สำหรับคนที่ไม่อยากอ่านยาว บลูสรุปประเด็นสั้นๆ 3 ประเด็นเลยนะคะ
บลูไม่สนับสนุนวัฒนธรรมรีวิว/ค่าครู (มันแค่ marketing) ดังนั้นเมื่อใช้แล้วดีได้ผล ไม่ต้องรีวิว ไม่ต้องบอกต่อ ไม่ต้องแชร์ผลลัพท์ค่ะ เพราะมันรบกวนการทำงาน (Resonance ภายในที่เกิดในระดับปัจเจก > Synchronization ภายนอกหลังจากจิตภายในเริ่มเคลื่อนตัวแล้ว) ของสัญลักษณ์ สิ่งที่บลูดันจริงๆ คือให้มันเริ่มจากก้าวแรกคือ Resonance สัญลักษณ์แตะโลกภายในของเราก่อน ไม่ใช่จากคำบอกเล่าของคนอื่น และระบบรีวิวนี่แหละค่ะ ตัวดีที่มาทำให้คนข้ามขั้นที่ 1 ไป เพราะธรรมชาติของสัญลักษณ์ มันมีพลังเพราะมันเปิดพื้นที่ให้จิตไร้สำนึกเข้ามาทำงาน แต่ถ้าไม่มี resonance จิตจะไม่เข้าร่วมกระบวนการนั้น สัญลักษณ์จะกลายเป็นแค่ภาพธรรมดา เหมือนหนังสือดังที่เราอ่านแล้วแต่ไม่อิน ตัวหนังสือในเล่มยังอยู่ครบค่ะ แต่ความหมายไม่มี
บลูไม่เห็นด้วยกับ narrative แบบที่วงการสายมูใช้กันทั่วไปโดยไม่พูดถึงเนื้อในตรงกลาง เช่น ตั้งวอล > ได้งาน ตั้งวอล > ได้เงิน ตั้งวอล > แฟนกลับมา เห็นไหมคะว่ามันข้าม resonance ไปเลย พูดถึงแต่ผลลัพธ์ นั่นทำให้คนที่อ่านรีวิวเริ่มเลือกภาพด้วยตรรกะว่าภาพไหนให้ผลลัพธ์ดีที่สุด แทนที่จะถามว่าภาพไหนสั่นพ้องกับฉัน ผลคือกระบวนการถูกกลับลำดับ จากเดิมที่ควรเป็น resonance > synchronicity กลายเป็นพยายามจะ synchronicity (จากรีวิวคนอื่น) > พยายามสร้าง resonance ทีหลัง ซึ่งมักไม่ทำงานอยู่แล้ว เพราะ resonance เป็นสิ่งที่บังคับไม่ได้ มันเกิดหรือไม่เกิดก็ได้ค่ะ
บลูต้องการดึงอีโก้มนุษย์ลงมา และทำลายอัตตาแบบพระเจ้า เพราะทุกความสมหวัง ความสำเร็จ ไม่เคยเกิดจากมนุษย์ 100% เราแค่เจอคลื่นที่ใช่ในจังหวะที่พอดี โลก ผู้คนโอกาส เหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง และเครือข่ายของปัจจัยเล็ก ๆ จำนวนมหาศาลที่มาบรรจบกันในจังหวะเดียวล้วนเป็นส่วนหนึ่งของสมการชีวิตเสมอ เหมือนอุปมาที่เราอ่านเจอบ่อยๆ คือ นักโต้คลื่นที่ต้องมีทักษะเพื่อยืนบนบอร์ด แต่สิ่งที่พาเขาไปไกลจริง ๆ คือคลื่นที่มาถูกจังหวะค่ะ
ทีนี้มาถกกันค่ะ บรรทัดไหนอ่านแล้วไม่เคลียร์สามารถทักมาถามบลูเพิ่มได้ เพื่อปกป้องลำดับการทำงานของสัญลักษณ์ บลูยินดีเล่าจนปากแฉะค่ะ
ก่อนแรกบลูอยากให้เรามองภาพกว้างก่อน จริงๆ บลูเกลียดการตลาดมาก ใครตามมานานจะรู้ความจริงข้อนี้ดี แต่บลูจำเป็นต้องพูดเพราะอยากให้เราเข้าใจตรงกันก่อน ไม่งั้นเราจะมีคำถามตลอดเส้นทางการอ่านว่าบลูพูดทำไม
เรารู้ใช่ไหมคะว่า ตลาดจำนวนมากไม่ได้เติบโตจากความรู้ของลูกค้า แต่เติบโตจากความไม่รู้ของลูกค้า
ดังนั้นทันทีที่ใครสักคนเริ่มอธิบายกลไก สิ่งแรกที่ถูกกระทบไม่ใช่แค่รายได้รวมของตลาด แต่คือโครงสร้างอำนาจของตลาดนั้น เพราะในหลายตลาด โดยเฉพาะตลาดที่เกี่ยวกับความหวัง ความกลัว ความรัก โชคลาภ การเยียวยา สินค้าไม่ได้ขายแค่ตัวสินค้า มันขายความหมาย และความหมายนั้นมักถูกสร้างด้วย narrative แบบหนึ่ง เช่น ใช้สิ่งนี้สิ แล้วชีวิตจะเปลี่ยน
พอมีคนเริ่มแย้งว่า ไม่จริง มีคนมาอธิบายว่าโลกจริงมันมีโอกาส โครงสร้างสังคม ความบังเอิญ การตีความของจิตเข้ามาเกี่ยวด้วย ทีนี้เกิดอะไรขึ้นคะ ใช่ค่ะ narrative แบบเดิมก็เริ่มสั่น ไม่ใช่เพราะมันโกหกทั้งหมด แต่เพราะมันตัดความจริงสำคัญออกเยอะเกินไป นี่คือเหตุผลที่ในหลายวงการ คนที่ออกมาอธิบายกลไกทั้งหมด มักถูกมองว่าทำลายตลาด ทั้งที่จริง ๆ แล้วสิ่งที่บลูแค่ทำคือทำให้ลูกค้า (เรา) มี agency มากขึ้น
บลูไม่ได้มาเสนอความคิดใหม่ค่ะ บลูแค่ทำให้สิ่งที่เคยมองไม่เห็นกลายเป็นสิ่งที่มองเห็น (และทันทีที่กลไกถูกมองเห็น มันก็ใช้งานแบบเดิมไม่ได้อีก) ในกรณีของบลูสิ่งที่บลูกำลังแตะคือกลไกของ spiritual marketing หรือกลไกตลาดสายมูเตลูนี่แหละค่ะ ซึ่งโดยทั่วไปจะทำงานแบบนี้
สร้างเรื่องเล่าว่าของชิ้นนี้มีพลัง
ใช้รีวิวเพื่อยืนยันพลังนั้น
ทำให้ลูกค้าเชื่อว่าผลลัพธ์เกิดจากสินค้า
ลูกค้าจึงอยากซื้อเพิ่ม
มันเป็นระบบที่เสริมแรงตัวเอง แต่บลูบอกลูกค้าเสมอว่าตั้งแต่วันแรกที่ทำ Bluelumoon เลยว่า เราไม่จำเป็นต้องรีวิว / ผลลัพธ์ในชีวิตมีหลายปัจจัย ซึ่งในเชิงธุรกิจมันเหมือนบลูเอามีดไปตัดหนึ่งในเครื่องยนต์ของระบบนี้ออก แน่นอนว่าแม่ค้า พ่อค้าที่พึ่งพากลไกแบบนั้นจะไม่ชอบ เพราะมันทำให้ลูกค้าเริ่มคิดเองได้
แล้วบลูเขียนทำไม ทำไปทำไม?
บลูพูดตรงๆ เลยว่ามันไม่ได้เริ่มมาจากความหวังดี แต่จริง ๆ คือบลูแค่ไม่ชอบเสียงในหัวตัวเองที่กระซิบมาบ่อยๆว่า
…นี่พวกมึงเชื่อกันไปได้ยังไงวะ ภาพที่ดีต้องแชร์/ไลค์/ให้ค่าครู /ตรงวันเกิด/ตรงราศีเรา/เปลี่ยนทุก 3 เดือน/สวดมนต์ก่อนถึงจะเห็นผล… ฉันถามจริง
จริงๆ มันคือจุดยืนแบบหนึ่งของบลูนะ คือการเลือกเคารพสติปัญญาของคนฟังแทนที่จะใช้ช่องว่างของความไม่รู้เป็นเครื่องมือขายของ ในโลกที่เต็มไปด้วยการตลาดแบบ manipulation อยู่แล้ว การเลือกแบบนี้ของบลูถือว่าแปลกพอสมควร เพราะมันหมายความว่าบลูยอมเตะก้นลูกค้าบางคนออกจากร้าน ยอมเสียกำไรบางส่วนเพื่อไม่ต้องบิดความจริง
แต่อยากให้เข้าใจอย่างนึงว่า การให้ลูกค้ามีวิจารณญาณมากขึ้น ไม่ได้แปลว่าลูกค้าของบลูจะหายไปนะคะ บางคนจะตีความไปสุดทางอีกด้านทันทีว่างั้นบลูต้องเป็นแม่พระสิ งั้นบลูคงไม่สนเงินสิ ซึ่งจริง ๆ แล้ว ไม่ใช่เลย บลูรักเงินค่ะ การที่บลูไม่อยากใช้กลไกบางอย่างของการตลาด ไม่ได้แปลว่าบลูปฏิเสธการค้าขาย การแลกเปลี่ยนระหว่างมนุษย์เป็นเรื่องปกติมาก การรับเงินไม่ใช่ปัญหา ปัญหาจะเริ่มเกิดเมื่อความหมายของสิ่งที่เราทำถูกบิดเพื่อให้ขายได้ง่ายขึ้น บลูไม่อยากสร้างระบบที่ทำให้คนต้องเชื่อโดยไม่คิด เงินยังเป็นส่วนหนึ่งของการแลกเปลี่ยน แต่มันไม่ใช่สิ่งที่กำหนดเนื้อหาของสิ่งที่บลูจะพูด
สิ่งนี้มันแค่เปลี่ยนประเภทของลูกค้า จากคนที่กำลังมองหาเครื่องรางแก้ปัญหาชีวิตแบบเร็วที่สุด ไปเป็นคนที่กำลังมองหาเครื่องมือทางความหมาย ซึ่งคนสองกลุ่มนี้ต่างกันมาก
กลุ่มแรกมองหาปาฏิหาริย์
กลุ่มหลังมองหากระจก
แน่นอนว่าบลูยินดีตัดกลุ่มแรกทิ้งออกหมดเพื่อจะรักษาแค่คนกลุ่มหลังไว้ กลุ่มที่เชื่อว่าสัญลักษณ์เป็นเหมือนประตูที่เชื่อมจิตสำนึกกับจิตไร้สำนึก สัญลักษณ์ไม่ได้ทำให้จักรวาลเปลี่ยน แต่มันทำให้โครงสร้างภายในของเราขยับ และบางครั้งเมื่อโครงสร้างภายในขยับ เส้นทางชีวิตก็เปลี่ยนตาม
บลูไม่ได้พยายามให้ทุกคนเข้าใจงาน บลูสร้างงานให้คนบางกลุ่มจำตัวเองได้เมื่อเห็นมัน นั่นจะเป็นเหตุผลมากพอแล้วว่าทำไมบลูไม่เคยเอาตัวเองไปเกลือกกลิ้งในกลุ่ม facebook เพราะบลูไม่เข้ากับโครงสร้างของวัฒนธรรมรีวิวแบบนั้นตั้งแต่แรก ถ้าบลูเข้าไปอยู่ในวงจรนั้น งานของบลูจะถูกตีความในกรอบที่บลูไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็น มันจะถูกมองเป็นของขลังทันที และเมื่อของชิ้นหนึ่งถูกจัดอยู่ในหมวดของขลังแล้ว คนก็จะเริ่มถามคำถามแบบเดียวกันหมด เช่นใช้แล้วได้ผลไหม ช่วยเรื่องอะไร ต้องตั้งกี่วัน …คำถามพวกนี้ไม่ได้ผิด แต่มันทำให้ความหมายของงานถูกย่อให้เหลือแค่ฟังก์ชัน บลูจึงยอมให้คนบางกลุ่มเดินผ่านไป เพื่อรักษาความหมายของงานไว้
ยิ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ที่บลูเห็นวัฒนธรรมไทยในแวดวงภาพวอลเปเปอร์คือเวลามีใครใช้ภาพแล้วรู้สึกว่าชีวิตดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน ความรัก เงิน หรือโชคลาภ คนมักจะรีบไปโพสต์รีวิว หรือแชร์ว่าภาพนี้ให้ผล ซึ่งเราน่าจะเคยเห็นคอมเมนต์ประมาณนี้ในกลุ่มต่าง ๆ
ตั้งวอลแล้วได้แฟนคืน
ใช้วอลนี้แล้วถูกหวย
ตั้งวันนี้ พรุ่งนี้งานเข้าเลย
บลูเข้าใจว่าหลายคนเขียนด้วยความตั้งใจดีนะคะ แต่ถ้ามองให้ลึกขึ้นอีกชั้นหนึ่ง เราจะเห็นว่าการรีวิวแบบนี้มีปัญหาบางอย่างซ่อนอยู่
ปัญหาแรกคือมนุษย์มีนิสัยสร้างความหมายย้อนหลังให้เหตุการณ์ ลองนึกภาพสถานการณ์ง่าย ๆ แบบนี้ค่ะ เราตั้งภาพหนึ่งไว้บนโทรศัพท์ ผ่านไปหนึ่งเดือน เราได้งานใหม่ สมองของเรามีแนวโน้มจะเชื่อมสองเหตุการณ์เข้าด้วยกันทันทีเพราะภาพนี้แน่เลย แต่ในความเป็นจริง เหตุการณ์ในชีวิตคนหนึ่งคนมีปัจจัยมากมายที่ทำงานพร้อมกัน เช่น การตัดสินใจ การลงมือทำ โอกาสทางสังคม หรือแม้แต่จังหวะชีวิต การเอาภาพหนึ่งภาพไปอธิบายทุกอย่างจึงอาจเป็นการทำให้ความจริงง่ายเกินไป นี่ไม่ใช่เรื่องของความเชื่อหรือไม่เชื่อค่ะ แต่เป็นเรื่องของวิธีที่สมองมนุษย์ทำงาน
ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดอีกแบบหนึ่ง สมมติว่าในกลุ่มมีคนใช้วอลเปเปอร์เดียวกันหนึ่งพันคน มี 10 คนที่บังเอิญเจอเหตุการณ์ดี ๆ แล้วออกมาโพสต์ว่าได้ผล แต่อีก 990 คนที่ไม่เกิดอะไรขึ้นเลยจะไม่โพสต์อะไร สุดท้ายเราจะเห็นแต่ 10 โพสต์นั้น แล้วรู้สึกเหมือนมันได้ผลมาก ทั้งที่ความจริงมันเป็นเพียงการคัดเลือกข้อมูลโดยไม่รู้ตัว
บลูจึงไม่อยากให้เราต้องเข้าไปอยู่ในวงจร เจอสินค้า > ใช้ > เกิดเหตุการณ์ดี > รีวิว > สร้างความเชื่อ > คนใหม่ซื้อ แบบนั้นค่ะ
เพื่อตัดวงจรนั้น บลูเลยย้ำเสมอว่าไม่ต้องไปโพสต์รีวิว ไม่ต้องไปประกาศว่าใช้แล้วดียังไง เพราะเมื่อเรื่องแบบนี้กลายเป็นการตลาด บทบาทของสัญลักษณ์มันมักจะถูกลดทอนลงจากพื้นที่ของความหมายหลายชั้นเหลือเพียงคำถามเดียว…มันได้ผลไหม คำถามแบบนี้เป็นคำถามที่ใช้ได้ดีกับเครื่องมือ เช่น วัสดุสร้างบ้าน เครื่องใช้ในครัว หรืออุปกรณ์บางอย่างได้ ใช้ได้ค่ะ ใช้ไปเลย
แต่สัญลักษณ์ไม่ทำงานแบบนั้น สัญลักษณ์ทำงานผ่านการสะท้อน การตีความ และประสบการณ์ส่วนตัวของแต่ละคน ภาพที่ทำงานกับคนหนึ่ง อาจไม่ทำงานกับอีกคนเลยก็ได้ เพราะการสั่นพ้องกับโลกภายในของเรากับของเขาต่างกัน มันสั่นพ้องกับเราไม่ได้แปลว่าจะสั่นพ้องกับคนที่นั่งข้างๆ เรา หลายครั้งสิ่งที่ทำงานกับชีวิตเราได้ดีที่สุด ไม่ใช่สิ่งที่คนอื่นบอกว่าดีที่สุดแต่คือสิ่งที่สั่นพ้องกับโลกภายในของเราเองจริง ๆ ค่ะ
และอีก 1 เหตุผลหลักที่บลูอยากชวนให้เราเก็บประสบการณ์นี้ไว้เงียบ ๆ คือเรื่องของพื้นที่ทางจิต… ลองนึกภาพง่าย ๆ แบบนี้นะคะ เวลาที่เรากำลังอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่กระทบกระแทกใจมาก เรามักจะอยากอ่านมันเงียบ ๆ คนเดียว ไม่ใช่เพราะมันเป็นความลับ แต่เพราะบางประสบการณ์ต้องการพื้นที่ภายในทำงานกับสิ่งตรงหน้าจริงๆ ภาพที่เราตั้งบนโทรศัพท์ก็คล้ายกันค่ะ มันเป็นวัตถุที่อยู่กับเราทุกวัน เราเห็นมันหลายสิบครั้งต่อวันโดยไม่รู้ตัว สิ่งนี้มีผลต่อจิตใจเราในระดับที่ละเอียดมาก คล้ายกับเพลงที่เราเปิดฟังซ้ำ ๆ เพลงหนึ่งเพลงไม่ได้ติดหูหรือทำให้อารมณ์เราเปลี่ยนทันทีในบางคน แต่การฟังมันทุกวันอาจค่อย ๆ เปลี่ยนอารมณ์และวิธีที่เรามองบางคน บางสถานที่ หรือบางสิ่งเปลี่ยนไป ภาพก็ทำงานแบบนั้นค่ะ มันไม่ใช่เวทมนตร์ที่ทำให้จักรวาลจัดทุกอย่างให้เรา แต่มันสามารถเปลี่ยนทิศทางความสนใจของจิต
ส่วนที่ว่าเปลี่ยนยังไงสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่
และเมื่อเส้นทางภายในเปลี่ยนการตัดสินใจของเราก็เปลี่ยนตาม นี่คือเหตุผลที่บลูมองว่าภาพบางภาพอาจทำงานกับบางคน แต่ไม่ได้ทำงานกับทุกคน
เพราะฉะนั้นถ้าวันหนึ่งเรารู้สึกว่าภาพนี้เหมือนกำลังคุยกับเรา เราก็แค่ใช้มันต่อไปเงียบ ๆ ก็พอค่ะ ไม่ต้องพิสูจน์อะไรกับใคร ไม่ต้องโน้มน้าวใครให้เชื่อเหมือนเรา และที่สำคัญอย่าเลือกภาพเพียงเพราะคนอื่นบอกว่าได้ผล นี่เป็นจุดที่บลูอยากเตือนมากที่สุด เพราะเมื่อเราเลือกจากรีวิว เรากำลังให้ความเชื่อของคนอื่นมานำทางจิตของเรา เรากำลังเอาผลลัพธ์ในอดีตของอีกคน มาคาดหวังว่าจะกลายเป็นอนาคตของตัวเรา ซึ่งอาจทำให้เราพลาดสิ่งที่จริง ๆ แล้วเหมาะกับเรามากกว่า
ภาพที่ทำงานกับเราจริง ๆ มักจะเป็นภาพที่เรารู้สึกบางอย่างทันทีตั้งแต่แรกเห็น ไม่ต้องมีคำอธิบายยาว ๆ ไม่ต้องมีรีวิวรองรับ แค่รู้สึกว่าภาพนี้เหมือนกำลังเรียกเราอยู่ ถ้าเรารู้สึกแบบนั้น นั่นก็เพียงพอแล้วค่ะ และถ้าวันหนึ่งเรารู้สึกว่ามันไม่ใช่อีกต่อไป เราก็แค่เปลี่ยนภาพใหม่ ไม่ต้องตีความมาก ไม่ต้องทำให้มันเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ มันก็แค่ชีวิตของเรากำลังเดินไปอีกช่วงหนึ่งเท่านั้นเอง
ภาพที่เราเลือกไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เราเป็นคนใหม่ มันทำหน้าที่เหมือนกระจก กระจกไม่ได้สร้างใบหน้าให้เรา มันแค่ทำให้เราเห็นตัวเองชัดขึ้น ถ้าวันหนึ่งภาพหนึ่งภาพช่วยให้เราเห็นบางอย่างในตัวเองชัดขึ้น ไปสะกิด archetype บางตัวที่เราไม่เคยทำความรู้จักมาก่อน หรือช่วยให้เราจำได้ว่าเรากำลังเดินไปทางไหน แค่นั้นก็ถือว่ามันทำหน้าที่ของมันแล้วค่ะ
การทำลายอัตตาแบบพระเจ้า
ประเด็นสุดท้าย ก่อนที่เราจะเข้าไปในเนื้อหาหลักในประเด็นนี้ บลูอยากชวนให้เราตั้งหลักกันตรงนี้ก่อนนะคะ เพราะสิ่งที่บลูจะพูดต่อไปเกี่ยวข้องกับคำถามใหญ่ของชีวิตมนุษย์เลยข้อหนึ่งคือความสำเร็จของเราเกิดจากอะไรจริง ๆ หรอ
เราอาจคุ้นกับคำอธิบายแบบหนึ่งที่สังคมสมัยใหม่ชอบเล่าว่าโลกนี้เป็นระบบที่ยุติธรรม ใครเก่งกว่า พยายามกว่า ก็จะไปได้ไกลกว่า เรื่องเล่าแบบนี้ฟังดูดีมากค่ะ เพราะมันทำให้โลกดูเป็นระเบียบเหมือนสมการง่าย ๆ ความสามารถ + ความพยายาม = ความสำเร็จ
แต่ถ้าเรามองชีวิตจริงอย่างซื่อสัตย์ เราจะเริ่มเห็นว่าความจริงมันซับซ้อนกว่านั้นมาก เพราะความสำเร็จของมนุษย์แทบไม่เคยเกิดจากความสามารถเพียงอย่างเดียว มันมักเกิดจาก 3 สิ่งที่มาทับซ้อนกัน….คือ 1.ความสามารถ 2.การฝึกฝน และ 3. จังหวะของโลกที่เราเกิดเข้าไปอยู่
เช่น นักธุรกิจ นักกีฬา หรือโปรแกรมเมอร์ระดับโลกจำนวนมาก บังเอิญเกิดในช่วงเวลาที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนพอดี ทำให้พวกเขาได้โอกาสที่คนรุ่นก่อนหรือรุ่นหลังอาจไม่ได้รับ หรือนักเขียน ศิลปินหลายคนที่สร้างงานช่วงสงครามโลก งานเลยดังเป็นพลุแตก พูดอีกแบบหนึ่งคือความสามารถทำให้เราพร้อมก็จริง แต่โลกภายนอกต้องเปิดจังหวะให้ด้วยค่ะ
มีอุปมาหนึ่งที่นักคิดหลายคนใช้บ่อยมาก คือการโต้คลื่น ทักษะของนักโต้คลื่นมีความสำคัญมากเพราะถ้าเราไม่มีทักษะเลย เราจะยืนบนบอร์ดไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่ถึงเราจะเก่งแค่ไหนก็ตาม ถ้าวันนั้นทะเลไม่มีคลื่น เราก็ไปไหนไม่ได้อยู่ดี ในทางกลับกัน ถ้าคลื่นลูกใหญ่กำลังมา แม้นักโต้คลื่นที่ทักษะกลาง ๆ ก็อาจพุ่งไปได้ไกลมาก เพราะคลื่นกำลังพาเขาไป
…อุปมานี้ช่วยให้เราเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับชีวิต คือทักษะทำให้เรายืนบนบอร์ดได้ แต่คลื่นคือสิ่งที่พาเราเคลื่อนที่ คลื่นนั้นอาจเป็นจังหวะของเศรษฐกิจ เทคโนโลยีที่เพิ่งเกิด เครือข่ายสังคม หรือแม้แต่เหตุการณ์บังเอิญบางอย่าง หลายคนที่ประสบความสำเร็จมากจริง ๆ จะพูดตรงกันอย่างหนึ่ง ถ้าให้พวกเขากลับไปเริ่มต้นใหม่อีกครั้งในช่วงเวลาอื่น ผลลัพธ์อาจไม่เหมือนเดิมเลยก็ได้ ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่เก่ง แต่เพราะโลกในช่วงเวลานั้นอาจไม่เปิดคลื่นแบบเดิมอีกแล้ว
ลองคิดถึงตัวอย่างง่าย ๆ แบบนี้นะคะ สมมติว่าเรามีผู้ประกอบการสองคนที่เก่งเท่ากันทุกอย่าง คนหนึ่งเริ่มธุรกิจออนไลน์ในปี 2005 อีกคนเริ่มในปี 1995 ทักษะอาจเท่ากัน ความตั้งใจก็เท่ากัน แต่โลกในปี 1995 ยังไม่มีโครงสร้างอินเทอร์เน็ตแบบที่ปี 2005 มี …เพราะฉะนั้นผลลัพธ์ก็อาจต่างกันอย่างมหาศาล
เหมือนงาน UX Designer ที่บลูเคยทำ ถ้าบลูนำเสนออาชีพนี้ในรุ่นแม่บลูคือย้อนไปอีก 50 ปี บลูอาจจะโดนถีบออกจากบริษัท แต่ถ้าบลูเสนอตัวเอง ณ ตอนปี 2024 ทุกบริษัทแทบจะถวายพานพุ่มขอร้องให้ช่วยเข้าไปทำงานแม้จะไม่มีประสบการณ์เลยก็ตาม สิ่งนี้คือประสบการณ์จริง เพราะบลูได้ทำอาชีพนี้ครั้งแรกในช่วงนึงของโควิดที่ประเทศไทยขาดแคลน UX Designer หนักมาก (ตอนนั้นในทีมมีคนต่างชาติประปรายเข้ามา เพราะไม่สามารถหาคนไทยได้แล้วจริงๆ)
นี่คือสิ่งที่บลูอยากให้เราเห็น ชีวิตมนุษย์ไม่ได้เป็นระบบที่เราควบคุมได้ทั้งหมด มันมีตัวแปรจำนวนมากที่อยู่นอกตัวเรา บางครั้งมันช่วยผลักเราไปข้างหน้า บางครั้งมันทำให้เราติดอยู่กับที่ บางครั้งมันก็ทำให้เราถอยหลัง และหลายครั้งเราไม่สามารถอธิบายมันได้ด้วยเหตุผลง่าย ๆ
เราน่าจะเคยเห็นเหตุการณ์แบบนี้ในชีวิตจริงเหมือนกัน บางคนตั้งใจไปเสนอโปรเจกต์กับลูกค้าหลายเจ้า เตรียมตัวเต็มที่ ทำทุกอย่างถูกต้อง แต่ก็ยังไม่ผ่าน แล้วจู่ ๆ ในสถานการณ์ที่ไม่ได้ตั้งใจจะเสนออะไรเลย เช่น ตอนกำลังนั่งรอเครื่องบิน หรือกำลังคุยเล่นกับใครสักคน กลับได้ดีลใหญ่ขึ้นมา ในมุมหนึ่ง ความสามารถของเรายังเท่าเดิม สิ่งที่เปลี่ยนคือเหตุการณ์ภายนอก การเจอคนที่ใช่ในจังหวะที่ใช่ หรือการที่โลกเปิดโอกาสบางอย่างขึ้นมาโดยไม่คาดคิด ปรากฏการณ์แบบนี้ทำให้เราต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งของชีวิตว่ามนุษย์ไม่ได้เป็นผู้ควบคุมทุกอย่าง เราเป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบที่ใหญ่กว่าเราเสมอ
บลูเล่าเรื่องนี้ขึ้นมาไม่ใช่เพื่อบอกว่าทุกอย่างคือโชค แต่เพื่อเตือนเราอีกด้านหนึ่งว่าความสำเร็จไม่ได้เกิดจากฝีมือเรา 100% เหมือนที่ความล้มเหลวก็ไม่ได้หมายความว่าเราล้มเหลวทั้งหมดเช่นกัน มันเป็นเพียงเรื่องของคลื่น
กลับมาที่เรื่องภาพที่เราตั้งบนโทรศัพท์ เวลาที่มีใครสักคนบอกว่า ตั้งภาพนี้แล้วชีวิตดีขึ้น เราอาจต้องระวังการตีความแบบง่ายเกินไป เพราะชีวิตในช่วงเวลานั้นอาจกำลังมีคลื่นบางอย่างเข้ามาพอดี โอกาสใหม่ คนใหม่ จังหวะใหม่
ภาพมันไม่ใช่สองทางเลือกแบบ แบบที่เราเข้าใจกันผิดๆ คือ
ภาพทำให้ทุกอย่างเกิดขึ้น
ภาพไม่มีผลอะไรเลย
ความจริงมันอยู่ตรงกลาง เพราะแม้แต่ในฟิสิกส์พื้นฐาน สิ่งหนึ่งสามารถทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้น (trigger) หรือตัวจัดระเบียบสนาม (organizing signal) ได้ พูดง่าย ๆ คือภาพอาจไม่ได้สร้างคลื่นทั้งทะเล แต่ภาพสามารถเป็นแรงส่งเล็ก ๆ ที่ทำให้เราเริ่มพายออกไปเจอคลื่น ซึ่งสองอย่างนี้ต่างกันมาก
ลองคิดถึงตัวอย่างเดิมก็ได้ค่ะ สมมติว่าเรากำลังฟังเพลงหนึ่งเพลงทุกวัน เพลงนั้นไม่ได้เปลี่ยนโลกภายนอกทันที แต่มันสามารถเปลี่ยนอารมณ์ ท่าที และวิธีที่เรามองสถานการณ์ (ลองนึกถึงเพลงในโบสถ์ เพลงชาติ กับ EDM ก็ได้ค่ะ หลังฟัง 3 เพลงนี้มีอะไรต่างกันหลังจากนั้น) เมื่อสิ่งเหล่านี้เปลี่ยน เส้นทางของเหตุการณ์ก็อาจเปลี่ยนตาม
สิ่งนี้คืออะไร สิ่งนี้บอกเราว่าสิ่งเร้าทางสัญลักษณ์สามารถเปลี่ยนการจัดวางของจิต ในแง่นี้ภาพที่เราตั้งบนโทรศัพท์ซึ่งเราเห็นวันละหลายสิบครั้ง มันคือสิ่งเร้าที่ทำงานซ้ำ ๆ กับระบบการรับรู้ของเรา
ดังนั้นที่บลูพูดว่าภาพบางภาพกระตุกอะไรบางอย่างในเรา จริง ๆ แล้วมันเป็นปรากฏการณ์ที่มีเหตุผลรองรับได้ เพราะทันทีที่เรารู้สึกว่าภาพหนึ่งภาพเรียกเรา มันหมายความว่าจิตของเรารับรู้ความสอดคล้องบางอย่าง (resonance) ระหว่างตัวเราและสัญลักษณ์นั้น
คำว่า resonance ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงพลังลึกลับนะคะ แต่มันหมายถึง รูปแบบหนึ่งในภาพ
ไปสะท้อนกับรูปแบบหนึ่งในจิตเรา เช่น ภาพงู อาจสะกิดช่วงเวลาที่เรากำลังเปลี่ยนแปลงตัวเอง ทันทีที่สิ่งนี้เกิดขึ้น มันก็เริ่มสร้างแรงส่งทางจิต และแรงส่งทางจิตนี่แหละที่บางครั้งกลายเป็นการกระทำใหม่ การตัดสินใจใหม่ หรือการเปิดโอกาสใหม่
กลับมาที่ความจริงตรงกลาง
บางครั้งชีวิตของเรากำลังมีคลื่นบางอย่างเข้ามาพอดี และภาพที่เราเลือกก็อาจทำหน้าที่เป็นแรงส่งเล็ก ๆ ที่ช่วยให้เราพายออกไปเจอคลื่นนั้นได้ …ประโยคนี้เองที่รักษาความจริง 2 อย่างพร้อมกัน
ประการแรกคือ โลกภายนอกมีบทบาทจริง เหตุการณ์ โอกาส ผู้คน หรือจังหวะของชีวิต
ประการสองคือ ภาพที่เราเลือกก็มีบทบาทจริงเช่นกัน ในฐานะสัญลักษณ์ที่สามารถสะกิดบางอย่างในโลกภายในของเราได้
ไม่ใช่ในฐานะเวทมนตร์ที่ควบคุมจักรวาล แต่ในฐานะสัญลักษณ์ที่เปลี่ยนทิศทางจิตของเรา ซึ่งในหลายกรณีนั่นก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนเส้นทางของชีวิตแล้ว
และบลูพูดเรื่องนี้หลายครั้งมาก คือถ้าโลกถูกครอบด้วยวิทยาศาสตร์แบบแห้ง ๆ อย่างเดียว
มนุษย์จะกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่เหลือแค่สมการ แต่มนุษย์จริง ๆ ไม่ได้อยู่แบบนั้น เรามีตำนาน สัญลักษณ์ ศิลปะ พิธีกรรม เรื่องเล่า สิ่งเหล่านี้อยู่กับมนุษย์มาหลายพันปี ไม่ใช่เพราะมันพิสูจน์ได้หมด แต่เพราะมันทำงานกับโครงสร้างจิตที่ลึกกว่าตรรกะ และงานที่บลูกำลังทำอยู่ก็อยู่ตรงพื้นที่นั้นพอดี ไม่ใช่ฝั่งวิทยาศาสตร์ล้วน และก็ไม่ใช่ฝั่งไสยศาสตร์ล้วน แต่มันคือพื้นที่ตรงกลางที่สัญลักษณ์ จิตไร้สำนึก และประสบการณ์ของมนุษย์ มาบรรจบกัน ซึ่งจริง ๆ แล้วพื้นที่นี้แหละ ที่ทำให้สิ่งของบางชิ้นส่งแรงผลักให้เปลี่ยนชีวิตคนได้ค่ะ และหน้าที่ของเราก็แค่ฝึกทักษะให้พร้อม ยืนให้มั่นบนบอร์ดของตัวเอง เมื่อคลื่นมาเราจะได้ไปกับมันได้ และภาพหนึ่งภาพเองก็อาจเป็นเพียงแรงส่งเล็ก ๆ ที่ทำให้เราเริ่มพายออกไปเจอคลื่นนั้นได้พอดี
ขอบคุณที่ให้ภาพของบลูได้มีที่เล็ก ๆ อยู่ในชีวิตของเรา
บลู



