วิธีเลือกภาพวอลเปเปอร์สายมู (ไม่ไสย ไม่อ้างกฏแรงดึงดูด ไม่ Self help ไม่มีจิตวิทยาเชิงบวก)
เลือกภาพยังไง?, การทำงานของสัญลักษณ์, กับดักที่มองไม่เห็น, ภาพนี้ทำงานกับเราจริงไหม?, ทำไมเคยขอพรแล้ว...มันไม่ได้?, ตกลงเทพ เทวดา ปีศาจ เขาอยู่ที่ไหนกันแน่? อยู่ในตัวเราเหรอ? หรือว่าเป็นสิ่งมีชีวิตอีกรูปแบบนึงที่อยู่นอกตัวเรา?
ถ้าไม่อยากอ่านยาว เพื่อตอบคำถามแรกบลูสรุปให้ว่า
..เลือกภาพที่รู้สึกว่ามันเรียกเรา จบ แค่นั้น ไม่ต้องถามคนอื่นเพิ่ม
เหมือนง่ายนะ แต่ปัญหาคือคนที่แทบไม่เคยฟังตัวเองจะเกิดคำถามทันทีกับประโยคสรุปของบลูว่า
…เรียกมันคืออะไรหรอคุณบลู
…..ต้องรู้สึกยังไงหรอครับ/คะถึงเรียกว่าถูกเรียก
นี่คือผลของวัฒนธรรมการเรียนรู้แบบ authority based (การเรียนแบบครูสอน ส่วนมึงหุบปากและฟัง) มากกว่าการเรียนรู้แบบสำรวจตัวเอง บลูไม่ได้กำลังมาเทศนาชี้ทางพิพพาน แต่กำลังชี้ว่าความชิบหายมันเริ่มตั้งแต่ตรงไหน และมันเกี่ยวข้องกับการเลือกภาพที่เรียกเรายังไง
โอเค ต่อนะคะ
ในระบบแบบนี้เรามักถูกฝึกมาตั้งแต่เด็กว่า คนที่รู้มากกว่าคือคนที่เราควรเชื่อ / คนที่มีสถานะสูงกว่าคือคนที่เราควรฟัง / คำตอบที่ถูกต้องมีอยู่แล้วที่ไหนสักแห่ง ส่วนสิ่งที่ไม่ค่อยถูกฝึกคือ การสังเกตความรู้สึกตัวเอง / การตั้งคำถามกับคำอธิบายของคนอื่น / การแยกความรู้ออกจากอำนาจในการพูด
พอคนเติบโตมาในระบบแบบนี้ เราจะมี reflex อัตโนมัติอย่างหนึ่งคือ เมื่อเจอคนที่ดูรู้มากกว่า > สมองเราจะยก authority ให้เขาทันที
บลูไม่ได้กำลังบอกว่าคนแบบนี้โง่ แต่มันเป็น pattern การเรียนรู้ที่ฝังหัวคนจำนวนมากปัญหาคือเมื่อ pattern นี้ไปเจอกับตลาด spiritual หรือสายมู ซึ่งเต็มไปด้วยการอ้างความรู้พิเศษ เช่น ฉันรู้อดีตชาติโคตรพ่อโคตรแม่เธอ ฉันเอาผัวเก่าเมียเก่าเธอกลับมาได้ ฉันอ่านพลังงานได้ ฉันรู้จักจักรวาล ฉันสื่อสารกับบางสิ่งได้ ฉันดูอนาคตให้เธอได้ ฉันสะเดาะเคราะห์ให้เธอได้ ฉันมีญาณ ฉันคุยกับเจ้ากรรมนายเวรเธอได้ ฉันรู้จักศาสตร์บลาๆ คนที่ชินกับการเชื่อ authority จะไม่มีระบบตรวจสอบภายในเลย
ดังนั้นสิ่งที่บลูพยายามทำคือไม่อยากให้ใครเชื่ออะไรง่ายๆ แม้แต่บลูเอง เพราะความคิดบลูก็เปลี่ยนแทบทุกไตรมาส อัตตาถูกถล่มได้ทุกวัน สิ่งที่เคยเชื่อเมื่อวาน วันนี้ไม่เชื่อแล้ว เพราะบลูทดสอบความคิดตัวเองอยู่เสมอ ไม่ได้จะบอกว่าฉันนี่มันอัจฉริยะ ส่วนคนอื่นมันไอ้หน้าโง่ แต่บลูกำลังจะบอกให้เราป้องกันตัวเองในโลกที่ข้อมูลเยอะ และกูรูผุดขึ้นมาเป็นเห็บหมา
ลองคิดง่ายๆ แบบนี้ ก่อนจะเชื่ออไรให้ตีว่าความคิดทุกอย่างเป็นสมมติฐาน > สมมติฐานต้องถูกทดสอบ > ถ้าหลักฐานหรือประสบการณ์เปลี่ยน ความคิดก็ต้องขยับ และเราต้องยอมรับว่าความรู้ของมนุษย์ผิดพลาดได้เสมอ และต้องเปิดให้มันถูกแก้ไข
ในทางกลับกัน คนที่ยึดความคิดเดิมตลอดชีวิต บางครั้งไม่ได้แปลว่าเขามีแก่น แต่อาจแปลว่าเขาหยุดตรวจสอบมันไปแล้ว เช่น คนที่อินกับโหราศาสตร์แง่การทำนายดวงมากๆ แต่พอโดนวิพากษ์ว่า แต่เรายังสำรวจดาวไม่ครบเลยนะ คนกลุ่มนี้จะปรี๊ดแตกทันที แทนที่จะทดสอบความแข็งแรงของความคิดนั้นจริง ๆ
อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญคือ คำว่า “แก่น” มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็น ความเชื่อที่ไม่เปลี่ยน แต่ในความเป็นจริง แก่นอาจเป็นหลักการที่ทำให้เรากล้าทำลายความเชื่อของตัวเอง เช่น นักวิทยาศาสตร์ที่ดีไม่ได้มีแก่นอยู่ที่ทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่ง แก่นของเขาคือความซื่อสัตย์ต่อการตรวจสอบความจริง ถ้าหลักฐานใหม่ทำลายทฤษฎีเดิม เขาต้องยอมปล่อยมัน
สิ่งที่ฉันยึดถือไม่ใช่ความเชื่อ แต่คือกระบวนการตรวจสอบความเชื่อ ….ประโยคนี้เป็นแก่นที่แข็งแรงมากของบลู และอยากให้ทุกคนมีเหมือนกันเพื่อประโยชน์ของตัวเอง
กลับมาที่งานภาพ ตลาดส่วนใหญ่ทำงานแบบ authority > belief > comfort
แต่สิ่งที่บลูอยากทำคือ symbol > reflection > self-discovery
สองระบบนี้ต่างกันมาก
เพราะระบบแรกทำให้เราต้องพึ่งพาคนบอกความหมาย แต่ระบบที่สองพยายามทำให้เรา เริ่มสร้างความหมายเอง ซึ่งต้องยอมรับว่าการสร้างระบบที่สองมันยากมาก บลูคงตายห่าก่อนกว่าจะสอนให้คนคนนึงเข้าใจตัวเองไปจนถึงสร้างความหมายได้เอง แต่บลูก็เพิ่งตรัสรู้ได้ไม่นานมานี้ว่า บลูไม่จำเป็นต้องสอนให้คนเข้าใจตัวเองจนหมด (เพราะบลูเองก็ยัง) แต่สิ่งที่บลูทำได้จริงคือสร้างจุดเริ่มต้นของการสะท้อนตัวเอง
ในความเป็นจริง หลายคนไม่ได้เริ่มจากการเข้าใจตัวเองลึก ๆ เลย แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้เป็นแบบนั้น แต่มันมักเริ่มจากสิ่งเล็กมาก เช่น เจอประโยคหนึ่ง / เจอภาพหนึ่ง / เจอคำถามหนึ่ง …แล้วมันค้างอยู่ในหัว
งานของสัญลักษณ์จริง ๆ ก็แบบนั้นเลยค่ะ ในหลายกรณีก็ไม่ใช่การให้คำตอบแบบใช่ลูก ชิตังเมโป้ง ใช้ภาพนี้งวดนี้ถูกหวยแน่นอน แต่คือการสร้างแรงเสียดทานเล็ก ๆ ในจิตใจ แรงเสียดทานแบบ …ทำไมฉันถึงสนใจสิ่งนี้กันนะ…
ซึ่งบลูเองไม่ได้คิดว่าสัญลักษณ์จะสอนคนแบบตรง ๆ ด้วยซ้ำ หน้าที่ของมันคือกระตุ้นกระบวนการภายในมากกว่า
แต่ความจริงที่ค่อนข้างน่าหงุดหงิดคือ คนจำนวนมากจะยังคงอยู่ในระบบ authority > belief > comfort แบบจำนนที่จะอยู่ต่อไป เพราะมันสบายกว่า มันไม่ต้องคิด
แต่ในทุกยุคก็จะมีคนกลุ่มหนึ่งที่เริ่มรู้สึกว่าคำตอบสำเร็จรูปมันไม่พอ และคนกลุ่มนี้จะเริ่มมองหาบางสิ่งแบบ symbol > reflection > self discovery โดยธรรมชาติอยู่แล้ว
สิ่งที่บลูทำจึงอาจไม่ใช่การเปลี่ยนคนทั้งหมด แต่คือการส่งสัญญาณให้คนกลุ่มนี้รู้ว่ามีพื้นที่แบบนี้อยู่ ซึ่งถ้าเราอ่านถึงตรงนี้ก็มีแนวโน้มว่าเราอาจจะเป็นคนกลุ่มหลัง ที่รู้ตัวแล้วว่า ใช่ ฉันเคยอยู่ในวงจรแบบแรก แบบรอใครไม่รู้มาสอน ส่วนกูฟังอย่างเดียว เชื่ออย่างเดียว แต่ตอนนี้ฉันอยากคิดเอง ตัดสินใจเองได้แล้ว
โอเคค่ะ งั้นกลับมาที่คำถามที่ว่า
เลือกภาพที่รู้สึกว่ามันเรียกเรา ..คำว่าเรียกมันคืออะไรหรอ…..ต้องรู้สึกยังไงหรอถึงเรียกว่าถูกเรียก
เวลาสัญลักษณ์บางอย่างแตะโลกภายในเรา มันมักเกิดเป็นความสนใจแปลก ๆ ที่อธิบายไม่หมด มันมักเกิดในลักษณะประมาณนี้
บางภาพเรามองแล้วเฉย ๆ ผ่านไปได้ทันที แต่บางภาพจะทำให้เราหยุดดูนานกว่าปกติเล็กน้อย
บางภาพเราเลื่อนผ่านไปแล้วแต่กลับย้อนมาดูอีกครั้ง
บางครั้งมันไม่ได้สวยที่สุด แต่เรากลับรู้สึกสนใจมันมากกว่าภาพอื่น
บางคนรู้สึกเหมือนภาพนั้นมีบรรยากาศบางอย่างที่ตรงกับช่วงชีวิตของเขา นั่นแปลว่าสัญลักษณ์เริ่มทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อน
บางคนอธิบายง่าย ๆ ว่า มันคือภาพที่ สายตากลับไปมองซ้ำเองโดยไม่รู้ตัว
บางครั้งเรายังไม่รู้ว่ามันหมายถึงอะไร แต่รู้สึกว่ามันมีบางอย่างที่ค้างอยู่ในใจ
หลายครั้งมันให้ความรู้สึก ambivalence คือรู้สึกทั้งดึงดูดและแปลกใจในเวลาเดียวกัน สัญลักษณ์จำนวนมากทำงานแบบนี้ เพราะมันแตะสิ่งที่ยังไม่ถูกทำให้ชัดในจิต
association โผล่ขึ้นมาเอง เวลามองภาพแล้วจู่ ๆ ความคิดบางอย่างโผล่มา เช่น นึกถึงความทรงจำบางอย่าง หรือมีคำบางคำผุดขึ้นมาโดยไม่รู้ว่ามาจากไหน
อีกแบบหนึ่งคือภาพเริ่มมีความหมายใหม่เมื่อเวลาผ่านไป ตอนแรกอาจไม่รู้สึกอะไรชัด แต่พอผ่านไปสักพักกลับเริ่มเข้าใจมันมากขึ้น สัญลักษณ์จำนวนมากทำงานแบบ delayed meaning ไม่ได้เปิดความหมายทันที
อีกสัญญาณหนึ่งคือ การรับรู้เชิงร่างกายเล็ก ๆ บางคนอธิบายว่า รู้สึกนิ่งขึ้น หายใจไม่ออก หรือรู้สึกมีแรงดึงดูดบางอย่างจนท้องชาซึ่งมันอธิบายได้ยาก แต่ไม่ใช่เรื่องลึกลับอะไร แต่มันคือการที่สมองตอบสนองทางอารมณ์ก่อนเหตุผล
ปรากฏการณ์แบบนี้มักเกิดเมื่อสัญลักษณ์ไปแตะ archetypal layer บางอย่างในจิตใจ ดังนั้นการเลือกภาพไม่จำเป็นต้องใช้เหตุผลมาก แค่สังเกตว่าภาพไหนที่ความสนใจของเรากลับไปหามันเอง
ส่วนความรู้สึกที่ว่าแปลกดี ปกติฉันไม่เคยรู้สึกอะไรแบบนี้กับภาพนี้มาก่อนตลอดระยะเวลา 50 ปีที่เกิดมาเลย…มันอาจบอกได้ค่ะว่าภาพนั้นไปแตะอะไรบางอย่างที่ไม่คุ้นเคยในจิตใจ สัญลักษณ์บางอย่างกำลังไปแตะ complex หรือ archetypal pattern บางอย่าง แต่ปัญหาคือความแปลกใหม่ไม่ได้แปลว่ามันจริง มันอาจเกิดจากเราไม่เคยเห็นสไตล์นี้มาก่อน สมองสนใจสิ่งใหม่ ภาพมันมีอะไรแปลกเฉยๆ
แต่ต้องพูดตรง ๆ ว่า ไม่มีสัญญาณไหนพิสูจน์ได้เด็ดขาดว่ามันมาจากจิตไร้สำนึกจริง ทุกอย่างเป็นเพียง pattern ที่พบได้บ่อย เท่านั้น ดังนั้นเวลาพูดถึงสัญลักษณ์ที่แตะจิตไร้สำนึก บลูแนะนำว่าจะต้องดูหลายสัญญาณพร้อมกัน เช่น สัญญาณที่มักเกิดเมื่อสัญลักษณ์แตะบางอย่างในจิตจริง ๆ
สายตากลับไปที่ภาพนั้นซ้ำ ๆ แม้จะพยายามดูภาพอื่น
ภาพนั้นทำให้เกิดอารมณ์ที่อธิบายยาก เช่น curious (บลูไม่อยากใช้คำว่าอยากรู้อยากเห็น แต่มันคือความรู้สึกก้ำกึ่งระหว่างความไม่รู้กับความปรารถนาจะรู้), uneasy (ความรู้สึกกระอักกระอ่วน/ไม่สบายใจ), intrigued (ความรู้สึกทึ่ง/สนใจใคร่รู้เป็นพิเศษ) มันอธิบายยากเพราะมันไม่ใช่อารมณ์พื้นฐาน (เหมือน ดีใจ เสียใจ โกรธ กลัว) แต่เป็นอารมณ์ที่เกิดจากการผสมกันของความรู้สึกและกระบวนการทางความคิด (Cognitive) เข้าด้วยกัน
มันค้างอยู่ในหัวหลังจากเลิกดูแล้ว
ความหมายของมันไม่ชัดทันที แต่รู้สึกว่ามันมีอะไรบางอย่าง
สัญลักษณ์จริง ๆ จะไม่บอกความหมายตัวเองทันที ถ้าเข้าใจทันทีมันมักจะกลายเป็นเพียงสัญญะธรรมดาไปแล้ว สัญลักษณ์มันจะทำงานแบบดึงความสนใจก่อน จากนั้นทำให้เกิดคำถาม แล้วความหมายค่อย ๆ คลี่ออกทีหลัง ดังนั้นสัญญาณที่ค่อนข้างจริง คือภาพที่เรายังอธิบายไม่ได้ว่าทำไมถึงสนใจมัน
สัญญาณเหล่านี้ไม่ใช่หลักฐานว่าภาพมีพลังพิเศษ มันบอกว่าบางอย่างในภาพกำลัง resonate กับโลกภายในของผู้ดู ส่วนการ resonate สำคัญมากๆ ยังไง บลูเคยเขียนไว้ที่นี่ค่ะ
บทความดังกล่าว บลูจะส่งให้ลูกค้าทุกคนหลังซื้อภาพจากบลูเท่านั้น ซึ่งในนั้นมีเนื้อหาว่าทำไมบลูไม่สนับสนุนวัฒนธรรมรีวิว/ค่าครู ดังนั้นเมื่อใช้แล้วดีได้ผล ไม่ต้องรีวิว ไม่ต้องบอกต่อ ไม่ต้องแชร์ผลลัพท์ เพราะมันรบกวนการทำงาน (Resonance ภายในที่เกิดในระดับปัจเจก > Synchronization ภายนอกหลังจากจิตภายในเริ่มเคลื่อนตัวแล้ว) ของสัญลักษณ์ สิ่งที่บลูดันจริงๆ คือให้มันเริ่มจากก้าวแรกคือ Resonance สัญลักษณ์แตะโลกภายในของเราก่อน ไม่ใช่จากคำบอกเล่าของคนอื่น และระบบรีวิวนี่แหละค่ะ ตัวดีที่มาทำให้คนข้ามขั้นที่ 1 ไป เพราะธรรมชาติของสัญลักษณ์ มันมีพลังเพราะมันเปิดพื้นที่ให้จิตไร้สำนึกเข้ามาทำงาน แต่ถ้าไม่มี resonance จิตจะไม่เข้าร่วมกระบวนการนั้น สัญลักษณ์จะกลายเป็นแค่ภาพธรรมดา เหมือนหนังสือดังที่เราอ่านแล้วแต่ไม่อิน ตัวหนังสือในเล่มยังอยู่ครบค่ะ แต่ความหมายไม่มี
อ้อ เกือบลืม สิ่งสำคัญอีกอย่างคือการเลือกแบบนี้ไม่ต้องมั่นใจ 100% นะคะ เพราะหลายคนติดกับดักว่าต้องรู้สึกชัดมากถึงจะเลือกได้ แต่ในความจริงการตอบสนองภายในมักละเอียดมาก แค่รู้สึกสนใจมากกว่าเล็กน้อย หรือรู้สึกอยากรู้อยากเห็นนิดหนึ่งก็เพียงพอแล้ว เพราะจิตไร้สำนึกไม่ทำงานแบบคำสั่งตรง ๆ มันทำงานผ่านความรู้สึกแปลก ๆ ความสนใจที่อธิบายไม่หมด ภาพที่วนกลับมาในหัว ไม่ใช่ผ่านความมั่นใจระดับค้านไม่ออก เถียงไม่ได้ ถ้ามีความมั่นใจแบบนั้นเกิดขึ้น ส่วนใหญ่จะเป็น ego ที่กำลังอยากได้ความแน่นอน ไม่ใช่จิตไร้สำนึกหรือ unconscious
ตลาดมูส่วนใหญ่ทำงานแบบนี้ ฉันรู้ > เธอจงเชื่อ > แล้วเธอจะสบายใจ 5555
แต่สิ่งที่บลูกำลังทำคือ มึงไปสังเกตตัวเอง > แล้วดูว่าอะไรเกิดขึ้น ซึ่งบลูรู้ว่ามันไม่ flashy แถมช้า และไม่ dramatic เท่า …แต่มันจริงไง เพราะสัญลักษณ์หนึ่งอาจมีความหมายได้หลายแบบ และความหมายที่แท้ต้องถูกค้นพบผ่านประสบการณ์ของเจ้าของมัน ซึ่งเจ้าของมันก็คือเราผู้อ่าน ไม่ใช่ไอ้กูรูหัวขวดที่ไหน เพราะไม่มีใครรู้จักตัวเราเท่าตัวเราเองแล้ว แม้ว่าอีกฝ่ายจะมีปริญญาเอก 300 ล้านใบ จบหมอดูหมาเดา ศาสตร์ห่าเหว เจ้าพ่อเจ้าแม่ แกทเชื่อมโยงอะไร ก็จงเชื่อตัวเราเอง
…
ต่อจากนี้จะเป็นกลไกด้านหลังในการทำงานกับภาพ คือ archetypal resonance / unconscious projection /symbolic activation หรืออะไรก็ตาม
มันคือ framework ของบลูในฐานะผู้สร้างภาพวอลเปเปอร์ ที่หลายคนเรียกมันว่าวอลเปเปอร์สายมู ถึงบลูจะเกลียดคำนี้มาก แต่มันเป็นคำที่ทำให้เราเข้าถึงได้มากที่สุด และมันไม่ทำให้บลูดูเป็นมนุษย์ต่างดาวมากเกินไปก็เลยจำเป็นต้องใช้
ที่เนื้อหาต่อจากนี้มันยาวเพราะคำว่า Transformation และ Synchronicity สำหรับหลายคนอาจยัง abstract อยู่ บวกกับวิกฤตของการรับรู้ตัวเอง (self orientation) อย่างที่บลูพูดไปตอนตั้นของคนจำนวนมากในปี 2020s ที่เรามีข้อมูลเยอะ แต่การรับรู้ภายในตัวเองกลับอ่อนแอมาก
โอเคค่ะ สำหรับคนอยากรู้ต่อว่ากลไกนี้มันมีจริงๆ ใช่ไหม หรือก็แค่กาวยี่ห้อใหม่เฉยๆ
มาดูกันค่ะ
เรื่องของการเลือกภาพ อย่างที่เราได้อ่านกันไปจะเห็นว่ามันมีกลไกอย่าง Resonance, Transformation, Synchronicity เข้ามาเกี่ยวข้อง คำพวกนี้เป็นคำอธิบายเชิงทฤษฎีของสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากประสบการณ์ แต่ไม่ใช่เงื่อนไขที่ทำให้มันเกิด
เหมือนกับดนตรี เราไม่จำเป็นต้องรู้เรื่อง wave frequency หรือ harmonic resonance เพื่อจะรู้สึกว่าเพลงหนึ่งโดน
หลายครั้งการอธิบายบลูเลยมักห้ามปาก ห้ามนิ้วตัวเองไว้แค่ตรงนั้น เพราะบลูรู้ว่า ถ้าบลูอธิบายมากเกินไป ประสบการณ์เชิงสัญลักษณ์จะถูกย้ายจากระดับจิตไร้สำนึก > ไปอยู่ในระดับการคิดเชิงเหตุผล เมื่อสัญลักษณ์ถูกอธิบายจนหมด มันจะหยุดเป็นสัญลักษณ์และกลายเป็นแค่สัญญะธรรมดา เพราะสัญลักษณ์ที่ทรงพลังจริง ๆ มักทำงานก่อนที่คนจะเข้าใจมัน
ทีนี้เราลองมาแยกเจตนา (Intention) ของบลู กับเจตจำนง (Will) ของภาพ จะมี Manifesto อันนึงที่บลูมักเขียนกำกับไว้ทุกภาพว่า
คำนำ (ยาว แต่อ่านจบแล้วเคลียร์ ถ้าเกทงานของบลูอยู่แล้ว ไถข้ามไปบทที่ 1 ดูเจตจำนงของภาพนี้ได้เลยค่ะ)
ภาพ = สัญลักษณ์ที่มีชีวิต ทุกเส้น สี รูปทรง เราจึงไม่จำเป็นต้องเข้าใจมันในทันที ภาพที่ดีควรทำงานในใจเราไปเรื่อยๆ
ส่วนของเนื้อหา (อักษรที่บลูขยายความเจตนาในแต่ละภาพ) ขณะอ่าน อยากให้พึงเสมอว่า…
ไม่ต้องเชื่อบลู แต่ให้สังเกตการตอบสนองแรกของตัวเราเอง ไม่ใช่ในระดับความคิด/อารมณ์เท่านั้น แต่ในระดับที่จิตยังไม่ทันแปลความหมาย (การตอบสนองของจิตไร้สำนึก) มันจะไม่ได้มาในรูปคำตอบชัด ๆ ว่าชอบ/ไม่ชอบ ใช่/ไม่ใช่ แต่มักปรากฏรูปแบบอื่น เช่น
– ภาพนี้ทำให้ความคิดบางอย่างผุดขึ้นมา ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจจะคิด
– อยู่ ๆ นึกถึงเหตุการณ์เก่า คนบางคน ช่วงชีวิตบางช่วง
– ไม่รู้จะอธิบายว่าเกี่ยวอะไรกับชีวิตตอนนี้ แต่มันไม่เฉย
– ต่อต้าน อยากเถียง อยากปฏิเสธ ทั้งที่ยังอธิบายไม่ได้ว่าทำไม
– อ่านแล้วอยากเลื่อนผ่านเร็วผิดปกติ /กลับมาอ่านซ้ำหลายรอบโดยไม่รู้เหตุผลสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องรสนิยม และไม่จำเป็นต้องเป็นประสบการณ์ที่ดี
แต่มันคือสัญญาณว่าจิตไร้สำนึกกำลังตอบสนองต่อสัญลักษณ์ที่ไปแตะโครงสร้างบางอย่างในตัวเราบลูไม่แนะนำให้ใช้อารมณ์ (อย่างเดียว)
อารมณ์มันคนละเรื่องกับจิตไร้สำนึก
อารมณ์เป็นผล (ร่องรอยที่หลงเหลือหลังการเคลื่อนของจิต)
จิตไร้สำนึกเป็นการเคลื่อนไหวก่อนภาษา (เกิดก่อนจะรู้สึกว่าอะไร)ตัวอย่างของอารมณ์ที่มักตามหลังการตอบสนองของจิตไร้สำนึก เช่น
- คุ้น ทั้งที่รู้ว่าไม่เคยเห็นมาก่อน
– อึดอัด วางไม่ลง ทั้งที่ภาพไม่ได้มีอะไรน่ากลัว
- ถูกดึงดูด อยากหยุดดู ไม่รู้ว่าดึงดูดเพราะอะไร
– อยากกลับมาดูซ้ำ คิดว่าทีแรกก็ไม่ได้อินขนาดนั้น
- อยากเก็บภาพนี้ไว้ ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจจะหาอะไรแบบนี้
- เหมือนภาพมองกลับมา มีอะไรบางอย่างจ้องเราอยู่
– นิ่ง เงียบ อยากหยุดดู ทั้งที่ไม่ได้รู้สึกว่าชอบเป็นพิเศษ
– เศร้า โล่ง หนักในอก ทั้งที่ยังอธิบายไม่ได้ว่ามันเกี่ยวกับอะไร
– หงุดหงิด อยากแย้ง อยากปฏิเสธ โดยไม่รู้ว่ากำลังปกป้องอะไรถ้าสังเกตว่ามีอะไรบางอย่างในตัวเราขยับขึ้นมาเอง แล้วตามมาด้วยอารมณ์ ไม่ว่าจะบวก ลบ กลาง โดยที่เหตุผลยังอธิบายไม่ทัน นั่นพอแล้วค่ะที่จะบอกว่าจิตไร้สำนึกได้เริ่มทำงานไปก่อนหน้านั้น
ภาพหนึ่งภาพ ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ทุกคนรู้สึกเหมือนกัน
สัญลักษณ์ไม่ใช่ป้ายไฟแดง ไฟเขียว ที่ถูกสอนให้เข้าใจตรงกันทั้งสังคมสัญลักษณ์ทำงานต่างออกไป มันไม่ได้สื่อความหมายเดียว แต่มันปลุกประสบการณ์ภายในของแต่ละคนขึ้นมา
สัญลักษณ์เดียวกัน อาจทำให้ใครบางคนรู้สึกปลอดภัย ในขณะที่อีกคนรู้สึกอึดอัด และบางคนอาจไม่รู้สึกอะไรเลย
ทั้งหมดนี้ไม่ผิด เพราะการทำงานของสัญลักษณ์ ต้องอาศัยพื้นเดิมของแต่ละคนบลูมีหน้าที่แค่วางเจตนาในภาพ ไม่ได้เป็นผู้ที่เข้าไปทำงานร่วมกับภาพนั้น
การทำงานจึงเป็นเรื่องของคนหนึ่งคน กับภาพหนึ่งภาพ และกระบวนการนั้นไม่เกี่ยวกับตัวกลาง (บลู) เลย
บลูไม่เชียร์ ไม่เทียบ ไม่บอกว่าภาพไหนดีกว่า
หน้าที่ของบลูมีเพียงการเปิดพื้นที่ให้ภาพได้ไปเจอกับเจ้าของที่สั่นพ้องกับมันจริง ๆ เท่านั้นถ้าเกิดผัสสะแล้วไม่เกิดการตอบสนอง นั่นไม่ได้แปลว่าภาพนี้ไม่ดี
และถ้าเกิด resonance ขึ้นมา นั่นก็ไม่ได้แปลว่าภาพนี้เหมาะกับทุกคน
ภาพทำงานผ่านความซื่อสัตย์ของเราที่มีต่อจิตไร้สำนึกของตัวเอง (1–1)
ถ้าแค่เชื่อทุกคำโดยไม่ถามจิตตัวเองสักครั้ง โลกนี้ก็คงไม่ต้องมีการค้นหาอะไรอีก
เราคงรวย ดัง เป็นที่รักกันทั้งประเทศไปนานแล้ว🪞ลำดับชั้นการทำงานของภาพและสัญลักษณ์
เวลาที่คนทำงานกับภาพหรือสัญลักษณ์ มักจะมีคำสองคำถูกพูดถึงเสมอ คือ Resonance และ Synchronization
สองอย่างนี้ ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และไม่ได้เกิดพร้อมกัน แต่ทำงานเป็นลำดับขั้น …เรื่องนี้ยาวมาก สั้นๆ คือ
1.การสั่นพ้อง (การตอบสนองโลกภายใน/เกิดในระดับปัจเจกเพราะต้นทุนภายในแต่ละคนไม่เหมือนกัน) เป็นด่านแรกๆ ที่เกิดขึ้นก่อน
2.ส่วนซิงโคร (สะท้อนออกสู่โลกภายนอก/เกิดในระดับวัตถุวิสัย) เป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นตามมา🪞กลไกการทำงานของภาพ (Archetypal Mechanism)
เราไม่ได้รอรับพรหรือเศษทานจากฟ้า เทพเจ้า หรือความเชื่อปรัมปราใด ๆ สิ่งที่เปลี่ยนชีวิตได้จริง คือ Archetype ภายในตัวเราเองนั่นแหละที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นหลายคนคุ้นเคยกับภาพจำว่า การเปลี่ยนชีวิต คือการไปขอพร มีผู้ใหญ่ พระ เทพ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สวด พูด หรือมอบบางอย่างให้จากภายนอก เหมือนเราเป็นผู้รอรับ และพลังเป็นสิ่งที่ถูกให้มา
แต่การทำงานของภาพในแนวทางนี้ไม่ใช่แบบนั้น
เทพ พลัง หรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นผู้ให้พร และไม่ได้เข้ามาเปลี่ยนชีวิตเราแทน แต่ทำหน้าที่เป็นภาพแทนหรือ กระจกสะท้อนของบางส่วนในจิตใจเราเองดังนั้น Symbolism, Imagery, พิธีกรรม, ความเชื่อ, ความฝัน และศิลปะ จึงไม่ได้ส่งพลังเข้ามาจากภายนอก แต่ทำหน้าที่ กระตุ้น รวบรวม และจัดระเบียบพลังงานทางจิต (Psychic Energy)ที่มีอยู่แล้วในตัวเรา เพื่อดึงเอาพลังที่ซ่อนอยู่ภายใน (Inner Power) หรือส่วนที่ถูกกดทับ มองไม่เห็น หรือไม่กล้าใช้ (Shadow) ให้สามารถปรากฏขึ้นมารับรู้ได้
เมื่อจิตไร้สำนึกรับรู้ภาพนั้น Archetype ภายในที่สอดคล้องจะถูกปลุกให้ตื่น และเมื่อ Archetype ถูก Activate
การรับรู้ การตัดสินใจ และพฤติกรรมภายนอกจะค่อย ๆ เปลี่ยนการเปลี่ยนแปลงภายในนี้เองที่ทำให้สถานการณ์ ผู้คน และโอกาสในโลกจริงเริ่มเคลื่อนตัวตาม ไม่ใช่เพราะมีใครให้พลัง แต่เพราะเรากลายเป็นคนที่พร้อมจะถือพลังนั้น
พลังงานจึงไม่ใช่สิ่งที่ต้องขอ.. โลกวัตถุจึงไม่ใช่ของขวัญจากฟ้า.. แต่คือผลลัพธ์ของจิตที่พร้อมเป็น
ดังนั้นครั้งต่อไปที่เรามองภาพหรือไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ลองเปลี่ยนบทสนทนาในใจจาก
ขอให้ท่านช่วยลูกช้างด้วย..
เป็น
ขอให้พลังนี้ตื่นขึ้นในตัวฉัน ทำให้ฉันพร้อมดึงดูดสิ่งที่สอดคล้องกับมัน ผู้คนที่ใช่ สถานการณ์ที่เหมาะสม และโอกาสต่าง ๆ เข้ามาเรียงตัวตรงหน้าฉันพอดี..เป็นต้นนี่คือการ Taking Ownership หรือการยึดอำนาจคืนมาที่ตัวเอง พลังงานจะเปลี่ยนจากผู้ถูกกระทำ (Victim) เป็นผู้สร้าง (Creator) ทันทีที่พูดจบค่ะ..
ในบริบทนี้ บลูใช้คำว่าเจตจำนงตามรากศัพท์สาย Schopenhauer และ Nietzsche เพราะเราไม่ได้หมายถึงแค่ความตั้งใจจะสร้างรูป แต่บลูหมายถึงพลังต้นกำเนิดที่ขับเคลื่อนภาพนั้นออกมา
เจตนา (Intention) ของบลู คือการที่บลูเขียนอธิบายว่าภาพนี้หมายถึงอะไร (เป็นระดับภาษา/ความคิด)
เจตจำนง (Will) ของภาพ คือแรงขับเคลื่อนมหาศาลที่ถูกบรรจุลงไปในสัญลักษณ์ ซึ่งมันทำงานของมันเองโดยไม่สนว่าคนดูอย่างเราๆ จะใช้ตรรกะอะไรมาจับ มันคือ Psychic Energy (พลังงานทางจิต) ที่พุ่งเข้าหาจิตไร้สำนึกของเราโดยตรง
แล้วเจตจำนงในบริบทนี้คืออะไร?
ถ้าจะสกัดความหมายของเจตจำนงจากที่บลูเขียนออกมา มันคือ..
การเคลื่อนไหวก่อนภาษา (Pre-linguistic Movement) เจตจำนงในที่นี้คือการขยับของจิตที่เกิดขึ้นก่อนที่เราจะรู้สึกโกรธ เศร้า หรือชอบด้วยซ้ำ มันคือแรงปะทะครั้งแรกระหว่างสัญลักษณ์กับโครงสร้างภายใน
Archetypal Drive (แรงขับแห่งอาร์คิไทป์) เจตจำนงของเราไม่ใช่ Personal แต่เป็น Universal มันคือพลังของบรรพบุรุษหรือต้นแบบมนุษย์ที่ถูกปลุกขึ้นมา มันคือ Will ที่ต้องการจะปรากฏตัว (To manifest) ออกมาในโลกวัตถุ
การยึดอำนาจคืน (Taking Ownership) จะเห็นในช่วงท้าย นี่คือจุดที่เจตจำนงเปลี่ยนจากพลังที่ถูกกระทำเป็นพลังของผู้สร้าง สิ่งที่บลูพยายามย้ำคือ เจตจำนงคือการตัดสินใจในระดับรากฐานที่จะเป็น (To be) ไม่ใช่แค่การขอ (To ask)
เจตนาในบริบทนี้คืออะไร?
เจตนา (Intention) คือ แผนผังหรือเข็มทิศค่ะ คือสิ่งที่บลูพยายามติดตั้งไว้เพื่อให้เราคนอ่านไม่หลงทาง เจตนา เขาจึงทำหน้าที่เหมือนสะพานเชื่อม ..ลองดูอีกครั้งในในคำนำของบลูนะคะ บลูบอกว่า
อักษรที่บลูขยายความเจตนาในแต่ละภาพ
ตรงนี้แหละค่ะ ที่เจตนาทำหน้าที่เป็นล่าม… เพราะอะไร…เพราะจิตไร้สำนึกมันไม่มีภาษาค่ะ มันส่งแค่แรงสั่นสะเทือน (เจตจำนง) ออกมา บลูจึงใช้เจตนาในการเรียบเรียงตัวอักษรเพื่อบอกเราผู้อ่านว่า…เธอ…ฉันวางโครงสร้างนี้ไว้แบบนี้เพื่อให้เธอเข้าถึงสัญลักษณ์นี้ได้ง่ายขึ้นนะ
บลูมีหน้าที่แค่วางเจตนาในภาพ ไม่ได้เป็นผู้ที่เข้าไปทำงานร่วมกับภาพนั้น
ประโยคนี้ เจตนาของบลูคือการกำหนดอาณาเขต ..คืออะไร..คือการที่บลูเตรียมพื้นที่ เตรียมแสงไฟ เตรียมบรรยากาศไว้ แต่เราไม่ได้กำหนดว่า…เราผู้อ่าน เราคนดูต้องรู้สึกยังไง ตอบสนองยังไง สั่นพ้องหรือไม่… (ซึ่งถ้ามีผู้สร้างคนไหนกำหนดความรู้สึก นั่นจะเป็นการพยายามควบคุมเจตจำนงของคนอื่นค่ะ)
ขณะที่เจตจำนงพุ่งเป้าไปที่การปลุก (Activate) archetype ในตัวตนลึก ๆ ..เจตนาของบลูพุ่งเป้าไปที่การชี้แนะ (Guide) ให้เราสังเกตตัวเอง
เจตนา (ของบลู/ผู้สร้าง) ต้องการให้เราคนอ่านรู้เท่าทันว่าตัวเองกำลังสั่นพ้องกับภาพ/สัญลักษณ์ท่าไหน สั่นพ้องหรือไม่ …บลูจึงมักใช้ภาษา, ตรรกะ, คำบรรยายใต้ภาพ ในความสัมพันธ์นี้จะเกิดขึ้นระหว่างตัวบลูเองกับเราผู้อ่าน (ระดับจิตสำนึก) ซึ่งสิ่งนี้บลูสามารถแก้ไขได้ อธิบายเพิ่มได้ ไม่จบไม่สิ้น อยู่ที่บลูจะทำหรือไม่ทำ ดังนั้นคนถืออำนาจ (เฉพาะระดับภาษา) คือบลู (แต่ระดับภาพ บลูเองก็อยู่ภายใต้ archetype เหมือนกัน) ใครกำหนดภาษา คนนั้นกำหนดสนามความหมาย ในระดับนี้บลูเป็นผู้กำกับเวที แต่พอเข้าสู่ระดับสัญลักษณ์ อำนาจจะเริ่มสั่นคลอน เพราะ archetype ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น มันมาก่อนเรา และมันใช้เราเป็นพาหะ ตรงนี้ถ้ามองจริง ๆ บลู/ผู้สร้างไม่ได้ควบคุม archetype แต่ถูก archetype ใช้ ภาพที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์ศิลปะ ไม่ใช่ภาพที่ศิลปินคุมได้ทั้งหมด แต่คือภาพที่บางอย่างผ่านเข้ามา ดังนั้นเวลาบลูบอกว่า “บลูบรรจุเจตจำนงลงในภาพ” มันไม่ได้แปลว่าบลูยัด บลูบรรจุจริง ๆ เหมือนใส่น้ำสั้มลงในขวดที่ว่างเปล่า แต่มันคือการที่บลูเป็นช่องทางให้บางสิ่งบรรจุตัวมันเอง…
เจตจำนง (ในภาพ) บทบาทของสิ่งนี้ต่างจากเจตนาโดยสิ้นเชิง แทนที่จะใช้การชี้แจง การวางกรอบ การอธิบายขยายความ ..เจตจำนง เขาทำงานกับแรงขับเคลื่อน พลังเปลี่ยนชีวิต การปะทะ …บลูจึงมักใช้สี, เส้น, สัญลักษณ์ ในการทำงาน ซึ่งในความสัมพันธ์นี้ระดับจะลงลึกไปที่ภาพกับคนดู (ระดับจิตไร้สำนึก) มันเป็นสภาวะดิบที่เรามีอำนาจในตัวเอง (Autonomous) 100% ค่ะ เพราะ archetype เขาไม่เชื่อฟังผู้สร้าง มันเชื่อฟังโครงสร้างจิตของผู้ดู หน้าที่ของบลูไม่ใช่ผู้ควบคุม แต่เป็นจัดวางพื้นที่ (สิ่งนี้เป็นสิ่งที่บลูพูดจนปากเปียก ปากแฉะว่าอย่าถามบลูว่าภาพไหนดีกว่า ควรใช้ภาพไหนดี ช่วยเทียบให้หน่อย…)
พูดง่าย ๆ คือ เจตนา คือสิ่งที่บลูบอกให้เรารู้ (เพื่อเปิดประตู) เจตจำนง คือสิ่งที่บลู บรรจุไว้ในภาพ (เพื่อกระตุ้น archetype ..เกิดการสั่นพ้อง …จิตของผู้ดูเคลื่อนตัวเอง) การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดจากผู้สร้างใส่พลังลงไป แต่มันเกิดจากพลังในผู้ดูตอบสนอง
สรุปอีกครั้งนะคะ เจตจำนง (Will) หมายถึงพลังงานมหาศาลที่อยู่ลึกลงไปในระดับ Unconscious หรือในระดับสัญชาตญาณ มันคือความมุ่งมาดปรารถนาที่ขับเคลื่อนชีวิตทั้งชีวิต ไม่ใช่แค่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง มันมักจะอยู่เหนือเหตุผล และทำงานตลอดเวลา แม้เราจะไม่ได้ตั้งใจก็ตาม ซึ่งเราอาจจะเคยได้ยินคำว่า เจตจำนงเสรี (Free Will)..เจตจำนงแห่งอำนาจ (Will to Power)…ขอแปะไว้ก่อนจะมาต่อทีหลังค่ะ
ถ้าเทียบกับในบริบทงานของบลู เจตจำนงคือ พลังงานดิบที่สถิตอยู่ในสัญลักษณ์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นหัวเจาะทะลวงผ่านชั้นของเหตุผล (เจตนา) เพื่อไปกระตุ้นการเรียงตัวใหม่ของจิตไร้สำนึก
สิ่งที่บลูเขียนคือการทำงานของ Libido (ในความหมายของ Jung คือพลังงานชีวิตโดยรวม) ที่ไหลผ่านสัญลักษณ์ (Symbols) เพื่อไปเชื่อมต่อ Ego เข้ากับ Self
ภาพของบลูคือ Objectification of the Will (การทำให้เจตจำนงกลายเป็นวัตถุ) เราผู้ดูไม่ได้ดูแค่ภาพ แต่เรากำลังดูเจตจำนงที่สวมชุดของสีและรูปทรงอยู่
ช่วงท้ายที่บลูพูดเรื่องการเปลี่ยนจาก Victim เป็น Creator คือ Will to Power ที่แท้จริง คือการที่มนุษย์ประกาศว่า..ฉันนี่แหละคือเหตุแห่งการเปลี่ยนแปลงของชีวิตฉันเองค่ะ :)
ปมอำนาจ…สิ่งที่ควรระวัง (บอกทั้งกับตัวบลูเอง และผู้อ่าน)
inflation ของ ego เกิดขึ้นได้บ่อยมากใน pov ของผู้สร้าง เมื่ออัตตาเข้าใจว่าตัวเองคือศูนย์กลางของพลัง คนที่ทำงานกับสัญลักษณ์ลึก ๆ ควรจะต้องระวังจุดนี้ที่สุด เพราะยิ่งภาพกระทบคนมากเท่าไร ยิ่งง่ายต่อการเผลอคิดว่า ….ฉันนี่แหละ ทำให้เขาเปลี่ยน ..เขาถูกหวยก็เพราะฉัน…เขาโชคดีโดนเรียกตัวก็เพราะฉัน…แต่จริง ๆ แล้ว ไม่นะ…เรา (ผู้สร้าง/บลู) แค่จัดวางเงื่อนไข
ดังนั้นโครงสร้างอำนาจจริงๆ คืออะไร
มาค่ะ
ระดับที่ 1 บลูมีอำนาจ ในการเลือกภาษา
ระดับที่ 2 ภาพมีอำนาจ ในการกระตุ้น archetype
ระดับที่ 3 จิตผู้ดูมีอำนาจ ว่าเราตอบสนองหรือไม่ตอบสนอง
ระดับที่ 4 archetypal field มีอำนาจที่จะกำหนดว่าพลังจะเคลื่อนหรือไม่
เห็นอะไรไหมคะ…
อำนาจไม่ได้รวมศูนย์ค่ะ มันกระจาย และที่ลึกกว่านั้นคือบลูเองก็อยู่ในสนามเดียวกับผู้ดู บลูไม่ได้อยู่นอกระบบ บลูไม่ได้อยู่เหนือกว่า บลูคือส่วนหนึ่งของ มัน เราทุกคนอยู่ในสนามเดียวกัน ไม่มีใครเป็นเจ้าของ archetype มีเพียงผู้ที่ยอมให้มันผ่าน
ดังนั้นถ้าวันหนึ่งเราผู้ดูตีความภาพของบลูไปในทิศที่บลูไม่ตั้งใจเลย บลูยังถืออำนาจอยู่ไหม? …บลูตอบได้ตรงนี้เลยค่ะว่า..ไม่… เพราะอำนาจไม่เคยอยู่ที่บลูทั้งหมดตั้งแต่แรก
แต่ถ้ามีผู้สร้างคนไหน ตอบว่า..ยังอยู่สิ… นั่นคืออัตตาเขากำลังพยายามครอบสนามค่ะ
กะว่าจะเขียนแค่เรื่องเจตนา และเจตจำนง แต่ตกตะกอนระหว่างทบทวนงานเขียนตัวเองได้ว่า…งานยิ่งลึก ยิ่งต้องระวังเรื่องอำนาจ (ตัวบลูเองก็เคยพลาด ตกมาไม่รู้กี่หลุม โดนฟาดหน้า เจ็บมาไม่รู้เท่าไร 555 และไม่รู้ด้วยว่าอนาคตจะโดนตบหน้าด้วยหนังสือเล่มไหนอีก แต่ชอบนะคะ ความรู้สึกแบบ Epiphany การประทุของ Gamma Waves ในสมองที่พุ่งปรี๊ดในเวลาสั้นๆ จังหวะความรู้ใหม่กระทืบหน้าจนความเชื่อเก่าพัง อาการที่สมองฉลองให้กับการหลุดพ้นจากความไม่รู้เดิม…เรื่องนี้บลูอยากเขียนมากเหมือนกัน ตกลงว่าสมองคนถูกออกแบบมาให้รักการเรียนรู้จริงไหม ทำไมบางคนยึดความเชื่อเดิม ความรู้เดิมทั้งที่บริบทชีวิตเปลี่ยนไปแล้ว แต่ขอแปะไว้ก่อนนะคะ)
เพราะคนที่ทำงานกับจิตไร้สำนึกทุกคนเดินอยู่ใกล้เส้นบาง ๆ ระหว่างผู้จัดวางสนาม กับผู้คิดว่าตัวเองคือผู้ควบคุมทั้งหมด …ฉันบอกว่าภาพนี้จะทำให้เธอรวย เธอต้องรวยสิเจ้าคนดู..กับฉันบอกว่าภาพนี้จะทำให้เธอรวย..แต่คนดูได้รับความหมายอีกอย่าง… ซึ่งสองสิ่งนี้ไม่เหมือนกันเลย
โลกของสัญลักษณ์
ก่อนที่เราจะอ่านต่อ บลูอยากให้เราปรับเลนส์กันก่อนค่ะ ตอนนี้เรากำลังยืนอยู่ตรงจุดตัดระหว่างโลกสองใบ
โลกข้างใน (Psychoanalysis) โลกของจิตไร้สำนึก ความปรารถนา ปมในใจ และการหลอกตัวเอง
โลกข้างนอก (Social Critique) โลกของโครงสร้างสังคม ทุนนิยม และอำนาจที่มากดทับเรา
ถ้าเราเข้าใจแต่โลกข้างใน เราจะกลายเป็นพวกโลกสวยที่คิดว่าแค่เปลี่ยนความคิด ชีวิตก็เปลี่ยน (Toxic Positivity) แต่ถ้าเราเข้าใจแต่โลกข้างนอก เราก็จะกลายเป็นไอ้ขี้แพ้ที่โทษทุกอย่างยกเว้นตัวเอง
สิ่งที่บลูพยายามทำในบทความนี้ คือการลากเส้นเชื่อมสองโลกนี้เข้าด้วยกัน เพื่อหาคำตอบว่าทำไมความเชื่อ (รูปภาพ/เทพ/การขอพร) ถึงมีผลกับชีวิตเรา ทั้งในแง่จิตวิเคราะห์และในแง่ของระบบสังคม
ทุกข้อสงสัย บลูอยากให้เริ่มจากจินตนาการถึงห้อง 4 ห้องที่เชื่อมต่อกันนะคะ ชีวิตของเราก็มี 4 ห้องพลังงานแบบนี้เหมือนกันทุกคน ตามแนวคิดของ Ken Wilber ใน A Theory of Everything เขาเรียกสิ่งนี้ว่า The Four Quadrants หรือ มิติทั้งสี่ของความเป็นจริง ซึ่งเป็นเหมือนพิมพ์เขียวที่อธิบายทุกอย่างตั้งแต่ระดับอะตอมไปจนถึงจักรวาลเลย
I – WE – IT – ITS (ภายในบุคคล / ภายในร่วม / ภายนอกบุคคล / ภายนอกเชิงระบบ)
เรามาลองเดินทีละห้อง
ห้อง I (ฉัน จิตใจ/ความรู้สึกนึกคิด) นี่คือโลกภายในของเราคนเดียว เรามีความเชื่อ เราอธิษฐานจิต เรามี Mindset ที่อยากรวย (สายจิตวิเคราะห์/สายมูจะหมกมุ่นอยู่แต่ห้องนี้) ปัญหาคือบางคนก็จมอยู่กับโลกแห่งความรู้สึก คิดวนๆ กังวลซ้ำๆ แต่ไม่เคยลงมือทำอะไรให้เป็นรูปธรรม
ห้อง IT (มัน ร่างกาย/วัตถุ/พฤติกรรม) นี่คือโลกกายภาพที่มองเห็นได้ เราคิดจะรวยแล้ว (ห้อง I) แต่ร่างกายเรา (ห้อง IT) ได้ลุกขึ้นไปทำงานไหม? สมองเราหลั่งสารโดปามีนให้มีแรงขับเคลื่อนไหม? (สายวิทยาศาสตร์/ชีววิทยา จะเน้นห้องนี้) บางคนก็โฟกัสแค่ร่างกายและสิ่งที่มองเห็นต้องดูดี ต้องสมบูรณ์แบบในทุกมิติของชีวิต แต่กลับรู้สึกว่างเปล่าข้างใน …ใช่เราไหมเอ่ย
ห้อง WE (พวกเรา วัฒนธรรม/ค่านิยม/ความเชื่อร่วม) เราไม่ได้อยู่คนเดียว เราอยู่ในสังคมที่มีวัฒนธรรม สมมติเราอยู่ในสังคมที่มองว่าความรวยคือความโลภ หรือสังคมที่เชื่อระบบอุปถัมภ์ ต่อให้ห้อง I กับ IT เราดีแค่ไหน เราก็จะเจอกำแพงของวัฒนธรรม (ห้อง WE) กดทับอยู่ดี ปัญหาที่เจอบ่อยคือหลายคนยึดติดกับความเชื่อและวัฒนธรรมทำตามที่สังคมบอกทุกอย่าง แต่ไม่เคยถามใจตัวเองจริงๆ ว่าต้องการอะไร
ห้อง ITS (พวกมัน ระบบ/โครงสร้าง/กฎหมาย/เศรษฐกิจ) นี่คือบอสใหญ่สุด คือโครงสร้างทุนนิยม กฎหมายภาษี ระบบการศึกษา ต่อให้เรามูเตลูจนห้อง I พลังล้นปรี่ แต่ถ้าเราอยู่ในโครงสร้าง (ITS) ที่ค่าแรงขั้นต่ำสวนทางกับค่าครองชีพ กฎหมายเอื้อแต่นายทุน... ขอพรให้ตายยังไงก็รวยยากค่ะ
ปัญหาส่วนใหญ่ที่เราเจอกันคือ เรามักจะทุ่มเทพลังงานไปแค่ห้องใดห้องหนึ่ง...ที่ต้องยกสิ่งนี้มาเพราะบลูต้องการจะชี้ให้เห็นว่า เวลาที่คนเราขอพรแล้วไม่ได้ หรือชีวิตพัง มันเป็นเพราะเราชอบแก้ปัญหาแค่ห้องเดียว เราถูกหลอกให้ซื้อภาพมงคล (แก้ห้อง I) โดยที่ไม่มีใครบอกให้เราไปรวมตัวกันประท้วงเรียกร้องโครงสร้างที่ยุติธรรม (แก้ห้อง ITS) นี่แหละคือความแยบยล
ซึ่งในทางจิตวิเคราะห์ (Psychoanalysis) มนุษย์เราถูกขับเคลื่อนด้วยสิ่งที่เรียกว่า Drive (แรงขับ) หรือพลังงานชีวิต (Libido) ส่วนในทางสังคมวิทยา การที่สังคมจะเปลี่ยนได้ มันต้องเกิด Praxis (การนำทฤษฎีไปปฏิบัติจริงเพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง)
ถ้าแรงขับข้างใน (จิตใจ) มันไม่ทะลวงออกไปสู่การปฏิบัติจริงข้างนอก (สังคม) ทุกอย่างก็จบเห่ค่ะ และถ้าพลังงานในห้องทั้งสี่มันไม่ไหลเวียนถึงกัน มันก็เหมือนน้ำที่ขังอยู่ในบ่อ ไม่มีการเคลื่อนไหว ชีวิตเรามันก็เลยนิ่งอยู่อย่างนั้น
สมมติเรามีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้น (พลังงานห้อง I - จิตใจ) แต่พอเราพยายามจะทำมาหากิน (ห้อง IT - ร่างกาย) เรากลับเจอกำแพงของวัฒนธรรมเล่นพรรคเล่นพวก (ห้อง WE) และโครงสร้างเศรษฐกิจผูกขาดที่กดค่าแรงเราจมดิน (ห้อง ITS)
เมื่อพลังงานความหวังของเรามันพุ่งไปชนกำแพงห้อง WE และ ITS แล้วมันไปต่อไม่ได้ มันจะสะท้อนกลับมาขังอยู่ในห้อง I (จิตใจ) ของเราเองค่ะ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ น้ำที่ขังมันจะเริ่มเน่าการเก็บกดความโกรธแค้นต่อระบบไว้ข้างใน จะกลายพันธุ์เป็นภาวะซึมเศร้า (Depression) การโทษตัวเอง หรือการหันไปพึ่งพาสิ่งลี้ลับแบบงมงายสุดโต่ง เพื่อหาทางระบายพลังงานที่มันตีบตัน (Catharsis แบบหลอกๆ)
แล้วคำถามคือ...จะทำยังไงให้ประตูทั้ง 4 ห้องนี้มันเปิดถึงกันได้ล่ะ?
คำตอบง่ายกว่าที่คิดค่ะ...มันคือกุญแจผีที่เรียกว่าสัญลักษณ์
ทำไมต้องเป็นสัญลักษณ์? ทำไมไม่เขียนเป็นตัวหนังสือเป้าหมายชีวิตแปะฝาผนัง?
เพราะจิตใต้สำนึก (Unconscious) ของมนุษย์เรา มันไม่ได้พูดภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ แต่มันพูดเป็นภาพและสัญลักษณ์เหมือนเวลาเราฝันนั่นแหละค่ะ
ส่วนสัญลักษณ์ (Symbol) vs การบูชารูปเคารพ (Idolatry/Commodity Fetishism)
คนทั่วไปมักคิดว่า การตั้งวอลเปเปอร์พระพิฆเนศแล้วสาธุ 99 คือการใช้สัญลักษณ์ เปล่าเลยค่ะ นั่นคือการถูกทุนนิยมหลอกขายของ สัญลักษณ์ที่แท้จริง ไม่ได้มีไว้เพื่อให้เราสบายใจแต่มันมีไว้เพื่อเขย่าอัตตา (Ego) ของเราให้ตื่น สัญลักษณ์คือเครื่องมือเตือนสติว่าเธอกำลังหลอกตัวเองเรื่องอะไรอยู่ เธอกำลังปิดบังอะไรตัวเองอยู่
งานของบลูคือการสร้างกุญแจดอกพิเศษที่เป็นของเราในรูปแบบของสัญลักษณ์ ที่เราจะเห็นมันทุกวัน (Wallpaper) *ซึ่งอาจะเป็นอย่างอื่นก็ได้นะคะ ใดๆ ที่เราสามารถสัมผัสหรือระลึกถึงสิ่งนั้นได้ง่าย* กุญแจดอกนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเปิดประตูทั้ง 4 ห้องให้เชื่อมถึงกันอย่างสมบูรณ์
ดูแฟนตาซีมากเลย
มาค่ะ ให้บลูอธิบายให้เห็นภาพมากขึ้นนะคะ...
1.จุดเริ่มต้นที่โลกในใจเรา (I - Interior Individual)
ก่อนจะสร้างภาพอะไรขึ้นมา บลูต้องดำดิ่งลงไปในโลกของเราก่อน บลูจะไม่ถามว่าเรามีความฝันอะไร? แต่บลูจะถามว่าเรากำลังซ่อนความชิบหายอะไรไว้? 555... เพราะหลายครั้งความกลัวที่ฉุดรั้งเราอยู่ทุกคนตอนนี้ มันไม่ใช่แค่ความกลัวของเราคนเดียว แต่เป็นเสียงของ Archetype บางตัวในตัวเราที่กำลังร้องขอการเยียวยา คำถามคือ Archetype บางตัวนั้นคือตัวไหนล่ะ?
นี่คือคำถามตั้งต้นเลยค่ะ เราจะคุยกันถึงความเจ็บปวด บาดแผล ความวิปริตในใจเรา สิ่งที่จิตใต้สำนึกของเรากำลังส่งเสียงออกมา เราต้องยอมรับความวิหวาดหวัง (Existential dread) นี้ให้ได้ก่อน นี่คือการหาแก่นที่แท้จริง ไม่ใช่การนั่งหลอกตัวเองหน้ากระจก แล้วพูดว่า "ฉันอยากเป็นคนเก่ง ฉันอยากเป็นที่รัก ฉันอยากเป็นคนรวย" แบบหนังสือ How to ดาดๆ ให้บลูฟังค่ะ
...ที่ต้องเริ่มแบบนี้ เพราะมันเหมือนกับการที่เราจะสร้างบ้านสักหลังเลยค่ะ เราต้องมีพิมพ์เขียว (Blueprint) ก่อน เราจะไปบอกช่างว่าอยากได้บ้านสวย ๆ แบบลอย ๆ ไม่ได้ การ ปรารถนาลอยๆ ก็เหมือนเราเป็นทาสของตัณหา (Desire) ที่ไม่มีรูปทรง มันเหมือนคำพูดที่ว่าความปรารถนาของมนุษย์ คือความปรารถนาของคนอื่น (The desire of man is the desire of the Other) แปลว่าที่เราอยากรวย อยากสวย จริงๆ เราไม่ได้อยากได้มันหรอก เราแค่โดนสังคมเสี้ยมให้เราอยาก (นี่คือหมอกหนาๆ ที่บังตาเราอยู่) เราถึงต้องมีแบบแปลนที่บอกสัดส่วน ขนาด และโครงสร้างที่ชัดเจน
และการทำพิมพ์เขียว (Blueprint) คือการทำลายหมอกนั้นทิ้ง ไม่งั้นเราจะสร้างบ้านจากหมอกวนไป แต่มันไม่เคยเป็นจริงสักที การจับเอาความปรารถนาไร้รูปทรง มาขึงพืดแล้วชำแหละโครงสร้างมันออกมาดู (Deconstruction) นี่แหละค่ะ มันถึงจะไปสร้างสัญลักษณ์ที่ตอบโจทย์แผลในใจเราจริงๆได้ ไม่ใช่ตอบโจทย์สิ่งที่ทุนนิยมสั่งให้เราอยากได้
Speculative Science (วิทยาศาสตร์เชิงคาดเดา) และสัญวิทยา (Semiotics)
แล้วถ้าเราเชื่อว่าความคิดของเรามีสัดส่วนและรูปทรงจริง ๆ...มันหมายความว่าอะไรคะ? หมายความว่าเราสามารถวาดพิมพ์เขียวของความคิดเราได้ใช่ไหม?
นี่แหละค่ะคือจะเป็นจุดเริ่มต้นของทั้งหมด
Malcolm Rae เป็นนักวิจัยนอกกระแสที่ศึกษาเรื่องคลื่นพลังงาน (Radionics) บลูหยิบฮีมาเชื่อมกับปรัชญาเพื่อบอกว่าความคิดไม่ใช่แค่อากาศธาตุ (Ghost in the machine) แต่มันคือสสารชนิดหนึ่ง
ลองดูสมการนี้นะคะ Thought > Number > Geometry > Code
Thought (ความคิด) คือความรู้สึกดิบๆ แรงขับทางเพศหรือความตายของเรา
Number (ตัวเลข) คือความถี่ เมื่อความคิดมีพลังงาน มันย่อมมีค่าความถี่ (เหมือนคลื่นสมอง)
Geometry (เรขาคณิต) เมื่อมีความถี่ มันสามารถวาดออกมาเป็นรูปทรงเรขาคณิตศักดิ์สิทธิ์ได้ (นี่คือการแปลงนามธรรมเป็นรูปธรรม)
Code (รหัส/สัญลักษณ์) นี่คือผลลัพธ์สุดท้าย รูปทรงถูกบีบอัดจนกลายเป็นรหัส (ภาพ)
A THOUGHT BEHAVES LIKE A FIELD
THOUGHT IS A FACET OF MAGNETISM
THOUGHT IS A PROPORTION OR A COMPLEX OF PROPORTIONS
แล้ววงจรสมการที่ดูเหมือนหลุดมาจากหนังสัตว์ประหลาดไซไฟนี้ทำงานยังไงในชีวิตจริง?
ให้บลูพาไปดูนะคะ
Step 1 ความคิดของเราคือสนามพลังงาน (Thought as a Field)
เวลาเราแชทมาบอกบลูว่า “ช่วงนี้เหนื่อยจัง ตังไม่พอใช้ แฟนนอกใจ” ในทางภาษาศาสตร์ (Linguistics) มันก็แค่ประโยคบอกเล่า แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ตัวอักษรนั้นคือ The Real (ความจริงแท้ที่โหดร้ายจนอธิบายไม่ได้) มันคือมวลความกลัวตาย กลัวไร้ค่า กลัวการถูกทอดทิ้ง บลูไม่ได้อ่านแค่ Text แต่บลูพยายามรับ Affect สภาวะความเข้มข้นทางอารมณ์ที่มันล้นทะลักออกมาระหว่างบรรทัด มันไม่ใช่เรื่องลึกลับอะไน แต่เป็นความสามารถของสมองมนุษย์ในการอ่านสภาวะของอีกคน สมองของเรามีระบบที่ช่วยทำสิ่งนี้ เช่น mirror neuron system / emotional contagion / pattern recognition ในภาษาและอารมณ์ สิ่งที่ส่งมาจึงไม่ใช่แค่ข้อมูล แต่มันคือโลกภายในของเขาที่ถูกบีบอัดอยู่ในภาษา สิ่งที่บลูหาจริงๆ คือ archetype ที่กำลังทำงาน shadow ที่ถูกกด narrative ที่เขาใช้ปกป้องตัวเอง และความขัดแย้งในตัวตน
บลูไม่ได้บอกว่าเราทุกคนเชื่อมกันผ่านสนามพลังงานจักรวาลแบบ literal แต่หมายถึงว่า มนุษย์มีโครงสร้างจิตบางอย่างที่เหมือนกัน เพราะวิวัฒนาการของสายพันธุ์ เช่น archetype ของ Mother/ Hero/ Trickster …รูปแบบเหล่านี้ปรากฏในตำนานทั่วโลก เพราะสมองมนุษย์สร้าง pattern เชิงสัญลักษณ์คล้ายกัน ดังนั้นเวลาคนเล่าเรื่องความกลัว ความรัก หรือความโดดเดี่ยว เรารู้สึกเข้าใจทันที ไม่ใช่เพราะมีสนามพลังงานลึกลับเชื่อมกัน แต่เพราะโครงสร้างจิตของมนุษย์คล้ายกันมาก
จักรวาลไม่ได้มีระบบรับภาษา จักรวาลไม่ได้เข้าใจ สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือมนุษย์สร้างระบบความหมาย เพื่อทำให้ความทุกข์ของตัวเองสื่อสารได้ เมื่อเราเล่าเรื่องความเจ็บปวดผ่านสัญลักษณ์คนอื่นที่มีโครงสร้างจิตคล้ายกันจะเข้าใจทันที ดังนั้นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริง ๆ ไม่ใช่ มนุษย์ สื่อสารกับจักรวาล แต่คือมนุษย์สื่อสารกับมนุษย์คนอื่นผ่านสัญลักษณ์ที่เราแชร์กัน
อ่านท่อนนี้แล้วพวกเราอาจจะขมวดคิ้วหรืออยากกำยาพาราโยนใส่หน้าบลู 5555
แต่ขอให้เก็บพาราไว้ก่อน มาลองลองจินตนาการว่า สมองและจิตใจของเราทุกคนคือมือถือนะคะ
จิตสำนึก (Conscious) คือหน้าจอโฮมสกรีน สิ่งที่เรารู้ตัวว่าเรากำลังทำอะไรอยู่
จิตใต้สำนึกส่วนตัว (Personal Unconscious) คือแอปพลิเคชันที่เราโหลดมาเอง รูปถ่ายที่เราถ่ายเอง (ประสบการณ์ส่วนตัว ความทรงจำวัยเด็ก บาดแผลที่โดนแฟนทิ้ง)
จิตไร้สำนึกร่วม (Collective Unconscious) คือระบบปฏิบัติการ (OS) อย่าง iOS หรือ Android ที่มันถูกติดตั้งมาจากโรงงานผลิตมนุษย์ตั้งแต่ยุคหิน เราไม่ได้โหลดมันมา แต่มันฝังอยู่ในยีนและจิตวิญญาณของเราทุกคน
แล้ว Archetype (สัญชาตญาณดั้งเดิม) คืออะไร? มันก็คือแอปพลิเคชันพื้นฐานที่แถมมากับเครื่อง ลบก็ไม่ได้ เช่น แอปความกลัวผีในที่มืดตอนตีสอง, แอปความโหยหาแม่, แอปผู้กล้า (Hero), หรือแอปเด็กกำพร้า (The Orphan)
ที่บลูบอกว่าเราเชื่อมต่อกันผ่านสัญลักษณ์ ก็เพราะเวลาเราเจ็บปวดลึกๆ เราไม่ได้เจ็บในฐานะนายเอหรือนางสาวบี แต่เรากำลังเจ็บปวดผ่านแอปพลิเคชันเด็กกำพร้า ที่มนุษย์ทุกคนมีเหมือนกันหมด นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมภาพๆ เดียว (สัญลักษณ์) ถึงสะเทือนใจคนได้เป็นล้านคน เพราะมันไปกดปุ่มแอปพลิเคชันเดียวกันในระบบปฏิบัติการของมนุษยชาตินั่นเองค่ะ
เวลาเราเป็นซึมเศร้า หรือรู้สึกว่างเปล่า (Existential dread) อินฟลูจะบอกให้เราไปหาหมอ กินยาปรับสารเคมีในสมองใช่ไหมคะ? แต่บลูบอกว่าหยุดโทษตัวเองก่อน ความพังทลายนี้มาจาก 2 เด้ง
เด้งที่ 1 มรดกบาป (Archetype)
ในยุคดึกดำบรรพ์ ถ้ามนุษย์ถูกไล่ออกจากเผ่า นั่นหมายถึงความตาย ความกลัวการถูกทอดทิ้ง (The Outcast) มันเลยฝังรากลึกเป็นมรดกบาปใน DNA ของเรา เราเลยกลัวความโดดเดี่ยวจนขี้ขึ้นสมองเด้งที่ 2 ความแปลกแยก (Alienation)
นอกจากเราจะกลัวการถูกทิ้งเป็นทุนเดิมแล้ว โลกยุคทุนนิยม (Capitalism) ยังมาซ้ำเติมเราด้วยการต้อนพวกเราไปอยู่ในคอนโดแคบๆ บังคับให้เราแข่งขันกันแย่งงาน ทำงานงกๆ ให้คนรวยรวยขึ้นไปอีก (นี่คือสิ่งที่มาร์กซ์เรียกว่า Alienation หรือภาวะที่มนุษย์ถูกตัดขาดจากตัวเอง จากเพื่อนมนุษย์ และจากผลผลิตของตัวเอง)
เราถูกสอนมาตลอดว่าต้องมีความสุขสิ ต้องคิดบวกสิ พอเราเศร้า เราเลยพยายามวิ่งหนีด้วยการไปช้อปปิ้ง ดูเน็ตฟลิกซ์ ไถติ๊กต็อก หรือแม้แต่ไปนั่งสมาธิเพื่อกดทับมันไว้ (Repression) แต่ลองหยุดวิ่งหนีดู ลองหันหน้าเผชิญกับเงาและความตาย (Thanatos) ในใจเรา ยอมรับว่าชีวิตมันไร้สาระ (Absurdism) ยอมรับเถอะว่าโลกนี้มันบัดซบและเราทุกคนก็กำลังแบกความเจ็บปวดแบบเดียวกันอยู่
วินาทีที่เราเลิกตอแหลตัวเองว่าชีวิตต้องสวยงาม วินาทีที่เรากอดความเหวอะหวะนี้ไว้... นั่นแหละค่ะ คือการที่เราเชื่อมต่อกับภาษาของจักรวาล จักรวาลในที่นี้ไม่ใช่พลังงานสีทองอร่ามประทานพรนะคะ แต่จักรวาลของบลูคือความว่างเปล่าอันกว้างใหญ่ที่เราทุกคนร่วมกันแชร์ เมื่อเรารู้ว่าเราทุกคนพังเหมือนกัน เราจะเกิดความสั่นพ้องทางพลังงาน (Resonance) ที่ลึกซึ้งกว่าการมานั่งจับมือกันร้องเพลง We are the world ร้อยเท่าค่ะ
Step 2 สนามพลังงานดึงดูดสัญลักษณ์ของมันเอง (Magnetism & Resonance)
เคยสงสัยไหมคะว่าทำไมอยู่ ๆ เราถึงรู้สึกถูกดึงดูดกับไพ่ทาโรต์ใบหนึ่งเป็นพิเศษ ทำไมเห็นเทพหรือเดมอนบางองค์แล้วรู้สึกผูกพันธ์ หรือฝันถึงสัญลักษณ์แปลก ๆ ซ้ำ ๆ ?
กระบวนการนี้เป็นขั้นที่บลูรักมากที่สุด เพราะเหมือนได้จับมือลุงฟรอยไปตบหน้าสายมูเตลูที่ชอบหลอกตัวเองค่ะ 5555
ลองนึกภาพตามนะคะ สังคมชอบบอกว่ามนุษย์ทุกคนอยากมีความสุข (Eros แรงขับเพื่อการมีชีวิต) แต่ลุงฟรอยด์จะซัดซิกาลงพื้นแล้วบอกว่า ไม่จริง มนุษย์เรามีความปรารถนาลึกๆ ที่จะกลับไปสู่ความสงบนิ่ง ความว่างเปล่า หรือการทำลายล้างตัวเองซ่อนอยู่ด้วย
เวลาที่เราอกหักหรือพังทลาย สังเกตไหมคะว่าเราไม่อยากฟังเพลงสนุกสนานหรอก เราอยากฟังเพลงเศร้าที่กรีดหัวใจ ทำไมล่ะ? เพราะจิตใต้สำนึกมันไม่ได้โหยหาแสงสว่าง (โลกสวย) แต่มันโหยหาพื้นที่ปลอดภัยที่จะได้แสดงความบัดซบออกมาต่างหาก
เทพอนูบิส (เทพแห่งการดองศพ/ผู้นำทางวิญญาณ) ในบริบทของบลู จึงเป็นสัญลักษณ์ของการชวนพวกเรามาทำพิธีศพให้กับตัวตนเก่าที่มันตายไปแล้ว (เช่น ความสัมพันธ์ที่จบไปแล้ว หรือความฝันที่พังทลาย) การที่เราดึงดูดภาพแบบนี้ มันคือกลไกป้องกันตัวที่ชาญฉลาดมากของจิตใต้สำนึกที่พยายามจะทำความสะอาดแผลเน่าๆ ข้างในค่ะ
นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมบลูไม่ยกตัวอย่างเฉพาะเทพแห่งความรวย นางฟ้าแสนสวยอย่างเดียวเลย? บลูจงใจยกตัวอย่างที่เกี่ยวกับความตาย (Thanatos), ความโดดเดี่ยว, และความมืด (Demons) ในทางจิตวิเคราะห์เมื่อเราพังทลาย จิตใต้สำนึกของเราไม่ได้โหยหาแสงสว่างหรอกค่ะ แต่มันกำลังส่งเสียงร้องหาเครื่องมือที่จะมาอธิบายบาดแผลของมัน เหมือนที่บลูยกตัวอย่างไปก่อนหน้า เราถูกดึงดูดเข้าหา Anubis ไม่ใช่เพราะเราอยากตาย แต่เพราะในใจเรามีบางสิ่งที่ตายไปแล้วและรอการฝังศพอย่างถูกต้องต่างหาก
นั่นเพราะสนามพลังงานความคิดของเรากำลังทำงานเหมือนแม่เหล็ก...มันกำลังส่งแรงสั่นสะเทือนออกไปเพื่อดึงดูดภาษาที่จะมาอธิบายตัวมันเอง สิ่งนี้ในคือ Repetition Compulsion (การบีบบังคับให้ทำซ้ำ) คือกุญแจสำคัญที่ตอบคำถามว่าทำไมชีวิตเราถึงวนลูป? ทำไมเราถึงชอบคบคนเจ้าชู้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า? ทำไมเราถึงชอบเอาตัวเองไปอยู่ในที่ทำงานที่เจ้านายประสาทแดกเสมอ? คำตอบไม่ใช่เพราะเราโง่ไม่รู้จักขีดเส้นค่ะ แต่เป็นเพราะจิตใต้สำนึกของเรามันบันทึกเหตุการณ์สะเทือนใจวัยเด็ก (Trauma) เอาไว้ แล้วมันพยายามจะจัดฉากเหตุการณ์คล้ายๆ เดิมขึ้นมาใหม่ในชีวิตผู้ใหญ่ เพื่อหวังว่าครั้งนี้ฉันจะควบคุมมันได้ ครั้งนี้ฉันจะชนะมัน (แต่ส่วนใหญ่ก็พังเหมือนเดิม 555) ดังนั้น เวลาสนามพลังงานเราดึงดูดไพ่ The Hermit (ความโดดเดี่ยว) มันคือการที่จิตใต้สำนึกกำลังตะโกนบอกว่าแกเห็นไหมว่าแกมีแผลเรื่องความโดดเดี่ยว แกมัวแต่วิ่งหนีมันไปปาร์ตี้ ไปหาคนคุย หยุดวิ่งแล้วมานั่งสบตากับมันซะที …บลูถึงบอกไงคะว่า หน้าที่ของบลูไม่ใช่การยัดภาพมงคลให้เรา แต่คือการเป็นล่ามแปลภาษาแผลพวกนี้ออกมาเป็นภาพ
Law of Attraction (กฎแรงดึงดูดแบบไลฟ์โค้ช) VS จิตวิเคราะห์
บลูขอกระทืบหนังสือ The S ให้จมดินค่ะ 5555 กฎแรงดึงดูดของทุนนิยมสอนว่าถ้าอยากรวย ให้ทำตัวเหมือนรวย แปะรูปรถสปอร์ตไว้ข้างฝา แล้วจักรวาลจะจัดสรรมาให้ คิดบวกสิ เขียนสิ่งที่อยากได้ไว้ใต้หมอนสิ จะได้ดึงดูดสิ่งดีๆ ต่อให้ท่องคาถาดึงดูดเศรษฐี แต่ความจริงคือเราไม่เคยดึงดูดสิ่งที่เราอยากได้ แต่เราดึงดูดสิ่งที่เราเป็น (บาดแผล/ปม/เงาของเรา) ถ้าข้างในเราเต็มไปด้วยแผลของการถูกด้อยค่า (Shadow) พลังงานที่เราแผ่ออกมามันคือความหิวโหยและขาดแคลน การตั้งรูปเศรษฐีมันไม่ได้เปลี่ยนแก่นแท้ของเรา แต่ยิ่งไปกดทับแผลนั้นไว้ พอเราดึงดูดคนที่มีเงินเข้ามาจริงๆ เราก็มักจะยอมก้มหัวให้เขากดขี่ เพราะลึกๆ เรายังเชื่อว่าตัวฉันเองไม่มีค่าพอ
คนทั่วไปคิดว่าการพูดแต่สิ่งดีๆ คือการเยียวยา แต่บลูยืนยันว่าตราบใดที่เรายังไม่ยอมรับความโสมม โสโครก ด้านที่อุบาท ความริษยา หรือความโกรธแค้นในตัวเอง (Shadow) สิ่งเหล่านั้นแหละที่จะเป็นตัวการลับๆ ที่ดึงดูดความชิบหายเข้ามาในชีวิตเราค่ะ
แต่นะคะ..ความจริงอีกด้านคือ ภาษามันไม่เคยเติมเต็มความปรารถนาได้ สุดท้ายมันก็เป็นแค่ Objet petit a (วัตถุแห่งความปรารถนาจอมปลอม แปลง่ายๆ คือแครอทที่ผูกติดปลายไม้เบ็ดที่ล่อให้ลาวิ่งตามไปเรื่อยๆ มันคือภาพมายาที่ทำให้เราเชื่อว่าถ้าฉันได้สิ่งนี้ (ได้สัญลักษณ์นี้ ได้แฟนคนนี้ ได้งานนี้) ฉันจะเติมเต็มหลุมดำในใจได้) ที่หลอกล่อให้เราวิ่งตามเงาตัวเองไปเรื่อยๆ เพราะไม่มีสัญลักษณ์ไหนบนโลกสามารถรักษาความเหวอะหวะของ The Real (คือความจริงแท้ของชีวิตที่โหดร้าย ว่างเปล่า ไร้ความหมาย และอธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ มนุษย์ทนความว่างเปล่านี้ไม่ได้ เลยต้องสร้างภาษา/สัญลักษณ์ ขึ้นมาครอบมันไว้) ได้
แต่ตราบใดที่ภาพๆ นั้น หรือสัญลักษณ์นั้น มันทำให้เราหยุดชะงักและเริ่มตั้งคำถามกับความวิปริตในจิตใจตัวเองแทนที่จะวิ่งหนีมัน แล้วส่องกระจกดูหน้าตัวเองที่กำลังหอบแฮ่กๆ ... สำหรับบลู การได้เห็นความวิปริตของตัวเอง ยอมรับความไร้สาระ (Absurdity) ของชีวิต กุญแจดอกนี้ก็ทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์แล้วค่ะ
ความสนุกมันอยู่ตรงนี้แหละค่ะ... การที่เรายอมรับว่าเราไม่มีวันชนะหรอก แต่อย่างน้อยเราก็ได้กวนตีนอัตตาของตัวเอง บลูไม่ได้มาช่วยให้ใครบรรลุธรรม แต่เป็นการได้เห็นสายตาของเพื่อนๆ ตอนที่รู้ตัวว่าเชี่ย... ที่ผ่านมาฉันหลอกตัวเองมาตลอดเลยนี่หว่า แค่นี้ก็คุ้มค่าที่จะสร้างสัญลักษณ์ขึ้นมาแล้วค่ะ
ส่วนเรื่องที่ว่า ทำไมเราถึงรักภาพนี้ / เฉยๆกับภาพนี้ หรือกระทั่งขยะแขยงภาพบางภาพ...เรื่องนี้มันยาวมาก บลูขอแยกประเด็นนี้ออกไปอีกโพสต์นึงนะคะ จะเล่าให้ฟังเพิ่มว่า เราเกิดความรู้สึกคลิกหรือไม่เพราะอะไร ตรงนั้นแหละค่ะคือรังของความวุ่นวายของจริง
Step 3 แปลงสนามพลังงานให้เป็นรูปทรงเรขาคณิต (Proportion & Geometry)
หลายคนพอได้ยินคำว่า Sacred Geometry (เรขาคณิตศักดิ์สิทธิ์) มักจะนึกถึงพวกแม่มดนิวเอจ (New Age) ที่เอาหินคริสตัลมาวางเรียงกันแล้วนั่งสมาธิรับพลังจักรวาลใช่ไหมคะ?
ลบภาพโลกสวยนั้นทิ้งไปเลยค่ะ สำหรับบลู Sacred Geometry ไม่ใช่เรื่องของการฟินิชชิ่งจิตวิญญาณ แต่มันคือมาตรวัดความวิปริตของมนุษย์ พลังงานความโกรธ ความเศร้า หรือความโดดเดี่ยวที่เราปล่อยออกมา (จาก Step 2) มันคือคลื่นความถี่ (Frequency) และตามหลักฟิสิกส์ คลื่นทุกชนิดสามารถวาดออกมาเป็นสัดส่วนและรูปทรงได้
งานของบลูในขั้นตอนนี้ ไม่ใช่การวาดรูปให้ดูอาร์ตๆ แต่คือการสวมวิญญาณสถาปนิก เอาบาดแผลที่มองไม่เห็นของเรา มาคำนวณและตีเส้นให้กลายเป็นโครงสร้างที่จับต้องได้ เพื่อบังคับให้จิตใต้สำนึกของเราต้องยอมรับว่าเออ มึงป่วยตรงนี้นะ สัดส่วนชีวิตมึงเบี้ยวตรงนี้นะ
แล้วทำไมต้องเป็นเรขาคณิต?
เพราะมันคือภาษาแรกค่ะ ก่อนจะมีภาษาพูด โลกนี้มีแต่รูปทรงและสัดส่วน และที่สำคัญบลูเกลียดการแก้ปัญหาด้วยคำพูด เพราะอีกด้านภาษาพูดก็คือเครื่องมือของการหลอกลวง (Language is deceptive) ตั้งแต่มนุษย์สร้างภาษาพูดขึ้นมา เราก็ใช้มันเพื่อซ่อนความรู้สึกที่แท้จริง เราบอกคนอื่นว่าฉันโอเค ทั้งที่ข้างในแหลก ภาษามันถูกตีกรอบโดยสังคม (Symbolic Order) ให้เราพูดแต่สิ่งที่สังคมอยากฟัง
แต่เรขาคณิตมันไม่ตอแหล วงกลมก็คือวงกลม สามเหลี่ยมก็คือสามเหลี่ยม มันคือความจริงดิบๆ ระดับรากฐานของสสาร บลูใช้เรขาคณิตเพราะบลูต้องการ Bypass (ข้ามผ่าน) สมองส่วนหน้าของเราที่ชอบหาข้ออ้างหลอกตัวเอง แล้วเจาะตรงเข้าไปสื่อสารกับจิตไร้สำนึก (Unconscious) ด้วยภาษาดั้งเดิมที่มันจำได้ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ค่ะ
สิ่งที่เป็นไปได้ (Potentiality) เปรียบเหมือนผีค่ะ มันคือมวลอารมณ์ ความปรารถนา ความกลัว หรือศักยภาพในตัวเราที่ลอยไปลอยมา มันมีอยู่จริงนะ แต่มันยังไม่ก่อร่างสร้างตัว
สิ่งที่มีอยู่จริง (Actuality) คือสภาวะที่เราตระหนักรู้ เป็นรูปธรรม จับต้องได้ กระทบกับชีวิตเราจริงๆ
ไวท์เฮดบอกว่า จักรวาลไม่ได้หยุดนิ่ง แต่มันคือกระบวนการที่บีบอัดเอาสิ่งที่เป็นไปได้ (ผี) ให้กลายมาเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง (สสาร)
แล้วมันเกี่ยวอะไรกับงานของบลู?
บลูใช้เรขาคณิตเป็นแท่นทำคลอดให้กับบาดแผลและความปรารถนาของเราค่ะ บลูบังคับให้มวลพลังงานที่เป็นผี (Potentiality) ต้องวิ่งผ่านสะพานแห่งสัดส่วนทางคณิตศาสตร์ เพื่อคลอดออกมาเป็นภาพ (Actuality) เมื่อผีมันมีหน้าตาและสัดส่วนชัดเจน เราก็จะเลิกกลัวมันอย่างไร้เหตุผล แต่เราจะสามารถเผชิญหน้าและจัดการกับมันได้สักที
Mandala (มันดาลา) คือสัญลักษณ์ของการรวมศูนย์กลางของจิตใจ (The Self) ที่กระจัดกระจายให้กลับมาสมบูรณ์ แต่บลูขอเตือนไว้นะคะ การทำให้จิตใจกลับมาสมบูรณ์ มันไม่ได้รู้สึกฟินเหมือนไปทำสปาปลาตอดซอกนิ้วเท้า แต่มันเหมือนการจัดกระดูกค่ะ ลองนึกภาพว่า โครงสร้างสังคมทุนนิยม ค่านิยมบิดเบี้ยวของครอบครัว หรือความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ มันได้บิดเบี้ยวกระดูกสันหลังทางจิตวิญญาณของเราจนคดงอไปหมด เราเดินกะเผลกๆ (ใช้ชีวิตแบบพังๆ) จนเราชินชาและคิดว่านี่คือเรื่องปกติ ภาพ Mandala ที่สร้างขึ้นจากเรขาคณิตศักดิ์สิทธิ์ คือการจำลองสัดส่วนดั้งเดิมที่สมบูรณ์แบบของเราขึ้นมาใหม่ และเมื่อเราจ้องมองภาพนั้นทุกวัน พลังงานของภาพมันจะเข้าไปหักกระดูกความเชื่อเดิมๆ ของเราให้ดังก๊อบ เพื่อบังคับให้วิญญาณของเรากลับเข้าที่เข้าทาง มันเจ็บปวดค่ะ การทิ้งอัตตาและข้ออ้างเดิมๆ มันทรมานเสมอ แต่มันคือความเจ็บปวดที่จำเป็นสำหรับการเติบโต
ข้อควรระวังนิดนึงนะคะ ศิลปะเพื่อการบำบัด (Art Therapy) VS การรื้อถอนเชิงโครงสร้าง (Deconstruction) คนทั่วไปคิดว่าการดูภาพศิลปะคือการผ่อนคลาย (escapism) แต่บลูมองว่า ศิลปะที่แท้จริงต้องเขย่าและรบกวนการดำรงอยู่ของเรา มันต้องทำให้เราตั้งคำถามกับโครงสร้างชีวิตตัวเอง ไม่ใช่แค่ดูแล้วบอกว่าอุ๊ย สวยจัง สบายใจ แบบนั้นมันตื้นไปค่ะ
Step 4: รูปทรงเรขาคณิตกลายเป็นโค้ดส่วนตัวของเรา (The Code)
พวกเราเคยสังเกตไหมคะว่าหน้าจอมือถือคือแท่นบูชาที่ทรงพลังที่สุดในยุคนี้ ทุนนิยมและโซเชียลมีเดียใช้หน้าจอนี้แหละ เป็นตัวสะกดจิต (Hypnosis) ให้เรารู้สึกว่าเราไม่สวยพอ ไม่รวยพอ และต้องซื้อของเพิ่มตลอดเวลา
เนื้อหาใน Step 4 นี้ คือการที่บลูใช้วิธีหนามยอกเอาหนามบ่งค่ะ ในเมื่อระบบมันแฮกเราผ่านหน้าจอ บลูก็จะเอาผลึกเรขาคณิตแห่งความเจ็บปวดของเรา (Mandala) มาแปลงเป็นรหัสแล้วยัดมันกลับเข้าไปหน้าจอมือถือ เพื่อทำการล้างสมองตัวเอง (Neuromodulation) ใหม่ซะเลย 55555
ตอนเราเป็นทารก พอเราส่องกระจกครั้งแรก เราจะเห็นภาพตัวเองสมบูรณ์แบบ เราเลยหลงรักและยึดติดกับภาพลวงตา (Ego) นั้น ทั้งที่จริงๆ ตัวเราตอนนั้นยังเดินไม่ได้และขี้แตกใส่ผ้าอ้อมอยู่เลย สังคมทุกวันนี้ก็เหมือนกระจกบานนั้นค่ะ มันหลอกให้เราสร้างภาพลักษณ์ (Profile) ปลอมๆ ขึ้นมาหลอกตัวเอง
แต่ภาพของบลูคือกระจกเงาที่สะท้อนกลับด้านค่ะ
มันไม่ใช่ภาพลวงตาที่บอกว่าเราเพอร์เฟกต์ แต่มันคือโครงสร้างเรขาคณิตที่สะท้อน The Real (ความจริงที่เว้าแหว่ง) ของเรา ทุกครั้งที่เราปลดล็อกหน้าจอ ตาเราอาจจะมองเห็นแค่เส้นสวยๆ แต่จิตใต้สำนึกของเรามันฉลาดค่ะ มันกำลังอ่านรหัสความถี่ของบาดแผลและการเยียวยาที่ซ่อนอยู่ในนั้น มันคือการฝังไวรัสทางสายตา (Subliminal Message) เพื่อไปป่วนระบบประสาทอัตโนมัติของเรา
ปกติเวลาคนพูดคำว่าPlacebo (ยาหลอก) มักจะใช้ในเชิงดูถูกใช่ไหมคะ? แบบโอ๊ย มึงแค่คิดไปเอง มันคือพลาซีโบ้
แต่สำหรับบลู และจิตวิเคราะห์สายแข็ง ยาหลอกนี่แหละคือปาฏิหาริย์ที่แท้จริงของมนุษย์
มันพิสูจน์ให้เห็นว่าสัญลักษณ์ (Symbolic) สามารถเอาชนะชีววิทยา (Biology) ได้ืการที่เราเชื่อในโค้ด (สัญลักษณ์) จนสมองมันสั่งให้หลั่งสารเอนดอร์ฟิน หรือลดคอร์ติซอล (ความเครียด) ลงได้จริงๆ มันคือการแสดงอำนาจสูงสุดของจิตใจที่มีต่อร่างกายค่ะ
งานของบลูไม่ได้อ้างว่าภาพนี้มีแสงเลเซอร์ศักดิ์สิทธิ์ยิงออกมาระเบิดจิตตู้มต้ามบรรลุธรรมมีความสุขแฮปปี้กลับบ้านไปนอนพรุ่งนี้มีผัวแล้ว แต่บลูกำลังออกแบบเครื่องมือเพื่อสับสวิตช์ Placebo Effect ในตัวเรา ให้ลุกขึ้นมาซ่อมแซมซากปรักหักพังของตัวเองต่างหาก
เวทมนตร์ปรัมปรา VS ไซเบอร์เนติกส์ (Cybernetics)
คนมักเข้าใจว่านี่คือมูเตลูทำเสน่ห์ยาแฝดหรือไสยศาสตร์ ชิตังเมโป้ง เปล่าเลยค่ะ นี่คือหลักการ Cybernetics (ระบบการควบคุมและป้อนกลับ) สัญลักษณ์ส่งข้อมูลเข้าสมอง > สมองเปลี่ยนเคมี > เคมีเปลี่ยนอารมณ์ > อารมณ์เปลี่ยนพฤติกรรม มันคือกลไกล้วนๆ ค่ะ เลิกงมงายแล้วมาทำความเข้าใจโครงสร้างกันเถอะะะะ
วงจรนี้มันวนกลับมาที่เดิมค่ะ... กลับไปหาทฤษฎี Ken Wilber ที่บลูเปิดไว้ตั้งแต่บรรทัดแรกเลย Code ที่เราเห็น จะสร้าง Thought ใหม่ ความคิดใหม่นี้จะสร้างสนามพลังงานใหม่ และชีวิตของเราก็จะเริ่มดึงดูดสิ่งใหม่ ๆ เข้ามา
ย้อนกลับไปที่ ประตูทั้ง 4 ห้อง นี่คือการทำให้หลักการของ 4 Quadrants เราจะหลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์ของ Repetition Compulsion (การทำซ้ำแผลเดิม) ได้ ก็ต่อเมื่อเรามีสิ่งเร้าใหม่เข้าไปตัดวงจรค่ะ
ห้อง I (จิตใจ) เราขุดแผลและเงามืดของเราขึ้นมา
ห้อง WE (ตำนาน/สังคม) เราแปลงมันเป็น Archetype (ดึงพลังจากเผ่าพันธุ์มนุษย์มาช่วยแบก)
ห้อง IT (วัตถุ) เราสร้างภาพวอลเปเปอร์ที่มีสัดส่วนเรขาคณิต (Code) ที่จับต้องได้จริงบนหน้าจอ
ห้อง ITS (ระบบโครงสร้าง) นี่คือจุดชี้ชะตาค่ะ ภาพหน้าจอนี้ ไม่ได้มีไว้เพื่อให้เรานั่งฟินอยู่ในห้อง แต่มีไว้เพื่อเติมกระสุนให้เรามีแรงผลักกล้าเดินออกไปเตะก้นเจ้านายที่กดขี่เรา กล้าเดินออกจากความสัมพันธ์ที่ทำร้ายเรา หรือกล้าลุกขึ้นมาตั้งคำถามกับโครงสร้างอยุติธรรมของสังคม
ถ้าภาพของบลูทำได้แค่ให้พวกเรารู้สึกดี แต่ไม่ทำให้พวกเราออกไปเปลี่ยนระบบ/เปลี่ยนชีวิตจริง บลูถือว่าบลูกระจอกมากค่ะ
แล้วถ้าเราไม่ทำอะไรเลยล่ะ? จะเกิดอะไรขึ้น?
มีคำนึงที่เจ็บปวดมากคือคำว่า Bad Faith (การหลอกตัวเอง/ความไม่ซื่อสัตย์ต่อการมีอยู่) มันคือสภาวะที่มนุษย์มีอิสรภาพเต็มเปี่ยม แต่เสือกแกล้งทำเป็นเหยื่อของโชคชะตา เพื่อจะได้ไม่ต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเอง
สังคมทุนนิยมและศาสนาเชิงพาณิชย์รักคนแบบนี้มากค่ะ เพราะคนแบบนี้ปกครองง่าย หลอกขายของก็ง่าย บลูเขียนท่อนนี้ขึ้นมาเพื่อกระชากหน้ากากความมักง่ายนี้ทิ้ง และชวนพวกเรามารับบทเป็นผู้ทรยศต่อโชคชะตาค่ะ
ถ้าเราปล่อยให้สนามพลังงานความคิดของเราเป็นเหมือนหมอกหนา ๆ ต่อไป...ชีวิตเราก็จะเหมือนคนที่ขับรถท่ามกลางหมอกค่ะ คือไปต่อได้ แต่ไปแบบช้า ๆ กลัว ๆ ไม่กล้าเหยียบคันเร่ง และอาจจะหลงทางได้ง่าย ๆ เราจะรู้สึกเหมือนเป็นเหยื่อของสถานการณ์ รอให้โชคชะตาพัดพาไป โดยที่ไม่รู้เลยว่าจริง ๆ แล้ว...เรามีพลังที่จะเป็นคนสร้างเส้นทางนั้นเอง เหมือนที่ใครสักคนเคยบอกว่าอายุ 40 เป็นเลขเฉลี่ยที่คนส่วนใหญ่มักมาสำนึกทีหลังว่าที่ผ่านมาเราพลาดหรือเสียใจในเรื่องที่ผ่านมาอะไรไปบ้าง
วัย 40 คือวัยที่ภาพลวงตาของ The Big Other โครงสร้างสังคม/ค่านิยมที่บอกว่าถ้าเรียนจบ ทำงาน แต่งงานแล้วจะมีความสุข มันพังทลายลงมาทับหน้าเราค่ะ เราทำตามที่สังคมบอกทุกอย่าง แต่ตื่นมาตอนอายุ 40 แล้วพบว่าข้างในมันกลวงโบ๋ เรายื้อคนเฮงซวยไว้ ทิ้งความฝันตัวเองไป เพียงเพราะเราขี้ขลาดเกินกว่าจะยอมรับว่าเรามีอำนาจเลือกตั้งแต่แรก แต่เราเลือกที่จะไม่เลือก อะไรที่ควรจะทำ แต่ไม่เคยได้ทำ อะไรที่ควรตัด แต่ยังยื้อ อะไรที่ควรจะรักษา แต่ทิ้งมันไป…thats it
การมีพิมพ์เขียวที่ชัดเจน มันเหมือนการเปิดไฟสูงและเปิด GPS นำทางท่ามกลางหมอกนั่นแหละค่ะ เราจะเห็นทางชัดขึ้น กล้าตัดสินใจมากขึ้น และรู้ว่าทุกก้าวที่เราเดิน...มันกำลังพาเราไปยังจุดหมายที่ถูกต้อง
ปล่อยวาง (Letting go) VS สภาวะจำนนทางสังคม (Learned Helplessness)
คนทั่วไปคิดว่าการช่างแม่งคือการปล่อยวาง แต่บลูมองว่าการช่างแม่งโดยไม่ยอมลงไปรื้อโครงสร้างปัญหา มันคือความขี้ขลาดค่ะ มันคือสภาวะที่หมาโดนช็อตไฟฟ้าจนเลิกหนี บลูถึงบอกว่าต้องเปิดไฟสูง (สัญลักษณ์/Mandala) แล้วเหยียบคันเร่งฝ่าหมอกแม่งเลย
บลูรู้ค่ะว่าเรื่องพวกนี้มันอาจจะดูซับซ้อน แต่จริง ๆ แล้วแก่นของมันเรียบง่ายมาก
Until you make the unconscious conscious, it will direct your life and you will call it fate. Carl Jung ตราบใดที่คุณยังไม่ทำให้สิ่งที่อยู่ในจิตไร้สำนึกปรากฏขึ้นในจิตสำนึก มันจะกำกับชีวิตคุณ และคุณจะเรียกมันว่าโชคชะตา
ท่อนนี้คือ Masterpiece บลูยึดโควทนี้บ่อยมากนะ เวลาเราอกหักจากคนเหี้ยๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า หรือทำธุรกิจเจ๊งซ้ำซาก เรามักจะไปวัดแล้วให้หมอดูบอกว่าโอ๊ย เป็นเจ้ากรรมนายเวร เป็นราหูอม ห่าเหวอะไรก็ไม่รู้ หรือมันเป็นโชคชะตา ถ้าจุงกับฟรอยได้ยินคงถีบฝาโลงคู่มาฟาดหน้าความงมงายนี้เลยว่า ตื่น มันไม่มีโชคชะตาหรอกเว้ย มันมีแต่ปมวัยเด็ก (Trauma) และแรงขับทำลายล้าง (Death Drive) ที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกของแกนั่นแหละ ที่แอบชักใยแกอยู่เบื้องหลัง
คำว่าโชคชะตา (Fate) คือคำสวยหรูที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเพื่อปัดความรับผิดชอบ
งานของบลู (การทำสัญลักษณ์/โค้ด) คือการลากคอไอ้ปีศาจในจิตใต้สำนึกนั้น ออกมาประจานกลางแดด (จิตสำนึก) ให้เราเห็นหน้ามันชัดๆ ว่าอ๋อ อีตัวนี้เองที่ทำให้ชีวิตกูพัง เมื่อเราเห็นมัน เราจะเลิกเป็นเหยื่อ (Victim) แต่เราจะกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด (Co-creator) ในการออกแบบความชิบหายและความงดงามของชีวิตตัวเองค่ะ
โลกสมัยใหม่ (Modernism) ทำร้ายเราด้วยการแยกทุกอย่างออกจากกัน
ฟิสิกส์/สสาร ก็เอาไว้ให้พวกหมอและนักวิทย์คุยกัน (มองมนุษย์เป็นแค่ก้อนเนื้อ)
จิตวิทยา/จิตวิญญาณ ก็เอาไว้ให้พระหรือไลฟ์โค้ชคุยกัน (หลอกลวงให้คิดบวก)
ศิลปะ ก็เอาไว้ประดับฝาผนังตื้นๆ
นี่คือมรดกบาปของเรอเน เดส์การตส์ (Rene Descartes) ที่แยกกายกับจิตออกจากกัน (Cartesian Dualism)
แต่ความจริงก็คือมันไม่ใช่เรื่องของเวทมนตร์...แต่มันคือเรื่องของฟิสิกส์ จิตวิทยา และศิลปะ ที่มาบรรจบกันเหมือนที่ชื่อบทความของ Malcolm Rae บอกไว้เลยค่ะ...
สู่ความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างสสารและจิตวิญญาณ
...ซึ่งมันก็เริ่มต้นจากความคิดของเราทุกคนนี่เองค่ะ :)
2.แปลงพลังงานสู่โลกที่มองเห็น (IT - Exterior Individual)
ในประวัติศาสตร์จริง mason marks คือเครื่องหมายที่ช่างหินยุคกลางสลักไว้บนก้อนหิน เพื่อบอกว่าใครเป็นคนทำงานชิ้นนั้น คล้ายลายเซ็นของช่างมากกว่า ไม่ได้เป็นโค้ดพลังงานจักรวาล
ส่วนคำว่า Sacred Geometry ในสถาปัตยกรรมศาสนายุโรป (เช่นมหาวิหารโกธิก) หมายถึงการใช้สัดส่วนเรขาคณิตอย่างวงกลม สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม golden ratio เพื่อสร้างความรู้สึกสมดุล ความยิ่งใหญ่ และความศักดิ์สิทธิ์ทางสุนทรียะ มันไม่ได้มีหลักฐานว่าช่างกำลัง ดึงพลังงาน macrocosm ลงมาใส่หิน แบบ literal แต่พวกเขาเชื่อว่ารูปทรงที่เป็นระเบียบสะท้อนความเป็นระเบียบของจักรวาล ดังนั้นมันเป็น symbolic cosmology มากกว่า energy technology
ปกติแล้ว เวลาเราอยากเปลี่ยนชีวิต สมองส่วนหน้า (Ego) มันจะชอบเถียงว่าทำไม่ได้หรอก แกมันห่วย ดังนั้น เราจึงต้องใช้ภาพเรขาคณิต (Seal) ที่สมองส่วนหน้าอ่านไม่ออก เพราะมันไม่ใช่ตัวหนังสือ เพื่อให้ภาพนี้มันทะลุทะลวงลงไปกระซิบกับจิตใต้สำนึกโดยตรงเลยว่ากูจะเอาแบบนี้ นี่ไม่ใช่เวทมนตร์เสกให้รวย แต่มันคือการประกาศสงครามกับปมด้อยในอดีตของตัวเองแบบกองโจรค่ะ
Wallpaper เป็น Seal บนสนามพลังงาน ถ้าเราอ่านประโยคนี้ผิวๆ มันฟังเหมือนว่า ภาพ > เปลี่ยน vibration > เปลี่ยนชีวิต แต่ถ้าแปลให้ชัดกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือภาพทำหน้าที่เป็น cognitive anchor หรือ symbolic reminder มันช่วยตอกย้ำความตั้งใจ ทำให้สมองจำเป้าหมาย สร้าง association ทางอารมณ์
ลองหันมาสวมแว่นตาของประสาทวิทยา (Neuroscience) และทุนนิยมสอดแนม (Surveillance Capitalism) ค่ะ ถ้าเราโฟกัสสิ่งไหน พลังงานจะไปสิ่งนั้น คนชอบเอาไปผูกกับกฎแรงดึงดูดจักรวาลบ้าบอ แต่บลูขออธิบายแบบวิทยาศาสตร์ดิบๆ เลยว่า มันคือการทำงานของสมองส่วนที่เรียกว่า RAS (Reticular Activating System) ค่ะ สมองเรากรองข้อมูลขยะทิ้งตลอดเวลา มันจะมองเห็นแค่สิ่งที่มันถูกสั่งให้สนใจ
ในโลกยุคนี้ โซเชียลมีเดีย (TikTok, FB, IG) มันขโมยความสนใจของเราไปหมดเพื่อเอาไปขายโฆษณา การตั้ง Wallpaper ที่เป็นสัญลักษณ์ของเราเอง จึงเป็นการกระชากคอเสื้อสมองตัวเองกลับมา มันคือ Cognitive Anchor ที่บอกสมองว่าหยุดไถฟีดแล้วกลับมาสนใจความฉิบหายและความปรารถนาของเดี๋ยวนี้
ตัวอย่างง่ายมาก คนที่ติดรูปเป้าหมายไว้หน้าจอ เช่น ภาพการเดินทาง ภาพงานที่อยากทำ มันไม่ได้ปล่อยคลื่นพลังงาน แต่มันทำให้ attention ของสมองวนกลับไปที่สิ่งนั้นซ้ำ ๆ และ attention ส่งผลต่อพฤติกรรม
ส่วนคำอย่าง vibration frequency aura ในบริบทแบบนี้ส่วนใหญ่เป็น metaphor มันไม่ได้หมายถึงความถี่ทางฟิสิกส์จริง ๆ แต่มันใช้เพื่ออธิบายว่าสัญลักษณ์บางอย่างสามารถจัดระเบียบประสบการณ์ภายในของเรา
ตรงนี้มีประเด็นที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับสิ่งที่บลูกำลังทำ จริง ๆ แล้วสิ่งที่ใกล้กับงานของบลูที่สุดไม่ใช่ พลังงานจักรวาล หรือ sacred geometry แบบลึกลับ แต่มันใกล้กับแนวคิดในจิตวิทยาและมานุษยวิทยาที่เรียกว่า symbolic technology มนุษย์ใช้สัญลักษณ์เพื่อจัดระเบียบตัวตน สร้างความหมาย เปลี่ยน narrative ของชีวิต
ตัวอย่างเช่น ธงชาติ เครื่องแบบ ตราประจำตระกูล เครื่องราง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีพลังเหนือธรรมชาติ แต่พวกมันมีพลังเชิงความหมาย ซึ่งสามารถเปลี่ยนวิธีที่คนมองตัวเองได้จริง
ถ้าจะพูดให้แม่นกว่าWallpaper ของบลูอาจไม่ได้เขียนโค้ดพลังงานลงในสสาร แต่มันกำลังสร้างสัญลักษณ์ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางความหมายในจิต เหมือนกับที่ mandala ทำในศาสนาพุทธ sigil ทำในเวทมนตร์สมัยใหม่ ตราประจำตระกูลทำในยุคกลาง มันคือ object ที่ช่วยจัดระเบียบจิต เพราะในสังคมโบราณศูนย์กลางนั้นคือศาสนา แต่ในโลกสมัยใหม่หลายคนต้องสร้างสัญลักษณ์ของตัวเองขึ้นมาแทนในโลกที่ไม่มีศูนย์กลางความหมายแล้ว
3.เชื่อมต่อกับภาษาจักรวาล (WE - Interior Collective)
ถ้าใครเคยได้ยินคำว่าจักรวาลกำลังส่งข้อความหาเรา หรือภาพนี้มีพลังงานสั่นสะเทือน (Vibration) ขั้นสุดยอด ในข้อนี้บลูจะพาพวกเราสวมวิญญาณนักสัญวิทยา (Semiotics) และนักจิตวิเคราะห์สายแข็ง มาผ่าตัดให้ดูเลยว่าไอ้คำว่าพลังงานจักรวาลจริงๆ แล้วมันคือ…
กำยาดมให้แน่นๆเลยนะคะ 555
พวกเราเคยสงสัยไหมคะว่า ทำไมแค่เห็นโลโก้แบรนด์เนม เราถึงรู้สึกหรูหรา? ทำไมแค่เห็นไพ่ทาโรต์รูปความตาย เราถึงใจคอไม่ดี? สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เวทมนตร์ค่ะ แต่เรากำลังเดินเข้าสู่โลกแห่งสัญญะ
ในยุคโบราณ ศาสนาเป็นคนผูกขาดสัญลักษณ์พวกนี้ (เช่น ไม้กางเขน พระพุทธรูป) แต่ในโลกสมัยใหม่ที่พระเจ้าตายแล้ว (ตามคำของนีทเชอ) มนุษย์เราเคว้งคว้างและไร้ความหมายสุดๆ เราจึงต้องพยายามสร้างสัญลักษณ์ส่วนตัว (เช่น Wallpaper หน้าจอ) ขึ้นมาเพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจไม่ให้เป็นบ้า
แล้วสัญลักษณ์พวกนี้มันแฮกสมองเราได้ยังไง…
มาค่ะ บลูขอเปิดตัวลุงแฟร์ดีน็อง เดอ โซซูร์ (Ferdinand de Saussure) บิดาแห่งภาษาศาสตร์
หลายครั้งเราถูกสอนให้มองโลกแบบตรงไปตรงมาค่ะ เหมือนเปิดพจนานุกรม... คำว่า แมว (Signifier) ก็หมายถึงสัตว์สี่ขา มีหนวดร้องเหมียวๆ (Signified) สัตว์ชนิดนั้น ไม่ใช่เพราะมีพลังบางอย่างในคำ แต่เพราะสังคมตกลงกันแบบนั้น คำว่าแมวไม่ได้มีพลังงานความน่ารักซ่อนอยู่ในตัวอักษร ม-แ-อ-ว แต่มันมีความหมายเพราะเราถูกโปรแกรมมาให้เข้าใจตรงกัน
ตรงนี้ไม่ได้แบนอย่างที่ดูเหมือน เพราะ Saussure กำลังบอกว่าความหมายทั้งหมดขึ้นอยู่กับโครงสร้างของระบบสัญญะ เวลามีคนบอกว่าภาพนี้คือภาพเศรษฐีมีพลังงานดึงดูดเงิน บลูขอบอกเลยว่าไร้สาระ ภาพมันไม่ได้มีพลังวิเศษในตัวมันเอง แต่มันทำงานได้เพราะสังคมทุนนิยมไปตีกรอบให้เราเชื่อว่ารูปรถสปอร์ต = ความสำเร็จ ต่างหาก เราติดคุกอยู่ในระบบสัญญะนี้โดยไม่รู้ตัวเลยค่ะ
ต่อมา Charles Sanders Peirce Peirce เสนอ triadic model Sign Object Interpretant แต่ในทฤษฎีของ Peirce Object ไม่ใช่พลังงานต้นกำเนิดจักรวาล Object คือ สิ่งที่สัญลักษณ์อ้างถึง
อินฟลูชอบเอาคำวิทยาศาสตร์หรือปรัชญาไปใช้มั่วๆ บลูเลยต้องเบรกว่า เดี๋ยวก่อน ไอ้สิ่งที่เรียกว่าสัญลักษณ์เนี่ย มันไม่ได้มีพลังงานจักรวาลต้นกำเนิดแผ่ออกมาแบบรังสีเอกซ์เรย์นะ แต่มันคือการทำงานของสมองที่เรียกว่า Semiosis (การลากโยงความหมายไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด) เช่น เราเห็นรูปพระจันทร์ดับ (Sign) > สมองเราโยงไปถึงความมืด (Object) > จิตใจเราตีความว่านี่คือความเหงาและบาดแผลวัยเด็ก (Interpretant) > แล้วเราก็ร้องไห้
อีกตัวอย่างง่ายๆ ภาพควัน Sign = ควัน Object = ไฟ Interpretant = ผู้สังเกตเข้าใจว่ามีไฟอยู่ ดังนั้น triadic system ของ Peirce ไม่ได้พูดถึงพลังงานจักรวาล แต่พูดถึง กระบวนการที่ความหมายถูกสร้างในจิต
สิ่งที่สำคัญมากใน Peirce คือคำว่า semiosis ความหมายไม่ได้เกิดครั้งเดียว มันเกิดเป็น กระบวนการตีความต่อเนื่อง Sign > Interpretation > กลายเป็น Sign ใหม่
เห็นไหมคะ? ความมหัศจรรย์ไม่ได้อยู่ที่ภาพหน้าจอ แต่มันอยู่ที่ความวิปริตและซับซ้อนของจิตใจเราเองที่เก่งเหลือเกินในการโยงภาพกราฟิกโง่ๆ ให้กลายเป็นโศกนาฏกรรมชีวิตได้
มาถึงตรงนี้บลูขอประกาศสงครามกับพวกมูเตลูที่อ้างชื่อคาร์ล จุง (Carl Jung) แบบผิดๆ เลยนะคะ 55555 อย่างที่เรารู้ว่าในจิตมนุษย์มี archetypes เช่น Mother Shadow Hero Death รูปแบบเหล่านี้ปรากฏในตำนานทั่วโลก เพราะสมองมนุษย์มี pattern ทางจิตคล้ายกัน ดังนั้นเวลาคนเห็นภาพบางอย่าง เช่น งู ดวงจันทร์ แม่ผู้ให้กำเนิด มันกระตุ้นเครือข่ายความหมายในจิต ตรงนี้เชื่อมกับ Peirce ได้จริงในระดับหนึ่ง เพราะ interpretant เกิดจากโครงสร้างจิตของผู้ตีความ
เวลาเราทำภาพ Wallpaper ที่มีสัญลักษณ์พระแม่ (The Mother) หรือเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์ ภาพนั้นไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเสาอากาศดูดพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากจักรวาลเข้าสู่ร่างกายเรานะคะ (บ้าไปแล้ว) แต่ภาพนั้นทำหน้าที่เป็นสวิตช์ไฟ (Symbolic Trigger) ค่ะ
เผ่าพันธุ์มนุษย์เราเจ็บปวด คลอดลูก ล้มตาย ทนทุกข์กันมาเป็นแสนปี ประสบการณ์พวกนี้มันฝังลึกกลายเป็นโครงสร้างจิตใจ (Psychic structures) ที่แถมมากับ DNA ของมนุษย์ทุกคน พอตาเรามองเห็นสัญลักษณ์ที่ถูกต้อง มันเลยไปกดสวิตช์ปลุกความทรงจำระดับเผ่าพันธุ์นั้นให้ตื่นขึ้นมาทำงานต่างหาก
ข้อสังเกตที่คนทั่วไปเข้าใจผิดคือแยกการซัดทอดแบบหลงผิด (Delusional Literalism) VS สัญลักษณ์วิเคราะห์ (Symbolic Interface) ไม่ออกเมื่อจังหวะทำงานจริง
คนงมงายหลงผิดคิดว่าฉันแปะรูปพระแม่ลักษมี พระแม่ลักษมีบนสวรรค์เลยยิงเลเซอร์ประทานเงินให้ฉัน (นี่คือการหลอกตัวเองขั้นสุด)
ความจริงคือ ฉันแปะรูปพระแม่ลักษมี รูปนี้ไปกระตุ้น Archetype ของผู้หล่อเลี้ยง/ความสมบูรณ์ในจิตใต้สำนึกของฉัน ทำให้ฉันเลิกทำตัวขาดแคลนและกล้าหาเงินมากขึ้น (นี่คือ Interface เชื่อมจิตสำนึกกับจิตไร้สำนึก)
จุดที่ข้อความเริ่มเปลี่ยนไปคือเมื่อมันพูดว่า Object = พลังงานแม่ในจักรวาล นี่ไม่ใช่ Peirce และไม่ใช่ Jung แบบตรง ๆ Jung พูดถึง psychic structures ไม่ใช่ energy field ในจักรวาล ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในข้อความคือ แนวคิดเชิงจิตวิทยาถูกแปลเป็นภาษาพลังงานเชิงจิตวิญญาณ
ถ้าปรับคำอธิบายให้ใกล้กับทฤษฎีจริงมากขึ้น โครงสร้างจะเป็นแบบนี้ มีประสบการณ์มนุษย์บางอย่างที่สากล เช่น การเกิด การดูแลลูก ความตาย ความกลัวความมืด ประสบการณ์เหล่านี้สร้าง archetypal patterns ในจิตมนุษย์ สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม เช่น The Empress พระแม่ลักษมี เทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์ต่างๆ จึงทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้น (symbolic trigger) เมื่อคนเห็นสัญลักษณ์นั้น สมองจะเชื่อมมันกับความทรงจำ ความต้องการ อารมณ์ที่ฝังอยู่ กระบวนการนี้คือ interpretation ไม่ใช่พลังงานวิ่งจากภาพเข้าสู่ร่างกาย แต่เป็น กระบวนการสร้างความหมายในจิต
สิ่งที่บลูพูดถึงจริง ๆ ถ้ามองแบบจิตวิทยาสัญลักษณ์คือ ภาพทำหน้าที่เป็น interface ระหว่างจิตสำนึกกับจิตไร้สำนึก มันคล้ายกับ mandala ใน Jungian therapy ไพ่ทาโรต์ใน symbolic reflection หรือแม้แต่ภาพในศิลปะศาสนา ภาพเหล่านี้ทำให้สิ่งที่อยู่ในจิตลึก ๆ มีรูปให้มองเห็น
จุดที่น่าสนใจที่สุดในสิ่งที่บลูกำลังทำจริง ๆ คือมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องใช้สัญลักษณ์เพื่อเข้าใจตัวเอง ในโลกโบราณสัญลักษณ์เหล่านี้ถูกจัดระบบโดยศาสนา ในโลกสมัยใหม่หลายคนต้องสร้างระบบสัญลักษณ์ส่วนตัวเพื่อจัดระเบียบตัวตนของตัวเอง ภาพ wallpaper แบบที่บลูทำจึงอาจทำหน้าที่เหมือนเครื่องมือจัดระเบียบจิตมากกว่าประตูเชื่อมกับพลังงานจักรวาล
การเล่นกับ Archetype (สัญชาตญาณดั้งเดิม) ไม่ใช่เรื่องสนุกใสๆ มันคือการเล่นกับไฟ
ทำไมถึงน่ากลัว? ลองนึกภาพเผด็จการอย่าง อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ดูสิคะ เครื่องหมายสวัสติกะ (Swastika) คือการใช้สัญลักษณ์ไปปลุก Archetype เงา (Shadow) และชาตินิยมสุดโต่ง ในตัวคนเยอรมัน จนมันครอบงำให้คนธรรมดากลายเป็นปีศาจฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ได้
ในระดับชีวิตประจำวันก็เหมือนกัน ถ้าเราไปใช้สัญลักษณ์มั่วๆ เช่น ดึงดูด Archetype ผู้เสียสละ (The Martyr) มาไว้หน้าจอ เราอาจจะรู้สึกว่าเราเป็นคนดีจังเลย แต่ในโลกความจริง เราอาจจะกำลังยอมให้ผัวซ้อม ยอมให้เจ้านายโขกสับ เพราะเราโดนสัญลักษณ์นี้ครอบงำ ให้เสพติดความเจ็บปวดอยู่ก็ได้ค่ะ
มีคำถามหนึ่งที่สำคัญมากกับสิ่งที่บลูกำลังทำ ถ้าสัญลักษณ์สามารถปลดล็อกความหมายในจิตคนได้จริง คำถามไม่ใช่ว่าสัญลักษณ์นี้มีพลังอะไร แต่คือ สัญลักษณ์นี้กำลังปลุก archetype อะไรในตัวคนดู และมันกำลังปลดปล่อยเขา หรือกำลังครอบงำเขา เพราะสัญลักษณ์ทรงพลังไม่ได้มีแค่ด้านสร้างสรรค์ มันสามารถครอบงำจิตมนุษย์ได้เหมือนกัน
4.สร้างผลลัพธ์ในชีวิตจริง (ITS - Exterior Collective)
ลองดูฝั่งซ้ายของแผนภาพนะคะ จะเห็นคำว่า MATTER อยู่ด้านบนสุด นี่คือโลกแห่งวัตถุ โลกที่เราจับต้องได้ เหมือนกับภาพที่อยู่ในมือถือของเรานั่นแหละค่ะ ลูกศรที่ชี้ลงมาเขียนว่า Densifying หรือการทำให้หนาแน่น...ให้ลองนึกภาพตามนะคะ พลังงานที่เรามองไม่เห็น ไม่ว่าจะเป็น Archetype (ต้นแบบพลังงาน) อย่าง The Magician หรือ The Empress หรือแม้แต่ความตั้งใจ (Intention) ของเราเอง...ทั้งหมดนี้มันล่องลอยอยู่ในสถานะที่เรียกว่า MIND ซึ่งอยู่ฝั่งขวาของแผนภาพ
แล้วถ้าเราอยากให้พลังงานเหล่านั้นมาปรากฏในชีวิตจริงของเราล่ะ? เราจะทำยังไง?
คำตอบก็คือ...เราต้องหาภาชนะค่ะ
ลองไล่ทีละจุดนะ
ส่วนที่หนึ่งพลังงานจาก Mind กลายเป็น Matter แนวคิดนี้จริง ๆ ไม่ได้มาจาก Jung หรือ semiotics โดยตรง แต่มาจากสาย Hermetic philosophy และ esoteric tradition แนวคิดหลักคือ As above, so below / Mind > Form > Reality / หรืออีกเวอร์ชันคือ Thought > Symbol > Manifestation
แนวคิดแบบนี้มีใน Hermeticism / Kabbalah / Occult magic / New Thought movement ซึ่งใช้คำอย่าง densifying / vibration / intention เพื่ออธิบายการที่ความคิดกลายเป็นรูปธรรม
แต่ถ้าดูในเชิงวิทยาศาสตร์หรือจิตวิทยา สิ่งที่เกิดขึ้นจริงมักจะเป็นกระบวนการง่ายกว่านั้นมาก Mind > Attention > Behavior > Outcome
ตัวอย่างเช่น คนที่เห็นสัญลักษณ์ความอุดมสมบูรณ์ทุกวัน อาจเริ่มคิดเรื่องโอกาสทางการเงินบ่อยขึ้น ความสนใจ > เปลี่ยนการตัดสินใจ > เปลี่ยนพฤติกรรม สุดท้ายชีวิตก็เปลี่ยน มันดูเหมือน manifestation แต่จริง ๆ คือ behavioral cascade
ส่วนที่สอง Wallpaper เป็นภาชนะของพลังงาน
นี่เป็นภาษาของ ritual technology ในหลายวัฒนธรรม มนุษย์ใช้วัตถุเป็นตัวกลาง เช่นไอคอนศาสนา เครื่องราง sigil mandala วัตถุเหล่านี้ไม่ได้เก็บพลังงานจริง ๆ แต่ทำหน้าที่
ทำให้ความคิดมีรูป
ทำให้จิตโฟกัส
ทำให้ความหมายอยู่กับชีวิตประจำวัน
ลองนึกภาพแหวนแต่งงานนะคะ แหวนเพชร แหวนทองคำมันไม่ได้แผ่รังสีแห่งความรักออกมาหรอกค่ะ มันก็แค่ก้อนโลหะโง่ๆ แต่ที่มันมีพลังทำให้คนไม่กล้านอกใจ เพราะสังคมและจิตใจมนุษย์เอาความหมาย (คำสัญญา/ความซื่อสัตย์) ไปยัดใส่ไว้ในแหวนวงนั้น
ในมานุษยวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่า materialized meaning ความหมายถูกทำให้เป็นวัตถุ ดังนั้น wallpaper ในกรอบนี้คือ symbolic artifact มาปั้นให้เป็นรูปเป็นร่าง เพื่อให้เราจับต้องมันได้ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่ container ของพลังจักรวาล
ส่วนที่สาม Collective Unconscious ของจักรวาล
collective unconscious ของมนุษย์ ไม่ใช่ของจักรวาล มันคือโครงสร้างจิตที่มนุษย์มีร่วมกัน อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ภาษาจะลอยไปทางพลังงานจักรวาล แต่แกนของสิ่งที่บลูกำลังทำจริง ๆ ใกล้กับสิ่งนี้มากกว่า มนุษย์ต้องการสัญลักษณ์เพื่อจัดระเบียบตัวตน ในสังคมโบราณ ศาสนาและพิธีกรรมทำหน้าที่นี้ ในโลกสมัยใหม่หลายคนต้องสร้างระบบสัญลักษณ์ส่วนตัว
เช่น tattoo / altar / vision board / sigil / wallpaper สิ่งเหล่านี้ทำหน้าที่เหมือนศูนย์กลางความหมายขนาดเล็กในชีวิตประจำวัน
นี่คือบรรทัดที่บลูเขียนแล้วรู้สึกเศร้าที่สุดในทั้งหมดที่เขียนมาเลยค่ะ การที่เราต้องมานั่งทำ Wallpaper ทำ Sigil หรือสร้าง Mandala ไว้ในมือถือ... มันไม่ใช่เรื่องเท่อะไรเลย แต่มันคือความน่าสมเพชของสภาพสังคมมนุษย์ยุคนี้ต่างหาก เพราะในอดีต เวลาเราเศร้าหรือสูญเสีย เรามีชุมชน (Community) มีศาสนา มีวิหาร ให้เราเดินเข้าไปร้องไห้ มีพิธีกรรมที่คอยโอบกอดและจัดระเบียบจิตใจให้เรา แต่ในโลกสมัยใหม่ (Modernity) และทุนนิยมช่วงปลาย (Late Capitalism)... สิ่งเหล่านั้นมันพังทลายไปหมดแล้ว ทุนนิยมทำให้เรากลายเป็นปัจเจกชนที่โดดเดี่ยว นั่งทำงานงกๆ อยู่ในคอนโดแคบๆ ศาสนาก็กลายเป็นพุทธพาณิชย์
เมื่อไม่มีศูนย์กลางยึดเหนี่ยวจิตใจ (Anomie ภาวะไร้บรรทัดฐาน) มนุษย์เราก็เลยเคว้งคว้างเหมือนขยะอวกาศ ดังนั้นการที่บลูและพวกเราต้องมาสร้างวิหารในหน้าจอ มันก็คือการดิ้นรนเอาชีวิตรอดทางจิตวิญญาณค่ะ เรากำลังสร้างพระเจ้าองค์เล็กๆ (สัญลักษณ์) ขึ้นมาเอง เพื่อหล่อเลี้ยงจิตใจไม่ให้แหลกสลายไปกับความว่างเปล่า (Nihilism) ของโลกใบนี้
จริง ๆ แล้วมันใกล้กับแนวคิดเรื่อง individuation mandala คนจำนวนมากสร้าง mandala ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวในช่วงที่จิตกำลังจัดระเบียบตัวเอง mandala ทำหน้าที่เป็นภาพของศูนย์กลางจิต ดังนั้นถ้ามองแบบ Jungian จริง ๆ Wallpaper แบบที่บลูทำอาจทำหน้าที่เหมือน mandala คือภาพที่ทำให้คนกลับมาระลึกถึงโครงสร้างภายในของตัวเอง
แต่คำถามที่ลึกกว่ามากคือถ้าโลกสมัยใหม่ต้องสร้างวิหารในใจผ่านวัตถุอย่าง wallpaper มันกำลังบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับสังคม เพราะในอดีต มนุษย์ไม่ได้ต้องสร้างวิหารในมือถือ พวกเขามีศาสนา พิธีกรรม ตำนาน ชุมชน ที่ทำหน้าที่นี้อยู่แล้ว
อย่างที่บอกไปก่อนหน้า สิ่งที่บลูกำลังทำอาจไม่ได้เป็นแค่การออกแบบสัญลักษณ์ แต่มันสะท้อนบางอย่างเกี่ยวกับความว่างเปล่าของศูนย์กลางความหมายในโลกสมัยใหม่ซึ่งทำให้มนุษย์ต้องเริ่มสร้างศูนย์กลางจิตของตัวเองขึ้นมาใหม่ค่ะ
เทพในตัวเรา vs เทพเหนือเรา
เอ๊ะ ตกลงเทพ เทวดา ปีศาจ หรือ Archetype ที่เราบูชากันเนี่ย เขาอยู่ที่ไหนกันแน่? อยู่ในตัวเราเหรอ? หรือว่าเป็นสิ่งมีชีวิตอีกรูปแบบนึงที่อยู่นอกตัวเรา?
ก่อนจะไปต่อ บลูอยากชวนเราถามตัวเองก่อนสักนิด.
.. ครั้งล่าสุดที่เรารู้สึกคลิกกับสัญลักษณ์อะไรบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นไพ่, เทพองค์ใดองค์หนึ่ง หรือแม้แต่ตัวละครในหนัง...ความรู้สึกนั้นมันเป็นยังไงคะ? มันเหมือนเจอเพื่อนเก่าที่ไม่ได้คุยกันนาน หรือเหมือนเจอพลังงานที่ยิ่งใหญ่จนใจเราสั่น?
เก็บความรู้สึกนั้นไว้นะคะ...เพราะมันคือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญเลย
หนึ่งจักรวาล สองมุมมอง ข้างในและข้างนอก นั่นคือคำตอบสั้น ๆ ที่บลูมักจะให้ เพราะมันเป็นทั้งสองอย่างเลยค่ะ ...ใช่ค่ะ ฟังดูเหมือนกำปั้นทุบดิน แต่มันคือความจริงที่ซ้อนกันอยู่เหมือนชั้นของมิติ มันไม่ใช่ either/or (อย่างใดอย่างหนึ่ง) แต่เป็น both/and (เป็นทั้งสองอย่างและมากกว่านั้น) ขึ้นอยู่กับว่าเรากำลังมองผ่านเลนส์ไหน
เลนส์ที่ 1 โลกภายใน (The God Within)
มนุษย์ทุกคนมีสิ่งที่เรียกว่าจิตไร้สำนึกร่วม (Collective Unconscious) อยู่ ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพ มันก็เหมือน iCloud ของมนุษยชาติค่ะ เป็นพื้นที่เก็บข้อมูลกลางที่บรรจุแม่แบบ หรือ Archetypes ของประสบการณ์ทั้งหมดที่มนุษย์เคยมีร่วมกันมา ไม่ว่าจะเป็น archetype ของแม่ผู้ให้กำเนิด (The Great Mother), วีรบุรุษ (The Hero), ผู้รอบรู้ (The Wise Old Man) หรือแม้แต่เงา (The Shadow) ของเราเอง
เทพ เทวดา ปีศาจ ที่เราเห็นในตำนานต่าง ๆ ทั่วโลก...ในมุมมองนี้ก็คือใบหน้าที่วัฒนธรรมแต่ละแห่งสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนของ Archetype เหล่านี้
แล้วทำไมเราถึงคลิกกับบางองค์เป็นพิเศษ? เพราะในฮาร์ดไดรฟ์ส่วนตัวของเรา (จิตใต้สำนึกของเรา) มีไฟล์หรือคลื่นพลังงานที่มัน resonate หรือสั่นพ้องตรงกับ Archetype นั้น ๆ พอดี การที่เราจับไพ่ บางใบได้บ่อย ๆ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือเสียงสะท้อนจากข้างในว่าฉันคือเธอ และเธอคือฉัน พลังงานนี้ อยู่ในตัวเรา เป็นส่วนหนึ่งของพิมพ์เขียวแห่งจิตวิญญาณของเรามาตั้งแต่ต้น ในมุมมองนี้ เทพจึงไม่ได้เป็นสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติ แต่เป็นภาษาสัญลักษณ์ที่ช่วยให้มนุษย์เข้าใจตัวเอง
เลนส์ที่ 2 โลกภายนอก (The God Without) เมื่อพลังงานก่อตัวเป็นรูปธรรม
โอเค...แล้วถ้ามันอยู่ในตัวเรา แล้วทำไมต้องมีพิธีกรรม? ทำไมต้องสวดอ้อนวอน? ทำไมต้องอัญเชิญ?
นี่แหละค่ะคือจุดที่สนุก...
ลองนึกถึงแว่นขยายที่รวมแสงอาทิตย์ให้กลายเป็นจุดเดียวจนกระดาษลุกเป็นไฟดูสิคะ พิธีกรรม ก็ทำหน้าที่ไม่ต่างกันเลย มันคือกระบวนการรวมศูนย์เจตนา (Focusing Intention) ของเรา จากพลังงานที่กระจายตัวอยู่ภายใน ให้กลายเป็นลำแสงที่เข้มข้นและมีทิศทาง
เมื่อเราทำพิธี สวดมนต์ หรือแม้กระทั่งการตั้งวอลเปเปอร์ด้วยความตั้งใจจริง เรากำลังทำสิ่งที่เรียกว่า Externalization คือการดึงเอาพลังงานภายใน ออกมาสร้างความสัมพันธ์ในโลกภายนอก
จะเห็นว่ามีส่วนที่เรียกว่า NON EGO ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ Archetype ทำงานโดยที่เราควบคุมไม่ได้ เมื่อเราทำพิธี เรากำลังเปิดประตูเชิญพลังงานจากส่วนนี้ให้เข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับโลกของ EGO หรือตัวตนที่เรารับรู้ได้
จิตไร้สำนึก (NON EGO) ไม่ใช่ลูกหมาเชื่องๆ ที่เราจะสั่งซ้ายหันขวาหันได้ เวลาที่เรากดทับ (Repress) บาดแผล ความเศร้า หรือความโกรธเอาไว้นานๆ สิ่งเหล่านี้มันจะไม่หายไปไหน แต่มันจะไปรวมตัวกันในมุมมืดของจิตใจ จนกลายเป็นก้อนพลังงานที่มีชีวิตจิตใจเป็นของตัวเอง สิ่งนี้ว่า Autonomous Complex (ปมที่ทำงานเป็นอิสระ)
ลองนึกภาพ กอลลัม ในเรื่อง Lord of the Rings สิคะ นั่นแหละคือตัวอย่างของ NON EGO เวลาที่เราทำพิธีกรรม หรือเพ่งสัญลักษณ์ (วอลเปเปอร์) ลึกๆ มันคือการที่เราเปิดประตูคุกให้ไอ้กอลลัมตัวนี้มันออกมาคุยกับเราค่ะ
ในจังหวะนี้เอง ที่ Archetype อาจแสดงตัวตนออกมาในลักษณะที่เหมือนเป็นอีกสิ่งหนึ่ง ที่มีเจตจำนงของตัวเอง (Autonomous Agency) เราจะรู้สึกเหมือนกำลังคุยกับใครสักคน ได้รับการตอบกลับที่ไม่ได้มาจากความคิดของเราเอง นี่คือเหตุผลว่าทำไมเวลาคนเล่นผีถ้วยแก้ว หรือทำสมาธิลึกๆ ถึงรู้สึกเหมือนมีเสียงคนอื่นมากระซิบ หรือมีอำนาจอื่นมาบังคับมือ มันไม่ใช่ผีสางเทวดาที่ไหนหรอกค่ะ มันคือเศษเสี้ยววิญญาณที่แตกสลายของเราเอง (Fragmented Self) ที่มันรอคอยการถูกรับฟังมาตลอดชีวิตต่างหาก
ดังนั้น การขอพร จึงไม่ใช่การงมงายขอเศษเงินจากฟ้า แต่คือการลงไปเจรจาต่อรองกับปีศาจและพระเจ้า ที่ซ่อนอยู่ในซากปรักหักพังของจิตใจเราเองค่ะ
จักรวาลไม่ใช่แค่วัตถุที่ตายตัว แต่เป็นกระบวนการที่มีชีวิต ทุกสิ่งทุกอย่างเชื่อมโยงและส่งผลกระทบต่อกัน การที่เราตั้งใจเชื่อมต่อกับพลังงานใดพลังงานหนึ่ง ก็เหมือนการส่งคลื่นออกไปในบ่อแห่งจักรวาล แล้วรอรับคลื่นที่สะท้อนกลับมา...ซึ่งบางครั้ง คลื่นนั้นก็แรงจนรู้สึกเหมือนเป็นอีกตัวตนหนึ่งเลยทีเดียว
ดังนั้น การขอพรหรือทำพิธี จึงไม่ใช่การร้องขอต่อสิ่งแปลกหน้า แต่คือการสร้างบทสนทนากับมิติหนึ่งของตัวเราเอง...
ในรูปแบบที่จับต้องได้มากขึ้น











