หากเราไม่แน่ใจว่าเราจำเป็นต้องคัสตอม (จัดไพ่เลือก Archetypes) แบบนี้จริงๆ 👇
หรือที่จริงแล้ว เราเหมาะกับ Universal Archetype อย่าง Angel / Demon / God แบบนี้มากกว่า? 👇
🪞 เริ่มที่ STEP 0 ..ฉันควรคัสตอม (วอลสั่งทำ) หรือใช้ Universal Archetype (วอลสำเร็จรูป)?
แต่ถ้ารู้แล้วว่าต้องคัสตอม ติดตามงานมานานแล้ว พร้อมทำตามขั้นตอน อ่านต่อได้เลยค่ะ
🪞 STEP 1 – เลือกระบบไพ่ที่ใช่ (Tarot vs Angel/Demon)
งานคัสตอมบลูจะมีระบบไพ่ 2 แบบหลักๆ นะคะ คือ
ระบบไพ่ Tarot — บลูจะใช้เป็นงานคัสตอมแบบ CF3. Hybrid
ระบบไพ่ demonic + angelic — บลูจะใช้เป็นงานคัสตอมแบบ CF7. Demonic–Angelic Duo
(ไม่มีอันไหนดีกว่าอันไหน อยู่ที่เราค่ะ ว่าจิตไร้สำนึกเราสั่นพ้องกับสิ่งไหน และทั้งคู่ราคาเท่ากัน)
ด้านล่างนี้คือสรุปเวอร์ชันสั้นสำหรับคนที่ไม่แน่ใจว่าควรจะเลือกไพ่ระบบไหน
ก่อนอ่านต่อ….บลูแนะนำว่าไม่ต้องพยายามนิยามปัญหา ไม่ต้องเรียบเรียงเหตุผลในสมอง ไม่ต้องคิดว่าอยากได้อะไรยาวแค่ไหน ปล่อยจอยได้เลยค่ะ เพราะไม่ว่าโจทย์จะเป็นเรื่องเงิน งาน ความรัก ครอบครัว หรืออนาคต ต้นเหตุของความอึดอัดในชีวิต มักอยู่ในโหมดไม่กี่แบบ ให้ลองอ่านช้า ๆ แล้วดูว่าโหมดไหนตรงกับสภาพจริงตอนนี้มากที่สุด
โหมด A: The Breakthrough สิ่งนี้ไม่ควรอยู่ต่อ
โหมดนี้มักจะเป็นเรื่องของคนกับชะตาชีวิต การหลุดพ้นจากวงจร หรือการเอาชนะอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ เพราะ The Breakthrough มันคือการระเบิดออก การสร้างแรงกระแทกเพื่อให้กำแพงแตก แล้วเราจะได้หลุดไปสู่พื้นที่ใหม่ (New Territory)
ตัวอย่างเช่นเราอยาก….
อยากลาออกไปทำธุรกิจ > ไม่อยากเป็นลูกจ้างที่มองไม่เห็นอนาคต (คือการจบสถานะมนุษย์เงินเดือนไปสู่การเป็นเจ้าของชีวิตตัวเอง)
อยากสอบบรรจุได้ > ไม่อยากเป็นคนตกงานหรือรับงานชั่วคราวไปวันๆ (คือการจบสภาวะความไม่มั่นคงไปสู่การมีที่ยืนที่ถาวร)
อยากเลิกเป็นคนถูกเลือก > ไม่อยากรอให้เขาเมตตาหรือตัดสินใจฝ่ายเดียว (คือการจบสภาวะเบี้ยล่างไปสู่คนที่มีสิทธิ์เลือกชีวิตตัวเอง)
อยากหลุดจากวิกฤตการเงิน > ไม่อยากหาเงินมาเพื่อจ่ายดอกเบี้ยไปวันๆ (คือการจบวงจรดินพอกหางหมูไปสู่สภาวะลืมตาอ้าปากได้จริง)
อยากชนะคดีความ/ข้อพิพาท > ไม่อยากมีเรื่องคาราคาซังที่ดึงรั้งชีวิตไว้ (คือการจบพันธนาการทางกฎหมายหรือความขัดแย้งที่กินเวลามานาน)
อยากได้ตำแหน่งใหญ่ขึ้น > ไม่อยากเป็นแค่ฟันเฟืองตัวเล็กๆ ที่ใครจะเปลี่ยนทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้ (คือการจบสภาวะคนไร้ตัวตนไปสู่การมีอำนาจตัดสินใจ)
อยากให้แฟนเก่ากลับมา > ไม่อยากจมอยู่กับความเศร้าที่ไม่มีคำตอบ (คือการจบความทรมานจากการค้างคา เพื่อไปสู่บทสรุปไม่ว่าจะเป็นการคืนดีหรือการเริ่มต้นใหม่)
อยากย้ายไปอยู่ต่างประเทศ/ต่างถิ่น > ไม่อยากติดอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิมที่กัดกินพลังงาน (คือการจบวิถีชีวิตแบบเดิมเพื่อไปขุดทองในพื้นที่ใหม่)
อยากหลุดจากคำสาปตระกูล/ความซวยซ้ำซาก > ไม่อยากให้เรื่องร้ายๆ ที่คุมไม่ได้มาเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า (คือการจบวงจรเคราะห์กรรมเดิมๆ เพื่อเปิดรับโชคลาภแบบคนปกติเขาสักที)
อยากสำเร็จบางอย่าง > ไม่อยากโดนญาติพี่น้องหรือเพื่อนดูถูกว่าไม่เอาไหน (คือการจบคำตราหน้าไปสู่การยอมรับจากสังคมอย่างสมเกียรติ)
จากตัวอย่าง จะเห็นว่าโหมด A คือการก้าวข้ามชนชั้นหรือขอบเขตเดิม มันมักถูกใช้
เมื่อการประนีประนอมใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป เราจึงต้องการแรงระเบิดเพื่อพังโครงสร้างเดิมทิ้ง มันเป็นการกระแทกในโหมด A เพื่อไปสู่จุดที่ไม่มีวันกลับไปเป็นแบบเดิมได้อีก
ความชัดเจนของขาวกับดำ (Binary Outcome) โหมด A มักจะไม่มีพื้นที่สีเทา ผลลัพธ์ของมันชัดเจนมาก เช่น สอบผ่าน หรือ สอบตก / ได้งาน หรือ ไม่ได้งาน / หนี้หมด หรือ เป็นหนี้ต่อ / เลิก หรือ ไม่เลิก มันคือแรงส่งสุดท้ายค่ะ
มนุษย์ต้องการปาฏิหาริย์เพื่อข้ามขีดจำกัด ลึกๆ ในจิตไร้สำนึก เรารู้ว่าตัวเองมีขีดจำกัด (เช่น แรงกายมีเท่านี้ เงินทุนมีเท่านี้) แต่ความต้องการนั้นสูงกว่าขีดจำกัด โหมด A จึงเป็นที่รวมของความฝันที่ยิ่งใหญ่ หรือวิกฤตที่หนักหน่วง เราต้องการสิ่งที่เรียกว่าจุดเปลี่ยน พลังงานในโหมด A จึงทำหน้าที่เป็นกุญแจ ค้อนทุบหรือหัวเจาะที่จะพาเขาข้ามกำแพงกระจกไป
แล้วเรื่องคน เรื่องความสัมพันธ์ในโหมด A ล่ะ? ต้องบอกว่าแม้จะมีเรื่องคนเข้ามาเกี่ยว แต่จะเป็นในเชิงอำนาจและการสิ้นสุดค่ะ อย่างที่บลูยกตัวอย่างไป ..ที่ว่าอยากให้แฟนเก่ากลับมา มันคือการเอาชนะความจริงที่ว่าเขาไปแล้ว (ชนะชะตา) …ตัดคนโกงออกไป คือการจบวงจรซวยที่มีคนนี้เป็นต้นเหตุ ….ชนะคดีความ คือการมีอำนาจเหนือคู่กรณีด้วยกฎหมายหรือโชคชะตา เป็นต้น
แก่นคือ: เราไม่ยอมแบกสิ่งนี้อีกแล้ว ต่อให้ต้องเสี่ยง ต่อให้ยังไม่รู้วิธี เราไม่เอาสภาพนี้แล้ว เราสู้จนสุดทางแล้ว แต่มันเหมือนเดินชนกำแพงกระจกที่มองไม่เห็น ไม่อยากแก้ อยากจบ ไม่ได้อยากเข้าใจเพิ่ม แต่อยาก ออกจากลูป บางอย่างในชีวิตตอนนี้ มันไม่ควรอยู่ต่อ ไม่ว่าจะเป็นคน สถานการณ์ รูปแบบความสัมพันธ์ หรือลูปเดิม ๆ ที่วนซ้ำไม่รู้จบ ไม่อยากคาราคาซัง ไม่อยากวน ไม่อยากต่อรอง แค่อยากออกจากตรงนี้ แล้วไปเอาสิ่งที่ดีกว่าให้ได้
อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ถ้าความรู้สึกคือ
แน่น
ชัด
เด็ดขาด
เหมือนมีแรงดันให้ก้าวออกไปข้างหน้า แม้ไม่รู้ว่าจะไปทางไหน
เหมือนมีเส้นหนึ่งในใจที่พูดว่าพอแล้ว
ให้จำความรู้สึกนี้ไว้
โหมด B: The Flow สิ่งนี้ยังต้องอยู่ต่อ แต่ขอให้มันไม่ฝืด
โหมดนี้มักจะเทไปที่เรื่องความสัมพันธ์ (คนกับคน) เพราะความสัมพันธ์คือระบบที่รื้อถอนยาก ในโหมดแรกเราพูดถึงการทุบทิ้งแล้วเริ่มใหม่ แต่ในความเป็นจริง มนุษย์เรามีสิ่งที่เรียกว่าสายใย + ความซับซ้อนของเจตจำนงอิสระ (Free Will) วิทยาศาสตร์หรือเงินทองอาจจะซื้อวัตถุได้ แต่ซื้อใจคนให้เปลี่ยนแบบหน้ามือเป็นหลังมือแบบโหมดแรกนั้นยากมาก เราไม่สามารถสั่งให้ใครมารักเรา หรือสั่งให้เจ้านายเลิกจิกด่าเราได้ในทันทีด้วยเหตุผล แต่เราสามารถปรับ Vibe รอบตัวเราได้ เราเป็นสัตว์สังคมที่กลัวการแตกหัก กลัวการถูกทอดทิ้ง การเลือกโหมดแรก (ตัดขาด/ระเบิดออก) มันมีความเสี่ยงที่จะต้องไปเส้นทางใหม่ด้วยตัวคนเดียว พอเป็นเรื่องความสัมพันธ์ หลายคนจึงไม่ได้ต้องการเปลี่ยนโลกทั้งใบ แต่คือการลดแรงต้านจากคนรอบข้าง เพื่อให้เขายังเป็นที่รัก และยังเดินต่อได้ในสังคมเดิม
เช่น
อยากให้แฟนใส่ใจ > ไม่ได้อยากให้เขาซื้อของแบรนด์ให้ทุกวัน แต่อยากให้เขาเข้าใจความรู้สึกเรามากขึ้น และช่วยประคองความสัมพันธ์ให้ไม่จืด
อยากให้ผู้ใหญ่เมตตา > ไม่ได้อยากประจบประแจง แต่อยากให้สิ่งที่ตั้งใจทำถูกมองเห็นและได้รับการสนับสนุนแบบไม่ต้องเหนื่อยตะโกน
อยากให้เจ้านายสนับสนุน > ไม่ได้อยากเป็นคนโปรดที่กินข้าวกับบอส แต่อยากให้เวลาเสนอไอเดียอะไรไปแล้วเขาเปิดใจรับฟัง ไม่ตั้งแง่หรือคอยจับผิด
อยากมีเสน่ห์/คนรัก > ไม่ได้อยากสวยหล่อแบบดารา แต่อยากให้พลังงานในตัวดูนุ่มนวล ใครเห็นก็อยากเข้าใกล้และอยากช่วยเหลือ
อยากมีบริวารดี > ไม่ได้อยากมีลูกน้องเยอะๆ แต่อยากให้คนที่มีอยู่ทำงานได้ดั่งใจ ไม่ลาออกบ่อย และซื่อสัตย์ต่อหน้าที่
อยากมีกัลยาณมิตร > ไม่ได้อยากเป็นคนกว้างขวางมีเพื่อนเป็นพัน แต่อยากให้คนรอบข้างที่คบอยู่เป็นคนจริงใจ หวังดีต่อกัน และไม่เอาเรื่องปวดหัวมาให้
อยากครอบครัวสงบ >ไม่ได้อยากให้ทุกคนเปลี่ยนนิสัย แต่อยากให้บรรยากาศในบ้านร่มเย็น คุยกันด้วยความเข้าใจมากกว่าอารมณ์
อยากมีโชครายวัน > ไม่ได้อยากรวยร้อยล้าน แต่อยากให้ชีวิตมีเรื่องดีๆ เล็กน้อยเกิดขึ้นเสมอ
อยากจัดการชีวิตได้ > ไม่ได้อยากมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ แต่อยากให้ทุกอย่างลงล็อก จัดการง่าย ไม่ติดขัดเหมือนลิงแก้แห
อยากรักราบรื่น > ไม่อยากเลิก ไม่อยากหาใหม่ แต่อยากให้คนเดิมไม่ทะเลาะกัน
อยากเคลียร์ปัญหาจบ > ไม่ได้อยากหนีปัญหาไปอยู่ที่อื่น แต่อยากให้เรื่องที่คาราคาซังอยู่ค่อยๆ คลี่คลายออกทีละเปลาะ
อยากให้คนรอบข้างเกรงใจ > ไม่ได้อยากเป็นผู้มีอิทธิพล แต่อยากให้คำพูดของเรามีน้ำหนัก และไม่มีใครกล้าเอาเปรียบหรือข้ามหน้าข้ามตา
อยากเจรจาหนี้ผ่าน > ไม่ได้อยากเบี้ยวหนี้ แต่อยากให้เจ้าหนี้คุยง่าย ยอมรับเงื่อนไขการผ่อนปรน และให้โอกาสเราได้ตั้งตัวใหม่
อยากค้าขายคล่อง > ไม่ได้อยากขยายสาขาใหญ่โต หรือเปลี่ยนฟิลอาชีพ แต่อยากให้ลูกค้าที่เข้ามาตัดสินใจซื้อง่าย ไม่ต่อรองจนปวดหัว
อยากมีโชคลาภ > ไม่อยากรวยพลิกฝ่ามือจากการพนัน แต่อยากให้จังหวะชีวิตพอดี มีลาภลอยมาเติมเต็มในวันที่จำเป็นพอดีเป๊ะ
แล้วเงิน/งาน หรือสิ่งอื่นที่เรามองว่ามันไม่เกี่ยวกับคนในโหมดนี้ล่ะ? …. สุดท้ายมันก็มักจะย้อนกลับมาเรื่องคนเสมอค่ะ ลองดูนะคะ
ขายของดีขึ้น คือการทำให้คน (ลูกค้า) ตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น
โชคลาภ/เมตตา คือการทำให้คน (จังหวะชีวิต/เทวดา/ผู้ใหญ่) หยิบยื่นโอกาสมาให้
งานลื่นไหล คือการทำให้คน (เพื่อนร่วมงาน) ไม่ขัดแข้งขัดขา
เพราะโหมด B ทำงานกับความซับซ้อนของมนุษย์ สัญลักษณ์ในกลุ่มนี้จึงมักคล้ายกับแรงประคอง (Support) เพื่อให้สิ่งที่ทำอยู่มันง่ายขึ้น (Effortless) ความยืดหยุ่นที่เหมือนน้ำที่ปรับตัวตามภาชนะ แรงดึงดูดที่นุ่มนวล ไม่ใช่การกระชาก ความสมดุลการอยู่ร่วมกันของขั้วตรงข้าม …เพราะนี่คือสิ่งที่คนต้องการมากที่สุดเมื่อต้องดีลกับความเยอะของมนุษย์ด้วยกันค่ะ
เฉลยระบบที่สั่นพ้อง
ถ้าความรู้สึกของเราสั่นพ้องกับสนามพลังในโหมด A (Breakthrough) ระบบที่เหมาะกับเราคือ CF3. Hybrid (Tarot Archetype) งานคัสตอมที่เน้นตัดฉาก / รีเซ็ต / ปิดลูปเดิม เพื่อเปิดทางให้ผลลัพธ์ใหม่ในโลกจริงเกิดขึ้นเร็วที่สุด
ถ้าความรู้สึกของเราสั่นพ้องกับสนามพลังในโหมด B (The Flow) ระบบที่เหมาะกับเราคือ CF7. Demonic–Angelic Duo งานคัสตอมที่เน้นยอมรับแรงดึงภายใน / แปรรูปความขัดแย้ง เพื่อทวงคืนพลัง และใช้มันไปสร้างผลลัพธ์ที่ต้องการจริง ๆ
ทั้งสองระบบราคาเท่ากันไม่มีแบบไหนดีกว่า มีแต่ตรงกับจังหวะนี้ของชีวิตหรือไม่
ส่วนเหตุผลว่าทำไมบลูเลือกใช้ Tarot Archetype หรือ Angel / Demon Archetype แบบนั้น อยากลงดีเทลว่าการใช้งานต่างกันยังไง สามารถกดอ่านเพิ่มเติมได้ที่
🪞 STEP 2 ตารางเวลา + การจอง
2.1 เมื่อพร้อมแล้ว มาที่ STEP จอง slot วันได้เลยค่ะ
ด้านล่างนี้คือตารางที่บลูจะเข้ามาอัปเดตทุกวัน (1 slot = 6 วัน 6 วัน คือระยะเวลาการทำงานคัสตอมของบลูในแต่ละเคสค่ะ ซึ่งบลูจะไม่ทำงานซ้อนเคสกันนะคะ)
สีเขียว = คิวว่าง ถ้าเห็นไอคอนสีเขียวนี้ = เราสามารถโอนจองเพื่อลอค slot นี้ได้เลยค่ะ หลังจากโอนจองบลูจะอัปเดตทันที
สีแดง = คิวถูกจองแล้ว ชำระเงินเรียบร้อย บลูกำลังทำงาน ไม่รับงานคัสตอมแทรก
สีเทา = ไม่รับงาน
2.2 เช็คราคา CF3. Hybrid หรือ CF7. Demonic–Angelic Duo ที่นี่
ราคางานคัสตอมในคอล CF3. Hybrid หรือ CF7. Demonic–Angelic Duo อาจมีการเปลี่ยนแปลง บลูแจ้งราคาชัดเจนตรงนี้ไม่ได้เพราะเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง รบกวนเช็คที่ลิ้งค์ด้านล่างนี้นะคะ
2.3 จองด้วยการชำระเงินที่เลขบัญชี 0253282010 (ยอดเต็มจำนวน)
หรือตาม Qr ด้านล่าง
🪞 STEP 3 — ยืนยันการจอง & เปิดพื้นที่ทำงาน
ก่อนจะเล่าเรื่องของเรา ขอให้จัดการสิ่งนี้ให้ครบก่อนนะคะ เพื่อให้บลูสามารถล็อกช่วงเวลางานให้เราได้อย่างถูกต้อง
1) ยืนยันการชำระเงิน
ส่งสลิปการโอนเงินเพื่อยืนยันการจองคิว เพื่อยืนยันการจองคิวและขนาดงาน (ราคาจะสอดคล้องกับขนาดภาพ มือถือ / iPad / คอมพิวเตอร์ที่เลือกโดยอัตโนมัติ)
2) เลือกช่วงวันที่ต้องการทำงาน
จากตารางคิวที่บลูส่งให้ก่อนหน้า เลือก 1 slot ที่ต้องการให้บลูเริ่มทำงานคัสตอม (1 slot = 6 วัน) ระบุเป็นช่วงวันที่ชัดเจน เช่น 12–18 มีนาคม / 19-25 เมษายน เป็นต้น (ถ้าเราให้เวลาบลูทำงานน้อยกว่า 6 วัน เช่นจองมา 25-28 / 1-4 บลูจะโอนเงินคืนนะคะ) และหากช่วงนั้นถูกจองซ้ำ บลูจะแจ้งกลับเพื่อเลื่อนเป็นช่วงที่ใกล้ที่สุด
3) เลือกระบบ Archetype ที่ต้องการใช้
เลือกเพียงหนึ่งระบบที่รู้สึกว่าใช่มากที่สุดตอนนี้
🔘 Tarot Archetype
🔘 Angel / Demon Archetype
และเลือกโทนของภาพ:
🔘 Theme สว่าง
🔘 Theme มืด
ไม่มีอันไหนแรงกว่า ดีกว่าอันไหน ถ้าเป็นแง่ธีมสามารถจากการใช้งานจริงได้เลย (UXUI) โดยทั่วไปโทนสว่างที่บลูเห็นคือมักจะถูกเอาไปใช้เป็นพื้นหลังในแอปแชท เช่น LINE เพราะมันทำให้ตัวอักษรอ่านง่าย สบายตาเวลาใช้งานนาน ๆ หรือเป็นความชอบส่วนตัวล้วนๆ ส่วนโทนมืดหลายคนที่ชอบใช้เป็นจอหลักเพราะไพ่จะดูเด่น ดูนิ่ง และไม่สว่างรบกวนสายตาตอนใช้มือถือก่อนนอน แต่จะไม่มีความหมายว่าโทนไหนแรงกว่า หรือให้ผลลัพธ์มากกว่าอีกโทน
4) แจ้ง Gmail สำหรับรับไฟล์งาน
บลูจะจัดส่งไฟล์ภาพผ่าน Google Drive เท่านั้น แจ้งอีเมลที่ใช้งานจริงและสามารถรับไฟล์ได้ การส่งแบบนี้จะทำให้ไฟล์ไม่หาย และได้รับคุณภาพไฟล์ที่สมบูณณ์ไม่ถูกบีบอัดค่ะ
ตัวอย่างข้อความ
สลิปการโอน: (แนบรูป)
ช่วงวันที่ต้องการเริ่มงาน: 12–18 มีนาคม
ระบบที่เลือก: Angel / Demon Archetype
โทนภาพ: โทนมืด
ขนาดภาพ: มือถือ
Gmail สำหรับรับไฟล์: example@gmail.com
เมื่อข้อมูลครบถ้วนแล้ว บลูจะยืนยันคิวให้ (หมายเหตุ 3-6 วันของการคัสตอมที่เราจอง บลูจะไม่รับงานคัสตอมของคนอื่นเข้ามาซ้อนค่ะ)
หลังจากนั้น เราจะเข้าสู่ขั้นตอน เล่าเรื่องของตัวเอง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่ต้องอธิบายเก่ง ไม่ต้องเรียบเรียงสวย และไม่ต้องป้องกันตัวเองอีกต่อไป
เพราะตั้งแต่ตรงนี้เป็นต้นไป งานได้เริ่มขึ้นจริงแล้ว
🪞 STEP 4 — แนวทางการเล่าเรื่อง (สำหรับคนที่ไม่รู้จะเริ่มยังไง)
หลายคนถามบลูว่าต้องเล่าให้ลึกแค่ไหน ถึงจะจัดไพ่ (เลือก Archetypes) ได้แม่น?
คำตอบคือ เล่าให้ลึกเท่าที่เราอยากแก้จริง ๆ
สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่ความยาว แต่คือระดับของความจริงที่เราเปิดให้เห็น
การเล่าว่า อยากได้เงินเพิ่ม / อยากสอบผ่าน / อยากขายดี / อยากได้คนเก่าคืน
บลูสามารถทำงานให้ได้ค่ะ
แต่ถ้าเราอยากได้ พลังงานที่เฉพาะเคสจริง ๆ ไม่ใช่พลังกลาง ๆ
สิ่งที่ช่วยที่สุดคือการเล่าไปถึง Inner Pattern หรือ Subconscious ของเราเอง
การเล่ายิ่งละเอียด บลูจะไม่ต้องเดาพลังงานรวม ๆ ว่าคนนี้ติดเรื่องอะไร? อะไรเป็นอุปสรรค? การเล่าแบบละเอียดจะทำให้บลูเลือกได้ว่าทำไมบางคนควรจัด Mandala เต็มวง หรือโฟกัสจุดเดียว ควรทำงานกับ Loop ไหน ความกลัวไหน พลังงานติดที่ความพยายามไม่ส่งผล หรืออะไรไม่ยอมเดิน
บลูเลยย้ำเสมอว่ารายละเอียดที่เล่าออกมา = เสียงจิตเราเอง
เล่าลึกแค่ไหน… ได้ผลลัพธ์ลึกเท่านั้น
การพูดถึงเป้าหมายผิวเผิน (เช่น อยากรวย อยากมีชื่อเสียง อยากขายดี อยากสอบติด อยากได้คนเก่าคืน) ไม่ช่วยให้เข้าถึงพลังที่ถูกบล็อกอยู่ ต้องเล่าถึง ความกลัว ลูปชีวิต ความฝัน ภาพที่ติดตา เพื่อสร้างเครื่องมือที่ช่วย Integration ได้จริง ๆ Mandala ของบลูทำหน้าที่เหมือน Field Map ของจิต ถ้าเลือกผิดจุด (เช่น วาง Archetypal image ไม่ตรงศูนย์พลังงาน) มันก็จะไม่สั่นสะเทือนได้กับเราจริงๆ การบอกละเอียดจะทำให้รู้ว่าบลูควรจัดการที่พลังงานกลุ่มไหน (เช่น วงจร looping, ความกลัว, ความเฉื่อย, Chakra ที่โดนบีบ root/solar plexus/throat chakra /etc?)
ดังนั้นยิ่งเสียงเราชัดว่าเราต้องการอะไร ติดลูปอะไร Archetypal image จะสะท้อนเราได้แม่นที่สุด และภาพที่ได้กลับไปจะไม่ใช่พลังงานกลาง ๆ แต่จะถูกออกแบบมาเพื่อเราโดยเฉพาะ
ไม่จำเป็นต้องเล่าสวย ไม่ต้องเรียบเรียงเก่ง เราสามารถเล่าแบบเล่าเป็นเรื่อง เล่าเป็นความคิดที่กระโดดไปมา เล่าทั้งความหวังและความกลัวปนกัน ได้ทั้งหมดค่ะ โดยเฉลี่ย ลูกค้าหลายคนเล่า 2–15 หน้า A4 (บลูจะปริ้นออกมาอ่านนะคะ กรณีที่รายละเอียดเยอะ) ถือว่าปกติมากไม่ต้องเกรงใจ และไม่มีคำว่าเล่าเยอะเกินไป เล่าเท่าที่สบายใจได้เลยไม่จำเป็นต้องเล่ารายละเอียดที่เราไม่อยากเปิด บลูทำงานได้ในทุกระดับ เพียงแต่… ยิ่งเราเปิดพื้นที่ให้ความจริงในใจมากเท่าไหร่ งานที่ออกมาก็จะยิ่งตรงศูนย์พลังงานของเรามากเท่านั้น
ตัวอย่างการเล่า เคสน้องคนนึงเรียนสายวิทย์ แต่อยากสอบเข้าสายออกแบบ ที่มีพ่อรอซ้ำอยู่
“ค่ะ ตอนนี้อยู่ ม.6 เรียนสายวิทย์มา แต่คือหนูอยากสอบเข้าศิลปากรสถาปัตย์ออกแบบภายใน หนูตั้งใจเรื่องนี้มาตั้งแต่ม.4 เลยนะ แอบติว แอบวาดมาตลอด หนูเรียนสายวิทย์แต่ในใจชัดมากว่าอยากเรียนทางนี้มาแต่ไหนแต่ไร หนูฝึกวาด ฝึกทำโจทย์เยอะมาก หนูไม่ได้ติดเรื่องว่าอ่านหนังสือไม่มากพอ ติวน้อยไปอะไรแบบนี้ แต่ที่กลัวคือกลัวว่าตัวเองอาจจะไม่เก่งเท่าเพื่อนคนอื่นหรือป่าว พอดีที่เรียนพิเศษหนูหนูเจอเพื่อนจากหลายโรงเรียนมาก ส่วนใหญ่โรงเรียนดังด้วย แล้วเค้างานดีมาก ทุกคนเก่งหมด คืองานหนูก็ไม่แย่นะ แต่หนูก็กลัวเพราะงานวาดมันไม่เหมือนการกาข้อสอบที่วัดได้ว่าถูกหรือผิดชัดเจน หนูเลยเริ่มรู้สึกว่าถึงเราจะพยายามแค่ไหน แต่ถ้าคนอื่นดีกว่า เราก็อาจจะไม่ติดก็ได้ แล้วถ้าไม่ติด หนูรู้เลยว่าพ่อต้องซ้ำเติมแน่ๆ เพราะจริง ๆ พ่อเค้าอยากให้ไปสอบการบินพลเรือนเหมือนพี่ชายหนูมากกว่า เค้าคาดหวังกับหนูเยอะมาก เพราะหนูเรียนสายวิทย์ เค้าไม่เคยเข้าใจว่าหนูอยากเรียนออกแบบจริง ๆ ไม่ใช่ว่าหนูไม่เคยพูดนะ แต่แค่เริ่มพูดก็ทะเลาะกันแล้ว เค้าเข้าใจว่าออกแบบภายในคือการวาดรูปขาย หนูเหนื่อยอธิบายมาก เค้าไม่ฟังเลย มันเลยไม่ใช่แค่กลัวไม่ติด แต่หนูกลัวว่าถ้าไม่ติดจะทำให้หนูเฟลกับตัวเอง แล้วยังโดนด่าซ้ำอีก แล้วก็กลัวว่าถ้าดรอปปีนึงแล้วปีหน้าไม่ติดอีกหนูจะทำยังไง แล้วระหว่างดรอปหูหนูคงชาทุกวันแน่ๆ แค่คิดคืนนี้ก็นอนไม่หลับแล้ว หนูเลยคาดหวังมากๆ เพราะหนูตั้งใจมากๆ ถ้าหนูสอบติด หนูจะได้บอกตัวเองว่า หนูเลือกเอง แล้วหนูทำได้จริง ๆ ตอนนี้ที่พิมพ์อยู่หนูก็กำลังติวนะ ที่จริงมีไปมูกับเพื่อนมาแล้วเหมือนกัน 😅
หนูลืมเล่าไปเรื่องนึงค่ะ มันมีอยู่ครั้งนึงหนูเคยนั่งคุยกับรุ่นพี่ที่สอบติดไป เค้าเล่าให้ฟังว่าเพื่อนเค้าโคตรซวยเพราะตอนสอบสีน้ำ เพื่อนพี่เค้าดันทำน้ำหกใส่กระดาษข้อสอบ รอบนั้นเลยเฟลเลย แต่ยังโชคดีที่เค้าติดที่อื่น หนูกลัวอะ หนูซุ่มซ่ามด้วย ดวงซวยบ่อยด้วย แค่ลงไปซื้อไก่ทอดตอนพักเที่ยงยังซวยเลือกไม้ที่ไก้ดิบข้างในเลย“
ตัวอย่างการเล่า เคสหัวหน้าพยาบาลวัย 54 กับความตันที่ไม่ได้มาจากความสามารถ แต่จากระบบราชการ
“เราทำงานราชการเป็นหัวหน้าพยาบาลมาหลายปีแล้ว อายุ 54 แล้ว เงินตันที่ C7 มา 3 ปี หมายความว่าของเราเงินเดือนก็ขึ้นจนถึงเพดานสูงสุดแล้วคือ 58,390 บาท ไม่มีขึ้นอีกต่อให้ทำงานหนักแค่ไหน จริง ๆ เราไม่ได้ห่วงเงินเดือนขนาดนั้นหรอก แต่สิ่งที่รู้สึกคาใจคือ เราเหนื่อยมาทั้งชีวิต แต่ระบบมันไม่ให้เราขึ้นไปต่อ ทั้งที่เราทุ่มเทมากกว่าเงินเดือนอีก
การจะไป C8 มันมีสองทาง หนึ่งคือเป็นหัวหน้างานที่มีกรอบตำแหน่งแต่โรงพยาบาลเราก็ไม่มีกรอบเพิ่มเลย เราดูแลไตเทียมก็จริง แต่ตำแหน่งตรงนั้นไม่ขึ้น C8 ได้ อีกทางคือต้องทำ ว18 คือทำวิจัยระดับสุดยอดมาก แล้วเขียนค่างานเพื่อให้เขาประเมิน อันนี้คือผ่านยากมาก ต้องเริ่มเตรียมแต่ปี 68 เพื่อให้ยื่นทันรอบปี 70
เราเป็นคนทุ่มเท คนไข้รักเรานะ เขาชอบเอาของฝากมาให้บ่อยๆ ที่บ้านแทบไม่ต้องทำกับข้าวเลย เรารักงานที่ทำ รักคนไข้ เราทำทุกอย่างละเอียดจริงจัง แต่อีกปัญหาคือเราอยู่กับลูกน้องไม่ได้ เพราะหลายคนเขาเหมือนทำงานไปวันๆ และเป็นคนเอาหน้าเก่งมากๆ ทั้งที่จริงเราเป็นคนทำ เวลามีปัญหาเราก็ต้องรับจบทุกอย่าง เพราะคำว่าหัวหน้าค้ำคอ และเราก็ไม่ใช่คนชอบประจบใคร ทำงานเสร็จจบวันก็กลับบ้าน
ตอนนี้มันเลยเหมือนเราเป็นคนที่ยืนอยู่คนเดียวเลย ทุ่มเทก็แล้ว เก่งก็แล้ว แต่ถ้าไม่เข้าระบบก็ไม่โต
แล้วถามว่าเราอยากโตไหม ก็อยากระ ไม่ใช่เพราะเงิน แต่เพราะมันเหมือนเป็นสิ่งสุดท้ายที่เราทำให้ตัวเองได้ มันคือสิ่งที่เราควรได้มาตั้งหลายปีแล้ว มันไม่แฟร์เลย ทุกวันนี้รู้สึกเหมือนกำลังนับถอยหลังชีวิตราชการ ถ้าต้องทำงานจนเกษียณแต่เงินเดือนตัน มันแย่มาก แต่อีกใจก็ยังอยากจะพยายามครั้งสุดท้าย เรารู้ว่าเราทำได้ แต่ลึก ๆ ก็กลัวนะ ว่าทุ่มเทอีกแล้วมันจะไม่ได้อะไรกลับมาเลย“
สรุปเกณฑ์ความชัดที่เพียงพอ ไม่ใช่แค่ “อยากได้วอลเสริม…” แบบกว้าง ๆ:
มีเป้าหมาย เช่น ขายอุปกรณ์ก่อสร้างอยู่ ขายทั้งออนไลน์และหน้าร้าน เราอยากได้ลูกค้าเพิ่มขึ้นทุกๆ เดือน
บอกจุดติดขัด/ข้อจำกัด – ไม่ใช่แค่อยากได้ แต่รู้ว่าติดตรงไหน เช่น สินค้าเราไม่ได้แย่ ราคาก็เท่าๆกับร้านอื่น แต่ไม่รู้ทำไมคนไม่ค่อยเข้ามาดูไลฟ์หรือโพสต์สินค้าเลย เราล้มเหลวไม่ได้ด้วย เรามีเพื่อนที่เขาขายของเหมือนกัน ไม่ค่อยอยากให้เพื่อนเห็นเลยว่าเราไม่ค่อยมีลูกค้าสนใจเรา
มี pattern ซ้ำเดิมที่อยากหลุด หรือเจอสิ่งๆ นี้วนซ้ำ เช่น พยายามทำตามคนที่เขาสำเร็จแล้ว แต่ก็ได้ผลลัพท์เหมือนเดิม ลงคอร์สคนดังก็ดีขึ้นนะ แต่สุดท้ายก็กลับมาเหมือนเดิม ลูกค้าหาย
บอกความรู้สึกภายในสอดคล้องบอกอารมณ์/จุดอ่อน /ความรู้สึกฝังใจ หรือ shadow ได้ เช่น เคยร้องไห้หนักมาก ตอนนั้นเราเป็นคนเดียวในกลุ่มที่ไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อนไม่ได้ เพราะไม่มีเงิน ตอนนี้เลยพยายามผลักตัวเองให้เป็นคนที่มีการเงินคล่องมากขึ้น ใจนึงก็กลัวการโดนเปรียบเทียบ ทั้งๆที่เรารู้ว่าเพื่อนไม่คิดแบบนั้น แต่ก็ไม่อยากให้เพื่อนสงสารเหมือนกัน
ทั้งหมดนี่แล้วแต่เลยค่ะว่าอยากเล่าแค่ไหน แต่ผลลัพธ์จะลึกแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เพื่อนๆ เปิดให้บลูดูเหมือนกัน
ลองนึกภาพง่าย ๆ เหมือนไปหาหมอค่ะ… เราอาจจะบอกหมอแค่ว่า “รู้สึกปวดท้องตรงนี้” แล้วใช้นิ้วชี้ให้ดู ใช่ค่ะ หมอก็พอจะประเมินเบื้องต้นได้ อาจวัดความดัน ชั่งน้ำหนัก ตรวจอาการตามขั้นตอน
แต่ถ้าเราไม่ได้เล่าเพิ่มเติมว่า...
เมื่อวานไปกินของดิบมา
2 วีคก่อนโดนชกตรงท้องในการซ้อมมวย
วันนี้ดื่มน้ำน้อยผิดปกติ
เพิ่งเปลี่ยนยาคุม หรือเริ่มหยุดยาคุม
ยายใช้ให้ยกของหนัก ยกผิดท่า
ช่วงนี้กำลังเครียดกับเรื่องบางอย่างโดยไม่รู้ตัว
คำถามคือ:
- หมอจะวินิจฉัยแม่นไหม?
- จะรักษาได้ตรงจุดเร็วหรือเปล่า?
- หรือจะให้ยาแบบครอบคลุมไปก่อน เพราะข้อมูลยังไม่พอ?
การจัดไพ่ (เลือก Archetypes) ก็เช่นกันค่ะ
บลูสามารถช่วยได้ในทุกระดับอยู่แล้ว ไม่ว่าอยากเล่าแค่ไหน
แต่ความแม่นยำ – ลึก – ชัด – และตรงกับรากของปัญหาจริง ๆ
มันจะเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น ถ้าเราเปิดพื้นที่ให้ความจริงในใจของเราค่อย ๆ โผล่ขึ้นมาด้วย
ไม่ต้องเล่าหนักในทีเดียวก็ได้นะคะ แต่ถ้าเริ่มรู้สึกว่าอยากหลุดจาก pattern นี้จริง ๆ แค่เริ่มต้นด้วยความรู้สึกจริง ๆ ที่เรากำลังเจออยู่ตอนนี้ ค่อยๆ เล่า บลูแนะนำว่าใช้เวลาเงียบๆ ลองพิมพ์ใส่โน๊ตบนมือถือ ถ้าพร้อมแล้วค่อยส่งมาให้บลูก็ได้ค่ะ บลูรู้ว่าของแบบบนี้ต้องใช้เวลาในการเรียบเรียง และไม่ควรถูกเร่ง พร้อมเมื่อไหร่ ค่อยส่งมา เมื่อเราส่งมาแล้ว บลูจะรับช่วงต่อเองค่ะ
🪞 STEP 5 — ในภาพคัสตอมเราจะได้รับ
ภาพวอลล์เปเปอร์ (ตามจำนวนและขนาดที่เราสั่ง)
concept อธิบายการไหลเวียนพลังงานแบบละเอียด เจตนาของบลู ทำไมบลูจัดวางแบบนั้น พลังงานส่งออกและรับเข้ายังไง อะไรสามารถเกิดขึ้นได้บ้างหลังการเชื่อมต่อ (Archetype ถูกปลุก)
* ซึ่งเรา อาจจะรู้สึกเหมือนกันหรือไม่เหมือนกันก็ได้นะคะ เพราะภาพหนึ่งภาพทำงานในแต่ละคนต่างกัน
เช่น งูภาพเดียวกัน บางคนอาจเห็นแล้วจะรู้สึกฮึกเหิม แต่บางคนรู้สึกหลงใหลเหมือนได้รับเสน่ห์ ความหมายที่แท้จริงไม่สามารถตีความได้ความหมายเดียว มันจะซึมซับ เข้าไปในชีวิตของเราและปรับตัวตามจังหวะของเราเอง
บางวันมันอาจจะเป็นเพื่อน
บางวันมันอาจจะเป็นครู
ความหมายจริงๆ มันจะค่อยๆ เผยในแบบของเรา ซึ่งเจตนาของผู้ออกแบบจะเป็นแกนกลางของภาพเสมอ ไม่ว่าเราจะตีความหรือรู้สึกอย่างไร คลื่นแกนกลางนี้จะยังคงอยู่ เพราะมันฝังอยู่ในโครงสร้างและสัญลักษณ์ของภาพตั้งแต่ต้น
สิ่งที่ต่างกันระหว่างคนดูคือ ชั้นพลังงาน/ความหมายที่ซ้อนเพิ่มขึ้น (Layers)
บางคนได้รับ X ตามตั้งใจ (ตามที่บลูตั้งเจตนาไว้)
บางคนได้รับ X + Y (คือแกนหลักบวกกับพลังงานรองที่เขาเปิดรับเพิ่ม)
บางคนได้รับ X + Y + Z (แกนหลักบวกกับพลังงานรองและความหมายเฉพาะตัวที่เกิดจากประสบการณ์ชีวิตของเขา)
แต่จะไม่บิดจนกลายเป็น Z ล้วน เพราะ Core Frequency X จะเป็นเหมือนรหัสพื้นฐาน (Blueprint) ที่ทำให้พลังงานหลักไม่หลุดเจตนาเดิม
พูดง่ายๆ คือ บลูเป็นคนตั้งทิศเหนือเอาไว้ เราอาจเดินตรงไปเหนือ หรือเดินเหนือแล้วแวะตะวันออกเล็กน้อย แต่จะไม่มีวันเดินไปใต้โดยไม่รู้ตัว
หมายเหตุเพิ่มเติมเคสเลือกไพ่มาเอง: หากเป็นภาพไพ่ของดีไซเนอร์คนอื่น (เพื่อป้องกันกรณีการละเมิดลิขสิทธิ์) บลูจะรบกวนให้เราหาหลักฐานลิขสิทธิ์การใช้ภาพใบอนุญาตหรือการยืนยันจากเจ้าของภาพมาก่อนนะคะ
หมายเหตุสำคัญจากบลู
บลูตอบแชทเอง 100% ไม่ใช้แอดมิน ไม่ใช้ AI ไม่จ้างทีม ไม่จ้างคนเขียนข้อความใด ๆ
ทำทุกอย่างเองตั้งแต่การอ่านเคส วิเคราะห์ จัดไพ่ – จัดภาพ – ทำวอลเปเปอร์ เขียนหนังสือ เขียนบทความ แจกฟรี หาข้อมูลใหม่ๆ ส่งมอบภาพ ตอบคอมเมนท์ ดูแลทุกโซเชียล… คนเดียวทั้งหมด
เพราะฉะนั้น... บลูตอบช้าแน่นอนค่ะ
แต่ไม่ได้แปลว่าไม่ใส่ใจนะคะ
ทุกครั้งที่เห็นข้อความ บลูจะ กดอ่านก่อน เพื่อรับรู้เคส ตั้งใจตีความทุกทุกตัวหนังสือ
บางทีใช้เวลาเป็นหลักวัน เพราะ 1 วันมีหลายเคสมาก
ดังนั้น...
หากเห็นว่าบลูอ่านนานแล้วแต่ยังไม่ตอบ
บลูอยากให้เข้าใจว่า บลูกำลังตั้งใจอ่าน ตั้งใจให้คำตอบอย่างเหมาะสมให้กับเพื่อนๆ ทุกคนอยู่ค่ะ ทุกเคสมีความเฉพาะตัว และควรได้รับคำตอบที่เหมาะสมเฉพาะเคสจริงๆ
ในมุมของบลู การสื่อสารที่ดี คือการใส่ใจในอารมณ์และความหมายที่แท้จริงเบื้องหลังคำพูดก่อน และตอบกลับโดยไม่ทิ้งความคลุมเครือไว้ให้คนรับสาร
การตอบแชทแบบเร่งรีบ หรือ AI มาตอบแทน
สำหรับบลู... นั่นคือการไม่ให้เกียรติเราอย่างรุนแรง เหมือนการไม่ให้ความสำคัญ
สุดท้าย ขอบคุณจากใจที่รอ และที่เข้าใจการทำงานของบลูนะคะ
บลูทำสิ่งนี้ไม่ใช่เพราะมันคือธุรกิจ ไม่ใช่เปอร์เซ็นการตอบกลับเร็ว ไม่ใช่ยอดดาว ไม่ใช่ยอดรีวิว แต่เพราะมันคือ ความรักที่บลูมีต่อสิ่งที่ทำ และต่อทุกคนที่มาหาบลูจริง ๆ 🕊️
หมายเหตุเรื่องรีวิว
บลูต้องขอเขียนหน่อย เพราะหลังๆ คนใหม่ๆ ที่ไม่ได้รู้จักบลูมาก่อนเข้ามาถามหาเรื่องนี้เยอะมาก เรื่องรีวิวบลูขอแจ้งตรงนี้เลยนะคะ
ทั้งคนที่โหลดภาพฟรีหรือลูกค้าเก่าๆ บลูไม่เคยเก็บรีวิวหรือฟีดแบคจากเขาเลยค่ะ ไม่เคยเลยสักครั้งเดียว บลูไม่เคยถามเลยว่าได้ผลยังไง หรือกรณีที่เขาเล่ามาเอง บลูรับไว้ แต่ไม่เคยแชร์ต่อ ไม่เคยเอาไปทำการตลาด ไม่เคยเอามาทำเป็นรวมรีวิว ไม่โอ้อวดผลลัพธ์ ไม่เคลมอภินิหารเพื่อเรียกลูกค้าคนต่อไป บลูเชื่อว่าพลังงานของใครก็ของมัน ภาพของใครก็ของคนนั้น บลูเคารพพื้นที่ส่วนตัวของทุกคน
เวลาเราพูดถึง god, goddess หรือแม้แต่ demon ในทุกวัฒนธรรม เขาไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเป็นสินค้าเหมือนน้ำยาปรับผ้านุ่มค่ะ เขามีตัวตนของเขาอยู่แล้ว อยู่มาแบบนั้นตั้งแต่ต้น มนุษย์ต่างหากที่เป็นฝ่ายสงสัย อยากเรียนรู้ อยากเข้าหา และอยากทำความรู้จักกับสิ่งเหล่านี้
เพราะฉะนั้น…มันจะดูแปลกมากเลย ถ้าบลูจะเอาอะไรแบบนี้มานับรีวิวว่าดีหรือไม่ดี
บลูไม่เคยมองเขาเป็น แปรงสีฟัน สบู่ หรือเสื้อผ้าที่ใครใช้แล้วบอกว่าล้างสะอาด ฟองเยอะ หรือใส่สบาย แต่ละคนที่รู้สึกคลิกกับภาพ คลิกกับพลังงาน ก็เพราะตัวเราเองได้ยินเสียงเรียกจากเขา มีบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจังหวะ หรือเวลาที่ทำให้เราและเขาต้องรู้จักหรือเรียนรู้กัน แล้วเป็นเราค่ะ ที่เลือกจะก้าวเข้าไปหาเอง พลังงานเหล่านี้เป็นเรื่องของการ สื่อสารระหว่างเราและเขาโดยตรง (1:1) รีวิวจากคนนอก เสียงบ่น เสียงชมจากคนอื่น…ไม่เคยพูดแทนได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพลังนั้นจะเป็นแบบไหน และแต่ละคนมี Archetype ของตัวเองไม่เหมือนกัน บางทีอาจมีบางส่วนที่ซ้อนหรือใกล้เคียงกัน แต่เหมือนกันเป๊ะทุกอณู นั้นแทบจะหาไม่ได้เลย เพราะจิตวิญญาณของแต่ละคนมีรหัสเฉพาะตัว มีเส้นทางชีวิต และเงาที่ต้องเรียนรู้แตกต่างกันไป เพราะแบบนี้ การที่ใครสักคนใช้ภาพหนึ่งแล้วได้ผลแบบหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะต้องได้ผลแบบเดียวกัน เหมือนกับเราฟังเพลง เพลงเดียวกันอาจทำให้คนหนึ่งร้องไห้ แต่ทำให้อีกคนรู้สึกสงบ อีกคนอาจเฉยๆ ไปเลยก็ได้ ทั้งที่เป็นเพลงเดียวกัน
ซึ่งเมื่อเรารู้สึกเชื่อมโยงกับภาพ และเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในชีวิตขึ้นจริง ภาพนั้นย่อมมีบทบาทบางอย่างในการทำงานร่วมกับเรา และพลังตรงนี้ควรเป็นพื้นที่เงียบส่วนตัวของเจ้าของภาพค่ะ เพราะพลังงานจะทำงานได้ดีที่สุดในความสงบ เหมือนเราปลูกเมล็ดแล้วกลบดิน ปล่อยให้เขาเติบโตเองโดยไม่ต้องขุดแล้วเรียกเพื่อนมาดูทุกวัน เพราะกระบวนการแบบนี้มักเกิดขึ้นในระดับที่ลึกและเงียบของจิตไร้สำนึก
กลับมาที่ฟีดแบค จริงๆ สิ่งที่เกิดขึ้นที่บลูแชร์ได้คือ ลูกค้ากลับมาสั่งขนาดอื่น หรือธีมสีอื่นเพิ่ม (เช่น เคยเอา iPad แล้วกลับมาสั่งมือถือหรือคอมเพิ่ม เคยสั่งทำธีมมืดไปแล้ว อยากได้ธีมสว่าง) ,ขอปรับไพ่ ในวอลเดิม เพราะเขาผ่านเรื่องบางเรื่องไปแล้ว แต่ไม่อยากเปลี่ยนวอล, หรือบางคนก็เล่าแบบสั้นๆ ว่าปัญหาที่เขาติดอยู่มันคลี่ออกแล้ว ซึ่งบลูจะไม่เคลมว่าเป็นเพราะภาพของบลูเสมอไปค่ะ มันอาจเป็น timing หรือจังหวะพลังงานของแต่ละคนด้วย แต่จุดร่วมที่เห็นชัดคือ…
ถ้าเป็นเคสสั่งทำ เขามักจะ resonate ตั้งแต่เริ่มคุยโต้ตอบกัน (ยังไม่เห็นภาพจริง)
กับถ้าเป็นเคสรับภาพสำเร็จรูป (ทั้งแบบฟรีและแบบซื้อ) เขาจะรู้สึกแปลกๆ ขึ้นทันทีเมื่อเห็นภาพ ไม่ว่าจะเป็นด้านบวกหรือลบ แต่นั่นมักเป็นสัญญาณว่า จิตไร้สำนึกเริ่มตอบสนองต่อสัญลักษณ์บางอย่างแล้ว
ดังนั้นเมื่อเลือกภาพหรือสั่งทำภาพ (ทั้งจากของบลูและของคนอื่นๆ เลยนะคะ) บลูอยากให้เชื่อจิตไร้สำนึกของตัวเอง มากกว่าฟังรีวิวของคนอื่นค่ะ เพราะรีวิวคือเรื่องราวที่ผ่านไปแล้ว แต่ภาพคือพลังงานที่จะทำงานกับเราต่อจากนี้(ปัจจุบันและอนาคต) ค่ะ














