่นพ้อง เช่น เสียงเพลงที่ทำให้ขนลุก ไม่ใช่เพราะเราวิเคราะห์โน้ตได้ แต่มันเข้าไปสั่นที่ระดับก่อนจิตสำนึก (Prereflective)
Expression (Efficacy) การที่เราตอบกลับไปนั้นไม่จำเป็นต้องดังหรือยิ่งใหญ่ ในโหมด Resonant การตอบกลับอาจเป็นการถอนหายใจเมื่อเห็นพระอาทิตย์ตก หรือการขยับมือตามจังหวะเพลง มันคือการที่โลกเห็นเราและเราเห็นโลก พลังงานเปลี่ยนผ่านระหว่างกัน
1. ความสัมพันธ์แบบ Mute (สภาวะใบ้ / ความแปลกแยก)
คือสภาวะที่ร่างกายกับโลกขาดการเชื่อมโยง หรือเชื่อมโยงกันแบบไร้ความหมาย/เย็นชา ร่างกายหยุดเป็นพื้นที่ของการมีชีวิต และกลายเป็นวัตถุที่ต้องควบคุม ใช้งาน หรือทนอยู่กับมัน ทุกทิศทางของความสัมพันธ์จึงเปลี่ยนไป
Self < Body (Body as source of disturbance) คืออะไร คือ ร่างกายคือต้นตอของปัญหา ปวด ง่วง อ้วน แก่ ป่วย เรารู้สึกว่าร่างกายขัดขวางชีวิต
ส่วนขา Self > Body (Body as formed expression) ร่างกายเป็นสิ่งที่ต้องสร้าง ฝึกบุคลิก แต่งหน้าสร้างภาพลักษณ์ ปั้นหุ่น ยิ้มตามมารยาท ร่างกายกลายเป็นโปรเจกต์ ไม่ใช่การแสดงออกของตัวตน
World > Body (Body as processor) โลกคือข้อมูล ร่างกายคือเครื่องประมวลผล ทุกอย่างกลายเป็นข่าว ตัวเลข KPI Notification โลกไม่ได้แตะต้องเรา มีแต่ข้อมูลไหลผ่านเรา
Body > World (Body as instrument) ร่างกายเป็นเครื่องมือ ใช้เพื่อทำงาน ผลิต แข่งขัน เพิ่มประสิทธิภาพ ร่างกายถูกใช้ ไม่ได้มีส่วนร่วมกับโลก
Impression (ขาเข้า) โลกภายนอกกระทบเราไม่ได้ เราไม่รู้สึกซาบซึ้ง ไม่มีอารมณ์ร่วม หรือมองโลกเป็นเพียงวัตถุ/ภาระ
Expression (ขาออก) การแสดงออกของเราไม่มีพลัง หรือส่งไปไม่ถึงโลก เหมือนตะโกนใส่ความเงียบ หรือทำไปตามหน้าที่โดยไร้ความรู้สึก
ผลลัพธ์ เกิดความรู้สึกเหินห่าง (Alienation) โลกกลายเป็นสิ่งแปลกหน้า และตัวเราก็รู้สึกหมดพลัง (Burnout/Numb)
สรุป ในโหมด Mute ร่างกายคือเครื่องจักร โลกคือวัตถุ ตัวตนคือผู้จัดการ ทุกอย่างถูกทำให้มีหน้าที่ (function) แต่ไม่มีชีวิต นี่คือสิ่งที่ Rosa เรียกว่า Alienation (ความแปลกแยก)
2. ฝั่งความสัมพันธ์แบบ Resonant (สภาวะสะท้อนรับ / มีชีวิตชีวา)
คือสภาวะที่ร่างกายกับโลกเกิดการตอบสนองและส่งแรงสะท้อนถึงกันและกัน ในสภาวะนี้ร่างกายกลับมาเป็นพื้นที่ที่โลกกับตัวตนพบกัน ร่างกายไม่ใช่วัตถุ แต่เป็นสิ่งที่สั่นสะเทือนได้
Self < Body (Body as source of inspiration) ร่างกายนำแรงบันดาลใจมาให้ เดินแล้วคิดออก ร้องเพลงแล้วเกิดอารมณ์ วาดรูปแล้วไอเดียไหลมา เราฟังร่างกาย
Self > Body (Body as expressive form) ร่างกายคือการแสดงออกของตัวตน หัวเราะ ร้องไห้ เต้น กอด ไม่ใช่การแสดง แต่เป็นชีวิตที่เผยตัวออกมา
World > Body (Body as resonating body) โลกเข้ามาสัมผัสเรา ดนตรีทำให้ขนลุก ลมทำให้สงบ ภูเขาทำให้รู้สึกเล็กลง ศิลปะทำให้น้ำตาไหล โลกไม่ได้ให้ข้อมูล โลกตอบเรา
Body > World (Body as participant) ร่างกายเข้าไปมีส่วนร่วมกับโลก เล่นดนตรี เต้นรำ เดินป่า เล่นกับลูก ทำสวน เราไม่ได้ใช้โลก เราอยู่กับโลก
Impression (ขาเข้า) โลกสามารถแตะหรือกระทบใจเราได้ (Affictivity) ทำให้เรารู้สึก สัมผัสได้ หรือถูกกระตุ้นความรู้สึก
Expression (ขาออก) เราสามารถตอบสนองหรือแสดงออกกลับไปยังโลกได้จริงๆ (Efficacy) เกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวเราและในสิ่งที่เรารูปแบบสัมพันธ์ด้วย
ผลลัพธ์ เกิดกระบวนการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงตัวเอง (Adaptive transformation) เกิดความรู้สึกมีตัวตนและเชื่อมโยงกับโลกรอบข้างอย่างแท้จริง
สรุป ในโหมด Resonant ร่างกายคือสื่อกลางแห่งการตอบรับ โลกคือคู่สนทนา ตัวตนคือผู้ร่วมสัมพันธ์ ทุกอย่างมีการตอบกลับซึ่งกันและกัน
แผนภาพนี้เป็นการอธิบายสองโหมดของการดำรงอยู่ในโลกผ่านร่างกาย ร่างกายเป็นเพียง จุดตัดที่เผยให้เห็นว่าทั้ง Self และ World กำลังสัมพันธ์กันแบบแปลกแยก (Mute) หรือแบบก้องตอบ (Resonant) ซึ่งเป็นแก่นของทฤษฎีทั้งเล่ม หากร่างกายปิดรับ (Mute) เราจะรู้สึกโดดเดี่ยวและแปลกแยกจากโลก แต่หากร่างกายเปิดรับและตอบสนอง (Resonant) เราจะสัมผัสได้ถึงความหมายและการเติมเต็มในชีวิตค่ะ
ซึ่งสิ่งที่ Rosa เจ๋งมากคือเขาไม่ได้บอกว่า Resonant ดีเสมอไป หรือ Mute แย่เสมอไป
ในโหมด Mute เมื่อร่างกายเจ็บป่วย มันคือศัตรูที่ขัดขวางการทำงาน (Productivity) เราพยายามกลืนยาเพื่อปิดเสียงมันเพื่อให้กลับไปทำงานต่อ (Instrumentalize)
ส่วนในโหมด Resonant ความเจ็บปวดหรือความต้านทานของร่างกายคือเสียงเรียกที่ชวนให้เราเปลี่ยนความสัมพันธ์กับโลก เช่น การนอนป่วยอาจเป็นจังหวะที่เราหยุดและรู้สึกถึงลมหายใจ หรือการแก่ตัวลงอาจทำให้เรารู้สึกซาบซึ้งกับเวลาที่เหลืออยู่กับคนอื่น ร่างกายที่ขัดขืนในโหมดนี้ไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นอีกฝ่าย (Other) ที่เรียกร้องให้เรารับฟัง
ถ้าจะจับใจความทฤษฎีของ Rosa ผ่านแผนภาพนี้มันคือ…
ความทันสมัยพยายามทำให้โลกเอื้อมถึงและควบคุมได้มากขึ้น แต่รู้อะไรไหม? ยิ่งเราควบคุมได้มาก (ผ่านร่างกายที่ถูกปั้น ผ่านข้อมูลที่ถูกประมวลผล) เท่าไร โลกก็ยิ่งเงียบ (Mute) เท่านั้น เพราะเราไม่ได้ฟังมันอีกต่อไป Resonance จึงไม่ใช่ความดังหรืออารมณ์ปรี๊ดแตก แต่คือการตอบสนองที่เราไม่สามารถวางแผนหรือบงการได้ล่วงหน้า โลกเขาตอบเรากลับมาในแบบที่เราคาดไม่ถึง และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกมีชีวิตค่ะ :)

