(ในทางปฏิบัติ ไม่ใช้หมอดู ไม่ใช้คนนอก) จะรู้ได้ไงว่าเทพ พระเจ้า เทพี ประจำตัวของตัวเองคือใคร?
จะรู้ได้ไงว่าเทพ พระเจ้า เทพี ประจำตัวของตัวเองคือใคร ระบบมันทำงานยังไงนะ พระเจ้า สิ่งศักดิ์สิทธิ เทพ เทพีอะไรแบบนี้เค้าเลือกเราหรอ แบบ อุ้ย ชอบคนนี้จัง เดี๋ยวข้าให้พรเจ้ามนุษย์คนนี้ดีกว่า…โอเค มาค่ะ เข้าเรื่องสักที 5555
เพราะต่อให้เรารู้ว่า Macrocosm คืออะไร Microcosm คืออะไร หรือระบบ Syncretism ของอุษาคเนย์ทำงานยังไง แต่พอถึงจุดที่ต้องตอบคำถามว่า…แล้วฉันควรเริ่มกับใคร? ทุกคนก็จะเกาหัวแกรกๆ สะดุดขาตัวเองกันตรงนี้แหละค่ะ
(สำหรับใครที่มีความเชื่อแบบพระเจ้าองค์เดียว ลองย้อนกลับไปอ่านข้างบนของฉบับเต็มที่นี่นะคะ เพราะหนึ่งในเรื่องที่ชวนสับสนที่สุดเวลาเราก้าวเข้ามาดูฝั่ง Devotional Polytheism (การบูชาเทพหลายองค์) หรือแวดวงเพแกนร่วมสมัย ระบบคิดของมันจะแตกต่างจากศาสนากระแสหลักที่มีพระเจ้าองค์เดียว (Monotheism) ที่มักจะมีกฎเกณฑ์ชัดเจน หรือระบบกรรม/สายใยแบบฝั่งเอเชียอยู่พอสมควรเลย)
กลับมาที่คำถามที่ว่าเราเลือกเทพ หรือเทพเลือกเรา? และเค้าชอบเราเลยอยากให้พรจริงไหม? บลูมองเรื่องนี้แยกออกเป็น 4 ระบบหลัก ๆ ที่ทำงานดังนี้ (อาจจะมีมากกว่านี้ แต่ตอนนี้นึกออกแค่นี้)
1. ระบบเทพเลือกเรา (The Gods Choose Us / Patron Deity)
แนวคิดนี้ใกล้เคียงกับสิ่งที่บลูบอกเลยว่า อุ้ย ชอบคนนี้จัง แต่ในความเป็นจริง มันไม่ได้มาในสไตล์เลือกเพราะเอ็นดูแล้วแจกพรฟรีเหมือนซานตาคลอส แต่มันทำงานผ่าน
สายใยและเคมีที่ตรงกัน (Affinities & Resonance) เทพเจ้าแต่ละองค์มีพลังงาน (Essence) หรือโดเมนที่ทรงดูแลเด่นชัด ( เช่น สงคราม, ศิลปะ, ความตาย, ธรรมชาติ, ปัญญา) บางครั้งจิตวิญญาณ ตัวตน หรือบาดแผลในใจ ของเรา ณ ช่วงชีวิตนั้น มันไปดึงดูดหรือสอดคล้องกับพลังงานของเทพองค์นั้น ๆ เข้า
สัญญาณเรียก (The Calling / Signs) เทพเจ้าฝั่งตะวันตกมักไม่มาปรากฏกายให้เห็นโต้ง ๆ (ยกเว้นในนิมิตหรือฝันที่ชัดเจนมาก) แต่จะมาในรูปแบบของความบังเอิญที่ถี่เกินไป (Synchronicities) เช่น อยู่ ๆ เราก็เดินไปเจอสัญลักษณ์ของพระองค์ซ้ำ ๆ (รูปปั้น สัตว์ประจำพระองค์ การเอ่ยถึงในหนังสือ 10 เล่มในสัปดาห์เดียว) หรือเกิดความรู้สึกหลงใหลในอารยธรรม อิทธิพล หรือเรื่องราวของเทพองค์นี้อย่างรุนแรงโดยไม่มีสาเหตุ
การเรียกเพื่อใช้งาน/ฝึกฝน (Not just for blessings naka) โลกทัศน์แบบ Polytheism มองว่า เทพไม่ได้เลือกเราเพื่อมาประคบประหงม แต่เลือกเพราะเรามีศักยภาพที่จะเติบโตหรือทำภารกิจบางอย่างร่วมกับพระองค์ได้ การเข้ามาของเทพเจ้าประจำตัว (Patron) บางครั้งจึงไม่ได้มาพร้อมพร แต่มาพร้อมบททดสอบชีวิตที่หนักหน่วง เพื่อเคี่ยวกรำให้เราดึงศักยภาพที่แท้จริงออกมา (เช่น เทพสาย Shadow อย่างพระแม่กาลี เทพีเฮคาเต ไม่เคยมาในรูปแบบของของขวัญติดริบบิ้นหลวมๆ พร้อมแกะ แต่มักเข้ามาในชีวิตช่วงที่เกิดความพังทลายเพื่อช่วยเราสร้างตัวตนใหม่ ซึ่งคนปฏิบัติจริงจะเข้าใจจุดนี้ดีมากๆ)
2. ระบบเราเลือกเทพ (We Choose the Gods)
อันนี้แหละค่ะ คือสิ่งที่ Galina Krasskova เน้นย้ำมากในหนังสือ Devotional Polytheism ในระบบนี้ เราไม่ต้องนั่งรอให้สวรรค์เปิดหรือมีปาฏิหาริย์ส่งสัญญาณมาบอกว่าใครคือเทพประจำตัว แต่เราสามารถเป็นฝ่ายเลือกเสาะหาและเข้าหาพระองค์ก่อนได้เลย ไม่ต้องรอให้ฟ้าส่งสัญญาณ ซึ่งสำหรับคนเดี๋ยวนี้ที่ชีวิตยุ่งๆ การรอสัญญาณจากเทพอาจทำให้เรารอไปจนตายเลยก็ได้
เริ่มต้นจากความเคารพและความสนใจ ถ้าเราอ่านตำนานเทพกรีก นอร์ส อียิปต์ หรือฮินดู แล้วรู้สึกถูกชะตา ชอบมาก ขนลุกก หรือนับถือแนวคิด วิถีชีวิต หรือความเก่งกาจของเทพองค์ไหนเป็นพิเศษ นั่นคือเหตุผลที่เพียงพอแล้วที่เราจะเริ่มตั้งโต๊ะบูชาพระองค์ (จะบอกว่ามันคือจุดเริ่มต้นที่ดีมากๆ แล้วค่ะ เพราะในทาง Jung สิ่งที่เราหลงใหลโดยไม่มีเหตุผล มักจะมีเรื่องของจิตไร้สำนึกซ่อนอยู่)
ระบบความสัมพันธ์แบบต่างตอบแทน (Reciprocity / Do ut des) เป็นระบบคิดโบราณของกรีก-โรมัน แปลตรงตัวว่า ฉันให้ เพื่อให้ท่านให้ตอบรับ มันทำงานเหมือนความสัมพันธ์ของมนุษย์เลยค่ะ ไม่ใช่การกราบกรานอ้อนวอนอย่างเดียว แต่อยู่บนพื้นฐานของความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรและให้เกียรติซึ่งกันและกัน ทำให้เห็นว่ามนุษย์ไม่ได้เป็นแค่เหยื่อหรือผู้ขอ แต่เป็นผู้มีเจตจำนงอิสระ (Agent) ที่เข้าไปเสนอความสัมพันธ์อย่างเกียรติและเคารพ ซึ่งเปลี่ยนแนวคิดจากการมูเพื่อขอ ไปสู่การร่วมสร้าง (Co-creation ที่บลูย้ำบ่อยๆ) เราอาจเริ่มด้วยการให้ก่อน เช่น ให้อาหารถวาย (Offerings), ให้คำสรรเสริญ, หรือพัฒนาตัวเองในโดเมนที่พระองค์ดูแล (เช่น ถ้าบูชาเทพีแห่งศิลปะ เราก็ตั้งใจฝึกวาดรูป) เราอาจจะจุดธูป 1 ดอก บอกชื่อ-นามสกุล บอกว่าหนูขอทำความรู้จักกับท่านนะคะ ถวายน้ำสะอาด หรือดอกไม้สักดอก หรือถ้าไม่อยากตั้งโต๊ะบูชา ก็แค่อุทิศเวลาให้กับเรื่องนั้น เช่น ถ้าสนใจเทพีอาเธน่า ก็ลองฝึกสมาธิหรืออ่านหนังสือหนักๆ สัก 1 ชั่วโมงแล้วบอกว่า..หนูขออุทิศเวลานี้แด่ท่าน และเมื่อเวลาผ่านไป ความสัมพันธ์และสายสัมพันธ์จะค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น จากเทพที่เราเลือกบูชาเฉย ๆ วันหนึ่งพระองค์อาจจะกลายมาเป็นเทพประจำตัวที่คอยเกื้อหนุนเราจริง ๆ ก็ได้ (ซึ่งเป็นวิธีที่ง่าย และน่ารักมากๆ)
3. ระบบที่เชื่อว่ามีเทพประจำตัวตั้งแต่เกิด (คล้ายระบบแรก)
อันนี้พบในหลายวัฒนธรรม เช่น เทพประจำวันเกิด / เทพประจำราศี / เทวดาประจำตัว / Guardian Angel / Spirit Guide แนวคิดคือทุกคนมีผู้คุ้มครองอยู่แล้ว เราไม่ได้เลือก และเขาก็ไม่ได้เพิ่งเลือกเรา แต่... ปัญหาคือแต่ละระบบบอกไม่ตรงกันเลย เกิดวันเดียวกันฮินดูบอกองค์หนึ่ง โหราศาสตร์ตะวันตกบอกอีกแบบ ญี่ปุ่นบอกอีกแบบ จีนบอกอีกแบบ จึงไม่มีหลักฐานว่าระบบไหนจริง
ส่วนตัวบลูไม่ซื้อระบบนี้เท่าไร แค่เป็นช่องทางเข้าถึงที่ง่าย เหมือนเข้าร้านอาหารตามสั่งแล้วสั่งข้าวไข่ดาวนั่นแหละค่ะ (ไข่ดาวไม่ผิด ไข่ดาวไม่ได้สิ้นคิด แต่มันนึกออกง่ายที่สุดเวลาไม่รู้จะกินอะไร)
4. เทพคือภาษาเชิงสัญลักษณ์ของจิต ระบบสัญลักษณ์และพลังงานแม่แบบ (Archetypal System)
ข้อนี้คือหมัดเด็ดที่ทำให้ทุกอย่างอธิบายได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล การมองว่าเทพคือ Archetype ในจิตไร้สำนึกร่วม (Collective Unconscious) ช่วยตอบคำถามได้เลยว่า ทำไมบางช่วงชีวิตที่เรากำลังต้องการความเด็ดขาด เราถึงรู้สึกอินกับพระแม่กาลีเป็นพิเศษ เพราะมันคือจิตใต้สำนึกของเราเองที่กำลังเรียกหาพลังงานด้านนั้นมาเยียวยาหรือขับเคลื่อนชีวิต
ในเชิงสัญลักษณ์วิทยาระบบนี้คือระบบจัดหมวดหมู่พลังงานในชีวิต โดยแทนค่าปัญหา หรือเป้าหมายของมนุษย์ผ่านองค์เทพ/สิ่งศักดิ์สิทธิ์แต่ละองค์ เช่น
อยากได้ปัญญา/แก้ปัญหาชีวิต จูนกับพระพิฆเนศ
อยากได้ความรัก/ความอุดมสมบูรณ์ จูนกับพระแม่ลักษมี
อยากได้ความปลอดภัย/แคล้วคลาด จูนกับท้าวเวสสุวรรณ
(อันนี้น่าสนใจมาก ถ้ามองแบบปู่ Carl Jung เทพแต่ละองค์ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งมีชีวิตภายนอก แต่เป็น Archetype ค่ะ)
โครงสรุปความเชื่อมโยงของทั้ง 4 ระบบ
[1. The Gods Choose Us] ─── (แรงดึงดูด/สัญญาณ/บททดสอบ) ───┐
│
[2. We Choose the Gods] ─── (เจตจำนง/การสร้างความสัมพันธ์) ──┼──> [ประสบการณ์ส่วนบุคคล (UPG)]
│
[3. Innate / Birth Right] ─ (พิมพ์เขียวทางจิตวิญญาณ) ───────┤
│
[4. Archetypal System] ─── (จิตใต้สำนึก/กลไกทางจิตวิทยา) ───┘แล้วในทางปฏิบัติล่ะ คนหาเทพประจำตัวยังไงบ้าง?
ก่อนอื่น บลูขอพูดแบบตรงไปตรงมา สิ่งที่กำลังจะอ่านต่อไปนี้มันไม่มีวิธีที่พิสูจน์ได้ 100% ในทุกวิธีที่เราใช้กัน เช่น ดูวันเกิด ดูดวง ฝัน นิมิต ไพ่ คนทรง หมอดู ทั้งหมดนี้ล้วนตั้งอยู่บนสมมติฐานของระบบความเชื่อนั้น ๆ ไม่มีวิธีที่เป็นกลางซึ่งตรวจสอบได้ว่าคำตอบนั้นถูกต้อง แต่ถ้าถามว่าในทางปฏิบัติ คนเลือกกันยังไง บลูสรุปคร่าวๆ ว่ามันมีอยู่ 4 แบบ (จริงๆ อาจจะมีมากกว่านี้ แต่เพื่อให้เห็นภาพรวม)
จากวัฒนธรรม (ครอบครัวนับถือ)
จากประสบการณ์ส่วนตัว (รู้สึกได้รับความช่วยเหลือ)
จากความชอบและแรงดึงดูด
จากการตีความนิมิตหรือสัญญาณ
ถ้าเราอยากรู้ว่าตอนนี้มีใครกำลังเคาะประตูเรียก หรือเราควรจะหันไปหาใคร ในทางปฏิบัติของเหล่าคนที่ทำงานกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทพเจ้า หรือสายจิตวิญญาณร่วมสมัย (เช่น แวดวง Modern Paganism / Devotional Polytheism) การค้นหาเทพประจำตัว (Patron Deity / Spiritual Mentor) เขาจะไม่ได้นั่งเหม่อรอให้สวรรค์เปิดอย่างเดียว แต่มีกระบวนการที่พอบลูลองรวบรวมและคลี่ดูแล้วจะเป็น 5 ขั้นตอนหลักดังนี้ค่ะ
1. สืบค้นภายในตัวเองและการสังเกตสัญลักษณ์นั้นๆ (Internal Mapping)
สายนี้เขาเริ่มจากข้างในออกไปข้างนอก ไม่ใช่การวิ่งไปให้คนอื่นชี้นิ้วบอกตั้งแต่แรก เขาจะเริ่มจากการจดบันทึกและสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวก่อน แล้วสังเกตุว่าตัวตนของเราตอนนี้ขับเคลื่อนด้วยอะไร? ความต้องการความยุติธรรมไหม ความคิดสร้างสรรค์รึเปล่า นีดการเยียวยาจิตใจ รู้สึกความโดดเดี่ยวเหลือเกิน? ลองดูว่าเทพองค์ไหนที่มีหน้าที่ หรือเรื่องราวที่ตรงกับสิ่งที่เรากำลังเผชิญ
ซึ่งถ้ามันมีหลายคนมาก เช่น เทพแห่งความรักมีเป็น 10 จะเริ่มจากตรงไหน หรือเทพทั้ง 10 นั้นเป็นเทพประจำตัวเราหรอ ก็อาจจะใช่หรือไม่ก็ได้ แต่การสังเกตุที่ง่ายที่สุดคือการอ่านสัญญาณผ่านความถูกชะตาอย่างไม่มีเหตุผล (Resonance & Affinity) ค่ะ อย่างบลูจะชอบอ่านนิทาน ตำนาน ฟังเรื่องราว ดูภาพ รูปปั้นต่างๆ นาๆ เพราะมันง่ายและฟรี (จนตระหนักได้ว่าตัวเองสั่นพ้องกับอะไรที่มีปีก และม้ามักมีส่วนเกี่ยวข้อง 5555 สิ่งนี้เรียกว่า Resonance over Rules ความสั่นพ้องสำคัญกว่ากฎเกณฑ์ ในสายเพแกนมันเรียกว่า Personal Lore หรือปกรณัมส่วนบุคคล) มันจะไม่ใช่แบบ เปิดมือถือปุ๊บ จองคิวไปดูดวง หาคนทรง อันนี้มันคือการให้คนนอกบอก/กำหนด (ไม่ได้บอกว่าผิด แต่ควรใช้ในขั้นตอนการยืนยัน) แต่ข้อนี้คือการสังเกตตัวเองอย่างละเอียดก่อน อย่างเช่น
สังเกตแรงดึงดูดสายตา เวลาเดินเข้าวัด ศาลเจ้า ร้านหนังสือ หรือดูภาพศิลปะ ให้สังเกตว่าสายตาและความรู้สึกของเราพุ่งไปหาสัญลักษณ์หรือเทวรูปองค์ไหนเป็นพิเศษ
ความรู้สึกขณะมอง มักจะรู้สึกถูกดึงดูด อันนี้พบเยอะมากในสายมู เช่น เดินผ่านเทพองค์หนึ่งแล้วร้องไห้ หรือเห็นรูปแล้วรู้สึกเหมือนกลับบ้าน จึงเชื่อว่าองค์นั้นเป็นของเรา เขาเรียกเราแล้ว มันจะไม่ใช่แค่รู้สึกว่าสวยดี แต่เป็นความรู้สึกอะไรก็ได้ที่ลึกซึ้งกว่านั้น อาจเป็นรู้สึก ว้าว อบอุ่นทันที ปลอดภัย ขนลุกชูชัน ดิ่ง หรือเกิดความสงบในใจแบบบอกไม่ถูก
สังเกตองค์ประกอบรอบตัว ดูว่าสัญลักษณ์ สัตว์ หรือหัวข้อไหนที่โผล่เข้ามาในชีวิตเราบ่อย ๆ ในช่วงนี้แบบผิดสังเกต? อย่างบางคนดึงดูดกับสัญลักษณ์เฉพาะ เช่น ดอกบัว, งู, พระจันทร์, ไฟ, หรืออาวุธ สัญลักษณ์เหล่านี้มักจะนำไปสู่แม่แบบ (Archetype) ของเทพประจำตัวเสมอ
ศึกษาตำนานแล้วเลือกเอง คนที่ศึกษาเทพจริง ๆ จำนวนไม่น้อยทำแบบนี้อ่านตำนาน
แล้วถามว่าเทพองค์ไหนสะท้อนชีวิตของเรา เช่น คนที่สนใจการเรียนรู้ การเดินทาง ภาษาอาจรู้สึกผูกกับเฮอร์มีส คนที่กำลังผ่านการสูญเสีย อาจรู้สึกเข้าใจพระแม่กาลี คือเขาจะไม่ได้เชื่อว่าเทพเลือก แต่เขาเลือกเทพที่สะท้อนชีวิตตนเอง บางทีอ่านตำนานแล้วรู้สึกเหมือนกลับบ้าน แต่หมายเหตุนิดนึง ให้เราแยกแยะเทพ กับ Projection ขณะอ่านเรื่องราวนั้นๆ ลองสังเกตุว่าสิ่งที่ดึงดูดเราคือเทพหรือความหมายที่เราโยนใส่เทพองค์นั้น เช่น สมมติว่าเราที่กำลังผ่านการสูญเสียอาจรู้สึกผูกพันกับเทพแห่งความตายหรือการเปลี่ยนผ่าน นั่นไม่ใช่เพราะเทพเลือกเรา แต่เพราะสัญลักษณ์นั้นสะท้อนสภาวะภายในของเราค่ะ
สำรวจตัวตนและบาดแผลชีวิต (Shadow Work) ลองถามตัวเองว่า ช่วงชีวิตนี้เรากำลังเผชิญกับอะไร? พลังงานแบบไหนที่เราขาด หรืออยากพัฒนา (เช่น ความกล้าหาญ การเยียวยาจิตใจ ความคิดสร้างสรรค์ หรือความยุติธรรม) เทพที่มีหน้าที่ในโดเมนนั้นมักจะเป็นองค์ที่ดึงดูดเรา
ดูจากวันเกิด (Birth Correspondence) อันนี้พบเยอะที่สุด ใช้กันทุกมุมโลก เชื่อว่าแต่ละระบบจะมีผู้คุ้มครองของตัวเอง เช่น เทพประจำวันเกิด เทพประจำราศี เทพประจำปีนักษัตร เทวดาประจำวัน Guardian Angel ตามวันเกิด อย่างฮินดูบางสายใช้วันประจำดาวเคราะห์ ญี่ปุ่นใช้เทพประจำปี กรีกใช้ดาวเคราะห์ประจำเทพ วิกคาใช้ฤดูกาล สรุปก็คือข้อสมมติฐานเท่ากับจังหวะที่เราเกิดทำให้เราผูกกับพลังบางอย่างอยู่แล้ว อันนี้แล้วแต่ความเชื่อนะคะ แต่ส่วนตัวบลูมองว่าเป็นระบบที่ทื่อเกินไปหน่อย และมันสร้างความสับสนเพราะแต่ละระบบตีกันเอง มันเหมือนจับคนยัดใส่กล่อง/เทมเพลตบางอย่างเรียบร้อยแล้ว ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับสภาวะจิตปัจจุบัน หรือบาดแผลชีวิตที่เจ้าตัวกำลังเผชิญอยู่เลยสักนิด + ข้อสังเกตคือ ถ้าเกิดวันที่นี้ๆ (ซึ่งมันก็ทุกวันนั่นแหละ) คนคนเดียวอาจมีเทพประจำตัวไม่ต่ำกว่า 5–10 องค์ ขึ้นอยู่กับว่าเราใช้ระบบไหน ดังนั้นคำตอบจึงขึ้นกับระบบ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ทุกระบบเห็นตรงกัน
ใช้การเสี่ยงทาย (ใช้ได้ทั้งตอนนี้หรือตอนยืนยัน) เช่น ไพ่ ไม้เสี่ยงทาย ลูกเต๋า โอราเคิล ระบบพยากรณ์ต่าง ๆ ถือว่าเทพเป็นผู้เปิดเผยคำตอบผ่านเครื่องมือเองค่ะ
2. สำรวจเหตุการณ์ประจวบเหมาะ (Synchronicity Analysis)
ต่อจากขั้นตอนแรกหลังสังเกตองค์ประกอบรอบตัว แล้วให้สังเกตความเชื่อมโยงซ้ำๆ (Synchronicities) สังเกตสัญลักษณ์ สัตว์ ภาพ หรือชื่อเทพเจ้าที่โผล่เข้ามาในชีวิตถี่เกินปกติ
Synchronicity เช่น เห็นรูปปั้น นกฮูก กวาง หรือแมงมุมบ่อยๆ อ่านเจอชื่อเทพองค์เดิมในหนังสือ 8-9 เล่มในสัปดาห์เดียวกัน ในช่วง 1–3 เดือนนี้ มีชื่อ รูปภาพ หรือเรื่องเล่าของเทพองค์ไหนเฉียดเข้ามาในชีวิตเราบ่อยผิดปกติไหม? เช่น สุ่มเจอในฟีด social, เพื่อนพูดถึง, เปิดหนังสือเจอ, เดินไปไหนก็เจอรูปปั้นองค์นี้โดยไม่ได้ตั้งใจ แต่ระวังว่าสัญญาณนั้นมาจากเทพจริง หรือจิตของเรากำลังจัดระเบียบความหมายให้กับเหตุการณ์เหล่านั้น (เพราะถ้าเป็น Synchronicity จริงๆ มันจะไม่ได้จบแค่เห็นรูปบ่อยๆ แล้วจบไป แต่มันมักจะมาพร้อมแรงสั่นสะเทือนภายใน เช่น ทำให้มุมมองต่อปัญหาชีวิตเปลี่ยนไป เกิดความตื่นรู้บางอย่าง หรือกระตุ้นให้เราต้องลุกขึ้นมาแก้ไขบาดแผล/จุดอ่อนของตัวเอง ณ ช่วงเวลานั้นพอดี) ตัวอย่างคลาสสิคของปรากฏการณ์ที่ในจิตวิทยาเรียกว่า Baader Meinhof phenomenon หรือ Frequency Illusion มากกว่า Synchronicity เช่น วันนี้รถพัง ปกติไม่เคยเห็นเลยว่าร้านซ่อมรถอยู่ตรงไหน แต่พอรถพังปุ้ป วันนี้เจอร้านซ่อมรถเต็มเมืองไปหมด (ร้านอยู่ตรงนั้นมาตลอด แต่สมองไม่เคยให้ความสำคัญมาก่อน )
หรือในความฝัน (Dream Work) สังเกตความฝันช่วงก่อนตื่น (Hypnopompic state) กับการปรากฏของสัญลักษณ์/สัตว์พาหนะ ถือเป็นช่องทางหลักที่จิตไร้สำนึก (และพลังงานระดับ Archetype) ใช้สื่อสารได้บริสุทธิ์ที่สุด เพราะตอนนั้น Ego หรือสมองส่วนตรรกะของเรายังไม่ได้ตื่นขึ้นมาคอยบล็อกหรือต่อต้านข้อมูล ดูว่ามีองค์เทพ สัญลักษณ์ หรือสัตว์ประจำองค์เทพนั้นๆ มาปรากฏหรือไม่ หลายศาสนาให้ความสำคัญมาก เช่น ฝันเห็นเทพองค์เดิมซ้ำ ๆ ได้รับของ ถูกเรียกชื่อ ได้รับคำสั่ง จึงตีความว่า องค์นั้นกำลังติดต่อ
มาดูเหตุการณ์ประจวบเหมาะ Synchronicity จริงๆ บลูจะตัวอย่างคลาสิคคือ มีผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเล่าความฝันว่า เมื่อคืนฉันฝันเห็นแมลงปีกแข็งสีทอง ..แต่ระหว่างที่กำลังเล่านั้นเอง ดันมีแมลงชนิดใกล้เคียงบินชนหน้าต่างห้องตรวจพอดี จังหวะนั้นนั่นแหละค่ะ เราจะไม่ได้รีบพูดว่า เห้ย นั่นไง เธอ เทพส่งแมลงมาหาเธอแล้ว
แต่ให้ดูมันและระหนักว่านี่คือเหตุการณ์ที่ ไม่มีความสัมพันธ์เชิงเหตุและผล (A ไม่ได้ทำให้ B เกิด) แต่มีความหมายสำหรับผู้ประสบ เราจึงจะเรียกมันว่า Synchronicity
ทีนี้ลองเอามันมาโยงกับเรื่องเทพ …คนจำนวนมากจะบอกว่าช่วงนี้เห็นพระแม่ลักษมีทุกที่ คำถามแรกที่ควรถาม ไม่ใช่พระแม่กำลังเรียกหรือเปล่า หรือเห็นอะไรโผล่มา 2 ครั้งก็เหมาว่าเทพเคาะประตูเรียก แต่คือก่อนหน้านี้ เราเริ่มสนใจพระแม่ลักษมีรึเปล่า? เพราะถ้าใช่ ก็มีโอกาสสูงมากที่จะเป็น Frequency Illusion เช่น กดดูคลิปหนึ่ง อัลกอริทึมเสนอเพิ่ม เพื่อนแชร์ หนังสือที่ซื้อเป็นแนวเดียวกัน ร้านขายของก็จัดวางรูปในช่วงเทศกาล เป็นต้น ทั้งหมดนี้ทำให้ดูเหมือนจักรวาลกำลังส่งสัญญาณ ทั้งที่อาจเป็นผลจากความสนใจของเราและระบบรอบตัว แต่บลูไม่ได้บอกว่าเราควรปฏิเสธมันทันที อ๋อ เพราะอัลกอริทึมแปลว่าไม่ตริงนะสิ โน ไม่ใชแบบนั้น เราควรถามต่อว่าสิ่งนั้นเปลี่ยนแปลงชีวิตเราไหม? เช่น ถ้าเห็นพระแม่ลักษมี 30 ครั้ง แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็อาจเป็นแค่การรับรู้ที่เปลี่ยนไป แต่ถ้า ฝันถึงองค์เดิมหลายครั้ง /กำลังเผชิญปัญหาเรื่องคุณค่าในตัวเอง / เปิดหนังสือหลายเล่มแล้วเจอเทพองค์เดิมในบริบทที่สอดคล้องกับสิ่งที่กำลังเผชิญ / เหตุการณ์เหล่านั้นทำให้มุมมองชีวิตเปลี่ยน ตรงนี้แหละที่บลูมองว่าเราควรจะเริ่มสนใจ เพราะประเด็นไม่ใช่จำนวนครั้งที่เห็น แต่คือความหมายเชิงจิตของเหตุการณ์นั้นค่ะ สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะในทาง Carl Jung และสายปฏิบัติ Deity Work ก็ตาม เทพเจ้ามักสื่อสารผ่านเหตุการณ์ประจวบเหมาะที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ค่ะ
ทีนี้เราจะเริ่มเห็นโครงแล้วใช่ไหมคะ ข้อ 1 (Internal Mapping) กับ ข้อ 2 (Synchronicity Analysis) มันทำงานสอดประสานกันเนียนมาก ข้อ 1 ค้นหาโครงสร้างตัวตนและแรงดึงดูดสายตาจากข้างใน และข้อ 2 สังเกตการสะท้อนกลับของโลกภายนอกผ่านเหตุการณ์ประจวบเหมาะและความฝัน โดยไม่หลงอุปทานค่ะ
3. การทดลองสื่อสารและทักทาย
เมื่อเริ่มรู้สึกว่าน่าจะเป็นองค์นี้ (หรือลังเลอยู่จากข้อ 2) ให้ทำการทดลองทางจิตวิญญาณเป็นเวลา 7 ถึง 21 วัน (ไม่ใช่ตัวเลขตายตัว แต่เป็นตัวเลขแนะนำสำหรับคนที่แบล้งสุดๆ) เมื่อเริ่มรู้สึกว่าถูกชะตากับเทพองค์ไหนเป็นพิเศษ ไม่ต้องรีบปวารณาตัวเป็นศิษย์ แต่จะเริ่มจากการทำความรู้จักแบบเป็นมิตรก่อนค่ะ
ในสายปฏิบัติ มันก็มีที่บางคนไม่ได้เริ่มจากความเชื่อ แต่ข้ามมาทดลองเลย (คือข้ามขั้นตอนที่ 1 มาขั้นตอนนี้เลย) เขาจะลองตั้งโต๊ะบูชาเล็ก ๆ ถวายน้ำสะอาด สิ่งของพื้นฐาน ไม่จำเป็นต้องใช้ของหรูหรา ส่วนใหญ่เริ่มจาก น้ำสะอาดแทนความบริสุทธิ์ การเปิดรับ และจิตใจที่เรียบง่าย, แสงเทียนแทนพลังงาน การจุดประกาย และการส่งสัญญาณเรียก, หรือควันหอม (กำยาน/กำยานไม้) แทนการเชื่อมต่อสื่อสารระหว่างโลกมนุษย์กับสภาวะจิตวิญญาณ จากนั้นให้จุดเทียน และกล่าวชื่อเทพองค์นั้นเพื่อทำความรู้จัก สวดมนต์สั้น ๆ ถึงพระองค์ บอกกล่าวเจตจำนงว่าเราสนใจที่จะเรียนรู้และสร้างสายสัมพันธ์กับท่าน จากนั้นลองทำสมาธิเงียบๆ สัก 10-15 นาที เพื่อสังเกตความรู้สึกหรืออารมณ์ที่เกิดขึ้นในใจ หรือสังเกตความรู้สึกหรือความฝันในช่วง 2-3 วันหลังจากนั้น หรือบูชาสัก 3 เดือนแล้วดูว่าชีวิตเปลี่ยนไหม รู้สึกเชื่อมโยงไหม ถ้าใช่ก็อยู่ต่อ ถ้าไม่ใช่ก็เปลี่ยน (สังเกตุว่าวิธีนี้จะคล้ายการทดลองเชิงประสบการณ์มากกว่าการค้นหาคำตอบที่ถูกต้องในทันที)
ซึ่งเอาจริงมันแอบคล้ายกับการอุทิศตน (Devotional Practice) ในบางศาสนานะคะ (อันนี้จะเข้มข้นและจริงจังมาก) โดยเฉพาะฮินดูสาย Bhakti (ศรัทธานิยม การสร้างความสัมพันธ์ล่วงหน้า หรือการอุทิศตนยาวนาน จะไม่ได้ตั้งคำถามว่าใครคือเทพประจำตัวของฉัน ตั้งแต่วันแรก) คือเราจะไม่ได้พยายามหาเทพประจำตัว แต่เริ่มจากการบูชาองค์ที่ศรัทธาอย่างจริงจัง แบบเดินเข้าหาด้วยความรักและศรัทธาก่อน เมื่อผ่านไปหลายปี ความสัมพันธ์จึงค่อย ๆ ก่อตัวเองเฉยเลย (ซึ่งวิธีนี้หลายคนอาจจะรู้สึกแปลกๆ แบบจะให้ศรัทธาสิ่งที่เราแทบไม่รู้จักได้ไง แต่บลูจะบอกว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่ลดเรื่องอัตตา (Ego) และความคาดหวังผลประโยชน์ระยะสั้นไปได้เยอะมาก) อันนี้กลับด้านจากการทดลองตั้งโต๊ะบูชาสั้นๆ คือไม่ได้เริ่มจากหาให้เจอว่าใครเป็นของเรา แต่เริ่มจากสร้างความสัมพันธ์แล้วค่อยดูว่ามันพาไปไหนค่ะ
4.การพิสูจน์และแยกแยะสัญญาณ (Spiritual Discernment)
ขั้นตอนนี้สำคัญที่สุดในทางปฏิบัติ เพราะต้องแยกให้ออกระหว่างสัญญาณจริง กับความคิดไปเอง (Illusion / Bias)
สังเกตความฝันและบรรยากาศอย่างต่อเนื่อง หลังจากการสื่อสาร ให้ลองจดบันทึกความฝัน หรือสังเกตว่าชีวิตในช่วง 2-3 สัปดาห์นั้น มีเหตุการณ์ ความรู้สึก หรือพลังงานบางอย่างที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญไหม
ใช้การยืนยันผ่านเครื่องมือเพื่อ Cross-check หลายคนนิยมใช้ไพ่ทาโรต์ ไพ่ออราเคิล หรืออักษรรูน ไม่ใช่เพื่อการมูแบบหลับหูหลับตา แต่ใช้ในฐานะเครื่องมือตั้งคำถามย้อนกลับ เพื่อคัดกรอง Ego และ Confirmation Bias ของเราออกไป ดูว่าพลังงานที่สื่อสารอยู่นี้ใช่พระองค์จริงหรือไม่? หรือให้ผู้ที่มีประสบการณ์ช่วยอ่านพลังงานให้ หมอดู / คนทรง เพื่อดูว่ามีพลังงานของเทพองค์ไหนที่เด่นชัดรอบตัวเราอยู่หรือไม่ เป็นการยืนยันอีกทางหนึ่งหรือชั้นหนึ่ง อันนี้อาศัยความน่าเชื่อถือของผู้ทำพิธีเป็นหลัก + อย่างที่เคยเกริ่นไปในข้อแรก บางศาสนาไม่ได้ให้เลือกเอง แต่ครูบาอาจารย์ นักบวช หรือพิธีกรรม จะเป็นผู้บอกว่าเทพองค์ใดรับเราด้วยซ้ำ อันนี้จะเจอได้ในหลายสายของฮินดู แอฟริกันดั้งเดิม และศาสนาพื้นเมืองบางแห่ง แต่ปัญหาคือ ถ้าไปหาอาจารย์ 5 คน อาจได้ 5 คำตอบ จึงตรวจสอบข้ามกันได้ยากมาก 5555
สังเกตสภาวะจิตใจ (Internal) เวลาคิดถึงหรือตั้งจิตขอพรจากท่าน รู้สึกถึงพลัง ปัญญา หรือความสงบในใจขึ้นไหม? และสังเกตเหตุการณ์ภายนอก (External) มีความราบรื่น ปัญหาถูกคลี่คลายด้วยปัญญา หรือมีทางออกใหม่ๆ ปรากฏขึ้นไหม?
5.การสร้างสายสัมพันธ์แบบคนต่างตอบแทน (Building Reciprocity - Do ut des)
ถ้าแน่ใจแล้วว่ามีสายสัมพันธ์จริง การทำงานร่วมกับเทพประจำตัวในทางปฏิบัติ ไม่ใช่การนั่งขอพร แต่คือการทำงานร่วมกันค่ะ
พัฒนาตัวเองในโดเมนของเทพองค์นั้น หากเทพประจำตัวคือเทพีแห่งปัญญา การขยันอ่านหนังสือและฝึกคิดวิเคราะห์ ก็คือการถวายบูชาที่ดีที่สุด
รักษาคำพูดและข้อตกลง หากเคยบอกว่าจะถวายสิ่งใด หรือจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอะไรเพื่อเติบโต ก็ต้องทำตามที่พูด เพราะระบบนี้ขับเคลื่อนด้วยความเคารพและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน
แต่นะคะ หลายคนอาจจะเอ้ะ ข้อ 5 นี้ทำไมมันฟังดูคล้ายการบนบานศาลกล่าวหรือขอร้องต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แล้วทำตามสัญญาเมื่อสมหวังในไทยเลยนะ 555 แถมมันไม่ได้มีบันทึกในตำราเทววิทยาเล่มไหนเลยหนิ บลูเธอสร้างลัทธิใหม่อยู่รึเปล่า
จริงๆ ข้อนี้สะท้อนสิ่งที่พบในศาสนาหลายแห่งจริงนะคะ บลูไม่ได้ปิ๊งปั๊งในสมองขึ้นมาเอง แต่มีจุดที่ควรแยกให้ออกระหว่างสิ่งที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ กับการตีความแบบจิตวิญญาณร่วมสมัย คือคำว่า Do ut des เป็นภาษาละติน แปลตรงตัวว่า I give so that you may give. อันนี้เป็นแนวคิดสำคัญในศาสนาโรมันโบราณ กล่าวคือความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเทพมีลักษณะเป็นพันธสัญญาหรือการแลกเปลี่ยน ต่างฝ่ายต่างมีหน้าที่ของตน มนุษย์ถวายเครื่องบูชา พิธีกรรม หรือคำปฏิญาณ ส่วนเทพก็มอบการคุ้มครอง ความอุดมสมบูรณ์ หรือชัยชนะตอบแทน
อย่างไรก็ตาม ประโยคที่ยกมานั้น โดยเฉพาะส่วนที่ว่า หากเทพประจำตัวคือเทพีแห่งปัญญา การขยันอ่านหนังสือและฝึกคิดวิเคราะห์ ก็คือการถวายบูชาที่ดีที่สุด …อันนี้ไม่ใช่หลัก Do ut des ดั้งเดิมซะทีเดียว แต่เป็นการตีความแบบร่วมสมัยที่ได้รับอิทธิพลจากจิตวิทยาและแนวปฏิบัติทางจิตวิญญาณยุคใหม่ เพราะถ้าเป็นกรีกโบราณ เราอาจถวายไวน์ น้ำมันมะกอก หรือประกอบพิธีแก่ Athena มันไม่ได้มีข้อความว่าต้องอ่านหนังสือทุกวันจึงจะเป็นการบูชาที่ดีที่สุดหนิ
แต่ถ้ามองผ่านกรอบของการพัฒนาเชิงสัญลักษณ์ ประโยคนี้กลับมีเหตุผลมาก เพราะมันตีความว่า การบูชาไม่ใช่การเอาของไปแลกกับเทพ แต่คือการทำให้คุณสมบัติ (archetype) ของเทพองค์นั้น ปรากฏในชีวิตของเรา เช่น ถ้าเราศรัทธาใน Athena ก็ให้ฝึกใช้เหตุผล ความรู้ ความรอบคอบ / ถ้าศรัทธา Hermes ก็จงพัฒนาการสื่อสาร การเรียนรู้ ภาษา / ถ้าศรัทธา Aphrodite ก็ให้ฝึกการใช้ความคิดสร้างสรรค์ ความงาม ความสัมพันธ์ / ถ้าศรัทธาพระแม่กาลี ก็จงกล้าที่จะเผชิญการเปลี่ยนแปลงและการตัดสิ่งที่หมดความหมาย เป็นต้น (ในกรอบนี้เครื่องบูชา จึงเปลี่ยนจากวัตถุ เป็นการกระทำที่สอดคล้องกับคุณค่าของเทพค่ะ)
ส่วนข้อความที่บลูเคยเขียนว่า ระบบนี้ขับเคลื่อนด้วยความเคารพและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ก็เป็นอีกจุดที่ควรระวัง เพราะเป็นข้ออ้างเชิงเทววิทยา ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ เราไม่สามารถยืนยันได้ว่าเทพมีความไว้วางใจต่อมนุษย์ในความหมายแบบความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลจริงหรือไม่ (นั่นขึ้นอยู่กับระบบความเชื่อที่ผู้ปฏิบัติยอมรับ)
ถ้ามองแบบบลูจริงๆ (ไม่ได้อ้างตามที่อ่านเจอในหนังสือเพียงอย่างเดียว) ในแนวปฏิบัตินี้ ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับเทพไม่ได้ถูกมองว่าเป็นการขอพรเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นการดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับคุณค่าและขอบเขตอำนาจของเทพองค์นั้น ผู้ปฏิบัติหลายคนในตอนนี้มักถือว่ามันเป็นการพัฒนาตนเอง และการรักษาคำมั่นมันก็เป็นส่วนหนึ่งของการแสดงความเคารพต่อเทพไปในเวลาเดียวกัน (มีแต่ได้กับได้)
ดังนั้นในแนวปฏิบัตินี้มันคือการเปลี่ยนความสัมพันธ์จากผู้บริโภคปาฏิหาริย์ (แปลหยาบคือสักแต่จะเอา) เป็นผู้ร่วมสร้างอย่างที่บลูเขียนไว้บ่อยมากๆ คือเทพไม่ได้ถูกมองเป็นตู้เอทีเอมกดขอพร แต่เป็นอุดมคติหรือพลังที่เราพยายามทำให้เป็นจริงผ่านการกระทำของตัวเราเอง ซึ่งไม่ว่าคนจะตีความเทพว่าเป็นสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติหรือเป็นสัญลักษณ์ทางจิต แนวปฏิบัติแบบนี้ก็ยังมีความหมายได้ในทั้งสองกรอบค่ะ
ซึ่งทั้งหมดที่พูดมานี้ไม่มีศาสนจักรมาคอยแจกใบเซอร์ประกาศนียบัตรนะคะ ว่าเราทำถูกต้องแล้ว จงทำต่อไป หรือทำผิด จงหยุดทำซะ มันเสียเวลา ทุกอย่างที่บลูเขียนมานี้ขับเคลื่อนด้วยประสบการณ์ตรงส่วนบุคคล + ความรู้สึกเชื่อมโยงภายในจิตใจของเราล้วนๆ ดังนั้นคำตอบและกลไกการทำงานของระบบนี้ไม่มีใครตอบอะไรแทนเราได้เลยค่ะ (ดังนั้นเลิกถามบลูได้แล้วนะคะ ว่ามีปัญหา 1234 เลือกภาพเทพภาพไหนดี 5555 เพราะบลูจะไปรู้ได้ยังไงล่ะ จริงไหม)
อ้อและข้อควรระวังในการค้นหา (เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ) นะคะ มี 2 ข้อง่ายๆ
เทพประจำตัวเปลี่ยน/เพิ่มได้ มนุษย์เรามีการเติบโตทางจิตวิญญาณ ในแต่ละช่วงชีวิต (เช่น ช่วงเรียน ช่วงทำธุรกิจ ช่วงเจอวิกฤต) พลังงานที่เราต้องการจะต่างกัน จึงไม่แปลกถ้าช่วงหนึ่งเราจะจูนติดกับองค์หนึ่ง แล้วพอผ่านไปหลายปีจะรู้สึกถูกชะตากับอีกองค์หนึ่งมากกว่า
อย่าให้ใครมาตัดสินแทน 100% ร่างทรงหรือหมอดูอาจช่วยชี้เบาะแสได้ แต่คนเดียวที่จะยืนยันได้ว่าสายใยนั้นจริงหรือไม่ คือความรู้สึกภายในจิตไร้สำนึกของเราเองค่ะ
กรีก, นอร์ส, ฮินดู, อียิปต์, วิกคา, นิวเอจ …ทำไมหลายวัฒนธรรมถึงเชื่อว่าทุกคนควรมีเทพประจำตัวตั้งแต่แรก?
เพราะถ้าย้อนกลับไปดูศาสนาโบราณหลายระบบ จะพบว่าแนวคิดนี้ไม่ได้เป็นสากลซะทีเดียว ตัวอย่างเช่น ศาสนากรีกโบราณไม่ได้สอนว่าทุกคนต้องมีเทพองค์เดียวประจำตัว แต่คนคนหนึ่งอาจบวงสรวงหลายเทพตามบริบทของชีวิต ช่วงนี้เจออะไร ก็ไปไหว้เทพองค์นั้น (เช่น ก่อนออกศึกบูชาอาเรส ตอนเจ็บป่วยบูชาอพอลโล เดินเรือไปหาโพไซดอน ทำนาไปหาดีมีเตอร์ จะแต่งงานไปหาเฮรา ตอนอยากมีลูกบูชาอาร์เทมิสหรือโฟรไดท์) คือเขาใช้เทพเป็นเครื่องมือในการจัดการชีวิต ไม่ใช่มีแฟนประจำที่ต้องซื่อสัตย์ทั้งชีวิต ขณะที่บางสายของฮินดูมีแนวคิดเรื่องอิษฏเทวตา (Ishta Devata) คือเทพที่ผู้ปฏิบัติเลือกเป็นศูนย์กลางของความศรัทธา (แปลหยาบคือการเลือกด้วยเจตจำนงของมนุษย์นั่นแหละค่ะ) ซึ่งไม่จำเป็นต้องหมายถึงเทพที่ถูกกำหนดมาแต่เกิด ใครจะเลือกพระวิษณุ, พระศิวะ, หรือพระแม่กาลี ก็ได้ตาม ความชอบและจิตวิญญาณของคนนั้น มันเป็นเรื่องของการเลือก (ซึ่งสอดคล้องกับขั้นตอนที่ 2 ที่บลูอธิบายไว้) มากกว่าการถูกกำหนด
แล้วระบบเทพประจำวันเกิดในฮินดูล่ะ? บลูเคยเขียนว่ามันมีไม่ใช่หรอ
จริงค่ะ มีค่ะ มีการจับคู่ดาวเคราะห์กับเทพเจ้า แต่ระบบนี้เป็นโหราศาสตร์ซึ่งใช้เพื่อพยากรณ์ ไม่ได้ใช้เพื่อกำหนดว่านี่คือเทพที่เราต้องบูชาตลอดชีวิต ไม่บูชาเทพองค์นี้แล้วชีวิตจะชิบหาย คนโบราณดูดาวเพื่อรู้แนวโน้มของชีวิต แต่อิษฏเทวตายังเป็นเรื่องของการเลือกส่วนตัว
ส่วนในไทยก็เป็นพุทธผสมผสาน ไม่มีเทพประจำตัว แต่มีพระประจำวันเกิด ซึ่งไม่ใช่เทพ แต่เป็นพระพุทธรูปปาง
แต่... มันแย่ไหมที่เราเชื่อ?
ไม่แย่เลยค่ะ เพราะแนวคิดนี้ช่วยให้คนมีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ (อย่างบลูยังรู้สึกว่าตัวเองมันเริ่ดเลยแหละที่ได้ปางไสยาสน์ (หรือเรียกอีกชื่อว่าปางปรินิพพาน) เป็นปางประจำวันเกิด ปางไหนจะยืน จะนั่ง แต่ฉันจะนอน ซึ่งมันทำให้บลูรู้สึกสงบมากนะกับปางนี้) และจุดศูนย์กลางทางจิตวิญญาณในยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็ว การมีเทพประจำตัวเป็นเหมือนการมีกระจกสะท้อนที่ทำให้เรารู้ว่าเรากำลังต้องการอะไร ณ ช่วงเวลานั้น :)

