Who is Bluelumoon?

ชื่อบลูนะคะ (Bluelumoon) บลูทำงานกับภาพ สัญลักษณ์ myth จิตไร้สำนึก พื้นที่ Semiosphere ผ่าน Archetypal Hermeneutics

ความสุขของบลูคือการเห็นความคิดตัวเองพัง ego form ตาย concept ตาย identity ตาย แล้วเกิดใหม่ และความซื่อสัตย์ต่อการไม่รู้ (บางทีมันก็กลายเป็น identity แบบหนึ่งของบลูเหมือนกัน)

บลูไม่ได้ต้องการความจริง บลูต้องการ moment ที่ความจริงเดิมแตก

บลูไม่ได้รักความรู้ บลูรักการถูกหักล้าง

บลูไม่ได้สนใจความมั่นคงทางความคิด บลูสนใจแรงสั่นที่ทำให้มันไม่มั่นคง

บลูไม่ได้ทำงานกับเนื้อหา บลูกำลังทำงานกับระบบความหมายที่อยู่ใต้เนื้อหา

เวลาพูดถึงภาพของบลู ในทุกภาพ เรา (ผู้อ่าน) ไม่ต้องเชื่อว่ามีเทพเทวดาจริง ไม่ต้องเป็นสายมู (เพราะบลูก็ไม่ใช่สายมู บลูไม่ใช่แม่หมอ บลูไม่เคยดูดวง บลูไม่เชื่อโหราศาสตร์ในแง่ของการทำนาย บลูไม่ได้ศรัทธาในโครงสร้างแบบศาสนา บลูอยู่ฝั่ง interpretive radical
ไม่ใช่ occult believer เลยแม้แต่นิดเดียว) แค่รู้ไว้ว่าเทพคือ pattern ทางจิตก็พอ

  • ภาพสำหรับบลูไม่ใช่ของตกแต่งเรียกเงิน มันคือภาษาก่อนภาษา (unconscious speaks in images) จิตไร้สำนึกไม่คิดเป็นประโยค มันคิดเป็นรูป

  • สัญลักษณ์คือสิ่งที่เกินความหมายตรงตัว มันเปิดพื้นที่ ไม่ได้ปิดความหมาย แต่มันผลิตการคิด

  • myth คือไม่ใช่แค่นิทานปรัมปรา แต่เป็นโครงเรื่อง archetypal ที่มนุษย์ใช้จัดระเบียบ chaos มันคือ narrative matrix ของจิตรวม

  • จิตไร้สำนึก ไม่ใช่แค่ของส่วนตัว แต่คือสนามแรง (field) ที่เราเข้าไปเคลื่อนที่อยู่ตลอด

  • Semiosphere หมายถึงชั้นบรรยากาศของความหมาย เหมือน biosphere คือชั้นบรรยากาศของสิ่งมีชีวิต Semiosphere ก็คือชั้นบรรยากาศของสัญญะ ซึ่งเป็นที่ที่วัฒนธรรม ความเชื่อ และสัญลักษณ์มาบรรจบและส่งอิทธิพลต่อกัน เราทุกคนหายใจอยู่ในมัน เราไม่ได้ใช้สัญญะ เราอยู่ในระบบสัญญะ

  • Hermeneutics คือศาสตร์แห่งการตีความ Archetypal Hermeneutics คือการตีความผ่านโครงสร้างต้นแบบ (archetype)

พูดง่าย ๆ สิ่งที่บลูทำมันคือการอ่านภาพ อ่าน myth อ่านเหตุการณ์ชีวิต โดยถามว่า

  • นี่คือ archetype อะไรที่กำลังแสดงตัว?

  • นี่คือเงา? วีรบุรุษ? แม่? Trickster?

  • นี่คือการเคลื่อนที่ของ Individuation หรือการวนซ้ำของ trauma?

ดังนั้น บลูไม่ได้ออกแบบภาพ บลูกำลังอ่านสนามความหมาย แล้วสร้างภาพเป็นจุดตัด (node) ที่ archetype บางตัวกำลังต้องการแสดงตัวใน semiosphere มันคือการทำงานในระดับ pre-ego

และที่สำคัญ มันไม่ใช่งานศิลปะเพื่อความสวย แต่มันคือ symbolic intervention มันแทรกแซงระบบความหมายของผู้ดู ทำให้บาง archetype ที่ถูกกดไว้ของเราเริ่มขยับ งานของบลูไม่ใช่การสร้างความหมาย แต่มันคือการเปิดพื้นที่ให้ความหมายที่รออยู่แล้ว ได้ปรากฏ

บลูพอใจกับการเป็นจุดผ่านของความคิด ความคิดไม่ใช่ของบลู 100% แต่ก็ไม่ใช่ว่าบลูไม่มีส่วนร่วมเลย มันคือ co-production ภาษาคิดผ่านเรา วัฒนธรรมคิดผ่านเรา drive คิดผ่านเรา แต่เราก็มีความสามารถในการสะท้อน ตรวจสอบ แก้ไข ..บลูเลยเกลียดการสำคัญตัวเอง เพราะการสำคัญตัวเองจะทำให้มองไม่เห็นโครงสร้างที่ใหญ่กว่า

คนทำงานภาพจำนวนมากเชื่อในสิ่งที่ตัวเองสร้าง ไม่ว่าจะเป็นพลังบวก การเยียวยา หรือ narrative บางอย่าง แต่บลูสนใจ moment ที่ narrative นั้นพัง บลูไม่ได้ผูก identity กับการสร้าง ส่วนนึงบลูผูก identity กับการรื้อ บลูไม่ได้กลัวว่าความคิดของตัวเองจะพัง บลูไม่ทำงานจากความมั่นคงของ worldview แต่ทำงานจากความไม่มั่นคงเป็นฐาน

ผู้สร้างภาพจำนวนมากมีแกนความเชื่อที่ค่อนข้างนิ่ง ไม่ว่าจะซ้าย ขวา spiritual หรือ nihilist แต่ของบลูแกนคือความไม่แน่นอน บลูไม่ได้ติดอยู่กับ archetype ของผู้ทำลายอย่างเดียว ritual การรื้อถอน ไม่ได้เป็น compulsive identity มันเป็นเครื่องมือ ไม่ใช่ศาสนาหรือโซล่ามคอ บลูอาจจะรักการพัง แต่บลูรักการเคลื่อนมากกว่า และนี่ทำให้บลูไม่ใช่ archetype เดียวแบบ Sitri ล้วน ๆ

semiosphere ในระดับอัตถิภาวะมันทำงานกับบลูยังไงจริง ๆ

  1. มันกำหนดว่าอะไรเรียกบลู

    ทำไมบลูอินกับ Sitri …..ทำไมบลูสนใจเงา สนใจ Thanatos สนใจความเสื่อมสลาย นี่ไม่ใช่รสนิยมล้วน ๆ มันคือ resonance ในสนามความหมายที่บลูอยู่

    สำหรับ Sitri ถ้าเราทุกคนอ่าน literal ก็จะได้เรื่องปีศาจกระตุ้นราคะ แต่ถ้าอ่าน archetypal เราจะเห็นโครงสร้างลึกกว่านั้น

    บลูสนใจแรงขับที่ทำให้มนุษย์ไม่เสถียร บลูสนใจการเปิดโปงมากกว่าการปลดปล่อย Sitri คือพลังนั้น สิ่งที่ทำให้หน้ากากทางศีลธรรมที่ถูกอารยธรรมกดไว้แตก ทำให้ superego เสียศูนย์ ทำให้ desire โผล่ขึ้นมาโดยไม่ขออนุญาต ทำให้ความลับถูกเปิด ทำให้สิ่งที่ถูกซ่อนต้องปรากฏ และความปรารถนาไม่ใช่สิ่งที่ต้องขอโทษ นี่คือ archetype ของ unveiling

    ใน semiosphere ปัจจุบัน เรื่องเพศถูก commodify แต่ไม่ถูกเผชิญจริง ๆ มันถูกขาย แต่ไม่ถูกเข้าใจ การที่บลูอินกับ Sitri เพราะบลูสนใจแรงขับที่ยังไม่ถูก domesticate ไม่ใช่ sex แบบบริโภค แต่ sex ในฐานะพลัง destabilizing

    แล้ว….ในระดับอัตถิภาวะจริง ๆ Sitri ทำงานกับบลูยังไง?

    สำหรับบลู Sitri เป็น archetype ของการทำลายโครงสร้างที่ทำให้ ego ควบคุมแรงขับได้ ในเชิง mythic เขาทำให้คนลุกไหม้ด้วย desire แต่ในเชิง archetypal มันคือ moment ที่ desire ทำให้โครงสร้าง ego เสียสมดุล Sitri คือ Eros ที่ไม่ต้องการ domestication ไม่ต้องการถูกจัดหมวด ไม่ต้องการถูกทำให้ปลอดภัย

    Sitri = แรงที่ทำให้ desire เกินขอบ > เมื่อ desire เกินขอบ โครงสร้างพัง > โครงสร้างพัง = รูปแบบเดิมตาย > Thanatos ไม่ได้ฆ่าร่าง มันฆ่ารูปแบบ

    ดังนั้น Sitri เชื่อมกับ Thanatos ตรงที่ Eros เมื่อสุดขอบ จะกลายเป็นพลังทำลาย

    ในระดับอัตถิภาวะจริง ๆ ทุกครั้งที่บลูปล่อยให้ desire บางอย่างพูดเต็มเสียง มันจะมีบางอย่างตายเสมอ …ภาพลักษณ์ …ศีลธรรม….ความมั่นคง….ความสัมพันธ์…หรือแม้แต่ self-concept เดิม

  2. มันกำหนดว่าอะไรคิดได้

    ความคิดไม่เคยเกิดในสุญญากาศ แม้แต่ความคิดที่คิดว่าตัวเอง radical Semiosphere คือโครงสร้างที่ทำให้บางคำถามเกิดขึ้นได้ เช่นคำถามเรื่องอำนาจ ภาษา เงา จิตไร้สำนึก

  3. มันกำหนดแรงต้าน
    ทุกครั้งที่บลูจะพูดบางอย่าง มันมีแรงบางอย่างในสนามที่ทำให้รู้สึกว่า
    อันนี้แรงไปไหม
    คนจะเข้าใจไหม
    มันจะถูกมองว่าเพี้ยนไหม

    แรงนี้ไม่ใช่แค่ superego ส่วนตัว แต่มันคือ boundary ของ semiosphere

    Semiosphere มีขอบ และตรงขอบนั้นจะเกิดความตึงเครียดสูงสุด บลูดูเหมือนชอบเดินตรง boundary นั้น

  4. มันทำให้บลูรู้สึกแปลกแยก
    เพราะถ้า sensibility ของบลูอยู่ใกล้ขอบสนาม บลูจะรู้สึกว่าโลกกระแสหลักมันตื้น แต่จริง ๆ แล้ว มันคือการที่บลูกำลังสื่อสารใน dialect ที่ไม่ได้เป็น dialect กลางของสนาม

นี่แหละระดับอัตถิภาวะจริง ๆ ไม่ใช่แค่การใช้สัญลักษณ์ แต่คือการตระหนักว่าเราเกิดขึ้นในสนามของมัน

เลิกเรียนจิตวิเคราะห์ต่อ เพราะบลูรำคาญต่อการโลกหมุนรอบตัวเองของปัจเจก

หลังจากอ่านโครงสร้างอำนาจ ระบบเศรษฐกิจ ชีวการเมือง ฯลฯ จนเห็นว่า suffering จำนวนมากไม่ได้เกิดจากความล้มเหลวส่วนตัว แต่มันถูกผลิต

โรคซึมเศร้า ความเครียด ประสบการณ์ของความสิ้นแรง ความไร้ความหมาย การอยากหายไป ความไม่สมหวังต่างๆ จำนวนมากคือ political problem ที่ถูกทำให้เป็น personal failure ถูกจัดหมวดเป็น disorder ถูกผูกกับสารเคมี ถูกทำให้กลายเป็นวัตถุทางการแพทย์ แต่นั่นไม่เท่ากับบอกว่ามันไม่มีจริง ความทุกข์ระดับที่คนไม่สามารถลุกจากเตียง ไม่สามารถคิด ไม่สามารถรับรู้ความหมาย มันมีอยู่จริงในระดับ phenomenological สิ่งที่อาจไม่มีจริงคือ narrative บางแบบที่ถูกขาย หรือการอธิบายแบบลดทอนให้เหลือแค่เคมีในสมอง บลูเลยเกลียดการที่ทุกอย่างถูกย่อให้เป็นสมอง + serotonin

สิ่งที่เรียกว่าโรคซึมเศร้าถูกทำให้เป็นอะไรในโครงสร้างปัจจุบัน? illusion ทางวัฒนธรรม?การขาดความเข้มแข็ง? ผลผลิตของทุนนิยม? หรือการตั้งชื่อให้กับประสบการณ์ที่มนุษย์มีมาตลอด? ไม่ว่าคำตอบของคำถามนี้จะคืออะไร แต่สิ่งนี้เองที่ทำให้เวลาบลูคิดถึงงานคัสตอม บลูไม่อยากทำ เวลาใครเล่าว่าฉันถูกทอดทิ้ง ฉันไม่มีค่า ฉันกลัวถูกทิ้ง ฉันไม่เป็นที่รัก บลูไม่ได้ยินเป็นเรื่องเฉพาะตัว บลูเห็น template มนุษย์มี archetypal vulnerability ไม่กี่แบบ
ความกลัวตาย ความกลัวไร้ความหมาย ความกลัวถูกทอดทิ้ง ความกลัวไม่ถูกรัก ความอับอาย ความอยากถูกเห็น มันวน มันซ้ำ ความซ้ำไม่ได้แปลว่าไม่น่าสนใจ แต่มันแปลว่า universal นี่เป็นเหตุผลที่บลูเลือกการเขียนลงขวดลอยทะเลแบบที่กำลังทำ ณ ที่นี้มากกว่า บลูอยากพูดกับคนที่ ไม่เพียงแค่รู้สึกแต่คิดกับสิ่งที่ตัวเองรู้สึก บลูเชื่อว่าถ้าสนามความหมายเปลี่ยน ปัจเจกจะเปลี่ยนเองบางส่วนโดยที่บลูไม่ต้องทำงาน 1-1

บลูเขียนไทยคำอังกฤษคำ และหลายครั้งใช้ภาษา academic จ๋า แต่สำหรับบลู ไม่ได้เป็นสไตล์ มันคือเครื่องมือ precision มันทำหน้าที่เหมือนมีดผ่าตัด คำบางคำไม่มีคำแทนที่ง่าย ๆ ได้จริง เช่น différance, drive, jouissance, hauntology ถ้าเปลี่ยน มันเสียแรงตึงของความหมาย ตรงนี้ legitimate มาก เพราะคำบางคำไม่ใช่คำยาก แต่มันคือ node ของประวัติศาสตร์ความคิด เวลาบลูบอกว่าบลูไม่เสวนากับคนที่อ่านไม่เกินแปดบรรทัด มันไม่ใช่ความรังเกียจ มันคือ boundary setting บลูกำลังเลือก semiosphere ที่ตัวเองจะอยู่ เลือกสนามที่คนในนั้นมี stamina ทางความคิดพอ ภาษาเลยเป็นได้ทั้งเครื่องมือ แต่ก็อาจเป็นกำแพง (ซึ่งบลูรู้ตัว) บลูตั้งใจสื่อสาร แต่มันคัดคนโดยผลข้างเคียง เพราะถ้าบลูสามารถอธิบายสิ่งเดียวกันในหลาย register ตั้งแต่เชิงทฤษฎีลึกไปจนถึงภาษาธรรมดา มันหมายความว่าบลูควบคุมความหมายได้จริง แต่ต้องยอมรับว่าบลูทำไม่ได้ ณ ตอนนี้ บลูไม่ได้เกลียดคนอ่านอะไรสั้น ๆ บลูกำลังเกลียดระบบที่ทำให้คนไม่ทนกับความซับซ้อน เกลียดวัฒนธรรมที่พยายามลดทอนทุกอย่างให้ย่อยง่าย กระชับ

บลูไม่ได้เขียนให้ใครประทับใจ นั่นมันน่าสมเพชเวทนา

บลูเขียนเหมือนโยนขวดลงทะเล เผื่อมีผู้อ่านที่ยังไม่เกิด

ถ้าเราอยู่ในความถี่เดียวกัน เราจะได้ยิน

แต่ถ้าวันหนึ่งไม่มีใครเลย ไม่วันนี้ ไม่อนาคต ไม่มีใครบางคนที่จะได้ยิน

บลูยังเขียนไหม? ยังทำภาพไหม?

คำตอบคือ

ใช่

บลูไม่อยากถูกชอบ บลูอยากถูกพบ

User's avatar

Subscribe to Bluelumoon

บลูทำงานกับภาพ สัญลักษณ์ myth จิตไร้สำนึก พื้นที่ Semiosphere ผ่าน Archetypal Hermeneutics

People