เคยรู้สึกไหมคะ ว่าทำไมเราถึงอินกับหนังฮีโร่ที่ต้องออกไปปราบมังกรร้าย ทั้งที่ไม่เคยเจอมังกรจริง ๆ สักตัว? หรือทำไมในวันที่เราหลงทางที่สุด จู่ ๆ ก็ฝันเห็นคนแก่ใจดีมาชี้ทางให้...แล้วเราก็รู้สึกดีขึ้นมาเฉยเลย เอ้า งงมาก 555
ความรู้สึกเชื่อมโยงที่มันรุนแรงแบบนี้...ความรู้สึกว่าภาพบางภาพมันจริงยิ่งกว่าเรื่องที่เราเจอตอนตื่นซะอีก...มันมาจากไหนกันนะ? ถ้าเราไม่ได้แค่คิดไปเอง แล้วอะไรล่ะที่กำลังทำงานอยู่เบื้องหลังจิตใจของเรา?
คำตอบของคำถามพวกนี้ซ่อนอยู่ในหัวใจของศาสตร์แห่งจิตวิญญาณเลยค่ะ และเป็นกุญแจที่คุณปู่ยุงทิ้งไว้ให้เราไขปริศนาโลกภายใน...นั่นคือเรื่องของอาร์คีไทป์ (Archetypes)
เวลาเราฝันถึงงู มันไม่ใช่งูเฉย ๆ แต่คือภาพแทนของอาร์คีไทป์ (The Archetypal Image) อะไรบางอย่าง (เช่น พลังสัญชาตญาณ การเปลี่ยนแปลง ความกลัว) ส่วนอาร์คีไทป์ (The Archetype) ตัวจริงคือโครงสร้างเบื้องหลังที่ผลักให้สมองเราเลือกงูมาเป็นสัญลักษณ์นั้นนั่นเอง
Archetype คืออะไร ทำงานยังไง และทำงานกับอะไร?
Archetype (อาร์คีไทป์) ไม่ใช่ภาพหรือความคิดที่เราเห็นนะคะ แต่เป็นพิมพ์เขียวพลังงานที่มองไม่เห็นที่ว่างเปล่าและเป็นแค่รูปแบบ (a possibility of representation) มันคือโครงสร้างพื้นฐานของจิตใจที่มนุษย์เรามีร่วมกันทุกคน หรือที่ยุงเรียกว่า จิตไร้สำนึกร่วม (Collective Unconscious)
แล้วมันทำงานยังไง?
มันทำงานโดยการจัดระเบียบพลังงานชีวิต (Libido) ค่ะ เมื่อมีเหตุการณ์ในชีวิตจริงมาสั่นพ้อง (constellate) กับพิมพ์เขียวอันใดอันหนึ่งที่หลับอยู่ พิมพ์เขียวนั้นจะตื่นขึ้นแล้วดึงดูดเรื่องราว ความรู้สึก และประสบการณ์ของเราเข้าไปเติมเต็มจนเกิดเป็นภาพหรือพฤติกรรมขึ้นมา เหมือนร่องน้ำที่แห้งขอด พอพลังงานชีวิตไหลผ่าน ร่องน้ำนั้นก็ปรากฏเป็นลำธารที่มีทิศทางชัดเจน มันทำงานกับพลังงานชีวิตของเราโดยตรงเลยค่ะ
มันแสดงออกยังไง?
เพราะเรามองไม่เห็นตัวพิมพ์เขียวตรงๆ ใช่ไหมคะ มันเลยต้องแสดงตัวออกมาผ่านผลงานของมัน ซึ่งเราจะเจอได้ใน...
ความฝันและจินตนาการ (Dreams and Fantasies): นี่คือโรงละครส่วนตัวสุดๆ ของเราเลยค่ะ การฝันถึงงู, ชายแก่ปริศนา, การบิน, หรือการต่อสู้กับสัตว์ประหลาด... ทั้งหมดนี้คือการแสดงสดของอาร์คีไทป์
เทพปกรณัมและเทพนิยาย (Myths and Fairytales): เหมือนหนัง Netflix ฉบับโบราณ 555 เรื่องราวของวีรบุรุษ, เทพเจ้า, ปีศาจ ล้วนเป็นภาพสะท้อนของอาร์คีไทป์ที่ถูกเล่าขานต่อๆ กันมาในสเกลของวัฒนธรรม
อาการป่วยทางจิต (Neurotic Symptoms): อันนี้จะลึกหน่อยนะคะ บางครั้งอาการป่วยเกิดขึ้นเมื่อจิตสำนึกของเราถูกพลังงานของอาร์คีไทป์บางตัวที่แรงเกินไปเข้าครอบงำจนเสียสมดุล หรือพลังงานมันล้นระบบนั่นเอง
การฉายภาพ (Projections): อันนี้เจอบ่อยมากกกก เวลาเราตกหลุมรักใครสักคนแบบหัวปักหัวปำจนเห็นเขาเป็นเทพบุตร/เทพธิดา นั่นคือการฉายภาพ Anima/Animus ออกไป หรือเวลาที่เราเกลียดใครบางคนเข้าไส้โดยไม่มีเหตุผล นั่นอาจเป็นการฉายภาพ Shadow ของเราไปแปะไว้ที่เขาก็ได้ค่ะ
ปรากฏการณ์ซินโครนิซิตี้ (Synchronicity): เมื่ออาร์คีไทป์ในตัวเราถูกกระตุ้นแรงๆ มันสามารถจัดเรียงเหตุการณ์ภายนอกให้สอดคล้องกับสภาวะจิตภายในของเราได้ค่ะ
อาร์คีไทป์หลัก (Major Archetypes) และ ภาพแทนแห่งอาร์คีไทป์ (Archetypal Images) ใช้งานต่างกันอย่างไร?
นี่คือหัวใจเลยค่ะ ถ้าเข้าใจตรงนี้จะปลดล็อกไปได้เยอะมาก ลองถามใจตัวเองดูนะคะ... ความเป็นฮีโร่กับภาพของซูเปอร์แมนมันคือสิ่งเดียวกันเป๊ะๆ เลยมั้ย?
คำตอบคือไม่ค่ะ…
Archetype คือ พิมพ์เขียว, คือแก่นพลังงาน, คือ Concept ที่เป็นนามธรรมและเป็นสากล เช่น พลังงานของความเป็นฮีโร่ (The Hero), ความเป็นแม่ผู้ยิ่งใหญ่ (The Great Mother)
Archetypal Image คือ ภาพตัวแทน, คือผลงาน, คือตัวละคร ที่เป็นรูปธรรมและจับต้องได้ ซึ่งดึงพลังงานจากพิมพ์เขียวนั้นมาสร้างเป็นภาพ เช่น ภาพของซูเปอร์แมน, เฮอร์คิวลีส, หนุมาน (จากพิมพ์เขียว The Hero) หรือภาพพระแม่มารี, พระแม่กาลี (จากพิมพ์เขียว The Great Mother)
เวลาเราทำงานกับพลังงานหรือวิเคราะห์จิตใจ เราจะทำงานกับภาพแทนที่ปรากฏในฝันหรือในชีวิตจริง เพื่อสืบย้อนกลับไปทำความเข้าใจพิมพ์เขียวที่เป็นต้นตอของพลังงานนั้นค่ะ
ใน 1 คนมีกี่ Archetype? กี่ Archetypal Images?
Archetype: ใน 1 คนมี ทุก Archetype ที่เป็นของเผ่าพันธุ์มนุษย์ค่ะ ว้าวซ่ามากนะ 555 เราทุกคนมีพิมพ์เขียวของ Hero, Shadow, Anima/Animus, Self, Trickster ฯลฯ อยู่ในตัวครบถ้วน แต่... บางพิมพ์เขียวอาจจะถูกใช้งานบ่อยจนเป็นห้องนั่งเล่น ในขณะที่บางอันอาจจะถูกเก็บไว้ในห้องใต้หลังคา ที่เราไม่ค่อยได้เข้าไปดู
Archetypal Images: มีนับไม่ถ้วนค่ะ เหมือนดวงดาวบนท้องฟ้าเลย เพราะมันคือการผสมผสานระหว่างพิมพ์เขียวสากล + ประสบการณ์ส่วนตัว + วัฒนธรรมของเรา ทำให้ภาพที่แสดงออกมามีเอกลักษณ์และไม่สิ้นสุด
ใน 1 วัน / 1 เหตุการณ์ / 1 การสนทนา เราใช้อาร์คีไทป์และภาพแทนกี่อย่าง?
โห... บลูต้องบอกว่า อย่างกับเวทีละครเลยค่ะ มันซ้อนทับกันตลอดเวลา จิตใจเราไม่ใช่สวิตช์ไฟที่เปิด-ปิดทีละดวงนะคะ
สมมติแค่เรากำลังเถียงกับแฟนเรื่องเล็กๆ น้อยๆ...
Anima/Animus จะถูกฉายภาพใส่กัน ทำให้เกิดความคาดหวังและความผิดหวังรุนแรง (ทำไมเธอไม่เข้าใจฉันนนเลย)
Shadow จะทำงาน ทำให้เราเห็นแต่ข้อเสียของเขา และปฏิเสธข้อเสียเดียวกันในตัวเรา
Persona (หน้ากาก) อาจจะพยายามคุมเกมให้ดูเป็นผู้ใหญ่และมีเหตุผล
Divine Child (เด็กน้อยภายใน) อาจจะโผล่มาในรูปของความงอแงเอาแต่ใจ หรือความเปราะบางอยากให้คนโอ๋
เห็นมั้ยคะว่าแค่เหตุการณ์เดียว นักแสดงขึ้นเวทีกันเต็มไปหมดเลย…
Archetype และ Archetypal Images เหมือนหรือต่างจากโรคหลายบุคลิก?
คนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิงเลยค่ะ บลูอยากขีดเส้นใต้ตรงนี้หนาๆ เลยนะ
Archetypes คืออวัยวะทางจิต (psychic organs) ที่คนปกติและแข็งแรงทุกคนมี มันควรจะทำงานร่วมกันเป็นวงออร์เคสตราที่ยิ่งใหญ่ภายใต้วาทยกรที่ชื่อว่า The Self (ตัวตนที่แท้จริง)
โรคหลายบุคลิก (DID) คือสภาวะป่วยที่เกิดจากการแตกสลายของบุคลิกภาพ (dissociation) เหมือนกับวงออร์เคสตราที่ไม่มีวาทยกร แล้วนักดนตรีแต่ละคนต่างลุกขึ้นมาเล่นเพลงของตัวเองโดยไม่รู้จักกัน ทำให้ความทรงจำขาดหายและสูญเสียความเป็นตัวตนที่ต่อเนื่อง
เราระบุได้ไงว่าคนตรงหน้าเราใช้อาร์คีไทป์และภาพแทนไหน?
เราเห็นอาร์คีไทป์ตรงๆ ไม่ได้ แต่เราอ่านพลังงานหรืออนุมานจากร่องรอยที่มันทิ้งไว้ได้ค่ะ
ภาษาและสัญลักษณ์ที่เขาใช้ ลองฟังคีย์เวิร์ดที่เขาใช้บ่อยๆ คนที่พูดถึงการต่อสู้ พิชิต เป้าหมาย อาจกำลังอยู่ในพลังงานของ The Hero
ปฏิกิริยาทางอารมณ์ที่เบอร์ใหญ่เกินเรื่อง เวลาใครโกรธ/รัก/กลัวอะไรแบบสุดๆ ไม่สมส่วนกับเหตุการณ์ นั่นคือสัญญาณไฟนีออนเลยค่ะว่ามีอาร์คีไทป์ถูกปลุกขึ้นมาทำงานเบื้องหลัง
รูปแบบพฤติกรรมที่เกิดซ้ำๆ (เดจาวูชีวิต) การที่คนๆ หนึ่งมักจะเจอสถานการณ์เดิมๆ หรือความสัมพันธ์รูปแบบซ้ำๆ บ่งบอกว่ามีอาร์คีไทป์ตัวหนึ่งที่ยังไม่ถูกมองเห็นกำลังกำกับชีวิตเขาอยู่
การเทียบเคียงกับเทพนิยาย (Amplification) เราสามารถลองเทียบเรื่องราวชีวิตของเขากับตำนานเทพหรือนิทานต่างๆ เพื่อดูว่าเขากำลังใช้ชีวิตผ่านบทของใครอยู่
คนสามารถหลงลืมและพบเจอ Archetype และ Archetypal Images ใหม่ได้ไหม? ยังไง?
ได้แน่นอนค่ะ และนี่คือหัวใจของการเติบโตทางจิตวิญญาณเลย หรือที่เรียกว่ากระบวนการสร้างความเป็นปัจเจก (Individuation Process)
การหลงลืม: เราลืมอาร์คีไทป์บางตัวได้เมื่อเรายึดติดกับบทบาทใดบทบาทหนึ่งมากไป เช่น การอินกับ Persona (หน้ากากทางสังคม) ของความสำเร็จ จนลืมที่จะหันไปมอง Shadow (เงา) ของตัวเอง
การพบเจอใหม่: การพบเจอพิมพ์เขียวใหม่ๆ มักเกิดขึ้นในช่วงจุดเปลี่ยนของชีวิตหรือช่วงวิกฤตค่ะ
ครึ่งหลังของชีวิต: พอเราสร้างตัวตนทางสังคมมั่นคงแล้ว อาร์คีไทป์อย่าง Wise Old Man/Woman (ปราชญ์ชรา/เฒ่าทาริกา) และ The Self จะเริ่มส่งเสียงเรียกดังขึ้น
ผ่านการทำงานกับตัวเอง: การวิเคราะห์ความฝัน, การทำสมาธิ, หรือการบำบัด จะพาเราดำดิ่งลงไปเจอตัวละครที่เราไม่เคยรู้จักในห้องใต้ดินของใจเรา
วิกฤตการณ์: ความเจ็บป่วย การสูญเสีย ความล้มเหลว สามารถทุบกำแพง Ego ของเราให้พังลง เพื่อเปิดทางให้พลังงานใหม่ๆ จากอาร์คีไทป์ที่ไม่เคยถูกใช้งานได้เข้ามาเยียวยาและมอบความหมายใหม่ให้กับชีวิต
สรุปส่วนที่ 1: อาร์คีไทป์ (Archetype) พิมพ์เขียว / ว่างเปล่า / ไร้รูป
หลายคนพอได้ยินคำว่าอาร์คีไทป์ของแม่ก็จะนึกถึงภาพผู้หญิงใจดี อบอุ่น...แต่ยุงคงส่ายหัวแล้วบอกว่า…นั่นเป็นความเข้าใจผิดที่ใหญ่หลวง ที่จะสมมติว่าอาร์คีไทป์คือภาพหรือความคิดที่สืบทอดมา
อ้าว...แล้วถ้ามันไม่ใช่ภาพ แล้วมันคืออะไรล่ะ?
ให้เราลองนึกภาพตามนะคะ...จินตนาการถึงเกลือที่ยังไม่ละลายน้ำ เรายังไม่เห็นผลึกของมันใช่ไหมคะ? แต่มันมีความเป็นไปได้ที่จะก่อตัวเป็นผลึก แฝงอยู่แล้วในโครงสร้างของมัน อาร์คีไทป์ก็เป็นแบบนั้นเลยค่ะ
ยุงเปรียบเทียบไว้ว่าอาร์คีไทป์คือโครงสร้างแกนของผลึก (axial system of a crystal) ที่ยังมองไม่เห็น มันคือ
โครงสร้างที่ว่างเปล่า (Empty Form): อาร์คีไทป์ไม่มีเนื้อหาหรือภาพในตัวเองค่ะ มันคือ พิมพ์เขียวพลังงาน คือ ความเป็นไปได้ในการก่อรูป (a possibility of representation) ที่มนุษย์ทุกคนมีร่วมกัน เป็นเหมือน DNA ทางจิตวิญญาณของเรา
สัญชาตญาณที่รับรู้ตัวเอง: มันคือรูปแบบพฤติกรรม (pattern of behaviour) ที่สืบทอดมาในจิตไร้สำนึกร่วม (Collective Unconscious) ของเรา ยุงบอกว่ามันคือการรับรู้ตัวเองของสัญชาตญาณ (the instinct’s perception of itself) เหมือนกับที่นกรู้วิธีสร้างรังโดยไม่มีใครสอน เราก็มีพิมพ์เขียวของการเป็นวีรบุรุษ, การเป็นแม่, หรือการเผชิญหน้ากับเงาของตัวเองอยู่ภายใน
พลังงานที่มองไม่เห็น (Psychoid): เรามองไม่เห็นอาร์คีไทป์ด้วยตาเปล่า สัมผัสมันโดยตรงก็ไม่ได้ เพราะมันเป็นพลังงานที่ยุงเรียกว่าไซคอยด์ (Psychoid) คืออยู่กึ่งกลางระหว่างโลกของสสาร (กาย) และโลกของจิตใจ (นาม) คล้าย ๆ คลื่นความถี่ที่เรามองไม่เห็น แต่ส่งผลต่อเราได้จริง ๆ
ดังนั้น อาร์คีไทป์ จึงไม่ใช่ภาพของวีรบุรุษ แต่คือสนามพลังแห่งความเป็นไปได้ที่จะสร้างภาพวีรบุรุษขึ้นมา เมื่อจิตของเราต้องการพลังแห่งความกล้าหาญค่ะ
สรุปส่วนที่ 2: ภาพแทนแห่งอาร์คีไทป์ (Archetypal Image) รูปธรรม / มีเนื้อหา / หลากหลาย
แล้วภาพของซูเปอร์แมน, เทพธิดา, พญานาค หรือปีศาจที่เราเห็นในฝัน ในหนัง ในนิทานล่ะ...คืออะไร?
นี่แหละค่ะ คือตอนที่พิมพ์เขียวที่มองไม่เห็นนั้นถูกเปิดใช้งาน มันคือภาพแทนแห่งอาร์คีไทป์ (Archetypal Image) หรือผลึกที่ก่อตัวขึ้นแล้วให้เราได้เห็นและสัมผัส เมื่อไหร่ที่พลังงานอาร์คีไทป์ถูกกระตุ้น มันจะดึงเอาวัตถุดิบจากประสบการณ์ในจิตสำนึกของเรามาสร้างเป็นภาพขึ้นมา ลองนึกภาพตามนะคะ...
พิมพ์เขียววีรบุรุษ (The Hero Archetype): เมื่อถูกเปิดใช้งานในวัฒนธรรมกรีก ก็จะกลายเป็นภาพของเฮอร์คิวลีสผู้แข็งแกร่ง | ในยุคปัจจุบัน อาจกลายเป็นภาพของนักดับเพลิงที่บุกเข้ากองไฟ | หรือในฝันของเรา อาจเป็นภาพตัวเราเองที่กำลังต่อสู้กับสัตว์ประหลาดตัวใหญ่
พิมพ์เขียวพระแม่ผู้ยิ่งใหญ่ (The Great Mother Archetype): อาจปรากฏเป็นภาพของพระแม่กาลีที่น่าเกรงขาม | เป็นภาพของโบสถ์ หรือมหาวิทยาลัยที่ให้ความรู้และโอบอุ้มเรา | หรือแม้กระทั่งความรู้สึกยิ่งใหญ่ ปลอดภัย เมื่อเรายืนอยู่กลางป่าหรือทะเล
เห็นไหมคะว่าภาพแทนนั้นหลากหลายและเป็นเรื่องส่วนตัวมาก ๆ มันจะรับเอาสีสันมาจากจิตสำนึกของแต่ละบุคคลที่มันปรากฏขึ้น แต่มันยังคงมีแก่นพลังงานมาจากพิมพ์เขียวเดียวกัน
Marie-Louise von Franz ได้อธิบายไว้ว่า อาร์คีไทป์ (พิมพ์เขียว) เปรียบเหมือน Logos ส่วนภาพแทน (ผลึก) เปรียบเหมือน Sophia หรือปัญญาที่ปรากฏออกมาในรูปของภาพที่หลากหลายและมีชีวิตชีวา...ภาพเหล่านี้คือภาษาที่จักรวาลภายในใช้สื่อสารกับเราค่ะ
แล้วมันต่างกันยังไงในความรู้สึก?
ถ้าเรามองไปที่อาร์คีไทป์ (Archetype) เราจะรู้สึกถึงพลังที่ยิ่งใหญ่ น่าเกรงขาม แต่ก็จับต้องไม่ได้ มันคือความเป็นไปได้ที่ยังไม่เกิด มันคือสัญชาตญาณ คือ DNA ทางจิตวิญญาณ... มันคือความคิดของพระเจ้าก่อนที่จะสร้างอะไรสักอย่างขึ้นมา
แต่พอเรามองมาที่ภาพแทน (Archetypal Image) เราจะรู้สึก ว้าววว สวยจังเลยคุณบลู 555 เราจะอยากเอามือไปจับ ไปสัมผัส อยากตั้งเป็นวอลเปเปอร์มือถือจังเลย เราจะเริ่มเปรียบเทียบว่าชอบสีม่วงมากกว่าสีชมพู หรือชอบความใสของควอตซ์มากกว่า... นี่คือสิ่งที่พระเจ้าสร้างเสร็จแล้ว และส่งลงมาให้เราได้สัมผัสผ่านประสบการณ์จริงในโลกนี้ค่ะ
... อาร์คีไทป์เรามองไม่เห็นมันตรง ๆ แต่เมื่อมันถูกใช้งานผ่านประสบการณ์และวัฒนธรรมของเรา มันก็จะก่อรูปออกมาเป็นผลึกภาพแทนแห่งอาร์คีไทป์ (Archetypal Image) ที่มีหน้าตาและสีสันแตกต่างกันไป นับล้านรูปแบบเลยค่ะ เฮอร์คิวลีส, ซูเปอร์แมน, หรือนักดับเพลิง... ก็คือผลึกคนละสีที่มาจากพิมพ์เขียว (Archetype) แห่งวีรบุรุษอันเดียวกันนั่นเอง
เราทุกคนมีทุก Archetype... แต่ใช้ไม่เท่ากัน
... เรามีทุกอาร์คีไทป์ที่เป็นของเผ่าพันธุ์มนุษย์ค่ะ เพราะเราต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของจิตไร้สำนึกร่วม แต่ในชีวิตประจำวัน อาร์คีไทป์บางตัวจะถูกเปิดใช้งาน (constellated) มากกว่าตัวอื่น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์, ช่วงวัย, และภารกิจชีวิตของเรา แค่ในการประชุมงานที่ตึงเครียดครั้งเดียว อาร์คีไทป์หลายตัวอาจทำงานพร้อมกันในตัวเรา
Persona (หน้ากาก) ของความเป็นมืออาชีพที่เราสวมไว้
Shadow (เงา) ที่ทำให้เราแอบอิจฉาเพื่อนร่วมงานที่ได้ดีกว่า
Anima/Animus ที่ทำให้เรารู้สึกดึงดูดหรือขัดแย้งกับเจ้านายต่างเพศเป็นพิเศษ
Wise Old Man (ปราชญ์ชรา) ที่พยายามหาทางออกอย่างมีสติ
มันเหมือนวงออร์เคสตราที่ยิ่งใหญ่และซับซ้อนภายในตัวเราเลยค่ะ 555
แล้วเราจะรู้ได้ยังไง ว่า Archetype ไหนในตัวเรากำลังทำงานอยู่?
อาร์คีไทป์เหมือนลมค่ะ เรามองไม่เห็นตัวมัน แต่เราเห็นผลกระทบที่มันสร้างขึ้น... แล้วร่องรอยที่ว่านั้นคืออะไร? บลูจะบอกใบ้ให้ค่ะ
อารมณ์ที่รุนแรงเกินเหตุ: ความโกรธ, ความรัก, ความกลัว ที่ดูไม่สมส่วนกับสถานการณ์ มักเป็นสัญญาณว่ามีพลังงานจากอาร์คีไทป์เข้ามาสั่นพ้องอยู่เบื้องหลัง
รูปแบบที่เกิดซ้ำ: การตกอยู่ในสถานการณ์หรือความสัมพันธ์แบบเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหมือนติดอยู่ในลูปที่มองไม่เห็น นั่นแหละค่ะ... สัญญาณชัดมาก
สัญลักษณ์ในความฝัน: ความฝันคือเวทีละครที่อาร์คีไทป์แสดงตัวตนผ่านภาพแทนต่างๆ Edward Edinger นักจิตวิเคราะห์สายยุงเกียนเคยกล่าวไว้ในหนังสือ Anatomy of the Psyche ว่าสัญลักษณ์ในความฝันคือจดหมายจากศูนย์กลางภายใน (letters from the Self) ที่ส่งมาถึงเราโดยตรง
แล้วถ้าเราเริ่มเห็นรูปแบบซ้ำๆ ในชีวิต... แทนที่จะตัดสินตัวเองว่าทำไมฉันเป็นแบบนี้อีกแล้ว เราลองเปลี่ยนคำถามเป็นพลังงาน Archetype ไหนนะที่พยายามจะสื่อสารกับเราผ่านเหตุการณ์นี้?.. แค่เปลี่ยนคำถาม สนามพลังงานก็เปลี่ยนแล้วค่ะ
ทำไมต้องเข้าใจ? จากฝันส่วนตัวสู่พลังจักรวาล
การแยกแยะระหว่างพิมพ์เขียวและสิ่งปลูกสร้างนี้สำคัญมาก ๆ เลยค่ะ เพราะมันคือการเปลี่ยนจากการเป็นผู้ถูกกระทำไปสู่การเป็นสถาปนิกผู้ร่วมสร้างชีวิตตัวเอง
ถ้าเราไม่เข้าใจ เราจะติดอยู่แค่ระดับภาพเราจะคิดว่าความฝันร้ายถึงงูเป็นแค่เรื่องน่ากลัว หรือปัญหาที่เราเจอซ้ำ ๆ เป็นแค่โชคร้ายเราจะเหมือนคนที่พยายามทาสีบ้านใหม่ ทั้งที่โครงสร้างข้างในมันพัง...เหนื่อยฟรีแน่นอนค่ะ ฮือออ
ถ้าเราเข้าใจ เราจะเริ่มมองทะลุภาพเข้าไปเห็นพิมพ์เขียวที่เป็นต้นตอพลังงาน เราจะรู้ว่างูในฝันอาจเป็นภาพแทนของพลังชีวิตหรือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่จิตไร้สำนึกส่งมาเตือน เราจะตระหนักว่ารูปแบบความสัมพันธ์ที่ล้มเหลวซ้ำ ๆ อาจมาจากอาร์คีไทป์ของ เด็กกำพร้า (The Orphan) ที่กำลังทำงานอยู่ในตัวเรา และรอคอยการเยียวยา
การเข้าใจสิ่งนี้จะปลดล็อกพลังมหาศาลค่ะ มันทำให้เรารู้ว่าปัญหาที่เราเจอไม่ใช่เรื่องส่วนตัวที่แปลกประหลาด แต่เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ร่วมของมนุษยชาติที่ถูกเข้ารหัสไว้ในพิมพ์เขียวเหล่านี้
เมื่อเราเรียนรู้ที่จะอ่านภาพแทนในฝัน ในชีวิต ในศิลปะ หรือแม้แต่ในไพ่ทาโรต์ เราก็จะสามารถเข้าใจได้ว่าพลังงานเหล่านั้นกำลังเรียกร้องอะไรจากเรา และเราจะตอบสนองต่อมันเพื่อเติบโตไปสู่ความสมบูรณ์ (Wholeness) ของชีวิตได้อย่างไร
นี่ไม่ใช่แค่การวิเคราะห์ แต่มันคือการอ่านพิมพ์เขียวของจิตวิญญาณเราเองค่ะ 🤍
ด้วยรัก
บลู


