เปลี่ยนเซตติ้ง ยุโรป ค.ศ. นั้นมันเป็นช่วงผ่าหน้ากากของศาสนาออกทีละชั้น ทำให้ความเชื่อเรื่องพระเจ้าคุ้มครอง/สวรรค์หลังความตายที่เคยเป็นที่พึ่งทางใจของมนุษย์มาเป็นพันๆ ปีเริ่มพังลง และเปลี่ยนผ่านจากโลกที่เดิมมีพระเจ้าตอบได้ทุกคำถามไปเป็นโลกที่วิทยาศาสตร์เริ่มตั้งคำถามกับทุกสิ่ง
ก่อนหน้านี้เวลาคนเราไม่เข้าใจพายุ หรือตายยากจน เราก็บอกว่าพระเจ้าทำเพื่อทดสอบเรา หรือบอกว่าความทุกข์นี้แค่ชั่วคราว เดี๋ยวตายไปก็ได้ไปสวรรค์ แต่พอวิทยาศาสตร์เริ่มอธิบายทุกอย่างได้ มันก็เหมือนกับเอาชีวิตหลังความตายที่เป็นที่พึ่งทางใจออกไปจากชีวิตของคนยุคนั้น และวิทยาศาสตร์ไม่ได้มาตอบอย่างเดียว แต่มันมาถามแทนด้วย มันถามว่าจริงเหรอที่โลกแบน? จริงเหรอที่พระเจ้าสร้างมนุษย์จากดิน? มันไม่ยอมเชื่ออะไรง่ายๆ
แต่ปัญหาคือพอวิทยาศาสตร์ให้คำตอบ/ตั้งคำถามได้กับแทบทุกสิ่ง ตั้งแต่การที่พวกเขาเริ่มรู้ว่าโลกไม่ได้หมุนรอบมนุษย์ตามที่คัมภีร์บอก แต่มันหมุนรอบดวงอาทิตย์ (โคเปอร์นิคัส) และมนุษย์ก็เป็นแค่ลิงไม่มีหาง สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดหนึ่ง (ดาร์วิน) แล้วนั้น แล้วใครกันจะเป็นคนบอกเราว่าแล้วเรามีชีวิตไปเพื่ออะไร? ต้องทำอะไร? ซึ่งมันเป็นคำถามที่ทำให้คนยุคนั้นทรมานใจมาก (ไม่ใช่ว่าวิทยาศาสตร์ให้คำตอบนี้ไม่ได้นะคะ ให้ได้ชัดแบบแจ่มแจ้งเลย 5555 แต่คำตอบมันทำให้คนตอนนั้นชอคโลกไปตามๆกัน มันเย็นชาเกินไป ซึ่งมันไม่ตอบโจทย์ทางอารมณ์และจิตวิญญาณของคนที่กำลังสูญเสียที่พึ่งทางใจนั่นเอง)
วิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือที่ใช้หาความจริง (Truth) แต่ไม่ใช่เครื่องมือสร้างความหมาย (Meaning)
เราผู้มองจากมุมคนยุคปัจจุบัน อาจจะไม่เข้าใจว่าทำไมต้องชอคกับวิทยาศาสตร์ในเมื่อมันเป็นข้อเท็จจริง มันควรจะรู้สึกหลุดพ้นไม่ใช่หรอ แต่บลูอยากให้เราเห็นว่าการเปลี่ยนผ่านนั้นมันเร็วเกินไป เหมือนเราอยู่ในบ้านที่อบอุ่นแล้วจู่ๆ มีคนมาเปิดประตูให้ลมหิมะพัดเข้าใส่โดยไม่ให้เวลาเราหาเสื้อกันหนาว ถ้าเราอยู่ในยุคที่โบสถ์บอกว่าสวรรค์มีจริง แต่วิทยาศาสตร์กลับพิสูจน์ว่าอวกาศว่างเปล่าเราจะรู้สึกยังไง? วิทยาศาสตร์ทุบกำแพงความเชื่อเก่า ๆ ที่บอกว่าพระเจ้าสร้างทุกอย่าง แล้วพอทุบเสร็จ กลับไม่เจออะไรเลย ความหมายทุกอย่างที่มนุษย์เคยมี (เช่น เกิดมาทำดีไปสวรรค์) มันเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเองทั้งนั้น แต่พอเรารู้ว่ามันเป็นของปลอม เราก็จะเหลือแค่ความว่างเปล่าซึ่งมันสั่นสะเทือนถึงขนาดที่เรารู้สึกว่าเรายืนอยู่บนอะไรกันแน่? นั่นคือแรงกดดันที่ทำให้คนต้องคิดใหม่ทั้งระบบ ไม่ใช่แค่ร้องไห้แล้วจบค่ะ
นี่คือจุดที่บลูเห็นว่าการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์และปรัชญาไม่ได้ทำให้มนุษย์เป็นอิสระหลุดพ้น แต่มันทำให้มนุษย์ตกอยู่ในภาวะไร้ที่ยึดเหนี่ยว ซึ่งหนักกว่าภาวะทุกข์ธรรมดาซะอีก บลูต้องการให้เราเห็นว่าความว่างเปล่า (Void) เริ่มเกิดขึ้นในจิตใจมนุษย์ตอนไหน เพราะเมื่อเราตัดไม้ค้ำยันทางจิตใจออกไป (พระเจ้า) โดยที่ยังไม่มีการสร้างสิ่งใหม่มาทดแทน มนุษย์ก็จะเกิดอาการเหวอ หรือไหลไม่ถูกในเชิงอัตถิภาวนิยม (Existential crisis)
แล้วประเทศอื่นในยุโรปไม่เจอวิทยาศาสตร์ดิสรัปต์เหรอ? ทำไมต้องเป็นเยอรมนี?
นั่นสิ ทำไมนะ ทำไมประเทศที่ตั้งคำถามนี้แบบจริงจังที่สุดคือเยอรมนีล่ะ ปัจจัยแรกเลยเพราะเยอรมนีเป็นแหล่งกำเนิดของทั้งปรัชญาคลาสสิก (คานท์, เฮเกล) และยุคเรืองปัญญาทางวิทยาศาสตร์ แต่ถึงอย่างนั้น เยอรมันก็ดันมีประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยความแตกแยกทางการเมือง พวกเขาจึงไม่มีความสุขแบบฝรั่งเศสหรืออังกฤษที่กำลังสนุกสนานกับการไปยึดอาณานิคมในทวีปอื่นและรวยกันเป็นเบือ และเมื่อวิทยาศาสตร์ดิสรัปต์ ฝั่งฝรั่งเศสเค้าก็รับมือกับการเปลี่ยนผ่านนี้ด้วยการปฏิวัติทางการเมือง ส่วนอังกฤษเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมและทุนนิยม (บวกกับประเทศอื่นๆ ในยุโรปเองก็ยังมีกษัตริย์กับศาสนาที่แข็งแรงอยู่อีกด้วย)
ลองนึกภาพว่ามีเด็กสองคนในห้องเรียน คนหนึ่งอยู่ครอบครัวที่พ่อแม่รวยสนับสนุนเต็มที่ (เหมือนอังกฤษที่กำลังตั้งอาณานิคม มีเงินมีทอง) อีกคนอยู่ครอบครัวที่พ่อแม่ทะเลาะกันแตกแยกและไม่มีที่ยืนในสังคม (เหมือนเยอรมนียุคนั้นที่ยังไม่เป็นปึกแผ่น) เด็กคนที่สองก็มักจะตั้งคำถามกับชีวิตและมีความรู้สึกเชิงลบได้มากกว่าเป็นเรื่องปกติ
ซึ่งบลูกำลังจะบอกว่านี่ไม่ใช่ความบังเอิญ/นิสัยประจำชาติ แต่มันเป็นผลลัพธ์ทางประวัติศาสตร์ (ซึ่งถ้าเยอรมนีไม่แตกแยก พวกเขาอาจไม่มีเวลามานั่งเศร้ากับจักรวาล เพราะยุ่งอยู่กับการไปขุดทองในต่างประเทศเหมือนเพื่อนบ้านก็ได้ค่ะ) นักคิดเยอรมันที่ซึ่งเป็นศูนย์รวมของกลุ่มคนที่ฉลาดเกินไปอยู่แล้ว (สังคมเยอรมันในยุคนั้นมีรากฐานความคิดทางปรัชญาที่เข้มข้นที่สุด ดินแดนนี้เลยกลายเป็นจุดปะทะหลักที่รับแรงกระแทกทางจิตวิญญาณไปเต็มๆ) และดันมีเวลาเยอะมากเกินไปในการจ้องมองความว่างเปล่าของจักรวาลอีก ทำให้มนุษย์เกิดภาวะไร้ทิศทางซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความเศร้าแบบ Weltschmerz ค่ะ
Weltschmerz แปลตรงตัวว่า Welt (โลก) + Schmerz (ความเจ็บปวด) รวมกันคือความเจ็บปวดของโลก หรือความเหนื่อยล้าต่อโลก
บลูไม่ได้ใช้คำว่าความเศร้า (Sadness) เพราะความเศร้ามันเกิดขึ้นเมื่อเราเสียบางอย่างไป สอบตก หรือแฟนทิ้ง (ซึ่งมันเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลและมีทางแก้ไขได้ด้วยการหาของใหม่หรือเวลาเยียวยา) แต่ Weltschmerz เกิดขึ้นเมื่อเราเปรียบเทียบโลกที่เราอยากให้เป็น (โลกที่เปี่ยมด้วยความหมาย ความยุติธรรม) กับโลกที่เป็นจริง (โลกที่โหดร้าย ไร้เหตุผล และเต็มไปด้วยความทุกข์) แล้วพบว่ามันไม่มีวันตรงกันได้เลย
Sadness = เหมือนเราโดนเพื่อนแย่งผัว/เมียเราไปกิน เราก็เสียใจ ร้องไห้ แล้วพอได้ผัว/เมียใหม่ก็หาย
Weltschmerz = เหมือนเรานั่งมองดูชาย/หญิงทั้งโลกแล้วรู้ว่าสักวันมันจะตายหมดอยู่ดี และต่อให้เราคบกับใครใหม่ รักคนนี้ คนหน้า หรืออีกล้านคน ทุกคนมันก็ต้องแก่ เจ็บ พลัดพราก และตายในที่สุด ความเจ็บปวดจึงไม่ได้อยู่ที่การเสียคนหนึ่งคน แต่อยู่ที่การตระหนักว่านี่คือโครงสร้างของการมีชีวิต
สิ่งที่น่าสนใจคือ Weltschmerz ไม่จำเป็นต้องหมายถึงซึมเศร้า หรือสิ้นหวังเสมอไป หลายครั้งมันคือความรู้สึกปะปนระหว่างความเศร้า ความงาม และความจริง เหมือนเวลาเรามองพระอาทิตย์ตกแล้วรู้ว่ามันสวยเพราะมันกำลังจะหายไป หรือมองคนที่เรารักแล้วรู้ว่าวันหนึ่งทั้งเราและเขาจะไม่อยู่แล้ว ความรู้สึกนั้นไม่ใช่แค่เสียใจ แต่มันคือการสัมผัสโครงสร้างของโลกที่ไม่อาจแก้ไขได้ มองเห็นความจริงที่คนทั่วไปไม่อยากเห็น ตระหนักว่าได้ว่า ไม่ว่าเราจะพยายามทำดีแก้ไขฝืนมันแค่ไหน ระบบสังคมและธรรมชาติก็พร้อมจะทำลายเราได้ทุกเมื่อโดยไม่มีเหตุผลอยู่ดี เหมือนคนที่ดูแลร่างกายดีมาทั้งชีวิต จู่ๆ ตรวจเจอเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายแบบงงๆ หรือรัฐบาลที่กินบ้านกินเมืองเป็นปีศาจหมูแต่ไม่ตายสักทีนั่นแหละค่ะ
ตรงนี้เองที่ Weltschmerz ต่างจากความเศร้าทั่วไป เพราะมันถามว่าโลกถูกสร้างมาแบบนี้ตั้งแต่แรกใช่ไหม? ไม่ใช่ว่าฉันสูญเสียอะไรไป และเมื่อคำถามย้ายจากระดับเหตุการณ์เฉพาะหน้าไปสู่ระดับโครงสร้างของการดำรงอยู่ มันเลยกลายเป็นหัวข้อที่นักคิดเยอรมันจำนวนมาก เช่น Schopenhauer, Nietzsche และต่อมาคือ Heidegger หยิบมาคิดกันอย่างจริงจัง แทนที่จะมองว่าเป็นเพียงอารมณ์ชั่วคราวของปัจเจกคนหนึ่ง
โลกนี้มันไม่สมบูรณ์ และมันจะไม่มีวันสมบูรณ์
เยอรมันในตอนนั้นไม่ได้แค่เศร้าเสียใจ แต่พวกเขากำลังเผชิญกับสภาวะที่เรียกว่า Weltschmerz เขาตระหนักรู้ว่าความทุกข์คือส่วนประกอบถาวรของความจริง เขารู้ว่าความทุกข์เป็นกฎของจักรวาล เช่น ความตาย, ความเจ็บป่วย, การพลัดพราก มันไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นชั่วคราว แต่มันคือโครงสร้างของชีวิต เหมือนกับกฎแรงโน้มถ่วงที่เราต้องใช้ชีวิตภายใต้มัน
อย่างเช่น ในทางคณิตศาสตร์ ถ้าเรามีสมการ X + Y = 10 ถ้า Y เป็นความทุกข์ คนทั่วไปมักคิดว่าเราแค่ทำให้ Y เป็น 0 ก็จะได้ X = 10 แต่บลูจะบอกว่า Y ไม่มีทางเป็น 0 ได้เลย มันอาจจะน้อยลงบ้างเวลาที่เราทำให้ X ใหญ่ขึ้น แต่ Y ก็ยังคงมีค่าอยู่เสมอ นี่หมายความว่าทุกความสุขที่เรามีในชีวิตจะต้องมาพร้อมกับความทุกข์ในสัดส่วนหนึ่งเสมอ ไม่มีความสุขที่บริสุทธิ์แบบไม่มีเงื่อนไข เช่น การมีความรักก็หมายถึงการจบลงด้วยการจากลา ไม่ว่าจากการตายหรือการแยกทาง การเกิดมาก็หมายถึงการต้องตาย มันเป็นแพ็คเกจที่แยกจากกันไม่ได้ค่ะ
หรือถ้าเราเป็นหมอ เราจะรักษาคนไข้ได้ บรรเทาอาการเจ็บปวดได้ สามารถยืดอายุขัยได้ แต่หมอไม่สามารถรักษาความตาย โดยการทำให้ใครเป็นอมตะไม่เจ็บไม่ป่วยไม่แก่ไม่ไข้ได้ Weltschmerz คือการที่หมอคนนั้นยอมรับว่าการรักษาไม่ใช่การพิชิตความตาย มันคือการอยู่กับความจริงที่ว่าความตายมีชัยชนะเสมอ ไม่ว่าหมอจะทุ่มเทเท่าไหร่ก็ตาม
นึกถึงซีรีย์หรือหนังที่หมอพยายามช่วยคนไข้สุดชีวิต แต่คนไข้ก็เสียชีวิตในที่สุด หมอก็จะนั่งนิ่ง ๆ แล้วพูดว่าเราทำดีที่สุดแล้ว ซึ่งประโยคนี้ไม่ได้หมายถึงความแพ้ แต่มันคือการยอมรับขีดจำกัดของความเป็นมนุษย์
พวกเขาเลยได้สรุปได้ว่า ความทุกข์ไม่ใช่บั๊ก หรือความผิดพลาดชั่วคราวของชีวิตที่จะแก้ได้ด้วยการมองโลกในแง่ดี แต่มันคือข้อกำหนดถาวรของการมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ค่ะ
มนุษย์มีความปรารถนาที่ไม่มีวันสิ้นสุด (จิตใจมนุษย์ถูกออกแบบมาให้โลภ เราไม่เคยพอกับสิ่งที่ตัวเองมี อยากได้เงินเพิ่ม อยากมีชื่อเสียง อยากเป็นที่รัก ยิ่งได้มากก็ยิ่งอยากมาก เหมือนการติดยา)
โลกและธรรมชาติมีทรัพยากรจำกัด และเต็มไปด้วยความไร้ระเบียบ (เงินมีไม่พอให้ทุกคนรวย ที่ดินมีไม่พอให้ทุกคนมีบ้าน และธรรมชาติก็ไม่ยอมทำตามที่เราสั่ง เราอยากให้อากาศเย็น แต่มันกลับร้อน เราไม่ได้อยากให้บ้านทรุด แต่แผ่นดินไหว)
ดังนั้น มนุษย์จะต้องชนเข้ากับความผิดหวังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เสมอ (เมื่อความอยากอันไม่มีที่สิ้นสุดมาเจอกับโลกอันจำกัด มันก็ต้องชนกัน เราเลยผิดหวังตลอดเวลา)
กระบวนการชนนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกวัน ทุกวินาที ความทุกข์จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ (ไม่ได้เกิดเพราะวันนี้เราดวงไม่ดี) แต่มันคือเนื้อแท้ของชีวิตนั่นเอง
Arthur Schopenhauer
ในยุคของ Schopenhauer ปรัชญากระแสหลักกำลังลุ่มหลงอยู่กับแนวคิดของนักคิดอย่าง Hegel ที่บอกว่าโลกกำลังพัฒนาก้าวหน้าไปเรื่อยๆ ด้วยสติปัญญาและเหตุผล แต่ Schopenhauer ถือเป็นเด็กดื้อในวงการ เขาบอกทุกคนว่า เลิกเพ้อเจ้อ โลกนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเหตุผล มันแค่ทำงานของมันไปเรื่อย ๆ …สิ่งมีชีวิตทั้งหลายขับเคลื่อนด้วยแรงปรารถนาและไม่มีวันอิ่ม คนก็เหมือนกัน เราคิดว่ากำลังไปสู่เป้าหมายสูงส่งหรอ เปล่าเลย จริง ๆ แล้วเราแค่ถูกแรงขับทางชีวภาพลากไปมาไม่มีอะไรมากกว่านั้น
เขาเป็นนักคิดชาวยุโรปคนแรกๆ ที่นำปรัชญาตะวันออก อย่างเรื่องอวิชชา และตัณหา ในพุทธศาสนา มาผสมผสานเพื่อกระชากหน้ากากโลกตะวันตก ซึ่งก่อนหน้าเขามีคนสนใจอินเดียบ้างแล้วในยุโรป แต่ Schopenhauer คือคนแรก ๆ ที่ให้ความสำคัญกับ The Upanishads และมองว่าปรัชญาอินเดียมีคุณค่าทัดเทียมหรือเหนือกว่าปรัชญาตะวันตกในบางด้าน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เขาได้รับอิทธิพลมากที่สุดคืออุปนิษัทและฮินดู มากกว่าพุทธศาสนา แม้หลายแนวคิดจะสอดคล้องกับพุทธ เช่น ตัณหา ความทุกข์ และการดับความอยากก็ตาม
ในทางปรัชญาศาสนา มีคำถามยอดฮิตที่เรียกว่า Problem of Evil เช่น ถ้าพระเจ้าผู้สร้างโลกใจดีจริง ทำไมปล่อยให้มีเด็กอดอยาก? ทำไมปล่อยให้มีแผ่นดินไหว? ทำไมให้มีโรคระบาด? ศาสนาเดิมจะพยายามแก้ตัวให้พระเจ้าว่ามันคือการทดสอบ แต่ Schopenhauer จะหน้ายี๋แล้วบอกว่า มึงไม่ต้องไปโทษพระเจ้าหรอก เพราะมันไม่มีพระเจ้าตั้งแต่แรก โลกนี้มันโหดร้ายด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว
เวลาเราเห็นสิงโตไล่กัดกวางอย่างทรมาน คนทั่วไปอาจจะรู้สึกสะเทือนใจ แต่นั่นไม่ใช่ความชั่วร้ายของสิงโต และไม่ใช่โทษประหารจากฟ้า แต่มันคือเนื้อแท้ของธรรมชาติที่สัจธรรมอันโหดร้ายต้องกัดกินตัวเองเพื่อให้อยู่รอด จิตวิญญาณของจักรวาลไม่ได้มีสมอง แต่มันคือตัณหาความหิวโหย (ตัณหาในที่นี้คือแรงผลักดันพื้นฐานของการดำรงอยู่ทั้งหมด ตั้งแต่แรงโน้มถ่วง การเติบโตของต้นไม้ สัญชาตญาณสัตว์ ไปจนถึงแรงขับของมนุษย์ เพราะฉะนั้น Will จึงไม่ใช่แค่อยากแต่เป็นแรงผลักดันให้ดำรงอยู่ (blind striving) ที่ไม่มีเหตุผลและไม่มีจุดหมายปลายทาง) พอเรามีความอยาก เราก็เป็นทุกข์ พอได้สิ่งที่อยาก ความสุขที่เกิดขึ้นมันก็แค่การหายหิวชั่วคราว แล้วเราก็จะเบื่อ และหิวมันสิ่งใหม่ต่อไปเรื่อยๆ ค่ะ
บลูมองว่าการกระทำนี้มีผลกระทบมหาศาลค่ะ เพราะมันปลดภาระจากพระเจ้า ทำให้เราไม่ต้องโทษใคร แต่ในขณะเดียวกันมันก็โหดร้าย เพราะมันหมายความว่าความทุกข์ไม่ใช่ข้อผิดพลาดที่รอการแก้ไข แต่มันคือเงื่อนไขพื้นฐานของการมีชีวิต เขาไม่ได้บอกว่าโลกผิดพลาด แต่บอกว่าโลกทำงานแบบนี้โดยธรรมชาติ
Schopenhauer ไม่ได้แค่ปฏิเสธคำอธิบายแบบเทววิทยา เขายังเปลี่ยนกรอบคำถามด้วย กล่าวคือ เขาไม่ถามว่าใครทำให้โลกเป็นแบบนี้ แต่ถามว่าธรรมชาติของการดำรงอยู่คืออะไร เมื่อเปลี่ยนคำถาม ความจำเป็นที่จะต้องหาผู้รับผิดชอบก็หายไป เหลือเพียงการทำความเข้าใจโครงสร้างของโลกเอง
Schopenhauer ไม่ได้เสนอคำปลอบใจ แบบศาสนา และก็ไม่ได้เสนอความก้าวหน้าแบบ Hegel เขาเสนอว่าโลกไม่มีใครให้โทษ ไม่มีใครให้ฟ้อง และไม่มีใครกำลังวางแผนให้ทุกอย่างลงเอยอย่างดี ความทุกข์จึงไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นราคาของการมีชีวิตอยู่เอง
นี่เองที่ทำให้เขากลายเป็นต้นธารสำคัญของประเพณี philosophical pessimism ในยุโรป และเป็นเหตุผลที่ Nietzsche ต้องเริ่มต้นบทสนทนาทางปรัชญาของตนเองด้วยการเผชิญหน้ากับ Schopenhauer ก่อนจะค่อย ๆ แยกทางกับเขาในภายหลัง
แก่นกลางของโลกไม่ใช่เหตุผล แต่คือ เจตจำนง ซึ่งเป็นพลังงานที่ตาบอด หิวโหย และไม่มีวันอิ่ม
เจตจำนง (The Will / Wille zum Leben) คือแรงขับเคลื่อนทางชีวภาพดิบๆ เช่น แรงขับที่ทำให้ต้นไม้พยายามแทรกตัวผ่านคอนกรีตขึ้นมาหาแสง หรือแรงขับที่ทำให้สัญชาตญาณสัตว์ต้องกินและผสมพันธุ์ มันทำงานโดยไม่ต้องมีสมองหรือเหตุผล
ตาบอด หมายถึงมันไม่มีเป้าหมายสูงส่ง มันไม่เห็นว่าอะไรดีอะไรชั่ว มันแค่อยากไปเรื่อย ๆ
หิวโหยและไม่มีวันอิ่ม เพราะพอเราได้กินแล้ว เราก็อยากกินอีก พอมีเงินแล้วก็อยากมีอีก มันไม่มีความพอเพียงในธรรมชาติของมัน
นึกภาพว่าเราหิวข้าวมาก ๆ เราคิดแค่ว่าจะไปหาอะไรกิน พออิ่มแล้วเราก็จะนึกถึงอย่างอื่น เช่น อยากดูหนัง หรืออยากนอน นั่นแหละค่ะเจตจำนงคือตัวขับที่ไม่มีวันหยุด มันไม่ใช่ เพราะเราตัดสินใจ แต่มันคือเพราะร่างกายของเราสั่งเรา
นี่คือการฆ่าตัวตายทางปรัชญาของเหตุผลนิยมค่ะ เพราะยุคก่อนเชื่อว่ามนุษย์คือสัตว์มีเหตุผลที่สามารถควบคุมตัวเองได้ แต่ช็อพเพนเฮาเออร์บอกว่าเหตุผลเป็นแค่ทาสรับใช้ของเจตจำนง เราคิดว่าเราเลือกผัว/เมียเพราะเราชอบ แต่จริง ๆ แล้วมันคือแรงขับทางชีววิทยาที่ต้องการสืบพันธุ์ความสุขเป็นค่าลบ (Negative State) ฟังดูงงใช่ไหมคะ? ปกติเราคิดว่า ความสุขเป็นบวก (+1) ความทุกข์เป็นลบ (-1) แต่ Schopenhauer บอกว่า ความทุกข์ต่างหากที่เป็นค่าบวก (มีอยู่จริง) ส่วนความสุขคือค่าลบ (เป็นเพียงการลบความทุกข์ออกไป)
เวลาเราปวดเยี่ยวมากๆ ค่ะ ความปวดนั้นคือ ความทุกข์ (ค่าบวก/สัมผัสได้จริง) พอได้เข้าห้องน้ำ ความรู้สึกสบายตัวที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ความสุขมหัศจรรย์อะไรเลย แต่มันคือการลบความปวดออกไป (ค่าลบ) พอหายปวด สักพักเราก็หิวน้ำ พอได้กินน้ำ สักพักก็ปวดเยี่ยวใหม่ ชีวิตหมุนวนแบบนี้เรียกว่าลูกตุ้มแห่งชีวิต (Pendulum of Life) ที่แกว่งไปมาระหว่างความทุกข์ (เมื่อไม่ได้) กับความเบื่อหน่าย (เมื่อได้มาแล้ว)
เหมือนที่คนทั่วไปชอบคิดว่าถ้าทำงานหนัก แล้วประสบความสำเร็จ ได้บ้าน ได้รถ เราจะมีความสุขถาวร Schopenhauer ชี้ให้เห็นว่าเป็นความหลงผิด (Delusional) ค่ะ เพราะทันทีที่เราได้บ้านได้รถ สมองเราจะชินชาอย่างรวดเร็ว แล้วเจตจำนงจะสร้างเป้าหมายใหม่มาทรมานเราต่อทันที ความสุขถาวรจึงไม่มีอยู่จริงในเชิงโครงสร้างค่ะ
Schopenhauer บอกว่าเราไม่ได้เป็นนายของตัวเอง เราคือหุ่นเชิดที่ถูกเจตจำนง (ธรรมชาติ) ชักใย ให้เรากิน รัก ต่อสู้ และสืบพันธุ์โดยที่เราไม่รู้ตัว ปัญญาเป็นเพียงเลขานุการของ Will มากกว่าเป็นเจ้านาย เราไม่ได้อยากเพราะคิด แต่เราคิดเพื่อหาเหตุผลมารองรับสิ่งที่เราอยากอยู่แล้ว (นี่คือจุดที่ภายหลัง Freud ชื่นชม Schopenhauer มาก เพราะมันเปิดทางให้แนวคิดเรื่องจิตไร้สำนึก)
ต้นไม้ไม่ได้เลือกที่จะออกดอก มันถูกโปรแกรมให้ออกดอก
เราไม่ได้เลือกที่จะมีเซ็กซ์เพื่อความสุขจริง ๆ มันคือกลไกที่ธรรมชาติสร้างมาให้เราสืบพันธุ์
การที่เรารักลูกของเรา มันคือการที่ Will ใช้ความรักเป็นเครื่องมือในการทำให้เผ่าพันธุ์ดำรงอยู่ ทำให้เราผูกพันกับชีวิตใหม่ เพื่อให้ยีนของเรายังอยู่รอด
…บางคนฟังถึงตรงนี้แล้วจะงอแงว่างั้นเราก็ไม่ต่างจากสัตว์เลยนะสิ
ดักไว้สำหรับคนรักสัตว์ บลูรักสัตว์เหมือนกัน ส่วนตัวไม่ได้มองว่าคนอยู่คนละระดับกับสัตว์ มันก็คือสิ่งมีชีวิตเหมือนกัน ดังนั้นตอนเห็นไก่ตายกับคนตาย ความรู้สึกของบลูเท่ากันค่ะ
ซึ่ง Schopenhauer ไม่ได้ดูถูกมนุษย์นะคะ เขาแค่ตบหน้าและถอดความหลงตัวเองของคนออก 5555 เขายังเสนอทางออกไว้ด้วย (แม้จะไม่ใช่ในบทความนี้) นั่นคือศิลปะ ดนตรี ความสงสาร หรือสิ่งใดก็ตามที่อยู่เหนือเจตจำนงด้วยการมองโลกอย่างสุนทรียะและมีเมตตา
…ถ้าเราเป็นแค่สิ่งมีชีวิตที่เกิดมาเพื่อกินขี้ปี้นอน เราจะเอาไงต่อกับชีวิตดี งั้นเป้าหมายทั้งหลายก็คือเรื่องไร้สาระนะสิ ยอมแพ้ไปเลยดีไหม?
ก่อนแรก การรู้ว่าเราเป็นหุ่นเชิดนี่แหละคือก้าวสำคัญของการเป็นอิสระ (อันนี้ถึงแม้ Schopenhauer จะไม่ได้พูดด้วยถ้อยคำนี้ตรง ๆ แต่ถือว่าเป็นการสรุปที่สอดคล้องกับเขา เพราะสำหรับเขา อิสรภาพไม่ได้เกิดจากการตามใจ Will แต่เกิดจากการเริ่มเห็นการทำงานของมัน แล้วลดอำนาจของมันผ่านศิลปะ ดนตรี ความสงสาร ความเมตตา อย่างที่บอกไป)
เพราะเมื่อเรารู้ว่าถูกบังคับโดยอะไร เราก็จะเริ่มตั้งคำถามกับแรงขับเหล่านั้น และสามารถเลือกที่จะไม่ทำตามได้บ้าง เช่น การเลือกมีชีวิตที่เรียบง่ายไม่ไล่ตามกระแส เราไม่ต้องมีสิ่งนั้นสิ่งนั้นควรทำ 1234 ก่อนอายุ 5 ขวบ เป็นต้น ซึ่งเจตนาในงานเขียน Schopenhauer เขาไม่ได้โน้มน้าวปั่นหัวหรือบอกให้เรายอมแพ้ แต่เขาบอกให้หยุดเพ้อเจ้อ ปลง แล้วอยู่กับความจริง ซึ่งมันสามารถทำให้เรารู้สึกสงบได้ เพราะเราไม่ต้องคาดหวังอะไรเกินตัวอีกต่อไป โลกมันก็เป็นของมันแบบนี้แหละ อยากทำอะไรทำ ไม่อยากทำอะไรก้ไม่ต้องทำ เดี๋ยวคุณก็ตาย เดี๋ยวผมก็ตาย เดี๋ยวทุกคนก็ตายห่ากันหมดนั่นแหละครับ จะกลัวอะไรครับ
บลูมองว่า Schopenhauer กำลังโจมตีอำนาจของลัทธิมองโลกในแง่ดี (Optimism) ว่าเป็นเรื่องชั่วร้าย (Wicked ของเขาไม่ได้หมายถึงชั่วร้ายแบบด่าคนคิดบวกทุกคนแบบนั้นนะคะ แต่เขาหมายถึงการเสนอทฤษฎีเช่นนั้นทั้งที่โลกเต็มไปด้วยความทุกข์ เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจทางศีลธรรม เพราะมันไม่ซื่อสัตย์ต่อข้อเท็จจริงของชีวิต) เพราะมันคือการดูหมิ่นความทุกข์ทรมานอันมหาศาลของมนุษย์ด้วยวลีที่สวยงาม การไปบอกคนที่กำลังโดนชีวิตบดขยี้ โดนเอารัดเอาเปรียบ โดนเพิกเฉยต่อความเดือดร้อน ว่าเดี๋ยวมันก็ดีขึ้น มองโลกในแง่ดีสิ บลูคิดว่าเป็นคำพูดที่เหี้ยมากค่ะ เพราะมันคือการทำเป็นมองไม่เห็นบาดแผลของเขา แล้วเอาคำพูดเหี้ยๆ ไปกลบเกลื่อน
ที่ Schopenhauer เรียกพวกมองโลกในแง่ดีว่า Wicked เพราะลัทธินี้สร้าง Toxic Positivity ที่โยนความผิดให้ผู้รับกรรม เช่น ถ้าคุณยังทุกข์ แสดงว่าคุณยังคิดบวกไม่พอ ซึ่งเป็นการทำร้ายคนทุกข์ซ้ำสอง มันคือการดูถูกความเจ็บปวดของเขา และการปฏิเสธว่าความทุกข์เป็นส่วนหนึ่งของโลก คือการโกหก และทำให้คนไม่สามารถเตรียมใจรับมือกับความจริงได้
สิ่งนี้ใกล้เคียงกับงานของ Marx, Nietzsche, Foucault หรือ Mark Fisher เรื่องของการรับใช้ชนชั้นปกครอง เช่น ระบบทุนนิยมที่บอกว่าขยันแล้วรวย ถ้ามันเป็นเรื่องจริง คนจนคงไม่มีอยู่บนโลก..เห็นไหมคะ ว่าการมองโลกในแง่ดี คือเครื่องมือของคนมีอำนาจที่ทำให้คนจนอดทนกับความอยุติธรรม โดยหวังว่าวันพรุ่งนี้จะดีกว่า
…บางคนอาจแย้งว่า การมองโลกในแง่ดีก็ดีนะ มันทำให้เรามีพลังสู้
ใช่ค่ะ มันมีประโยชน์ในทางจิตวิทยา หากตีความ Schopenhauer ต่อในบริบทปัจจุบัน บลูมองว่าการมองโลกในแง่ดีแบบปฏิเสธความจริง ที่ทำหน้าที่คล้ายยาเสพติด มันช่วยให้เราทนอยู่กับโลกได้แบบผ่านไปที ใช้ชีวิตไปวัน ๆ แบบเกิดมาตั้งใจเรียน กินอาหารสุขภาพ ตั้งใจทำงาน ขยับตำแหน่ง หาแฟนดีๆ มีลูกสักคนสองคน เก็บเงินเกษียณ ป่วย เจ็บ แล้วก็ตายตามสูตรสำเร็จได้ แต่ถ้าเราอยากจะเข้าใจโลก เราต้องกล้ามองความจริงก่อน แล้วค่อยเลือกว่าจะทำยังไงกับมัน
กลไกของธรรมชาติ ความรัก ความใคร่ และการสืบพันธุ์
Schopenhauer เขียนไว้บทนึงเรื่อง The Metaphysics of Sexual Love (เหมือนจะมีเป็นหนังสือแยกเล่มออกมาด้วย 100 กว่าหน้า) เล่มนี้ คือการเอาปรัชญาไปจับชนกับชีววิทยาและจิตวิทยาวิวัฒนาการก่อนที่ดาร์วิน หรือฟรอยด์จะดังซะอีกค่ะ
คือในศตวรรษที่ 19 กวีนิพนธ์และวรรณกรรมยุโรปกำลังคลั่งไคล้เรื่องความรักแท้ชั่วนิรันดร์” (Romantic Love / Soulmates) ผู้คนเชื่อว่าความรักคือเรื่องของดวงวิญญาณสองดวงที่ฟ้าลิขิตมาให้คู่กัน
แต่ Schopenhauer เดินเข้ามาสาดน้ำเย็นเช็ดหน้าทุกคน 5555 ด้วยการบอกว่า ไร้สาระ ความรักโรแมนติกไม่มีจริง มันแค่เรื่องที่ธรรมชาติปรุงแต่งขึ้นมาเพื่อหลอกใช้เราเท่านั้น
ว่าความรักหรือความใคร่ที่เราคิดว่าโรแมนติกนักหนาคืออุบายของเจตจำนง ที่หลอกให้มนุษย์2คนมองข้ามข้อเสียของกันและกัน เพื่อเป้าหมายเดียวคือ การคลอดลูกออกมา รับไม้ต่อความทุกข์ในโลกใบนี้ต่อไปค่ะ
ธรรมชาติรู้ดีว่าถ้าบอกมนุษย์ตรงๆ ว่าจงไปมีลูกเพื่อเพิ่มคนมาทนทุกข์ในโลก มนุษย์คงยี๋ ธรรมชาติเลยต้องเคลือบน้ำตาลด้วยความรู้สึกโรแมนติก เคมีสมอง และความใคร่ การได้ครอบครองคนคนนี้คือความสุขสูงสุด หลอกให้เราผสมพันธุ์กัน พอบรรลุภารกิจสืบพันธุ์เสร็จ ความหลงก็จางหาย ทิ้งไว้แค่ความว่างเปล่าและภาระเลี้ยงดูค่ะ
บลูคิดว่านี่คือการทำให้เห็นว่าอัตตา (Ego) ของเราช่างเปราะบางค่ะ เรานึกว่าเราเป็นผู้เลือกแต่จริงๆ เราเป็นเพียงเครื่องมือที่ Will-to-live ฮอร์โมนและสัญชาตญาณใช้เพื่อรักษาความเป็นอมตะสมมติของเผ่าพันธุ์เท่านั้นนะคะ
…ทำไมเราถึงหลงใหลคนแบบนี้ แต่มองข้ามอีกคน?
กฎแห่งการ Neutralize (ความเป็นกลาง) เรามักดึงดูดผู้ที่มีคุณสมบัติตรงข้าม หรือชดเชยจุดด้อยของเรา เช่น คนตัวเตี้ยหลงรักคนตัวสูง คนผมบลอนด์หลงรักคนผมเข้ม เพราะยีนส์ในตัวเรากำลังหาส่วนชดเชยเพื่อลบล้างจุดอ่อนของตัวเอง เพื่อให้ลูกที่เกิดมามีสภาพใกล้เคียงกับอุดมคติของเผ่าพันธุ์มากที่สุด
ความงามไม่ใช่เรื่องของรสนิยมส่วนตัว แต่มันคือมาตรฐานการควบคุมคุณภาพของโรงงานผลิตมนุษย์ค่ะ การที่เรามองว่าใครบางคนสวยหล่อคือการที่จิตไร้สำนึกของเราอนุมัติว่าคนนี้คือแม่พันธุ์/พ่อพันธุ์ที่เหมาะสม
หากเชื่อมโยงกับ Mainländer บลูอยากชี้ให้เห็นว่าความรักทางเพศคือจุดสูงสุดของการยืนยันชีวิต (Affirmation of Will-to-live) การร่วมเพศคือการเซ็นสัญญากู้ยืมชีวิตมาจากความว่างเปล่า กามสุขคือดอกเบี้ยชั่วขณะ แต่เงินต้นที่ลูกของเราต้องจ่ายคือความทุกข์ทรมานทั้งชีวิตและความตาย แต่ความรื่นรมย์นั้นกลับมีกลิ่นอายของความตายซ่อนอยู่
บลูมองว่าคู่รักคือพวกกบฏที่ลอบวางแผนสะสมความทุกข์ค่ะ สายตาที่พวกเขาสบกันด้วยความหลงใหล คือวินาทีที่ยีนตกลงกันว่าจะสร้างซากศพใหม่ขึ้นมาในนามของความรัก นึกถึงงานแต่งงานที่หรูหราอลังการนะคะ บลูมองว่ามันคือพิธีกรรมบวงสรวงเหยื่อให้แก่ธรรมชาติค่ะ ทุกคนที่ร่วมงานกำลังแสดงความยินดีกับการที่ Will-to-live ประสบความสำเร็จในการหลอกล่อคนสองคนให้รับภาระจ่ายหนี้แทนเผ่าพันธุ์โดยใช้เคมีในสมองเป็นสินบนค่ะ
แต่ Schopenhauer แทบไม่พูดถึงความสัมพันธ์ที่ไร้ความปรารถนาสืบพันธุ์ (เช่น ความรักของคนเพศเดียวกัน แม้จะไม่นำไปสู่การสืบพันธุ์ แต่มันมีอยู่จริงและลึกซึ้ง หรือความรักระหว่างเพื่อน, ความรักต่อสัตว์, หรือความรักต่อศิลปะ) เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้รับใช้ Will-to-live เจตจำนงที่จะสืบพันธุ์ เขาจึงเรียกมันว่าเป็นการวิปริตของสัญชาตญาณ (Perversion) เพื่อรักษาทฤษฎีของเขาให้คงอยู่
แต่บลูมองว่าความรักของคนเพศเดียวกันนี่แหละ คือการต่อต้านธรรมชาติ (Anti-Will) ที่งดงามที่สุด มันคือหลักฐานเชิงประจักษ์ที่พิสูจน์ว่า มนุษย์สามารถมีความรัก ความผูกพัน และความปรารถนา โดยไม่จำเป็นต้องตกเป็นทาสการผลิตลูกให้ธรรมชาติ ความรักเพศเดียวกันจึงเป็นการทะลุออกจากกับดักชีววิทยาที่ Schopenhauer อาจจงใจมองข้ามไปหรือจริงๆ เขาอาจจะมองว่าสิ่งเหล่านี้คือการเบี่ยงเบนหรือการหลุดพ้นจากเจตจำนงชั่วคราว แต่มันยังไม่ถูกอธิบายอย่างเป็นระบบ (นี่คือจุดที่นักปรัชญารุ่นหลัง เช่น นิทเช่ ฟรอยด์ ยุง เข้ามาต่อยอด)
Schopenhauer มักจะถูกโจมตีด้วยข้อโต้แย้งอย่างเช่น
…ถ้าชีวิตมันไร้สาระและเต็มไปด้วยความทุกข์ขนาดนี้ ทำไม Schopenhauer ไม่บอกให้คนฆ่าตัวตายไปเลยล่ะ? การไม่สนับสนุนให้ฆ่าตัวตาย ถือเป็นความย้อนแย้งในปรัชญาของเขาหรือเปล่า?
ไม่ย้อนแย้งเลยค่ะ บลูมองว่า Schopenhauer ละเอียดอ่อนมาก เขาชี้ว่าการฆ่าตัวตาย ไม่ใช่การปฏิเสธความอยาก (เจตจำนง) แต่เป็นการยอมแพ้ต่อความอยาก คนที่ฆ่าตัวตาย ไม่ได้เกลียดชีวิต เขาปฏิเสธเงื่อนไขของชีวิตที่เขาไม่ชอบ เขาเกลียดสภาวะความทุกข์ที่เขาเผชิญอยู่ ดังนั้น การฆ่าตัวตายจึงเป็นเพียงการทำลายหุ่นเชิด ไม่ได้ทำลายพลังงานเจตจำนงต้นเหตุค่ะ เช่น คนที่ฆ่าตัวตายเพราะอกหัก เขาคนนี้กำลังรักชีวิตแบบหนึ่ง (ชีวิตที่มีคนรัก) แต่เมื่อไม่ได้แบบนั้น เขาก็ไม่ต้องการชีวิตแบบอื่น นี่คือการยอมแพ้ต่อความอยาก (Will) ไม่ใช่การดับความอยาก ถ้าเป็นการการดับเจตจำนง จริงๆ มันจะเป็นการที่เขาคนนี้รู้ว่าชีวิตที่มีคนรักคือภาพลวงตา แล้วเลิกสนใจมันอย่างสิ้นเชิง
ทางออกของ Schopenhauer (ที่ไม่ได้บอกให้ตาย) คือการดับเจตจำนง (Denial of the Will) ผ่าน 3 ทาง
การเสพศิลปะและดนตรี เมื่อเราฟังเพลงหรือดูภาพวาดที่สวยงาม เราจะลืมตัวเองชั่วขณะ จิตใจไม่วิ่งตามความอยาก มันคือการพักผ่อนของเจตจำนง
ความเมตตากรุณา (Compassion) เมื่อเราเห็นคนอื่นทุกข์ และรู้สึกสงสาร จิตใจเราจะ ขยายออกไป ไม่ใช่แค่เห็นแก่ตัว เราจะเลิกมองคนอื่นเป็นเครื่องมือ และเริ่มมองว่าเขาก็เป็นหุ่นเชิดที่โดนโลกทรมานเหมือนเรา เราจะเลิกทำร้ายกัน แล้วหันมาสงสารกัน
การถือสันโดษ/พรหมจรรย์ (Asceticism) การปฏิเสธความสุขทางกาย งดมีเซ็กซ์ เพื่อฝึกฝนให้เจตจำนงอ่อนแอลง เหมือนพระหรือนักบวช เพื่อหยุดการส่งต่อวงจรอัปยศนี้ (ซึ่งสุดโต่งไปหน่อยสำหรับหลายคน เราอาจแค่เย็ดกันแต่ไม่ต้องท้องก็ได้ค่ะ เพราะการคุมกำเนิดเป็นการแยกความสุขทางเพศออกจากการสืบพันธุ์ มันคือการโกงธรรมชาติเล็ก ๆ เรายังมีความสุข แต่ไม่ต้องสร้างชีวิตใหม่มาแบกรับทุกข์ มันค่าเท่ากัน)
….หรือ Schopenhauer สรุปเอาเองหรือเปล่าว่าความสุขเป็นแค่ค่าลบ? งานวิจัยทางประสาทวิทยา (Neuroscience) ยุคใหม่พิสูจน์แล้วว่า สมองมีระบบสารเคมีแห่งความสุข (Dopamine, Serotonin) ที่หลั่งออกมาจริงๆ แปลว่าความสุขมีตัวตนอยู่จริงในทางชีวภาพ ไม่ใช่แค่การหายไปของความทุกข์
คืองี้ ต่อให้วิทยาศาสตร์จะบอกว่าโดพามีนคือสารแห่งความสุข แต่วิทยาศาสตร์ก็ยืนยันตรงกันค่ะว่าโดพามีนไม่ได้หลั่งเพื่อให้เราสุขถาวรแต่หลั่งเพื่อให้เราอยากได้อีก (Wanting, not liking) มันคือกลไกทางวิวัฒนาการที่หลอกให้เราวิ่งไล่ล่าเป้าหมายไม่หยุดหย่อน ดังนั้น งานวิจัยยุคใหม่จึงยิ่งกลับมาสนับสนุนข้อสรุปของ Schopenhauer ค่ะว่า สมองถูกออกแบบมาให้เรากระหาย มากกว่าให้เราสงบค่ะ
Philipp Mainländer เมื่อพระเจ้าฆ่าตัวตายเพื่อให้เรามีตัวตน
เพื่อให้พวกเราเข้าใจว่า Mainländer คือใคร บลูอยากเล่าบริบทชีวิตของเขาให้ฟังนิดนึงค่ะ Mainländer ได้รับอิทธิพลอย่างลึกซึ้งจาก Schopenhauer จนมักถูกมองราวกับว่าเป็นผู้สืบทอดแนวคิดของเขา (Schopenhauer เสียชีวิตในปี 1860 ส่วน Mainländer เพิ่งเริ่มอ่านงานของเขาหลังจากนั้น) แต่เขาคิดว่า Schopenhauer ยังปอดแหกเกินไปที่ไม่กล้าสรุปว่าเป้าหมายของจักรวาลคืออะไร
Mainländer เขียนหนังสือชื่อ Philosophy of Redemption (ปรัชญาแห่งการไถ่บาป) เสร็จในวัย 34 ปี และในคืนวันที่หนังสือเล่มแรกของเขาพิมพ์เสร็จ เขาก็นำหนังสือเหล่านั้นมาวางซ้อนกันเป็นแท่นแล้วยืนบนหนังสือเพื่อแขวนคอตายค่ะ (แต่หลักฐานทางประวัติศาสตร์ไม่ได้ยืนยันรายละเอียดนี้อย่างแน่ชัดนะคะ เป็นเรื่องเล่าต่อกันมาอีกที แต่สิ่งที่เรารู้ค่อนข้างแน่คือ เขาฆ่าตัวตายหลังจากหนังสือเล่มแรกตีพิมพ์ไม่นานค่ะ) ชีวิตของเขาคือการพิสูจน์ทฤษฎีของตัวเองด้วยชีวิตจริง
ถ้า Schopenhauer แค่สะกิดบอกว่าชีวิตมันห่วยและเป็นทุกข์ Mainländer คือคนที่เดินไปสับสวิตช์ไฟของจักรวาล แล้วประกาศว่าจักรวาลนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ทุกอย่างตาย
ถ้า Schopenhauer บอกว่าพลังงานของโลกคือเจตจำนงในการมีชีวิตอยู่ (Will-to-Live) แต่ Mainländer พลิกกลับ 180 องศาเลย เขาเสนอว่าพลังงานที่แท้จริงที่ขับเคลื่อนจักรวาลอยู่ไม่ใช่เจตจำนงในการมีชีวิต แต่คือเจตจำนงในการดับสูญ (Will-to-Die / Wille zum Tode) ต่างหาก
ขาเสนออภิปรัชญาในรูปของเรื่องเล่าจักรวาลวิทยา เดิมทีมีเอกภาพสูงสุด (พระเจ้า) ที่ต้องการจะไม่ดำรงอยู่ แต่พระเจ้าไม่สามารถดับสูญไปเฉยๆ ได้ จึงต้องแตกสลายตัวเองออกมาเป็นจักรวาลที่หลากหลายเพื่อมุ่งหน้าสู่ความตาย
พระเจ้าในความหมายของเขาเบื่อการมีชีวิต (ไม่ใช่เบื่อแบบเปลี่ยนเพลงใน spotify ไปเรื่อยๆ แต่เบื่อแบบมีเจตจำนงที่จะไม่ดำรงอยู่ แปลหยาบคือกูอยากตาย ) มากกว่าปรารถนาการดำรงอยู่ แต่องค์พระเจ้าเป็นอนันต์ (ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะตายได้ในวูบเดียว) จึงต้องทำลายความเป็นเอกภาพของตัวเองเสียก่อน การทำลายเอกภาพนี้คือการตายของพระเจ้า (Death of God) และผลของการตายนั้นคือจักรวาลทั้งหมด ทุกสิ่งที่มีอยู่คือเศษเสี้ยวของเอกภาพเดิมที่แตกออกจากกัน หลังจากนั้น เมื่อไม่มีพระเจ้าคอยควบคุมโลกอีกแล้ว จักรวาลดำเนินไปด้วยตัวเอง แต่ทิศทางของมันถูกกำหนดไว้แล้ว คือมุ่งหน้าสู่ความอ่อนกำลัง การเสื่อมสลาย และท้ายที่สุดคือความไม่มีอยู่ ดังนั้นจักรวาลก็คือผลจากการตายของพระเจ้าค่ะ
พระเจ้าฆ่าตัวตายเพียงครั้งเดียว และผลของการตายนั้นก็คือจักรวาลทั้งหมด ชิ้นส่วนของเอกภาพเดิมจึงดำเนินไปตามกฎของการเสื่อมสลายจนมุ่งสู่ความไม่มีอยู่
สิ่งที่น่าสนใจคือ Mainländer ไม่ได้บอกว่าพระเจ้าค่อย ๆ ฆ่าตัวตายทีละน้อย เขากลับเสนอว่าการฆ่าตัวตายของพระเจ้าเกิดขึ้นแล้วตั้งแต่ต้น โลกที่เราอยู่จึงไม่ใช่กระบวนการที่พระเจ้ากำลังตาย แต่คือผลพวงหลังจากพระเจ้าตายแล้ว
Mainländer ไม่เคยพูดถึงการระเบิดหรือ Singularity เพราะแนวคิดเหล่านี้ยังไม่เกิดขึ้นในยุคของเขา สิ่งที่เขาพูดมีเพียงว่าเอกภาพแตกสลาย (Zerfall der Einheit) หรือการสลายของความเป็นหนึ่งเท่านั้น ดังนั้น หากอ่านผ่านสายตาของคนในศตวรรษที่ 21 ภาพของ Mainländer ชวนให้นึกถึงจักรวาลที่เริ่มจากเอกภาพ ก่อนค่อย ๆ กระจายตัวและมุ่งสู่ภาวะ Heat Death
แม้ว่านี่จะเป็นเพียงการเปรียบเทียบย้อนหลัง ไม่ใช่สิ่งที่ Mainländer ตั้งใจอธิบาย เหมือนเรื่องที่เล่ามากันว่า พระเจ้าเลือกฆ่าตัวตายด้วยการบดสลายตัวเองออกเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ นั่นคือ บิ๊กแบง กาแล็กซี ดวงดาว สัตว์ และตัวพวกเรา เพื่อให้ชิ้นส่วนเหล่านี้ค่อยๆ สลาย พลังงานค่อยๆ หมด และมุ่งหน้าไปสู่ความตายทีละนิดจนกว่าจักรวาลจะดับสนิทค่ะ
ฟังดูเหมือนเรื่องเล่าแฟนตาซีใช่ไหมคะ? แต่บลูมองว่าความคิดนี้สอดคล้องกับฟิสิกส์ยุคใหม่ทางวิทยาศาสตร์บอกว่า จักรวาลเริ่มต้นจากจุด Singularity (เอกภาพ) แล้วระเบิดออก (Big Bang) จากนั้นจักรวาลจะค่อยๆ ขยายตัว พลังงานจะค่อยๆ กระจายและเย็นลงเรื่อยๆ จนเข้าสู่สภาวะที่เรียกว่า Heat Death of the Universe (สภาวะที่พลังงานหมดสิ้นและจักรวาลตายลงอย่างสมบูรณ์ เกิดจากอุณหพลศาสตร์) แนวคิดของ Mainländer ถ้าใช้ภาษาปรัชญา/คำศัพท์ฟิสิกส์ย้อนกลับไปอธิบายปรากฏการณ์นี้มันก็ออกมาหน้าตามันก็เลยดูสอคคล้องกันทางโครงสร้างแบบนี้เลย
เพราะแก่นแกนสำหรับ Mainländer ความตายไม่ใช่อุบัติเหตุของจักรวาล แต่เป็นจุดหมายของจักรวาล และการมีชีวิตอยู่ไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย หากเป็นเพียงช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่าง การตายของพระเจ้ากับการกลับคืนสู่ความไม่มีอยู่ (Nothingness) อันเป็นเป้าหมายสูงสุดค่ะ
Antinatalism ปัจจุบัน (โดยเฉพาะแบบ David Benatar) ตั้งอยู่บนเหตุผลด้านจริยศาสตร์ ส่วน Mainländer ให้เหตุผลเชิงจักรวาลวิทยา
ผลลัพธ์คล้ายกัน แต่ฐานเหตุผลต่างกัน ถ้ามองมุม Mainländer สิ่งมีชีวิตทุกชนิดต้องกินสิ่งอื่นเป็นอาหาร (ชีวิตกินชีวิต) มนุษย์และสัตว์ต้องสู้กันเพื่อแย่งชิงทรัพยากร ความขัดแย้งและการกัดกินกันเองนี้แหละ คือกลไกการบดขยี้ตัวเองของชิ้นส่วนพระเจ้า เพื่อให้พลังงานมันหมดไปเรื่อยๆ ...การไม่ให้กำเนิดลูกในมุมของเขาจึงเป็นการช่วยเหลือกระบวนการดับสูญของพระเจ้าให้ถึงจุดจบเร็วขึ้น ซึ่งถือเป็นเมตตาธรรมสูงสุด
การตัดสินใจไม่มีลูก (Antinatalism) ในมุมมองของเขา ไม่ใช่เพราะเกลียดเด็ก แต่คือการทำบุญที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะเรากำลังช่วยหยุดไม่ให้ชิ้นส่วนศพนี้ต้องทรมานต่อ และช่วยให้จักรวาลเดินทางไปถึงความสงบแท้จริง (ความว่างเปล่า) ได้เร็วขึ้นค่ะ
…คนทั่วไปพอได้ยินคำว่าการต่อต้านการสืบพันธุ์ (Antinatalism) มักจะคิดว่าพวกนี้เป็นคนใจแคบ มองโลกในแง่ร้าย หรือเกลียดมนุษย์ พวกไม่อยากมีลูกคือพวกเห็นแก่ตัว ไม่อยากรับภาระ
แต่มุมมองของ Mainländer ตรงกันข้ามเลยค่ะ สำหรับ Mainländer การมีลูกต่างหากคือความเห็นแก่ตัว เพราะมันคือการลากวิญญาณใหม่มาทรมานในเศษซากศพเน่าๆ ของจักรวาล ส่วนการไม่มีลูกคือเมตตาธรรมสูงสุด (The Highest Act of Compassion) เพราะเป็นการเมตตาต่อวิญญาณที่ยังไม่ได้เกิด ไม่ต้องมาเผชิญความทุกข์ค่ะ
…อ่านมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึกว่าความคิดของ Mainländer รุนแรงจัง รู้สึกดิ่งจังเลย เห้อ แต่เอเดี๋ยว …หรือความคิดของ Mainländer มันคือผลข้างเคียงจากอาการป่วยเป็นโรคซึมเศร้าขั้นรุนแรงของตัวเขาเองไหมนะ? เราจะเอาความคิดของคนที่ฆ่าตัวตายมานับเป็นปรัชญาที่น่าเชื่อถือได้จริงหรอ?
บลูเข้าใจค่ะว่ามันง่ายมากที่เราจะป้ายกำกับว่าเขาป่วยจิตแล้วยกเลิกความคิดเขาไปเลย เป็นวิธีอัปปรีย์ที่มีใช้กันทั่วโลกมานานแล้ว แต่นี่คือจุดผิดพลาดทางตรรกะที่เรียกว่า Ad Hominem (การโจมตีตัวบุคคลแทนที่จะโต้แย้งเหตุผล) ค่ะ ถึงแม้ Mainländer จะจบชีวิตตัวเอง แต่ตัวบทปรัชญาของเขามีตรรกะภายในที่ร้อยเรียงกันอย่างแน่นหนามาก เขาไม่ได้ฆ่าตัวตายเพราะประชดชีวิต หรือผิดหวังเรื่องความรัก แต่เขาทำเพราะเขาตรรกะแน่นจนมองว่าการมีชีวิตอยู่ต่อไปต่างหากที่ไม่สมเหตุสมผล ความคิดของเขาจึงสมควรได้รับวิพากษ์ในฐานะงานปรัชญา ไม่ใช่หาคำตอบว่าเขาเป็นซึมเศร้าจริงหรือไม่ค่ะ
….ถ้าเป้าหมายของจักรวาลคือเจตจำนงในการดับสูญ (Will-to-Die) จริงๆ ทำไมสิ่งมีชีวิตถึงมีสัญชาตญาณเอาตัวรอดที่รุนแรงขนาดนี้? สัตว์ทุกตัวสู้สุดชีวิตเพื่อไม่ให้ตาย แปลว่าธรรมชาติต้องการมีชีวิตอยู่ (Will-to-Live) ไม่ใช่เหรอ?
บลูมองว่านี่คือจุดที่ Mainländer อธิบายไว้ชัดเจนมากๆ แล้ว เขาตอบว่าสัญชาตญาณเอาตัวรอดและการต่อสู้ของสิ่งมีชีวิต ไม่ใช่เพื่อการมีชีวิตถาวร แต่เป็นเพียงวิธีการตายที่ซับซ้อนขึ้นต่างหาก ลองคิดตามนะคะ สัตว์สู้เพื่อเอาชีวิตรอดไปทำไม? ก็เพื่อไปส่งต่อยีนส์ แล้วยีนส์นั้นก็จะสลายตัวและตายในรุ่นถัดไปอยู่ดี การต่อสู้ทางชีววิทยาเป็นเพียงกระบวนการบดพลังงานให้หมดไปอย่างช้าๆ ชนิดที่ยิ่งสู้ ก็ยิ่งใช้พลังงานหมดเร็วขึ้น มันคือการตลบแตลงของจักรวาลที่ใช้สัญชาตญาณเอาตัวรอดมาเป็นแรงขับเคลื่อนไปสู่ความตายในท้ายที่สุดค่ะ
หากอ่านมาถึงตรงนี้เราจะเห็นว่า Mainländer ไม่ได้เกลียดชีวิต เขาเกลียดการดำรงอยู่ (Existence)
ความต่างสำคัญมาก
เพราะถ้าโลกไม่มีสิ่งมีชีวิต แต่ยังมีดาวเคราะห์ กาแล็กซี หรือสสารอยู่ เขาก็ยังถือว่าเป้าหมายของจักรวาลยังไม่สำเร็จ เป้าหมายของเขาไม่ใช่ให้สิ่งมีชีวิตสูญพันธุ์ แต่คือให้ความเป็นอยู่ทั้งหมด (Being) กลับคืนสู่ความไม่มีอยู่ (Non-being)
นี่คือเหตุผลว่าทำไมปรัชญาของเขาถึงสุดโต่งกว่า Schopenhauer มาก เขาไม่ได้เสนอแค่การดับทุกข์ของมนุษย์ แต่เสนอว่าความไม่มีอยู่ดีกว่าการมีอยู่ในระดับจักรวาลวิทยานั่นเอง
Eduard von Hartmann
ช่วงที่ Hartmann เขียนหนังสือ Philosophy of the Unconscious เยอรมนีกำลังเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมและก้าวสู่การเป็นมหาอำนาจ สังคมยุคนั้นชื่นชมอารยธรรม ความก้าวหน้า และความยิ่งใหญ่ของชาติ (มีนักวิชาการบางคนมองว่าปรัชญาของ Hartmann สะท้อนจิตวิญญาณแห่งไรช์ แต่ก็เป็นมุมมองเชิงวิพากษ์ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ตายตัว)
Hartmann เลยเกิดไอเดียสุดพิสดารค่ะ เขาเห็นว่าปรัชญามองโลกในแง่ร้ายของ Schopenhauer มัน…มันยังไม่ได้อะพ่อ 5555 (ไม่ใช่คำตำหนินะคะ จริง ๆ แล้ว Hartmann ชื่นชม Schopenhauer มาก แต่เห็นว่าระบบของ Schopenhauer ยังอธิบายเหตุผลของจักรวาลได้ไม่ครบถ้วน จึงพยายามเติมองค์ประกอบแบบ Hegel เข้าไป) เขาเลยพยายามสังเคราะห์อภิปรัชญาแบบ Hegel ที่มองว่าประวัติศาสตร์มีทิศทาง กับปรัชญามองโลกในแง่ร้ายของ Schopenhauer ที่มองว่าการดำรงอยู่เต็มไปด้วยความทุกข์ เพื่อสร้างระบบปรัชญาที่สามารถผสานความก้าวหน้าของประวัติศาสตร์เข้ากับปรัชญามองโลกในแง่ร้าย หรือ ทุทรรศนนิยม (Pessimism)
บลูมองว่าการประนีประนอมนี้ทำให้ปรัชญามองโลกในแง่ร้ายไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องส่วนตัว แต่ถูกขยายกลายเป็นโครงการระดับอารยธรรม
ซึ่งนี่แหละค่ะคือจุดที่เริ่มอันตราย
Negation of the Will จุดจบและการยุติ
เขาเสนอเรื่อง จิตไร้สำนึก (The Unconscious) เป็นรากฐานของการดำรงอยู่ทั้งหมด เขาเชื่อว่าเราไม่สามารถมีความสุขส่วนตัวได้ (Eudemonic Pessimism) แต่เราถูกภาพลวง (Illusion) หลอกให้ดำรงชีวิตต่อเพื่อขับเคลื่อนอารยธรรมให้ก้าวหน้าไปจนถึงจุดที่มนุษยชาติตระหนักร่วมกันอย่างสมบูรณ์เข้มข้นพอที่จะปฏิเสธเจตจำนงแห่งการดำรงอยู่ ส่งผลให้กระบวนการของโลกสิ้นสุดลง ซึ่งไม่ใช่การฆ่าตัวตายหมู่นะคะ สิ่งที่สิ้นสุดคือกระบวนการของโลก (world process) ยุติการยืนยัน Will หรือ Negation of the Will…(งงไหมคะ บลูก็งง 55555555 แล้วให้ทำไงนะ กลับมาก่อนพ่อ)
โอเคค่ะ คำถามนี้แหละคือจุดที่ทำให้คนงงกับ Hartmann มากที่สุด เพราะเขาไม่ได้อธิบายเป็นแผนปฏิบัติการว่าจะทำยังไง เขาพูดในระดับอภิปรัชญา (metaphysics) มากกว่า
สิ่งที่ Hartmann จินตนาการไว้คือประมาณนี้
มนุษย์พัฒนาอารยธรรมไปเรื่อย ๆ
วิทยาศาสตร์ เหตุผล และจิตสำนึกพัฒนาไปเรื่อย ๆ
วันหนึ่ง มนุษย์ทั้งมวลตระหนักพร้อมกันว่าการดำรงอยู่ให้ความทุกข์มากกว่าความสุข
เมื่อทุกคนตระหนักตรงกัน ก็จะปฏิเสธ Will พร้อมกัน
เมื่อ Will ไม่ได้รับการยืนยันอีก โลกก็สิ้นสุดกระบวนการของมัน (Collective Redemption)
ปัญหาคือ... Hartmann ไม่ได้อธิบายกลไกว่าปฏิเสธ Will ทำอย่างไร เขาแทบไม่ให้คำตอบที่เป็นรูปธรรม นักวิชาการจึงถกเถียงกันมาจนทุกวันนี้ มีการตีความหลัก ๆ อยู่หลายแบบ
การตีความแรก คือหยุดสืบพันธุ์ อันนี้คนชอบเชื่อมกับ Philipp Mainländer มาก เพราะถ้าทุกคนพร้อมใจกันไม่มีลูก มนุษยชาติก็ค่อย ๆ หายไป และ Will ก็ไม่ถูกส่งต่อ
การตีความที่สอง คือการปฏิเสธความปรารถนา คล้ายกับ Schopenhauer คือไม่ยืนยันแรงขับของ Will อีกต่อไป แต่ Hartmann ก็ไม่ได้หมายถึงการบวชหรือการใช้ชีวิตแบบนักพรตทั้งโลกเช่นกัน
การตีความที่สาม ซึ่งเป็นการตีความที่นักวิชาการหลายคนเห็นว่าสอดคล้องที่สุด คือการปฏิเสธ Will เป็นเหตุการณ์อภิปรัชญามากกว่าการกระทำทางกายภาพ คือเมื่อจิตสำนึกของมนุษยชาติพัฒนาถึงระดับหนึ่ง การตระหนักรู้ร่วมกันนั้นเองจะทำให้ Will สิ้นสุดบทบาทของมัน ผลก็คือกระบวนการของโลกจบลง
แต่ทั้งหมดทั้งมวล Hartmann ไม่อธิบายกลไกว่ามันเกิดขึ้นอย่างไร ตรงนี้ต่างจาก Schopenhauer มาก Schopenhauer อย่างน้อยยังเสนอเส้นทางคือ ศิลปะ ความเมตตา และการบำเพ็ญตบะ แต่ Hartmann กระโดดจากมนุษย์จะรู้ความจริงไปโลกจะสิ้นสุดโดยแทบไม่อธิบายสะพานเชื่อมระหว่างสองสิ่งนี้ นักวิชาการบางคนถึงกับสรุปแนวคิดของ Hartmann ว่าเสมือนเป็นการโหวตให้โลกหมดสภาพ (vote the world out of being) หรือการปฏิเสธเจตจำนงแบบหมู่คณะ (collective effort to will non-existence)
เพิ่มเติมคือ Hartmann เขาไม่เห็นด้วย (ไม่เชิงว่าผิด แต่มันไม่พอ) กับแนวทางแบบค่อยเป็นค่อยไปของ Schopenhauer ที่เน้นการปฏิเสธเจตจำนงของปัจเจก (เช่น การถือพรหมจรรย์) เพราะเขามองว่ามันแก้ปัญหาได้ไม่ถึงราก และต่อให้มนุษย์ทุกคนทำแบบนั้น ธรรมชาติก็จะวิวัฒนาการสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นขึ้นมาแทนที่ (อ่านแล้วอาจนึกถึง Darwin แต่จริง ๆ เขาหมายถึงการเกิดของสิ่งมีชีวิตรูปแบบใหม่มากกว่า) โลกก็ยังคงทุกข์อยู่ดี
แน่นอนว่าไอเดียที่ว่ามานี้ถูกมองว่าเพี้ยนและเป็นที่ล้อเลียนอย่างมากในยุคนั้น นักวิจารณ์เปรียบเทียบมันเป็น Universal World-Extinction Congress (การประชุมใหญ่เพื่อการสูญพันธุ์ของโลก 55555) และกระนั้นตัว Hartmann เองก็ไม่ได้ยืนหยัดกับแนวคิดนี้ในแบบเดิมๆ เขาเริ่มอธิบายให้ฟังว่า มันเป็นกระบวนการเหนือธรรมชาติ (supernatural act เป็นเหตุการณ์เชิงอภิปรัชญา (metaphysical event) ไม่ใช่เหนือธรรมชาติแบบศาสนา) ที่จิตไร้สำนึกจะถอนตัวออกจากการปรากฏตัวในโลก ไม่ใช่การฆ่าตัวตายหมู่ของมนุษย์
ด้วยเหตุนี้ นักวิชาการจำนวนมากจึงมองว่า Hartmann พัฒนาปรัชญามองโลกในแง่ร้ายไปสู่ระดับอภิปรัชญาที่สุดโต่งกว่ารุ่นก่อน ซึ่งต่างจาก Schopenhauer ตรงที่เขามองว่าความทุกข์เป็นปัญหาของจักรวาล ไม่ใช่แค่ของมนุษย์
กลไกของจิตไร้สำนึกและอารยธรรม
Hartmann มองว่าจิตไร้สำนึก (The Unconscious) ขับเคลื่อนประวัติศาสตร์ผ่านภาพลวงตา เพื่อให้มนุษย์ทำตามเป้าหมายของจักรวาลโดยไม่รู้ตัว กล่าวคือมายาภาพเหล่านี้เป็นกลไกของ The Unconscious ไม่ใช่คำสั่งเชิงศีลธรรม จิตไร้สำนึกทำให้มนุษย์หลงเชื่อว่าความสุขยังเป็นไปได้ จึงยังคงสร้างอารยธรรมต่อไป
แปลไทยเป็นไทยอีกทีนึงคือ
เขาบอกว่า ความสุขส่วนตัวของพวกเราแต่ละคนเป็นเรื่องเพ้อเจ้อค่ะ (ไม่มีทางสุขจริง) ที่มนุษย์ยังคงเชื่อว่าความสุขเป็นไปได้ จึงยอมทำงาน สร้างอารยธรรม และเดินหน้าประวัติศาสตร์ต่อไป (ถ้าตีความเชิงการเมือง ในความเห็นของบลูมันเหมือนที่เราทนทำงานหนัก ทนโดนเอาเปรียบ ความทุกข์เป็นราคาที่วิวัฒนาการของโลกต้องจ่าย แม้ Hartmann จะไม่ได้สนับสนุนการกดขี่โดยตรง แต่กรอบคิดที่มองว่าความทุกข์ของปัจเจกเป็นราคาที่ต้องจ่ายเพื่อจุดหมายระดับอารยธรรม ก็เปิดพื้นที่ให้รัฐหรืออุดมการณ์แบบอำนาจนิยมสามารถหยิบไปใช้สร้างความชอบธรรมได้ค่ะ) เพื่อขับเคลื่อนอารยธรรม วิทยาศาสตร์ และเหตุผลของมนุษย์ให้ก้าวหน้าไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่ง มนุษยชาติในอนาคตจะฉลาดและมีสติปัญญาเข้มข้นพอที่จะตื่นรู้พร้อมกันทั้งโลก แล้วตกลงตัดสินใจร่วมกันที่จะยุติเจตจำนงแห่งการดำรงอยู่ (negation of the will) ค่ะ
จิตไร้สำนึก (The Unconscious / Das Unbewusste) หลักการอภิปรัชญาที่รวมเอาเจตจำนงและเหตุผลเข้าไว้ด้วยกัน (หมายเหตุ มโนทัศน์นี้ของ Hartmann เป็นหนึ่งในแหล่งอิทธิพลสำคัญก่อนหน้าฟรอยด์ด้วยนะคะ)
Eudemonic Pessimism ความเชื่อที่ว่า ความสุขส่วนบุคคล (Eudaimonia) เป็นไปไม่ได้ แต่มนุษย์ถูกหลอกลวงให้อยู่ใน 3 มายาภาพ
คิดว่าตัวเองมีความสุขได้ในชาตินี้ ชีวิตบนโลกนี้และตัวตนของเราสามารถบรรลุความสุขที่สมบูรณ์ได้ผ่านการใช้ชีวิตหรือฝึกฝน (มายาภาพยุคโบราณ)
คิดว่าตัวเองจะมีความสุขในสวรรค์หลังความตาย ความเจ็บปวดในโลกนี้จะถูกชดเชยด้วยความสุขนิรันดร์ในภพหน้า (มายาภาพยุคศาสนา)
คิดว่าคนรุ่นหลังจะมีความสุขจากอนาคตที่ดีกว่า ความก้าวหน้าทางสังคมและเทคโนโลยีจะทำให้มนุษย์รุ่นต่อๆ ไปมีความสุขมากขึ้น (มายาภาพยุควิทยาศาสตร์/สังคมนิยม)
เขาบอกว่า ในเมื่อมนุษย์คนเดียวดับสูญจักรวาลไม่ได้ เราจึงต้องสร้างอารยธรรมและเทคโนโลยี เพื่อรวมสติปัญญาของคนทั้งโลกเข้าด้วยกัน เมื่อสติปัญญาพัฒนาถึงขีดสุด มนุษย์ทั้งโลกจะปัญญาสว่าง (ตรัสรู้ แปลหยาบคือการตระหนักร่วมกัน) พร้อมกันว่าชีวิตมันไร้สาระ แล้วสัญญาร่วมกันที่จะฏิเสธเจตจำนงแห่งการดำรงอยู่ ส่งผลให้กระบวนการของโลกสิ้นสุดลง (การไถ่บาปแบบรวมหมู่ Collective Redemption)
บลูอยากให้ระวังออร่าของ Hartmann มากๆ ค่ะ เพราะแนวคิดของเขามักถูกใช้เพื่อรับใช้ โครงสร้างอำนาจนิยม (ไม่มีหลักฐานง่าเชาสนับสนุนพวกชนชั้นนำ แต่กรอบคิดลักษณะนี้เปิดพื้นที่ให้ผู้มีอำนาจสามารถตีความเพื่อสร้างความชอบธรรมแก่การเสียสละของปัจเจกได้ เช่น ความเหลื่อมล้ำและการกดขี่คือ ต้นทุนที่ต้องจ่ายเพื่อพัฒนาอารยธรรม... แนวคิดลักษณะนี้สามารถถูกหยิบไปใช้โดยรัฐอำนาจนิยมได้ง่าย) มันเอาไว้หลอกประชาชนว่าที่เธอต้องทนเหนื่อย ต้องทำงาน 5 วันต่อสัปดาห์ ต้องเรียนพิเศษเยอะๆ ต้องพูดได้ 8 ภาษา ต้องมีลุก ต้องมีครอบครัว ต้องทำโอทีเยอะๆ ต้องยอมโดนกดขี่ โดนยอมเอาเปรียบทุกวันนี้ ต้องห้ามบ่นนะ เพราะมันคือต้นทุนที่จำเป็นเพื่อความยิ่งใหญ่ของประเทศและอารยธรรมมนุษย์
ทีนี้เรามาดูถึงความแตกต่างระหว่างปรัชญามองโลกในแง่ร้ายเพื่อการตื่นรู้ กับปรัชญามองโลกในแง่ร้ายเพื่อการกดขี่ (Authoritarian Pessimism) กันค่ะ
หมายเหตุ Authoritarian Pessimism ในวงวิชาการไม่มีนิยามศัพท์มาตรฐานหรือมีคำจำกัดความที่ตายตัวสำหรับคำนี้ บลูจะขอเรียกแนวโน้มการตีความลักษณะนี้ว่า Authoritarian Pessimism เพื่อใช้อธิบายการนำความมองโลกในแง่ร้ายไปใช้สร้างความชอบธรรมให้การเสียสละของปัจเจกเพื่อเป้าหมายส่วนรวมค่ะ
Schopenhauer / Mainländer มองว่าการตระหนักถึงความทุกข์ร่วมกันควรนำไปสู่ความเมตตาและการลดการเบียดเบียนกัน มากกว่าการยกย่องความยิ่งใหญ่ของประวัติศาสตร์หรืออารยธรรม บอกให้เราเห็นใจเพื่อนมนุษย์ ลดการเบียดเบียน และเมตตาต่อกัน เมื่อเข้าใจว่า Will ทำให้ทุกคนทุกข์เหมือนกัน ความเมตตา (Mitleid) จึงเกิดขึ้นเอง
Hartmann (ไม่ได้สนับสนุนเผด็จการโดยตรง หลักฐานทางประวัติศาสตร์ไม่ถึงขั้นนั้น) กรอบคิดนี้อาจนำไปสู่การยอมรับความทุกข์ของปัจเจกเพื่ออุดมการณ์ส่วนรวม ยอมรับความเหลื่อมล้ำ เพื่อเป้าหมายระดับอุดมการณ์ที่จับต้องไม่ได้ นี่คืออุดมการณ์ประเภทเดียวกับที่เผด็จการใช้สร้างชาติ โดยเอาชีวิตและความทุกข์ของประชาชนคนธรรมดาไปสังเวยค่ะ
….แต่ในความเป็นจริง การที่มนุษย์เรายอมทนลำบากในอดีต (เช่น การปฏิวัติอุตสาหกรรม หรือการทนทำงานหนักของคนรุ่นพ่อแม่) มันก็ช่วยให้อารยธรรม การแพทย์ และชีวิตของคนรุ่นเราดีขึ้นจริงๆ ไม่ใช่เหรอ? Hartmann พูดผิดตรงไหน?
บลูมองว่านี่คือการเอาผลพลอยได้ทางวัตถุมากลบเกลื่อนค่ะ จริงอยู่ว่าเรามีมือถือมี แอร์มี ยารักษาโรคที่ดีขึ้น แต่นวัตกรรมเหล่านี้ได้ลดความทุกข์เชิงอัตถิภาวะของมนุษย์ลงจริงหรอ? คำตอบคือเปล่าเลย งานวิจัยในหลายประเทศพบว่าความเหงาและปัญหาสุขภาพจิตยังคงอยู่ในระดับสูง แม้สังคมจะพัฒนาทางวัตถุอย่างมาก การอ้างว่าอารยธรรมก้าวหน้าขึ้นจึงเป็นเพียงการเปรียบเทียบในเชิงวัตถุ แต่ในเชิงความสุขทางจิตใจ มนุษย์เราไม่ได้โชคดีไปกว่าคนยุคก่อนเลย การยอมทนโดนกดขี่เพื่ออารยธรรมจึงเป็นการลงทุนที่ขาดทุนถาวรค่ะ
…มโนทัศน์เรื่องจิตไร้สำนึก (The Unconscious) ของ Hartmann สับสนกับจิตไร้สำนึกของ Freud หรือเปล่า?
บลูขอเน้นย้ำให้พวกเราเห็นความแตกต่างนะคะ
Freud (จิตวิเคราะห์) จิตไร้สำนึกคือ Personal Unconscious เช่น ความทรงจำวัยเด็กที่ถูกกดทับ ตัณหาที่โดนสั่งห้าม
Note: Hartmann มีอิทธิพลต่อทั้ง Freud และ Jung ทางอ้อม แต่คนที่รับอิทธิพลมากที่สุดในเชิงปรัชญาอาจเป็น Jung (นักวิชาการหลายคนเห็นว่าแนวคิดของ Hartmann มีความใกล้เคียงกับ Jung มากกว่า Freud ในแง่ของการมองจิตไร้สำนึกว่าไม่ได้จำกัดอยู่เพียงระดับปัจเจก) เนื่องจากแนวคิดเรื่องจิตไร้สำนึกของ Jung ที่มีมิติเหนือปัจเจกสะท้อนบางส่วนในแนวคิดเรื่อง Collective Unconscious แม้ทั้งสองจะไม่ใช่ทฤษฎีเดียวกันและมีฐานคิดต่างกันอย่างชัดเจน ส่วน Freud นำคำว่าจิตไร้สำนึกมาใช้ในความหมายเชิงจิตวิทยาของปัจเจกมากกว่า ไม่ใช่หลักการอภิปรัชญาที่ขับเคลื่อนจักรวาลเหมือนของ Hartmann
Hartmann (ปรัชญา) จิตไร้สำนึกคือ Cosmic Unconscious (คำอธิบายของนักวิชาการร่วมสมัย ไม่ใช่คำที่ Hartmann ใช้เอง) ที่ขับเคลื่อนวิวัฒนาการและประวัติศาสตร์ทั้งหมด
ดังนั้น Freud ได้พัฒนาแนวคิดเรื่องจิตไร้สำนึกขึ้นใหม่ในความหมายเชิงจิตวิทยาปัจเจก แต่ Hartmann มองในระดับโครงสร้างจักรวาลค่ะ
Julius Bahnsenโศกนาฏกรรมที่ไร้ทางออก
Bahnsen เกิดและใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางยุคที่การเมืองและสงครามในเยอรมนีเต็มไปด้วยความปั่นป่วน Revolutions of 1848 / German Unification / Austro-Prussian War / Franco-Prussian War (แม้ไม่มีหลักฐานว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสาเหตุหลักของปรัชญาเขา) แต่บรรยากาศแห่งความขัดแย้งก็สอดคล้องกับภาพโลกแบบโศกนาฏกรรมที่เขานำเสนอ
เขาจึงปฏิเสธฉากจบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง Final Harmony ทุกรูปแบบ ปรัชญาของเขาจึงเป็นเหมือนการตบหน้าทุกคนที่ยังแอบหวังว่าวันหนึ่งชีวิตหรือโลกนี้จะโอเคขึ้นค่ะ
Bahnsen ปฏิเสธแม้กระทั่งความหวังว่าจะมีวันหนึ่งที่ความขัดแย้งทั้งหมดจะได้รับการคลี่คลาย (Bahnsen ไม่ได้เขียนโจมตี Redemption ในความหมายศาสนาคริสต์แบบตรง ๆ เขาปฏิเสธ Final Reconciliation/Final Harmony นี่คือจุดตัดสำคัญระหว่างเขากับ Hegel/Schopenhauer/Hartmann เขาเชื่อว่า Realdialektik (วิภาษวิธีแห่งความจริง) คือสงครามภายในที่ไม่มีวันจบ ความขัดแย้งที่ไม่มีวันยุติ และไม่มีวันสมานแผลได้)
การปฏิเสธทางลงของนักคิด Pessimism คนอื่น
Bahnsen คือคนที่แทบไม่เหลือประตูทางออกใดๆ ให้เราเลยค่ะ ไม่เหลือแม้กระทั่งความหวังที่จะได้รับการปลดปล่อยหรือได้รับการไถ่บาป เขามองว่าการปฏิเสธเจตจำนง (Will-denial) เป็นแค่คำโกหกหลอกลองตัวเอง ที่ Schopenhauer ประเมินความสามารถของ Will ต่ำเกินไป Will ไม่สามารถลบตัวเองได้ เพราะ Will มันขัดแย้งในตัวเองจนมนุษย์ไม่มีทางหยุดมัน (นักคิดสายมองโลกในแง่ร้ายคนอื่นยังมีทางลงให้มนุษย์ เช่น การปฏิเสธเจตจำนง, การบวช, การไม่มีลูก แต่ Bahnsen บอกว่าสภาวะการถูกลงโทษ (คือสภาวะธรรมชาติของเจตจำนงที่ฉีกขาดในตัวเอง ไม่ใช่การมีผู้ลงโทษ หรือถูกลงโทษโดยใคร) และต้องทรมานคือความจริงแท้ถาวรที่ไม่มีวันจบสิ้น มนุษย์ติดอยู่ในคุกนี้โดยไม่มีวันได้ประกันตัวค่ะ)
เขาใช้สิ่งที่เรียกว่า Real Dialectic เพื่อบอกว่าความขัดแย้งในโลกนี้ไม่ใช่เรื่องชั่วคราวที่จะจบลงด้วยการประนีประนอม แต่มันคือความขัดแย้งชั่วนิรันดร์ในเนื้อแท้ของสิ่งต่างๆ เจตจำนงของเราขัดแย้งในตัวเองเสมอ ไม่สามารถหาจุดลงตัวได้ และจิตใจมนุษย์เราเองก็โรคจิตในตัวเอง (ไม่ใช่โรคจิตแบบ Mental illness แต่หมายถึงจิตใจมนุษย์เองเต็มไปด้วยความย้อนแย้ง) หากนำแนวคิดของ Bahnsen มาลองอธิบายมนุษย์ปัจจุบัน เรามักจะอยากได้สิ่งที่ทำร้ายเรา เราต้องการในสิ่งที่เราเกลียด และเกลียดสิ่งที่ดีต่อเรา มันคือสงครามภายในจิตใจที่ไม่มีวันสงบ
Real Dialectic (Realdialektik) บลูขอเทียบให้เห็นภาพชัดๆ นะคะ
Dialectic ของ Hegel (ตำราสมัยหลัง) มีความคิด A (Thesis) ชนกับ ความคิด B (Antithesis) แล้วได้ข้อสรุปใหม่ C ที่ดีกว่าเดิม (Synthesis) = เกิดการพัฒนา
Real Dialectic ของ Bahnsen มี A ชนกับ B แล้วมันก็ชนกัน ชนกัน ชนกัน รบกันไปเรื่อยๆ จนพังทลายทั้งคู่ โดยไม่มีวันเกิดข้อสรุป C = เกิดโศกนาฏกรรมชั่วนิรันดร์
ลองมองที่มนุษย์เราเองค่ะ …เราโหยหาเสรีภาพ (อยากทำอะไรก็ได้ตามใจ) แต่พอได้เสรีภาพสมใจ เรากลับรู้สึก โดดเดี่ยวและเคว้งคว้างจนต้องวิ่งหากรอบ/ความผูกมัด แต่พอเราเข้าไปอยู่ในกรอบและความผูกมัด (เช่น การแต่งงาน หรือการทำงานในองค์กรมั่นคง) เรากลับรู้สึกอึดอัด ถูกกักขัง แล้วก็โหยหาเสรีภาพใหม่อีกรอบ
Bahnsen ชี้ให้เห็นว่า จิตใจมนุษย์ถูกสร้างมาให้ ขัดแย้งในตัวเอง (Self-Contradictory) เราไม่มีวันพอดีหรือลงตัวได้เลยค่ะ
บลูมองว่า Bahnsen กำลังรื้อทำลาย Narrative เรื่องความก้าวหน้า (Progress ในเชิงอภิปรัชญา ไม่ใช่ประวัติศาสตร์) ของมนุษย์อย่างรุนแรงค่ะ หากนำ Bahnsen มาอ่านโลกปัจจุบัน เราอาจตีความได้ว่า ยิ่งเราพัฒนาไปไกลเท่าไหร่ เรายิ่งเห็นความแตกแยกในตัวเองชัดเจนขึ้นเท่านั้น...
บลูกำลังเห็น Bahnsen ตบหน้าความคิดที่เชื่อว่ามนุษย์เราพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ หากนำแนวคิดของ Bahnsen มาตีความโลกปัจจุบัน.. ยิ่งอารยธรรมเจริญ ยิ่งเทคโนโลยีสูงขึ้น เราไม่ได้ฉลาดขึ้นหรือมีความสุขขึ้นหรอกนะคะ แต่มันยิ่งเผยให้เห็นว่า จิตใจของมนุษย์เรามันแตกหัก พิการ และสับสนวุ่นวายมากกว่าเดิมต่างหาก
บทบาทของ Humor (Tragic Humor)
…คนทั่วไปมักหลงผิดคิดว่าปัญหาความขัดแย้งในชีวิตเรา แก้ไขได้ด้วยการจัดระเบียบความคิด หรือฝึก Mindset
แต่หากมองผ่านสายตาของ Bahnsen ความคิดนี้ไร้เดียงสามาก ความขัดแย้งไม่ได้เกิดจากความคิดไม่ดีแต่มันอาจกล่าวได้ว่ามันคือโครงสร้างพื้นฐานของความจริง (Ontological Contradiction คือ Bahnsen ไม่ได้ใช้คำนี้เป็นคำหลักของตัวเอง แต่นักวิชาการจำนวนหนึ่งอธิบายเขาแบบนี้ในบริบท modern interpretation แต่ถ้านำไปอ้างอิงวิชาการเข้มข้น อาจโดนทักว่าเป็นการเอาภาษาของปรัชญายุคหลังไปสวมให้เขา) ต่อให้คุณฝึกสมาธิ หรือพบจิตแพทย์ทั้งชีวิต (Bahnsen ไม่ได้พูดเรื่อง Psychiatry แต่บลูหมายถึงต่อให้เราพยายามจัดระเบียบชีวิตหรือทำความเข้าใจตัวเองมากเพียงใด) ความขัดแย้งในตัวเราก็ไม่มีวันหายไป เพราะมันคือธรรมชาติของการมีชีวิตอยู่ค่ะ
และการดำรงอยู่คือโศกนาฏกรรมที่เราทำได้เพียงแค่หัวเราะเยาะเย้ย (Humor) เพื่อประทังชีวิตไปวันๆ เท่านั้น ในเมื่อชีวิตมันคือโศกนาฏกรรมที่ไร้ทางแก้ สิ่งเดียวที่เหลือให้เราทำเพื่อเอาชีวิตรอดไปวันๆ ก็คือการหัวเราะเยาะเย้ยความบัดซบของมันค่ะ
คำว่า Humor (อารมณ์ขัน) ในมุมของ Bahnsen ไม่ใช่ตลกตลกคาเฟ่หรือมุกขำขันไร้สาระนะคะ แต่มันคือ Tragic Humor มันคือสภาวะที่เราตระหนักว่าชีวิตมันพังวายวอดจนไม่มีอะไรจะเสียแล้ว สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดจึงไม่ใช่การนั่งร้องไห้ แต่คือการหัวเราะเย้ยฟ้าท้าดินให้กับความไร้สาระของจักรวาล
Humor เป็นท่าทีเชิงสุนทรียศาสตร์และอัตถิภาวนิยมที่สำคัญในงานของ Bahnsen (ปรากฏชัดในงานอย่าง Der Widerspruch im Wissen und Wesen der Welt หรือ Bible ของสาย Realdialektik นั่นเอง) เช่นเดียวกับงานด้านจริยศาสตร์อย่าง Das Moralgesetz und die Freie Tat โดยระบบคิดของเขามักถูกนักวิชาการสรุปว่าเป็น Tragic Individualism (ซึ่งเป็นคำที่นักวิชาการใช้จัดหมวดหมู่เขา ไม่ใช่ชื่อทฤษฎีที่ Bahnsen ตั้งขึ้นเองสไตล์ระบบปรัชญาสัมบูรณ์) แต่งานหลักที่ Bahnsen วางรากฐานเรื่อง Humo (Tragic Humor) และสุนทรียศาสตร์ ไว้อย่างเข้มข้นจริงๆ คือหนังสือ Zur Philosophie der Geschichte ค่ะ ซึ่งข่าวร้ายคืองานหลักทั้งหมดของ Bahnsen ยังคงถูกขังไว้อย่างเหนียวแน่นในภาษาเยอรมันดั้งเดิม 55555
…ถ้าทุกอย่างมันขัดแย้งกันไปหมด ไร้ทางออก และไร้ความหวังขนาดนี้ ปรัชญาของ Bahnsen ไม่ทำให้คนกลายเป็นอัมพาตทางการกระทำ (Paralyzed) หรือไร้ประโยชน์ต่อสังคมไปเลยเหรอ? จะมีชีวิตอยู่ต่อไปทำไมถ้าไม่มีความหวัง?
บลูมองกลับกันอย่างสิ้นเชิงเลยค่ะ ปรัชญาของ Bahnsen ไม่ได้ทำให้เราเป็นอัมพาต แต่หากตีความในภาษาปัจจุบันมันคือการปลดปล่อยเราจากความหวังที่เป็นพิษ (Toxic Hope) ต่างหาก
ลองคิดดูนะคะ ความทุกข์ส่วนใหญ่ของมนุษย์ไม่ได้เกิดจากความเจ็บปวด แต่เกิดจากความคาดหวังว่ามันต้องไม่เจ็บปวด หรือความหวังว่าวันหน้ามันจะสมบูรณ์แบบ พอเรายอมรับแบบ Bahnsen ว่าเออ ชีวิตมันคือโศกนาฏกรรมย้อนแย้งอยู่แล้ว หากนำมาตีความในสไตล์ SelfHelp / Existential Therapy ยุคใหม่ เราจะเลิกคาดหวังความสมบูรณ์แบบ เลิกโกรธตัวเองเวลาทำอะไรขัดแย้ง และเริ่มใช้ชีวิตอยู่กับความจริงตรงหน้าด้วยใจที่เบาลงและหัวเราะกับมันได้ค่ะ แม้ว่าในเชิงปรัชญาดั้งเดิม Bahnsen ไม่เคยสัญญาว่าใจเราจะเบาลง หรือมีความสุขขึ้นเลยก็ตาม 55555 (พูดทำไมเนี่ย) คือ Bahnsen เป็น Tragic Individualist เขาเชื่อว่ามนุษย์ต้องแบกรับภาระแห่งความขัดแย้งนี้ด้วยความกล้าหาญและความขมขื่น (Tragic Hero)
…แล้วการบอกว่าอารยธรรมมนุษย์ไม่เคยก้าวหน้า (No Teleological Progress) มันขัดกับสถิติอย่างชัดเจนปัจจุบันอัตราการตายของเด็กทารกลดลง สงครามใหญ่ๆ ลดลง สิทธิมนุษย์ชนดีขึ้น Bahnsen ไม่ได้กำลังมองข้ามความจริงทางประวัติศาสตร์เหรอ?
บลูมองว่าคนที่แย้งแบบนี้กำลังมองแค่ปริมาณความสะดวกสบาย แต่ไม่ได้มองคุณภาพเชิงโครงสร้างจิตใจค่ะ
จริงอยู่ว่าเรามีสวัสดิการดีขึ้น แต่มนุษย์ยุคปัจจุบันกลับเผชิญกับความขัดแย้งในจิตใจที่ซับซ้อนกว่ายุคโบราณหลายเท่า เรามีเสรีภาพแต่เราเหงาขั้นสุด เรามีโซเชียลมีเดียเชื่อมต่อทุกคนแต่เรากลับรู้สึกแยกขาดจากโลก หากนำ Bahnsen มาอ่านโลกปัจจุบัน เราอาจตีความได้ว่า ยิ่งเทคโนโลยีและสังคมก้าวหน้าความย้อนแย้งภายในมนุษย์ (Real Dialectic) จะยิ่งทวีความรุนแรงและแสดงผลออกมาในรูปของความทุกข์เชิงจิตวิทยาที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นค่ะ
ข้อโต้แย้งสุดคลาสสิกที่ฝ่าย Progressive (บางกลุ่ม) มักจะใช้นำมาโจมตีกลุ่ม Pessimist
…ถ้าบอกว่าการมองโลกในแง่ร้ายเป็นอาวุธทางปัญญาไว้ต่อต้านอำนาจรัฐ... แต่ในความเป็นจริง การมองโลกในแง่ร้ายมากๆ ไม่ได้ทำให้คนกลายเป็นพวกปล่อยเกียร์ว่าง (Passive/Apathetic) จนยอมจำนนต่อเผด็จการหรอกเหรอ? เพราะคิดว่าต่อต้านไปก็ไร้ประโยชน์ โลกมันห่วยอยู่แล้ว?
หากแบ่งแบบคร่าว ๆ ในภาษาของบลู บลูมองว่าเราต้องแยกแยะระหว่างการยอมจำนนแบบสิ้นหวัง (Passive Fatalism) กับการมองโลกในแง่ร้ายแบบตื่นตัว (Critical Pessimism) ค่ะ
การยอมจำนนแบบสิ้นหวัง คือการนอนเฉยๆ แล้วยอมให้ผู้นำเผด็จการกดขี่ เพราะคิดว่าโลกนี้เปลี่ยนไม่ได้
การมองโลกในแง่ร้ายแบบตื่นตัว คือการไม่ยอมโดนหลอก เราอาจจะรู้ว่าเราเปลี่ยนจักรวาลไม่ได้ แต่เราจะไม่ยอมสมาทานคำโกหกของรัฐ ไม่ยอมเชื่อว่าการไปตายในสงครามคือเรื่องทรงเกียรติ และไม่ยอมส่งต่อความทุกข์นี้ให้ลูกหลาน
เพราะอำนาจของระบอบการเมืองจำนวนมากและไม่ใช่เฉพาะรัฐเผด็จการ รัฐประชาธิปไตย ศาสนา ตลาด ชาตินิยม ทุนนิยม คอมมิวนิสต์ ในหลายกรณีใช้ Narrative นี้ มันมักจะเลี้ยงดูประชาชนด้วยเรื่องเล่าแห่งความหวังอันยิ่งใหญ่ (เรื่องเล่าขนาดใหญ่ (Grand Narratives) หรือภาพอนาคตแบบอุดมคติ (Utopian Visions)) เช่น
สงครามเพื่อชาติต้องสละชีพ ทั้งๆ ที่ไม่มีความตายไหนในสงครามที่เป็นเรื่องของชาติจริงๆ แต่มันคือการแลกชีวิตของประชาชนระดับล่าง เพื่อรักษาดุลอำนาจ ทรัพย์สิน หรืออีโก้ของผู้ปกครองไม่กี่คน รัฐเปลี่ยนชีวิตคนที่มีความรัก มีครอบครัว ให้กลายเป็นเพียงตัวเลขสถิติคนตาย/คนเจ็บเท่านั้น
(เดี๋ยวบลูจะมาเขียนแยกอีกทีนึงประเด็นเรื่องทหาร ว่าทำไมบลูมองอาชีพนี้ทีไรแล้วหดหู่ทุกที ถึงเลเวลที่ว่าเวลามีคนบอกว่าโตขึ้นอยากเป็นทหารนี่บลูไม่สามารถทำความเข้าใจสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ได้เลย ไม่รู้ต้องทำหน้ายังไงด้วย จะอ้วกคงยากถ้าวันนั้นยังไม่ได้กินอะไร …คือจะอยากเป็นทำไมนะ 1.เป็นหุ่นเชิดของผู้มีอำนาจ 2.เป็นผลผลิตของการล้างสมอง 3.เป็นการปลดความเป็นมนุษย์ ผลลัพท์มีแต่เสียกับเสีย + การฝึกทหารเองยังเป็นการถอดถอนความเป็นปัจเจก ต้องตัดผมเหมือนกัน แต่งตัวเหมือนกัน นอนพร้อมกัน ทำตามคำสั่งทันทีโดยไม่ต้องใช้การตัดสินใจเชิงจริยธรรม ผลลัพธ์คือ สภาวะที่มนุษย์กลายเป็นเหี้ยอะไรไม่รู้ที่พร้อมจะกดไกปืนใส่คนที่ตนเองไม่เคยรู้จัก ทั้งที่ไม่เคยมีความแค้นส่วนตัว เพียงเพราะมียศที่สูงกว่าสั่งลงมา แล้วทำมาสร้างเพลงชาติ อนุสาวรีย์วีรชน และการจัดพิธีศพอย่างสมเกียรติ เพื่อทำให้ครอบครัวของทหารที่ตายรู้สึกว่าความตายของลูกหลานมีคุณค่า แทนที่จะตั้งคำถามว่าทำไมผู้นำถึงไม่แก้ปัญหาด้วยการทูต แต่กลับส่งลูกคนอื่นไปตาย? แต่ดันมาสร้างวาทกรรมชายนับร้อยต้องปกป้องแผ่นดิน /ชาติวงศ์ตระกูล เปลี่ยนการตายในสงคราม ให้กลายเป็นภารกิจศักดิ์สิทธิ์ เพื่อให้คนยอมเป็นแค่ก้อนเนื้อเศษหมูสับในสงครามโดยไม่ตั้งคำถาม แม่ง โมโห)
ยุคทองกำลังจะมาถึง รัฐและระบบทุนนิยม/คอมมิวนิสต์ มักสัญญาถึงสวรรค์บนดินที่จะเกิดขึ้นในอนาคต (ไม่ว่าจะเป็นความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ สังคมไร้ชนชั้น หรือการเป็นมหาอำนาจ) ยุคทองคือเหยื่อล่อที่ถูกใช้เพื่อเลื่อนความทุกข์ในปัจจุบันออกไป ทำให้คนยอมอดทนโดนกดขี่ ยอมทำงานหนักจนตาย หรือยอมส่งลูกหลานไปรบ เพียงเพราะหลงเชื่อว่าอนาคตจะสบาย ซึ่งในความเป็นจริง อนาคตนั้นไม่เคยมาถึงสำหรับคนที่ต้องเสียสละในวันนี้ เช่น วาทกรรมสตาร์ทอัพ ความเหน็ดเหนื่อยจะสร้างเศรษฐีใหม่ในทุนนิยมเข้มข้น บอกให้คนรุ่นใหม่ยอมทำงาน 80–100 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (Hustle Culture) โดยชี้ให้เห็นภาพอนาคตว่าวันหนึ่งคุณจะเป็นอิสรภาพทางการเงิน ทั้งที่เชิงโครงสร้างแล้ว มีเพียงคน 1% เท่านั้นที่ไปถึงจุดนั้น ส่วนที่เหลือกลายเป็นเศษเดนแรงงานที่ถูกสูบพลังจนหมดแรงหลัง 6 โมงเย็นของทุกวัน
หรือการเสียสละเพื่ออนาคต รัฐปลูกฝังความรู้สึกเป็นหนี้ และความอับอาย หากเราไม่ยอมเสียสละตนเองเพื่อรุ่นหลัง นี่คือกลยุทธ์ที่ลึกล้ำมาก เพราะมันเล่นกับจริยธรรมตามธรรมชาติของมนุษย์ที่อยากปกป้องผู้อื่น รัฐจึงฉวยโอกาสเปลี่ยนความปรารถนาดีนี้ ให้กลายเป็นการยอมจำนนเชิงโครงสร้างทำให้คนยินยอมละทิ้งศักดิ์ศรีและความสุขของชีวิตตนเองในปัจจุบัน เช่น พ่อแม่ยอมขายที่ขายนา ยอมลำบากกู้หนี้ยืมสิน เพื่อให้ลูกมีอนาคต ในระดับสถาบันครอบครัวที่สะท้อนมาจากโครงสร้างรัฐ รัฐที่ไร้สวัสดิการการศึกษาจะโยนภาระมาให้พ่อแม่ โดยสร้างค่านิยมว่าถ้าเป็นพ่อแม่ที่ดี ต้องยอมถวายชีวิตและความสุขทั้งหมดเพื่อส่งเสียลูก ซึ่งกลายเป็นการส่งต่อความทุกข์และหนี้สิน เป็นทอดๆ จากรุ่นสู่รุ่น โดยที่ตัวระบบโครงสร้างรัฐไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย
เมื่อรัฐใช้ความหวังเป็นเครื่องมือในการมอมเมา ในมุมมองของบลู การไร้ความหวัง (Disillusionment) จึงกลายเป็นการขัดขืนเชิงโครงสร้าง (Structural Disobedience) รัฐจะใช้ Propaganda หลอกคนที่ปฏิเสธจะเชื่อในคำสัญญาหวานหู (Even Fear / Identity / Shame / Security / Belonging) ได้ยากขึ้น (แม้การเมืองแบบใช้อำนาจนิยมลักษณะอื่นๆ จะยังใช้กับคนสิ้นหวังได้ ไร้พลัง และต้องการที่พึ่งเพื่อหาทางออกให้ชีวิตได้ก็ตาม)
การมองโลกในแง่ร้ายในความหมายของบลู จึงไม่ใช่การพ่ายแพ้ แต่คือเกราะป้องกันจิตวิญญาณที่ทำให้เรายังคงรักษาศักดิ์ศรีและความเป็นมนุษย์ไว้ได้ ท่ามกลางจักรวาลที่เย็นชาและสังคมที่เต็มไปด้วยคำลวงค่ะ
นักคิดสายปฏิวัติ (Active Revolutionaries เช่น Marxists) อาจจะทักว่าต่อให้คุณตื่นตัว (Critical) แต่ถ้าคุณไม่ลงมือเปลี่ยนโครงสร้างทางกายภาพ สุดท้ายรัฐเผด็จการก็ยังคงครองอำนาจอยู่ดี การถอนตัวทางจิตวิญญาณ (Internal Resistance) เพียงพอจริงหรอ?
ที่เขียนมาทั้งหมดนี่ มันไม่ใช่เรื่องของการชนะรัฐในเชิงกายภาพเลยค่ะ แต่คือการรักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่ให้กลายเป็นเครื่องมือไร้สมองของระบบ และการที่บลูการแตะประเด็นไม่ยอมส่งต่อความทุกข์นี้ให้ลูกหลาน ที่เชื่อมโยงเข้ากับแนวคิด Antinatalism (อย่างงานของ Philipp Mainländer หรือแม้กระทั่งมุมมองของ Julius Bahnsen) ตรงนี้เมื่อมองในมุมการเมือง นี่คือการต่อต้านอำนาจรัฐแบบที่มีอิมแพคและง่ายที่สุด มันเป็นการปฏิเสธการมีส่วนร่วมในกระบวนการสืบทอดโครงสร้างทางสังคม เพราะรัฐเผด็จการ/รัฐสังคมนิยม/จักรวรรดิ/รัฐคอมมิวนิสต์/ทุนนิยม และระบบเศรษฐกิจจำนวนมากมักมีแรงจูงใจในการรักษา / เพิ่มจำนวนประชากร / ต้องการแรงงานและพลเมืองรุ่นใหม่มาสืบทอดระบบของตัวเอง การปฏิเสธการให้กำเนิดอาจตีความได้ว่าเป็นการตัดอุปทานของระบบกดขี่โดยตรง แม้พวกเขาจะยังมี Immigration / Automation / AI / Robotics / รวมถึงพ่อแม่น้องออนิวจำนวนมากที่อยากมีลูกต่อไปก็ตาม


